CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 80 : [[,,,Chapter 63,,,]] Lift time [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    20 ม.ค. 58

JJ♕




63

Lifetime

 

            “รู้ไหมวาที่ญี่ปุ่นนะ คริสต์มาสนี่เป็นเทศกาลที่โรแมนติกมาก ๆ เลยล่ะ” น้ำเสียงใสของชายหนุ่มดังขึ้นเบา ๆ ภายในตรอกซอยเล็ก ๆ ของมหานครเมืองใหญ่ที่เริ่มสว่างไสวไปด้วยแสงไฟแหลกสีสันยามใกล้สิ้นปีเต็มที อากิระเหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้มกว้างในขณะที่เขาโอบเอวของร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทเอาไว้แนบแน่น

            “...อ่าฮะ”

            “เสียดายที่ปีนี้เราสองคนคงไม่ได้ทันไปฉลองที่นั่น... แต่ที่นี่ก็ดูดีเหมือนกัน ถ้าได้อยู่กับเธอที่ไหนฉันก็ชอบทั้งนั้นแหละ”

            มันเป็นคำพูดสั้น ๆ ของชายหนุ่มที่เรียกรอยยิ้มบางจากไอชาได้เป็นอย่างดี มือเล็กค่อย ๆ ขยับผ้าพันคอไหมพรมหนาสีขาวให้เข้าที่ในขณะที่เธอกำลังสาละวนกับการอุ้มเจ้าแมวอ้วนสีนวลในอ้อมกอด

            แม้จะผิดกลิ่นจากเซนไปบ้าง แต่เลโอก็ดูเป็นแมวที่เชื่องกับไอชาไม่น้อย... อากิระคิดว่ามันรู้ชะตาตัวเองดี เพราะถ้าไม่ถูกเขากับไอชาเก็บมาส่งเข้าร้านขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาที่เริ่มเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ทั้งที่ครั้งหนึ่งนั้นมันคือสัตว์เลี้ยงที่เป็นศูนย์กลางความรักระหว่างเซนและอากิระ

            “...แบบนั้นก็ดีแล้วนี่นา จริง ๆ เราฉลองกันในห้องอาชิตะก็ได้นะ ถ้าหมอนั่นไม่ว่าอะไร ฉันอยากให้สองคนนั้นมีส่วนร่วมด้วย แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็วันเกิดพวกนายสองคน คิดหรือยังว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ”

            “ฮ่ะ ๆ นั่นสินะ...” อากิระหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหรี่ตามองเลโอที่เกาะแขนไอชาเสียแน่น “ไม่รู้สินะ อะไรก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ แต่ถ้าจะฉลองกันแบบนั้นคงต้องเอาเลโอไปไว้ที่บ้านฉันแล้วล่ะ เจ้านี่เข้าห้องคนป่วยไม่ได้หรอก”

            “แต่ก็... สงสารนะ”

            “ฮ่ะ ๆ เธอดูรักสัตว์นะ นี่ถ้ามีลูก เธอยังจะเป็นแบบนี้อยู่ไหมนะไอชา” จู่ ๆ ชายหนุ่มก็เปรยถาม อากิระก้มมองร่างที่เล็กกว่าก่อนจะยิ้มชอบใจแล้วรับเจ้าแมวเลโอตัวอ้วนมากอดไว้เสียเอง แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำที่พูดเล่น ๆ แต่สำหรับไอชาแล้ว...

            “...ไม่รู้สินะ ฉันยังคิดไม่ออกน่ะ...”

            เธอตอบเขากลับไปด้วยท่าทางเรียบ ๆ เหมือนทุกครั้ง สำหรับไอชาแล้ว ภาพของอากิระที่ดูจะเริงร่าเป็นพิเศษยังคงสะท้อนอยู่ในแววตาเธอเพียงแต่ในตอนนี้ ทุกอย่างเลือนรางและรื้นไปด้วยม่านน้ำตาที่เธอพยายามหลบซ่อนเอาไว้...

            มันเหมือนเป็นความกังวลบางอย่างในใจที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะบอกกับเขา

            เธอนึกถึงเพียงแต่เรื่องของวันนั้น... เกือบเดือนก่อนที่เขาและเธอเป็นของกันและกัน โดยไม่มีการป้องกันและขัดขืนอะไรทั้งสิ้น...

            ...

            แล้วสิ่งที่เธอกังวลในช่วงหลายวันมานี้ ก็คืออาการผิดปกติของสิ่งนั้น...

            “...อ่า... เป็นอะไรหรือเปล่า?”

            “เปล่าหรอก... แค่คิดเฉย ๆ น่ะ ว่าถ้ามีลูกขึ้นมาจริง ๆ จะเป็นยังไง” น้ำเสียงใสตอบเพียงสั้น ๆ ไอชาเดินผ่านฝูงคนมากมายโดยที่มันเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกร้อนที่ขอบตาทุกครั้งที่พยายามจะมองหน้าเขา โดยที่อากิระเองนั้นก็ดูเหมือนจะยังไม่รู้อะไร

            และมันก็น่าละอายเกินกว่าที่เธอจะพูดออกไปกับใครสักคนที่ให้คำปรึกษาได้ว่าเธออาจจะกำลัง  ท้องลูกของเขา หลานคนแรกของตระกูลอาคิโมโตะ ลูกที่เกิดจากแม่และพ่อที่ไวไฟในวัยที่ยังเรียนไม่จบกันด้วยซ้ำ...

