CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 79 : [[,,,Chapter 62,,,]] Saffron Emperor [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ธ.ค. 57

JJ♕



62

Saffron Emperor

 

  เสียงหายใจอ่อนแรงเต็มทีของคนเตียงเรียกน้ำตาให้กับสองสามีภรรยาที่นั่งเฝ้ามานาน อาชิตะเหลือบมองแสงแดดอ่อน ๆ ยามเย็นที่ลอดเข้ามาผ่านผ้าม่าน อากาศหนาวลงทุกขณะเช่นเดียวกับความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในห้องพักผู้ป่วย...

            สาบานได้จริง ๆ ว่าแค่เป็นหวัด...

            แค่นั้นจริง ๆ ...

            “...ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เขาพูดขึ้นเบา ๆ อาชิตะเบ้ปากน้อย ๆ ทั้งที่ทำได้เพียงเป็นผักนอนดมออกซิเจนท่ามกลางพ่อแม่และพี่ชายฝาแฝดที่นั่งนิ่งมอง อากิระถอนหายใจยืดยาวก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาแล้วเดินออกไปเหลือเพียงอารดาและอาสึชิที่มองหน้ากันเงียบ ๆ

            อย่าให้ลูกรู้เป็นอันขาด ถ้าลูกเป็นอะไรไป... คุณได้เห็นผมเป็นบ้าแน่

          เสียงขู่นั่นดังชัดในความรู้สึกหญิงสาว อารดายังไม่หายเจ็บข้อมือที่ถูกฉุดกระชากมาที่นี่ แต่ก็เป็นอันต้องเงียบเอาไว้ตามคำพูดของเขา

            อาชิตะไม่ควรได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจไปมากกว่านี้แล้ว

            “...แม่รู้...แต่อย่าเพิ่งดื้อนะ อาชิต้องหายรู้ไหมลูก...” มือเล็กของผู้เป็นแม่ลูบศีรษะปลอบลูกชายเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนในขณะที่เธอเหลือบมองอาสึชิที่นั่งอยู่ไม่ยอมห่าง

            “...”

            ลูกชายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา อาชิตะพยักหน้าน้อย ๆ อย่างอ่อนแรง เขาเองก็ดูจะมีอะไรลึก ๆ ในใจที่ไม่อาจจะพูดออกมา สุดท้ายแล้วเลยจำใจเปลี่ยนเรื่องเสียดีกว่าถูกถามเค้นคอด้วยความเป็นห่วงตามประสาคนเป็นพ่อแม่...

            “อากิระไปรับไอชากับเมรินเหรอ...”

            “อ่า ใช่” ผู้เป็นพ่อตอบแทนเงียบ ๆ ก่อนจะกุมมือไร้เรี่ยวแรงนั่นเอาไว้เบา ๆ “อย่ามัวแต่ห่วงคนอื่น... เราน่ะห่วงตัวเองก่อนเถอะ พักมาก ๆ ตื่นมาไข้จะได้ลด... เมื่อเช้าก็เห็นปกติดีแท้ ๆ”

            ลูกชายที่นอนนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกลับมาในขณะที่อาสึชิเรียกอารดาออกไปคุยกันด้านนอกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ต่างกัน...

            มันยากเหลือเกินที่เขาจะตบตาคนอย่างอาชิตะสำเร็จ... และอาสึชิก็รู้ดีว่าหากสิ้นลูกชายขี้โรคคนนี้ไปเมื่อไหร่บ้านอาคิโมโตะจะต้องร้อนเป็นไฟอย่างแน่นอน...

