ตอนที่ 15 : บทที่ 15 สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5573
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 414 ครั้ง
    1 พ.ย. 61

รถแท็กซี่สีขาวสะอาดตรงมาจอดยังด้านหน้าอาคารอพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก ขณะนี้ผู้จัดการอพาร์ทเม้นได้กำลังทำการตัดหญ้าที่สวนเล็กๆด้านหน้าอพาร์ทเม้นอยู่ เขาหันหลังไปมองยังแท็กซี่สีขาวและเกิดความสงสัยขึ้น ที่แห่งนี้ค่อนข้างห่างไกลจากผุ้คน มีผู้คนไม่มากนักที่จะมายังที่นี่ ผู้จัดการอพาร์ทเม้นมองดูที่แท็กซี่จนประตูแท็กซี่นั้นเปิดออก ชายหนุ่มหน้าตาดีเดินลงมาจากรถ ผู้จัดการมองไปที่เขารู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยไปในเวลาเดียวกัน
“หลินหลงนั้นเธอรึ”
ผู้จัดการรู้สึกงุนงงเพราะใบหน้าของหลินหลงนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ออร่าที่หลินหลงปล่อยออกมานั้นต่างจากเดิมอย่างบอกไม่ถูก หลินหลงในตอนนี้มีรูปร่างที่ได้สัดส่วนราวกับนักกีฬา เขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้กับการฝึกฝนที่ผ่านมาของเขา การนั่งสมาธิทำให้ผิวพรรณของเขาผ่องใสและขาวนุ่ม การออกกำลังกายทำให้เขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“ใช่แล้วผู้จัดการผมเอง เป็นยังไงบ้างไม่เจอกันนาน”
หลินหลงยิ้มให้กับผู้จัดการ
“ก็เรื่อยๆนั่นแหละ ว่าแต่ว่าเธอหายไปไหนมาตั้งนาน เจอปัญหาอะไรรึเปล่า ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าก็ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆใช้ชีวิตไป ขอแค่อย่าเดินไปในทางที่ผิดก็พอ ไหนเล่าให้ตาแก่คนนี้ฟังหน่อยซิว่าหายไปไหนมาตั้งหลายเดือน มาๆ”
ผู้จัดการอพาร์ทเม้นนอกจากจะไม่โกรธที่หลินหลงไม่จ่ายค่าเช่าเขาเป็นเวลานานแล้ว ผู้จัดการอพาร์ทเม้นยังดูเหมือนจะเป็นห่วงเขามากๆอีกด้วย เขาทำตัวเหมือนกับหลินหลงเป็นหลานแท้ๆของเขา
การกระทำของผู้จัดการนั้นทำให้หลินหลงพูดไม่ออก เขานั้นกะว่าเขาจะต้องถูกต่อว่าแน่ๆ ไม่คิดว่าเขาจะไม่ถูกด่าและถูกลากไปยังห้องนั่งเล่นชั้นล่างของอพาร์ทเม้นเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่หลินหลงพบเจอ
“หลินหลงถ้าเธอมีปัญหาเรื่องเงิน ฉันพอมีเงินอยู่ถึงจะไม่มากนักแต่ฉันก็พอที่จะช่วยเหลือเธอได้บ้าง”
ผู้จัดการยังไม่ทันจะได้ฟังที่หลินหลงพูดเขาก็หยิบเงินที่อยู่ในกระเป๋าออกมา หลินหลงทำการนับคร่าวๆด้วยสายตา พบว่าผู้จัดการหยิบเงินออกมาถึง 500 ดอลล่า ซึ่งหลินหลงว่ามันเยอะมากหากเป็นตัวเขาเมื่อก่อน หลินหลงรีบส่ายหัวและปฏิเสธก่อนที่จะแกล้งทำเป็นหยิบเงินจากในกระเป๋าออกมา หลินหลงล้วงเข้าไปในกระเป๋าของเขาและหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากในช่องเก็บของ
“ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินจริงๆ ดูนี่ซิผมได้งานใหม่ที่ดีกว่าแล้ว ผมไม่ได้ลำบากเรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง”
หลินหลงหยิบเงินออกมาประมาณ 2000 ดอลล่า ผู้จัดการที่เห็นเงินแล้วก็โล่งใจออกมา ก่อนที่จะถามขึ้นด้วยความสงสัย
“แน่ใจนะว่าเธอไม่มีปัญหาอะไรจริงๆนะ เธอคงไม่ได้เงินพวกนี้มาด้วยการทำเรื่องที่ผิดกฏหมายหรอกใช่ไหม”
คำพูดของผู้จัดการผู้แสนใจดีคนนี้ทำให้หลินหลงสะอึกเล็กน้อย จะว่าเงินที่ได้มาเป็นเงินที่ถูกต้องก็ไม่ผิด แต่จะบอกว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างผิดกฏหมายมันก็ไม่เชิง หลินหลงหัวเราะก่อนที่จะพูดกับผู้จัดการอพาร์ทเม้นอย่างจริงจังว่าเงินที่เขามีนั้นเขาทำงานแลกมาไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย
“แบบนั้นก็ดี ขอแค่เงินที่ได้มาไม่ผิดกฏหมายก็พอ”