 

 


 

           

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นบรรยากาศภายในห้องคนป่วยกลับแตกต่างจากภายนอกอย่างสุดขั้ว วันนี้เป็นวันแรกในรอบเกือบสัปดาห์ที่อาชิตะซึ่งอาการทรุดนอนนิ่งเพราะความดันตกมาหลายวันกลับลุกมาพูดมากได้อย่างหน้าตาเฉย

แต่จริง ๆ ...สำหรับเมรินและครอบครัวของเขาแล้วมันก็คงเป็นเรื่องดี

            “...นี่ ฉันคิดว่าถ้าฉันมีแรงพูดมากขนาดนี้ ฉันต้องกำลังหายแน่ ๆ เลยล่ะ เธอคิดแบบที่ฉันคิดไหม”

            น้ำเสียงใสของคนที่นั่งบนเตียงเอ่ยถามหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่นั่งอ่านหนังสือสอบอยู่ข้าง ๆ แววตาของเขาดูเป็นประกายและร่าเริงกว่าหลายวันก่อนมาก

            “...อืม นายดูไม่เหมือนคนที่นอนไม่รู้สึกตัวมาสามวันเลย” เมรินตอบพลางลากเสียงยาวกว่าปกติ เธอเหลือบมองเขาแค่ช่วงสั้น ๆ ก่อนจะให้ความสำคัญกับหนังสือเรียนเล่มหนาในมืออีกครั้ง พรุ่งนี้แล้วที่ทุกอย่างจะจบลงทั้งการสอบปลายภาคที่ยาวนานของเธอ และการพยายามทำของขวัญวันเกิดให้กับคนป่วยอย่างเขา

            ต่อจากวันพรุ่งนี้ไป... เธอคิดว่าคงไม่มีอะไรมาแยกเธอและเขาออกจากกันได้อีก

            “...นั่นสินะ คงเหมือนนอนชาร์จแบตไง แล้วเดี๋ยวก็คงจะหาย วันนี้นะ ไม่รู้สึกเจ็บเลย” เขาบอกเสียงใส อาชิตะหยิบนั่นนี่มาเล่นเหมือนเด็ก ๆ อย่างอารมณ์ดีในขณะที่เขาเพิ่งจะเล่นเกมส์ในมือถือที่ทิ้งเอาไว้นานจนจบเกม

            “...ถ้าหายเร็ว ๆ แบบนี้ก็ดีสิ”

            “ใช่...” เขายิ้มกรุ้มกริ่ม ใบหน้าซีดดูมีเลือดฝาดมากกว่าสองสามวันก่อนเหลือบมองเธอแล้วยิ้มร้าย “เราสองคนก็จะได้แต่งงานกันสักที...”

            “ฮ่ะ ๆ ฉันจะรอวันนั้น”

            “ตลอดไปเลยใช่ไหม...”

            คำถามนั้นดังขึ้นเบา ๆ จากปากคนป่วย อาชิตะเอียงคอมองเมรินด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับว่ากำลังรอคำตอบและออกแนวจะอยากคะยั้นคะยอให้เธอพูดออกมาเสียเต็มแก่ โดยที่เขาเองก็รู้มันอยู่เต็มอกแล้ว

            “ใช่... ฉันจะรอนาย”

            แค่เพียงคำตอบสั้น ๆ ก็ทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาได้ เขาถือวิสาสะยกมือข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือค่อย ๆ ลูบไปมาบนเรือนผมสวยอย่างอ่อนโยนราวกับเป็นเด็ก ๆ แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น เมรินคิดว่าตอนนี้พระเจ้าที่เธอภาวนาถึงทุกวันคงได้ยินคำขอของเธอแล้ว และท่านจะคืนเขากลับมาให้เธอ

            คงไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว...

            “ขอบคุณนะ... ฉันเองก็จะอยู่กับเธอตลอดไป ไม่มีอะไรที่จะพรากเราสองคนออกไปจากกันได้อีกเชื่อฉัน แม้แต่ความตายก็ด้วย” เขายิ้มตอบในขณะที่ค่อย ๆ หลับตาลงเบา ๆ นานมากแล้วที่ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกอบอุ่นเช่นนี้ และแทบจะไม่มีทางเลยที่คนอย่างเมรินจะลุกมาทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้

            “อาชิตะ... อยะ อย่าพูดเรื่องตาย”

เสียงร้องห้ามของเมรินดังขึ้นทันควัน แล้วไวเท่าความคิดที่สัมผัสบางเบาของรสจูบแห่งความกลัวปิดปากคนไข้พูดมากให้นิ่งสนิท ใบหน้าซีดขึ้นสีระเรื่อบาง ๆ เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีเข้มที่เบิกโพลงเบา ๆ ก่อนอาชิตะจะเป็นฝ่ายถือวิสาสะโน้มตัวกอดร่างเล็กกว่าเอาไว้เงียบ ๆ

            นี่คือครั้งแรกที่เมรินทำแบบนี้กับเขา... ตลอดเวลาที่ทั้งสองคนได้พบกัน...