 





 

 

          “...ทำไมดูหดหู่แถมผมยุ่งเป็นยายเพิ้งบ้าแบบนั้น ข้อสอบยากเหรอ?” เสียงงัวเงียของคนที่เอาแต่นอนบนเตียงถาม อาชิตะละสายตาจากเกมในไอแพดขึ้นมามองร่างเล็กของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ร่วมหลายชั่วโมงแล้วที่เธอกลับมาในสภาพคล้ายผักโดนยาฆ่าหญ้า ใบหน้าสวยของเมรินมีเพียงความเครียด เรือนผมที่เคยนุ่มสลวยถูกปล่อยยุ่งเหยิงอย่างไม่สนใจด้วยต้องการอ่านตำราเล่มหนาที่จะใช้สอบในวันรุ่งขึ้น

            “ดูพูดเข้าสิ”

            “ก็เหมือนจริง ๆ นี่ ก่อนหน้านี้บอกให้อ่านก็ไม่อ่าน เป็นไงล่ะ” เขาถามต่อด้วยใบหน้ายียวนแม้จะเพิ่งฟื้นไข้มาได้ไม่นานก็ตามทีจนเมรินอดที่จะยกมือไปยืดแก้มตอบสีซีด ๆ นั่นด้วยความหมั่นหมั่นไส้ไม่ได้

            “เล่นเกมไปเงียบ ๆ ก่อนเลยไป”

            “...ใช่สิ เดี๋ยวนี้ไล่กันซะแล้ว ไม่ให้ฉันช่วยแล้วยังมาไล่กันอีก” อาชิตะบ่นอุบเบา ๆ นัยน์ตาคู่นั้นแสร้งเสมองไปทางอื่น แต่ก็แอบเหลือบมองดูว่าตรงข้าง ๆ สนใจเขาหรือเปล่ากันแน่

            ก็จะให้ทำอย่างไรได้ ตั้งแต่ตื่นมาเจอพ่อและแม่ที่กลายเป็นขมิ้นกับปูนกัน เมรินก็กลายเป็นคนเดียวที่เขาอยู่ด้วยแล้วจะลืมความเครียดของเรื่องทุกอย่างไปได้ บนโลกใบนี้... เธอเป็นคนเดียวที่ชำระล้างทุกความกังวลของชายหนุ่ม

            “งอนเหรอ?”

          นัยน์ตาคู่สวยปราดมองด้วยรอยยิ้มจาง เมรินยกหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมาบนเตียง เรือนร่างเล็กในชุดนักศึกษาตัวบางเกยไหล่คนป่วยที่เอาแต่แอบยิ้ม

            “เคยงอนเป็นหรือไง”

            “ก็ไม่รู้นี่นา... จริงสิ ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ รุ่นพี่อาชิตะคะจะทิ้งเกมมาช่วยน้องติวก่อนก็ได้นะ เพราะเอาตรง ๆ ว่าก็ไม่รู้ว่าเขาจะออกสอบตรงไหนเหมือนกัน ฉันลืมถามแนวข้อสอบเพื่อนแล้วก็ไม่กล้าทักไลน์ไปหาพี่เต่าดึก ๆ ด้วย” เมรินค่อย ๆ อธิบายให้เขาฟัง หญิงสาวดูทุกข์ใจมากกับเรื่องการสอบ ผิดกับคนป่วยที่เอาแต่ยิ้มจาง

            “ที่ให้ไปทำไมไม่อ่าน?”

            “ให้? อะไร?”

            “ก็สมุดเมื่อวานที่ให้เป็นของขวัญงานหมั้นตั้งหลายสิบเล่มไง ทำไมอ่านก่อน ...ไอ้ฉันก็ลืมตัวหลับเพลินเลยไม่ได้บอกเธอไว้ ไปเอามาสิ ในนั้นน่ะฉันทั้งสรุปทั้งจดแนวข้อสอบมิดเทอม-ไฟนอล ควิซในคาบก็มีหมด ทำไมไม่ยอมอ่าน!” อาชิตะลากเสียงยาว มือข้างที่ไม่ได้เจาะให้น้ำเกลือยกขึ้นเกาศีรษะเบา ๆ จนเมรินเผลอยกมือขอโทษขอโพยคุณลุงขี้บ่นนี่ไม่ได้