ผู้จัดการดูเหมือนจะดีใจกับเขาด้วยที่สามารถหางานใหม่ที่ได้เงินเยอะกว่าได้ หลินหลงมาถึงจุดนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องพูดถึงเรื่องที่เขาต้องพูดเสียที
“ผู้จัดการคือที่ผมมาวันนี้คือผมว่าผมอยากจะขอย้ายออกจากที่นี่นะครับ และอีกอย่างที่มาที่นี่ก็เพื่อต้องการจะจ่ายเงินค่าเช่าที่เหลือที่ค้างไว้ทั้งหมด ถ้าไม่เป็นไรผมขอจ่ายมันทั้งหมดเลยนะครับ”
หลินหลงหยิบเงินออกมาก 10,000 ดอลล่าก่อนที่จะยื่นไปให้กับผู้จัดการอพาร์ทเม้น ผู้จัดการอพาร์ทเม้นถึงกับอึ้งเงินสดมากมายขนาดนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเป็นเพียงแค่ลูกจ้างที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้างเท่านั้นเอง
“ไม่ได้หรอกนี่มันเยอะเกินไปแล้ว”
หลินหลงส่ายหัวและพยายามให้ผู้จัดการอพาร์เม้นรับเงินของเขาให้ได้ ทั้งสองพูดคุยกันหลายชั่วโมงกว่าจะยอมกันได้ หลินหลงรู้สึกสบายใจแล้วตอนนี้ เขาได้มาจัดการเรื่องที่เขาควรจัดการก่อนที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
……….
ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง
บาทหลวงยูอิลกำลังนั่งมองไปที่เอกสารบางอย่างอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา คิ้วของบาทหลวงขมวดเข้าด้วยกันเขารู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก เอกสารที่เขาอ่านอยู่เป็นเอกสารของธนาคารที่ระบุการยึดครองสินทรัพย์ และกำหนดเวลาในการย้ายออก
ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ปกติจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากทางรัฐบาลแต่ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลอันไดทำให้งบประมาณถูกตัดออกอย่างไม่มีเหตุผล ปีนี้เป็นปีที่หนักสุดที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเคยพบมา
บาทหลวงยูอิลไม่มีทางเลือกมากนัก เขาไม่มีเงินพอที่จะคอยเลี้ยงดูเหล่าเด็กๆ บาทหลวงยูอิลจึงจำใจต้องไปทำการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยใช้ที่ดินของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นประกัน บาทหลวงยูอิลหลังจากกู้เงินจากธนาคารมาแล้วเขาก็ทำทุกอย่างเพื่อที่จะหาผู้บริจาค เพื่อที่เขาจะสามารถจ่ายเงินที่กู้ยืมมาได้ แต่อย่างไรก็ตามบาทหลวงยูอิลก็ไม่สามารถหาผู้บริจาคได้ และหนี้ก็ทับถมมาจนถึงขั้นที่ธนาคารต้องการที่จะยึดทรัพย์
บาทหลวงยูอิลในตอนนี้เขารู้ดีว่าเขากำลังพบเจอกับปัญหาใหญ่ เขาไม่มีที่ให้พึ่งพา ธนาคารอาจจะสงสารและยื่นเวลาออกไปให้ แต่ถึงจะยืดออกไปมันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้บาทหลวงนั้นสามารถพลิกสถานการได้
บาทหลงยูอิลได้แต่ถอนหายใจและไม่รู้จะดำเนินการต่อไปยังไงดี และในขณะที่เขานั้นกำลังสับสนอยู่บาทหลวงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเข้ามาใกล้ บาทหลวงยูอิลรีบทำการซ่อนเอกสารที่อยู่บนโต๊ะ เขาไม่อยากให้ใครมาพบกับมันเข้าเพราะกลัวว่ามันจะสร้างความกลัวให้กับเด็กๆ
ซูฮี เด็กสาวอายุราวๆสิบสองปียืนอยู่หน้าประตูก่อนที่จะพูดขึ้น
“หลวงพ่อค่ะ คุณแตวอนมาหาค่ะ”
แตวอนคือผู้จัดการธนาคารที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของที่ดินภายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาเป็นคนที่ไม่สนใจใคร และคิดหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง เขาไม่สนใจว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้จะเป็นยังไง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา
บาทหลวงเดินออกมาจากในห้องสีหน้าของเขาไม่ดีเท่าไหร่นัก ซูฮีที่เห็นสีหน้าของบาทหลวงก็อดไม่ได้ที่จะพูดถามขึ้น ซูฮีเป็นเด็กที่ฉลาด นางพอจะรู้เรื่องอะไรบ้างเพียงจากการฟังบทสนทนาและอาการของบาทหลวง
“หลวงพ่อค่ะ พวกเขาจะไล่พวกเราออกจากที่นี่ใช่ไหม พวกเราจะมีที่ไปใช่ไหมค่ะ”