            “...”

            รสจูบอบอุ่นไล่ความเหน็บหนาวออกไปจนหมดทุกครั้งที่ร่างกายทั้งสองแลกแนบชิดและแลกเปลี่ยนความอ่อนโยนนี้ให้กันอย่างแผ่วเบา ภายในห้องพักที่มีแต่ความเงียบงัน สองมือเล็กของหญิงสาวประคองกรอบหน้าและต้นคอเรียวซึ่งผอมแห้งลงไปมากของชายหนุ่มให้โน้มลงมาใกล้ชิดเบา ๆ พร้อมกับป้อนอากาศให้กับอีกฝ่ายอย่างไม่ขาดด้วยความเป็นห่วง

เมรินไล้มือเล็กของเธอผ่านต้นคอระหงและเรือนผมยาวนุ่มของอีกฝ่ายเรื่อยลงมาจนหยุดที่แผ่นอกเปลือยเปล่าอันผอมแห้งที่ติดอุปกรณ์วัดค่าสัญญาณชีพมากมายนั่น ...เธอลูบไล้มันเบา ๆ เพื่อสัมผัสแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ อันอ่อนโยนของหัวใจที่อ่อนแอของชายหนุ่ม ที่มันพยายามบอกกับเธอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และเขายังคงอยู่ตรงหน้า...

            “...สัญญานะว่าจะหาย... จะไม่ทิ้งฉันไว้...”

            คำถามนั้นยังคงถูกย้ำซ้ำ ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนในใจ ทั้งที่มันควรจะเป็นความสุขมากมาย แต่ไม่รู้ทำไมที่หัวใจดวงน้อยของเธอกลับซ่อนเร้นความหวาดกลัวได้มากมายถึงขนาดนี้...

            ทั้งที่ก็แค่คนป่วยหนักใกล้ตายเต็มทีที่หลับไปไม่ตื่นมาสามวันอาการดีขึ้น... แต่เธอกลับ...

            “สัญญากับฉันนะว่านายจะไม่ไปไหนอีก... สัญญากับฉัน”

            “...เมริน ฉะ ฉันว่าเธอคิดมาก” ชายหนุ่มยิ้มจาง ๆ อาชิตะเหลือบมองคนในอ้อมกอดด้วยรอยยิ้มแล้วลูบหลังปลอบเบา ๆ

            “...ไม่ได้คิดมาก แต่ฉันกลัวนี่นา สัญญากับฉันนะว่านายจะไม่หนีไปไหน ถ้าวันหนึ่งที่โลกนี้ไม่มีนาย...ฉันก็คงไม่เหลืออะไรเหมือนกัน”

            “...”

            อาชิตะพ่นลมหายใจอ่อนโยนออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยิ้มจางแล้วพยักหน้าช้า ๆ

            “สัญญา... ฉันจะทนทุกอย่าง ฉันต้องหาย... ไม่ว่าพรุ่งนี้หรือวันไหน ๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน ฉันจะรักเธอ และจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหนอีก ฉันจะเป็นวันพรุ่งนี้ของเธอ ตกลงนะ”

            ไร้ซึ่งคำพูดใดนอกจากน้ำตาบาง ๆ ที่รื้นเพราะความปิติ เมรินพยักหน้าช้า ๆ ก่อนโผเข้ากอดชายหนุ่มแนบแน่นในขณะที่ความเงียบงันพาเข็มนาฬิกาบอกเวลาเข้าสู่วันใหม่ภายในห้องผู้ป่วยที่มีเพียงความเงียบงัน

            อาชิตะเหลือบมองเข็มนาฬิกาที่หมุนเปลี่ยนเวลาไปเรื่อย ๆ ด้วยแววตาเงียบสงบบนตักของร่างเล็กที่ให้ความสนใจกับหนังสือเล่มหนาอย่างตั้งใจ ในขณะที่เขาเปิดอ่านข้อความให้กำลังใจมากมายที่ถูกส่งผ่านมาจากเหล่าเพื่อน ๆ และรุ่นน้องแฟนคลับจนเกิดเป็นแฟนเพจในเฟซบุคที่มีไว้สำหรับให้กำลังใจและอัพเดตอาการป่วยให้ผู้ติดตามและรุ่นน้องทราบ

            มลทินที่ถูกกล่าวหาว่าแย่งเมรินมาจากเซนถูกชะล้างไปหมดด้วยความจริงว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ คือแพะรับบาปทุกเรื่องมาตลอด ทุกอย่างในชีวิตของเขากลับมาไปได้ดีอีกครั้ง... ผู้คนมากมายต่างอวยพรให้เขาหายจากอาการป่วยหลังจากอาการทรุดลงเมื่อหลายวันก่อน ทุกคนไม่รังเกียจในโรคร้ายที่เขาต้องเผชิญ ไม่มีใครรังเกียจเดือนมหาวิทยาลัยที่เรียนไม่จบ แล้วเขาเองก็ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เก็บอาการป่วยเอาไว้กับตัวเองอีกต่อไป

            ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น... สวนทางกับเซนที่เริ่มจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจและความทะยานอยากมีอยากได้ อยากเอาชนะที่ชักนำให้เขาตัดสินใจอยู่ใต้ด้านมืดของตัวเอง ที่มันชักนำให้เขากล้า... กล้าที่จะท้าทายกฎหมายด้วยยาเสพติดล็อตใหญ่มูลค่านับเกือบพันล้านบาทที่จะถูกส่งมอบในวันนี้

 

            วันที่ 21 ธันวาคม...

           

 

                         

            วันที่โลกทั้งใบของคนทั้งหมดได้เปลี่ยนไป...

            วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง...

            …

            “นี่พูดจริงหรือเปล่า...” น้ำเสียงสั่นเครือของชายหนุ่มที่นั่งจิบชาอุ่น ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ยาวเช้าตรู่บนโซฟานุ่มเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แต่แววตาตี่เล็กสีดำมืดนั้นกลับแฝงไปด้วยความดีใจไม่น้อยหากสิ่งที่เขาได้ยินไม่ได้ผิดเพี้ยนไป

            “...จริง ๆ ครับ เคสผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบสัปดาห์ก่อน เราตรวจพบจนยืนยันได้แน่ชัดแล้วว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย ซึ่งในทางการแพทย์นั้นเท่ากับว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงแล้ว และเนื่องจากผู้ป่วยเป็นผู้บริจาคอวัยวะเราจึงได้คัดเลือกผู้ป่วยที่มีกำลังรอการผ่าตัดและมีโอกาสที่อวัยวะจะเข้ากันได้มากที่สุด ซึ่งนั่นก็คืออาชิตะ...”

            นายแพทย์ระดับอาจารย์ที่ดูแลอาชิตะมาตลอดอธิบายขึ้นช้า ๆ ภายในห้องผู้ป่วยที่มีความเงียบสงบ ทุกสายตาจับจ้องมองเขาและร่างของชายหนุ่มที่นั่งเงียบรับฟังโดยไร้ซึ่งคำพูดใดบนเตียงด้วยสายตาอันแฝงประกายแห่งความหวัง

            อาชิตะกำลังจะได้ผ่าตัด...

            และนี่คือของขวัญวันเกิดที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเขา...

            “...”

            “แต่แน่นอนว่ามันเป็นการผ่าตัดที่อันตรายมากสำหรับผู้ป่วย แต่หากผลการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงจนเรียกได้ว่าแทบหายเป็นปกติ คุณภาพชีวิตของเขาจะดีขึ้นมากกว่าปัจจุบัน” นายแพทย์ผู้นั้นอธิบายต่อเบา ๆ แววตาอ่อนโยนนั้นทอดมองเด็กหนุ่มที่อยู่ในการดูแลของตนมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เขาเองก็ย่อมผูกพันและอยากได้อาชิตะได้มีโอกาสดี ๆ เข้ามา

            “...ละ แล้วถ้า... ถ้าเกิดว่าเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมาล่ะคะ?” เสียงเอื่อยของผู้เป็นแม่ซึ่งยืนเงียบเอ่ยถาม อารดากุมมือเย็นเฉียบของคนบนเตียงเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงและหวาดกลัวลึก ๆ

            “...เรื่องนั้น อาชิก็อาจจะ...”

            พูดได้แค่นั้นคุณหมอก็จำต้องชะงักเงียบลงครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองดูใบหน้าซีดของชายหนุ่มที่พยักหน้าเข้าใจ อาชิตะในยามนี้ดูเงียบขรึมจนยากเกินคาดเดา ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังตัดสินใจในสิ่งที่สำคัญมาก

            “...”

หากโชคไม่เข้าข้าง หากผิดพลาดขึ้นมา... มันก็คือการฆ่าตัวตายดี ๆ แต่ถึงอย่างนั้น...

“...ผมยอมเสี่ยง”

            “อาชิ...!

            “ก็ไหน ๆ จะไม่รอดอยู่... จะช้าจะไวยังไงก็ต้องเป็นแบบนี้... ผมรอวันนี้มาทั้งชีวิตไม่ใช่เหรอ... ผม... คงไม่มีเวลายอมแพ้ง่าย ๆ แล้ว เพราะอย่างนั้นไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผมอยากลองเสี่ยง... ผมอยากเป็นคนปกติ”

            เมื่อคำขาดที่ตัดสินใจดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ที่นั่นจึงได้แต่พยักหน้ายอมรับการตัดสินใจ อาสึชิผู้แสนเคร่งขรึมเป็นคนแรก ๆ ที่เดินเข้าไปกอดให้กำลังใจเบา ๆ ในขณะที่อากิระและไอชาเหลือบมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม

            ภายในห้องผู้ป่วย พยาบาลสาวได้อธิบายกำหนดการคร่าว ๆ ให้กับทั้งผู้ป่วยและญาติฟังก่อนจะสอนให้อาชิตะรู้วิธีปฏิบัติตนหลังรู้สึกตัวซี่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วก็แน่นอนว่านักเรียนที่เรียนรู้จนเคยชินคนนี้นั้นเข้าใจมันได้เพียงในเวลาไม่นานก่อนที่จะต้องทำความสะอาดร่างกายและทำหัตถการมากมายเพื่อรอเวลา

            ...และเวลาที่กำหนดไว้คือช่วงค่ำของวันนี้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นก็ยังมีอีกหลายอย่างนักที่เขาอยากจะทำมันก่อน...