หนทางข้างหน้าของเหล่าเด็กกำพร้าไม่ดีเท่าไหร่นัก พวกเขามีเพียงแค่สถานที่นี้เท่านั้นที่เรียกได้ว่าบ้าน ซูฮีช่วยไม่ได้ที่จะกลัวขึ้นมา
บาทหลวงยูอิลที่เห็นความหวาดกลัวของซูฮีได้แต่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะลูบไปที่หัวของนาง
“ไม่อย่างแน่นอน พวกเราจะไม่ต้องไปที่ไหน พวกเรายังมีเวลาอยู่ พ่อเชื่อว่าพ่อสามารถที่จะหาคนบริจาคได้”
บาทหลวงยูอิลพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจที่สุด เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมแพ้จนถึงท้ายที่สุด บาทหลวงยูอิลสมัยเด็กเองเขานั้นก็เป็นเด็กกำพร้าเขารู้ว่าอนาคตของเด็กเหล่านี้หากไม่มีที่นี่แล้วจะเป็นยังไง เขาไม่มีวันยอมให้เหล่าเด็กๆเผชิญกับสิ่งที่เขาเคยเจอมาเด็ดขาด สังคมเป็นสิ่งที่โหดร้ายเสมอกับคนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้
บาทหลวงยูอิลหลังจากที่ปลอบซูฮีแล้วนั้นเขาก็สูบลมหายใจเข้าไปเต็มปอดก่อนที่จะเดินไปยังห้องรับแขกเพื่อเผชิญหน้ากับผู้จัดการธนาคารแตวอน
บาทหลวงยูอิลเดินเข้ามาในห้องรับแขกก็พบกับแตวอนกำลังนั้่งสูบซิการ์อยู่ เขาดูเหมือนจะไม่ได้สนใจกฏระเบียบอะไรของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเลยสักนิด บาทหลวงยูอิลช่วยไม่ได้ที่จะโกรธขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอประทานโทษนะครับ ที่นี่คือสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า ห้าสูบบุหรี่”
แตวอนทำทีเป็นไม่สนใจและดูดซิการ์ของเขาต่อไปก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ก่อกวน
“หลวงพ่อเห็นเอกสารแล้วใช่ไหม หลวงพ่อเหลือเวลาอีกเพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นในการหาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้นก็คงต้องขอรบกวนให้หลวงพ่อกับเหล่าเด็กๆที่น่ารักที่นี่ย้ายออกไป ไม่อย่างนั้นจะมีความผิดทางกฏหมาย”
แตวอนพูดจาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหยิงผยอง เขาดูดซิการ์และพ่นไปยังทางของบาทหลวง
เงินที่บาทหลวงยูอิลทำการกู้ไปนั้นมีจำนวนมากกว่า 60,000 ดอลล่า แต่หากเทียบกับราคาที่ดินแล้ว 60,000 ดอลล่าถือเป็นจำนวนที่ไม่มีค่าอะไรเลย แตวอนในตอนนี้นั้่งคิดถึงเงินที่เขาจะได้เขาก็หัวเราะออกมาอย่างน่ารังเกียจ เขาไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับคุณธรรมความดีทั้งนั้น เขานั่งรอนับวันนับคืน คอยให้ทุกคนนี้ใสหัวออกไปเพื่อที่เขาจะได้รับเงินที่เป็นของเขา
“ไม่จริง ตามในเอกสารบอกว่าเรายังมีเวลาอีกสองเดือนที่จะจ่าย คุณไม่มีสิทธิจะมาลดวันเวลาแบบนี้”
“ก็อย่างว่าละนะ ตามสัญญาระบุไว้แบบนั้นจริงๆ แต่ทางกฏหมายพวกเราสามารถที่จะบังคับปิดก่อนเวลาได้หากพวกเรารู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถของผู้ที่กู้ยืมเงิน”
แตวอนหยิบสัญญาที่อยู่ในกระเป๋าของเขาออกมา ก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่เงื่อนไข ซึ่งในส่วนของเงื่อนไขนี้นั้นพิมพ์ด้วยตัวอักษรที่เล็กมากทำให้สามารถที่จะอ่านข้ามมันไปได้โดยง่าย
แตวอนสาเหตุที่ต้องการจะบีบเวลาลงเป็นเพราะว่าเขานั้นได้ข่าวมาว่ามีบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งกำลังมองหาที่ดินที่จะสร้างอาคารพาณิชย์ บริษัทจะขอซื้อที่ด้วยราคาที่งดงามถึง 1,000,000 ดอลล่าซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลเมื่อเทียบกับเงินเพียงแค่ 60,000

*** ติดตามตอนใหม่ๆได้ที่ FICTIONLOG น้า ไปแล้ว 59 ตอนทีนั่น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 414 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #124 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 00:31

    เอาเงินฟาดหัวมันนนนนนนน

    #124
    0