            อย่างน้อยก็คือการได้บอกข่าวดีนี้กับเมรินด้วยตนเองสักครั้ง...

 
 

            ในที่สุดการสอบปลายภาคก็ดำเนินมาจนสิ้นสุด นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์หลาย ๆ คนเริ่มวางปากกาและเดินออกมาจากห้องสอบกันเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับร่างเล็กของหญิงสาวที่ก้มเก็บปากกาใส่ลงในกระเป๋าด้วยท่าทางสดใส เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายนั้นวันนี้ถูกมัดรวบเรียบร้อยในขณะที่เพื่อน ๆ ต่างยืนมองเธอด้วยสายตาเป็นมิตร

            “ร่าเริงแล้วสิ วันนี้สอบครบทุกวิชาแล้วนี่นาเมริน”

            “ใช่ ๆ ก็ขอบคุณนะที่ให้ยืมแนวข้อสอบแล้วก็พวกสมุดโน้ตมา ถ้าไม่ได้พวกเธอ ฉันเองก็คงลำบากมาก ๆ แน่ ๆ น่ะ”

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า เราเข้าใจเธอนะ” เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ก็พวกเราเข้าใจดีว่าเธอเองก็ต้องดูแลรุ่นพี่อาชิตะ อ่า... ขอให้หายไว ๆ นะ พวกเราคงไม่ได้เข้าไปเยี่ยม แต่ก็ห่วงมาตลอด ดีใจนะที่เธอกับเขาสมหวังกันสักทีน่ะ”

            “นั่นสิ ตอนนี้ที่มหาลัยเราน่ะ ไม่ว่าจะคณะไหนต่างก็ให้กำลังใจพี่เขานะ เธอต้องเดินผ่านตึกไอซีที เมื่อเช้าฉันขับรถผ่านไง เจอป้ายใหญ่มากเขียนอวยพรให้รุ่นพี่หายไว ๆ แล้วก็อะไรนะ... อ๋อ! มีขอให้กลับมาเรียนด้วยกันด้วยน่ะ น่ารักมาก ๆ เลย” หนึ่งในกลุ่มอธิบายให้เมรินฟังอย่างออกรสออกชาติพร้อมเสียงหัวเราะกันใหญ่

            เชื่อเลยว่าหลังจากข่าวเรื่องที่มีการขุดคุ้ยว่าเซนเป็นคนที่ใส่ความอาชิตะว่าแย่งเมรินไปจากเขา แล้วไหนจะเรื่องที่เซนหลอกคบกับอากิระเพื่อเอาเงินก็ทำให้เขาแทบไม่มีที่ยืนในสังคมและแม้แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ด้วย...

            ทั้งหมดก็เพราะความทะเยอทะยานนั่นที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองของเขา... ไม่มีใครเห็นเซนมาสอบ... ไม่มีใครสนับสนุนเขาอีกต่อไป...

            “...”

            ร่างเล็กเดินลัดเลาะผ่านอาคารสอบจนมาถึงลานจอดรถที่เคยนัดแนะกับอากิระให้มารับในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจนชิน วันนี้แดดไม่ร้อนมากเหมือนกับหลายวันก่อนจึงทำให้เธอไม่ต้องรีบเร่งเสียจนเหนื่อย หากแต่ไม่นานเธอก็มาถึงรถที่จอดรอรับ

            โตโยต้า พรีอุสสีแดงสดถูกล้างอย่างดีจนเป็นเงาติดเครื่องรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับกระจกหนาที่เลื่อนเปิดออกทักทาย หากแต่วันนี้...

            “อากิระให้พี่มารับแทนน่ะ”

            “อ้าว ทำไมเหรอคะ ?” ว่าที่คุณหมอถามขึ้นเสียงใส เธอปิดประตูรถลงอย่างเบามือในขณะที่นั่งข้างไอชาผู้เป็นคนขับที่ยิ้มบางให้

            “วันนี้สองคนนั้นมีเซอร์ไพร์ซน่ะ... เป็นข่าวดีมากในรอบหลายเดือนมานี้เลยล่ะ”

            เพราะอีกฝ่ายพูดขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวจะเดาไม่ออก เมรินคิดได้ว่าหากไม่ใช่เรื่องวันเกิด ก็อาจจะเป็นอาการที่ดีขึ้นของเขาก็ได้

            แบบเมื่อคืน...

            “...พี่ไอชาไปเรียนขับรถมาจากที่ไหนเหรอคะ จริง ๆ ดูคล่องแคล่วมากเลยนะ เมรินนึกว่าพี่ขับรถไม่เป็นซะอีกตอนแรก”

            “อ๋อ... จริง ๆ เป็นตั้งแต่ตอนปีหนึ่งน่ะ เมื่อก่อนพี่ไปกลับ แต่พออยู่หอแล้วก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้น่ะ นาน ๆ ทีพี่จะกลับบ้านสักครั้ง... แต่มีวันนี้เนี่ยแหละที่อากิระไม่ว่างมา แถมพี่เองก็อยากมีเวลาส่วนตัวด้วย”

            ใบหน้าสวยของไอชายิ้มจางขณะที่เธอมองการจราจรที่แสนติดขัดเบื้องหน้า สำหรับเมรินแล้ว ไอชายังคงเป็นหญิงสาวที่สวยทุกอิริยาบถสมกับตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัย ...และมันเป็นสิ่งที่บางครั้งเธอเองก็อยากทำให้ได้แบบนี้บ้าง

            “...”

            “...เมรินได้เตรียมของขวัญวันเกิดไว้ให้อาชิตะหรือยัง? พี่นะ พูดตรง ๆ เลยว่าหัวตัน อากิระมีทุกอย่างมากจนพี่ไม่รู้จะเอาอะไรให้แล้ว” คนตรงฝั่งคนขับเปรยขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะ ไอชาเหลือบมองเมรินที่ยิ้มเสียจนหน้าแดงในขณะที่กอดกระเป๋าถือของตัวเอาไว้

            “จริง ๆ ก็ยังหรอกค่ะ สองสามวันมานี้นายนั่นหลับตลอบเมรินเลยแค่ถักผ้าพันคอเล่น ๆ ตอนเบื่ออ่านหนังสือ เลยว่าคงจะนั่นล่ะค่ะ เอาไปเป็นของขวัญซะเลย”

            “ดีจัง...”

            ไอชาตอบกลับมาสั้น ๆ ในขณะที่รถด้านหน้าเริ่มชะลอตัว สี่แยกด้านหน้านั้นการจราจรคับคั่งและดันมาโชคร้ายที่รถติดเอาเสียวันนี้

            ราวกับต่างคนก็ต่างมีเรื่องต้องคิด... แต่ท่าทางของไอชาที่เมรินสังเกตได้...

            บางทีก็ดูเหมือนไม่ค่อยร่าเริง...

            ...เธอมักลูบเบา ๆ ที่หน้าท้องอันแบบนราบนั่น

            “ปวดท้องหรือเปล่าคะ เมรินมียาแก้ปวดท้องนะ” เสียงใสรีบบอกพลางควานหาถุงใส่ยาในกระเป๋า หากแต่มีอันว่าโดนห้ามเสียก่อน

            “...อย่าเลย พี่ไม่ได้เป็นอะไรจ้ะ... อ่า พี่ขอถามอะไรแบบผู้หญิง ๆ ได้ไหม คะ คือ... พี่กำลังประจำเดือนไม่มามาเดือนหนึ่งแล้ว... แล้ว อ่า...พี่กำลังสงสัยว่าพี่อาจจะกำลังมีเด็กในท้องให้กับอากิระ...”

            “นะ... นี่พี่ไอชา!


 


 

            ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นอีกระหว่างคนทั้งสองตลอดการเดินทางบนถนนสายใหญ่ เมรินยอมรับว่าเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับไอชานั้นกำลังเป็นความกังวลใจอย่างมากดังนั้นเธอจึงไม่กล้าที่จะถามอะไรเพิ่มเติมอีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นบางครั้งแล้วการปล่อยให้ไอชาและอากิระไปคุยกันเองอาจจะดีกว่า

            ทั้งอาสึสิและอารดาเอ็นดูไอชามาตั้งแต่แรก เมรินจึงมั่นใจได้ว่าทั้งสองคนจะยินดีกับทั้งคู่เสียมากกว่า

            แต่ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ไม่มีอะไรที่ง่ายขนาดนั้น รวมถึงเรื่องของเธอและอาชิตะเองก็ด้วย...

            เธอยังไม่รู้ว่าเขาจะเข้ารับการผ่าตัดตอนช่วงค่ำของวันนี้...

            แล้วหนำซ้ำ... ก็ไม่เคยได้รับรู้เลยว่าภายใต้ความเป็นมิตรนั่น  อาชิตะคือหนึ่งในผู้สืบสายเลือดของอาสึชิ อาคิโมโตะ เจ้าพ่อยากุซ่าข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้และมันคือเหตุผลจริง ๆ ที่วรินทรผู้เป็นพ่อพยายามกีดกันคนทั้งสองมาตลอดแม้จะท้ายที่สุดแล้วจะไม่สามารถขัดขวางความรักที่ทั้งสองคนมีต่อกันได้ก็ตาม

 

           

            แต่ถึงอย่างนั้น...

            ช่วงเวลาที่รู้สึกสับสนแบบนี้ก็ไม่ได้มีแค่เพียงเธอทั้งสองหรอก...
 



 

            ขบวนรถหลายคันขับผ่านบนถนนเลี่ยงเมืองสายใหญ่เพื่อลัดเลาะไปสู่จุดนัดหมายตามที่ได้มีการตกลงกันเอาไว้ โดยปกติแล้วถนนเส้นที่ออกไปทางภาคตะวันออกนี้ไม่ค่อยมีรถพลุกพล่านมากนักเว้นเสียแต่จะเป็นรถสำหรับขนตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่มุ่งสู่ท่าเรือขนส่งสินค้า

            รถเก๋งหลายคันแล่นด้วยความเร็วสูงอยู่แยกกันเป็นระยะ ๆ แต่ที่น่าแปลกนั้นคือรถขนผักในสภาพเหี่ยวจนไร้ราคาสองถึงสามคันที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง แต่ถึงจะดูไม่น่าแปลกเท่าใด แต่รถคันนี้กลับกำลังบรรทุก สินค้าที่มีมูลค่านับพันล้านบาทอยู่...

            “...อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึง” เสียงเรียบของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านในรถเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ เซยะนั่นเอง วันนี้เจ้าพ่อมาเฟียใส่สูทผูกไทค์เสียดิบดีแถมใบหน้านิ่งนั้นก็จิบไวน์ไปพลาง ๆ อย่างดูไม่ยี่หระใด ๆ

            “อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครับ ทางนี้ถนนค่อนข้างโล่ง ผมคิดว่าเราจะถึงจุดนัดพบเร็วกว่ากำหนดอย่างแน่นอน” เซนซึ่งนั่งด้านหน้าคู่ไปกับคนขับตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มมองการจราจรด้านหน้าที่โล่งสงบแล้วอดนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ไม่ได้

            เส้นทางนี้ครั้งหนึ่ง... มันเคยพาเขาไปสู่ค่ายอาสานั่น แล้วหนำซ้ำ... เพราะค่ายนั่นอาชิตะจึงกลายเป็นเจ้าของหัวใจของเมรินไปจนหมด...

            มันเป็นความแค้นที่ยิ่งกว่าการชิงดีชิงเด่น โดยเฉพาะตอนที่เขาแพ้มันผู้นั้นอย่างราบคาบในวันนี้

            “...ดูเธอจะกลุ้มใจนะ ฉันเข้าใจดีว่ามันเป็นงานอันตราย ไอ้พวกตำรวจอาจจะตามกลิ่นมาก็ได้ถ้ามีเกลือเป็นหนอน จะถอนตัวแล้วลงไปข้างทางก็ได้นะ”

            “ไม่หรอกครับคุณเซยะ ผมในตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วล่ะ” เซนตอบเพียงสั้น ๆ ชายหนุ่มปราดมองตัวเองในกระจกสะท้อนด้านหน้าแล้วยิ้มแห้ง “มันพังไปหมดแล้วกับเรื่องความฝันในวงการบันเทิง ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เสร็จภารกิจวันนี้ ผมเองก็คิดว่าจะเชิดเงินค่าจ้างแล้วหลบไปกบดานเงียบ ๆ”

            คำตอบนั่นทำให้เซยะเลิกคิ้วมองเขา...

            “เธอคิดแบบนั้นเหรอ?” น้ำเสียงเรียบถามย้ำ “ตำรวจพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพวกของฉันหมด ไม่มีหน้าไหนกล้าหาเรื่องเข้ามาหรอก จบงานนี้ฉันจะพาเธอไปหาพ่อแท้ ๆ ของเธอ คิดว่าลออ แม่ของเธอน่าจะดีใจ”

            “...พูดเป็นเล่น”

            ไม่มีคำตอบใดนอกจากรอยยิ้มปริศนาจากเซยะ เขายกไวน์ขึ้นจิบเบา ๆ แล้วทันใดก็เบิกตาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

            “เธอจะได้พบกับพ่อแท้ ๆ ของเธอ ส่วนฉันเองก็จะแยกตัวไปจัดการกับเพื่อนเก่า” เซยะตอบเบา ๆ ในขณะที่เซนพยักหน้าน้อย ๆ ทั้งสองดูท่าจะพอเข้าใจกันดีว่าหมายถึงอะไร

            แล้วแน่นอนว่า ไม่มีทางเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน

            เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งสองก็มาถึงสถานที่นัดพบ ภายในอาณาเขตที่ขว้างขวางของท่าเรือดูจะเงียบเป็นพิเศษ บรรยายกาศยามบ่ายแก่ในวันนี้ไม่ร้อนอบอ้าวเท่าใดแถมยังได้กลิ่นเกลือจากน้ำทะเลอย่างชัดเจน ทั้งเส้นทางที่ค่อนข้างมาได้ลำบากและห่างไกล เซนจึงมั่นใจว่าไม่มีตำรวจหน้าไหนกล้าตามมาถึงที่นี่

            สมกับเป็นเซยะ ...เลือกสถานที่ได้ดีเกินคาด! คล้ายกับตัวเขาเองในวันที่ลากอาชิตะออกมาเพื่อวางแผนฆ่า

            “...มาตรงเวลาดีนี่นามิสเตอร์เซยะ จริง ๆ คนของอั๊วะเองก็เพิ่งมา ลื้อนี่เลือกสถานที่ได้ดีเป็นบ้าทั้งที่ก็ไม่ใช่คนพื้นที่”

            สำเนียงอังกฤษที่แทบจะใกล้เคียงภาษาจีนดังขึ้นด้านหลัง ชายวัยกลางคนรุ่นราวคราวเดียวกับคนที่ถูกเรียกเดินออกมา แถมตามด้วยลูกน้องตัวใหญ่ท่าทางดุอีกเป็นฝูง

            “สวัสดีมิสเตอร์เฉิน ก่อนอื่นต้องขอบคุณด้วยที่มารอพวกเรา แล้วก็ยินดีมาก ๆ ที่มาร่วมค้าขายกัน” เซยะว่า ก่อนจะฝายมือไปทางรถกระบะขนผักที่เปลี่ยนภาพกลายเป็นที่ซุกเงินอย่างดี ตะกร้าผักถูกลูกน้องหลายคนเข็นออกไปจดหมด ด้านในเป็นลังไม้ขนาดใหญ่วางซ้อนกันมาอย่างดี

            “ซ่อนมาขนาดนี้คุณภาพสินค้าคงสมราคาไม่น้อย”

            “แน่นอนที่สุดครับ “ รอยยิ้มกว้างแยกขึ้นบนใบหน้านั้น ทั้งสองยืนมองลูกน้องของเสี่ยเฉิน เจ้าพ่อมาเฟียจากจีนแผ่นดินใหญ่ขึ้นไปตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดสมกับที่เขาถือได้ว่าเป็นคนเจ้าระเบียบเอาเรื่อง

            “เมื่อก่อนเห็นคุณเป็นลูกล้อที่เดินตามเท้าอาสึชิ ไม่คิดว่าจะออกมาประกอบธุรกิจเองได้ขนาดนี้ เจ้านั่นเป็นพวกมือสะอาดเหมือนพ่อมันไม่มีผิด นี่ถ้าหากมาเดินสายเดียวกับคุณ มีหวังพวกคุณคงไม่ได้ส่วนแบ่งการตลาด”

            ไม่ใช่คำชมหรอก... เซยะรู้ดี...

            “...ครับ” สายตาคู่นั้นปราดมองดูเซนที่ยืนคุมเชิงนิ่ง ใบหน้าหล่อเหล่าของเด็กหนุ่มพยักตอบเขาเบา ๆ ก่อนที่นายเหนือจะเป็นฝ่ายพูด

            “ถ้างั้น... ก็มายื่นหมูยื่นแมวกันเถอะก่อนพวกตำรวจจะมา”

            “นั่นสินะ” เสี่ยเฉินบอกก่อนจะยกมือขึ้นตบเบา ๆ ในอากาศเป็นสัญญาณ ไม่นานนักก็ปรากฏเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มากมายถือกระเป๋าเงินสดนับหลายสิบใบมาเปิดให้

            “เงินสดหนึ่งพันล้านบาท” เฉินบอกก่อนจะยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย มาเฟียขึ้นผู้ใหญ่เหลือบมองเซนด้วยแววตาลึกล้ำอยู่ครู่หนึ่ง

            มันอึดอัด และกดดันมาก...

            “เอาละ ครบ” เซยะตอบ แต่เซนละสายตามองไปทางอื่น พิธียื่นหมูยื่นเงินนี่ไม่ค่อยมีสาระอะไรสักนิดสำหรับเซน เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่นานสิ่งที่เขาต้องการอย่างอื่นจะบรรลุลงได้

            เพราะเซยะพูดคำว่าพ่อ... เขาจึงได้รู้ว่ากำลังต้องการอะไร...

            พ่อที่เป็นผู้ชายที่ทำให้เขาเกิดมาแล้วไม่เคยรับผิดชอบอะไรไง... ผู้ชายสารเลวอย่างเซยะกำลังจะพาเขาไปพบ...

            ทุก ๆ อย่างกำลังจะจบลงด้วยดี เขาจะได้เงินสักก้อนพร้อมกับเจอผู้เป็นพ่อ แต่แล้ว... ทุกอย่างที่กำลังคิดราวฝันกลางวันกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝ่าเท้ามากมาย!

            “...หยุด! อย่าขยับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังล้อมเอาไว้หมดแล้ว!

            “มะ ไม่จริงน่า!” เซยะร้องลั่น

            “ไหนลื้อบอกว่าไม่มีตำรวจหน้าไหนรู้ไง!” เสี่ยเฉินตวาดใส่ ร่างตี๋เหลือบมองดูเหล่าตำรวจเต็มยศนับร้อยนายที่เข้ามาล้อม ดู ๆ แล้วไม่มีทางเป็นตำรวจพื้นที่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            เป็นไปได้สูงว่ามีใครบางคนได้เบาะแสนี้ไปและส่งมันถึงหูของนายตำรวจใหญ่ตงฉินผู้นั้น!

            …

ศรุต นฤพัฒนพลากร ...ผู้บังคับการตำรวจแห่งชาติที่ว่ากันว่าตามคดียาเสพติดจากมาเฟียข้ามชาตินี้มานานแล้วยังมีผลงานทำลายเครือข่ายใหญ่ ๆ ได้อยู่เนือง ๆ เป็นคนที่เซยะรู้สึกว่าอันตราย

แต่สิ่งที่ตลกร้ายสำหรับเซนคือคนคนนี้เป็นพ่อแท้ ๆ ของไอชา!

 

________________________

อาจจะอึน ๆ ขอโทษนะคะ เดี๋ยวกลับมาแก้ให้นะคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ :D

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #313 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 29 มกราคม 2558 / 02:06
    เอาแล้วไง จะหนีรอดมั้ยนี่งานนี้ '~'
    #313
    0