            “ก็ฉันไม่รู้นี่นา แล้วตอนนั้นก็ไม่ทันได้ถามนายด้วยว่าสมุดอะไร” เธอบอกเสียงขุ่น เมรินเดินหมดแรงเหมือนซอมบี้ไปที่โต๊ะวางของภายในห้องพักที่มีเอาไว้บริการญาติ บนโต๊ะตัวกว้างนั้นมีโน๊ตบุคของอากิระวางทิ้งไว้พร้อมกับหนังสือพิมพ์ ส่วนใต้โต๊ะด้านล่างนั้นมีหนังสือเรียนของทั้งเธอ อากิระ และไอชาวางปน ๆ กันอยู่กับลังพลาสติกลายคุมะที่อาชิตะเก็บสมุดนับหลายสิบเล่มเอาไว้อย่างเป็นอย่างดี

            “...เจอหรือยัง? ฉันเขียนชื่อวิชาเอาไว้ที่สันสมุด เธอลองหา ๆ ดูนะ ถ้าไม่มีก็คงหลงอยู่ที่บ้าน เอาไว้เดี๋ยวค่อยใช้คนไปเอามาให้” เขาอธิบายเบา ๆ อาชิตะดันตัวเองลุกขึ้นมานั่งพิ่งหมอนทั้งที่ยังดูไม่ค่อยมีแรงดี

            “ลุกมาทำไม ไม่ต้องหรอก ๆ เจอแล้วล่ะ”

            เมรินหยิบสมุดเล่มหนาขนาดพอดีมือออกมาให้เขาดู เธอค่อย ๆ เปิดดูด้านในอย่างไม่อยากเชื่อมาก่อนว่าทุกหน้าและทุกตัวอักษรที่ปรากฏตรงหน้านั้นล้วนเขียนสลักเอาไว้ด้วยลายมือ เธอจำได้ดีว่านี่คือลายมือของอาชิตะที่บรรจงเขียนแถมใช้ปากกาสีมากมายจดบันทึกเน้นเนื้อหาที่เธอเองก็เรียนมาแบบไม่ผิดเพี้ยน ทุกหน้าล้วนเขียนขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามชนิดที่เธอเองก็กล้าพูดเลยว่าไม่เคยจดบันทึกอะไรได้ดีขนาดนี้

            “นะ นี่นายเป็นคนเขียนหมดเลยเหรอ?”

            “...” เขาพยักหน้า “เหลือเชื่อล่ะสิ?”

            “นายไม่เคยเข้าเรียนคณะแพทย์ได้จริง ๆ อาชิตะ... แล้วเนื้อหาพวกนี้น่ะนายเอามาจากไหนกันแน่?”

          ภายในห้องผู้ป่วยมีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของช่ายหนุ่ม นัยน์ตาอ่อนล้าของเขาทอดมองเธอและสมุดในมือก่อนจะค่อย ๆ อธิบาย

            “ก็จากเต่า... ทุก ๆ อย่างที่ฉันจดก็มาจากเท็กซ์ของเต่าที่ฉันยืมไปถ่ายเอกสาร ฉันทำแบบนี้มาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งเพราะฉันอยากเรียนหมอ... อยากมาตลอด” น้ำเสียงนั้นสั่นน้อย ๆ อาชิตะพยายามกระพริบตาถี่ ๆ เพราะไม่อยากให้เธอได้รับรู้ถึงตัวเขาในมุมนี้

            “ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ฉันจำความได้ อาชีพหมอคือสิ่งที่ฉันอยากจะเป็น ฉันอยากจะหายจากโรคบ้า ๆ นี่ แล้วฉันก็ไม่อยากให้ใครต้องมาทรมานแบบฉันกับอากิระ เพราะงั้นมันเลยเป็นความใฝ่ฝันน่ะ พอมาเจอเธอที่โบสถ์ เธอเองก็อยากจะเป็นหมอเพื่อรักษาฉัน ...ฉันไม่เคยลืมหรอก ตอนที่รู้สึกตัวอีกทีที่ญี่ปุ่นฉันเลยตั้งใจแน่วแน่ที่จะสอบคณะแพทย์ให้ติด”

            “...”

            “ฉัน... จริง ๆ ฉันเรียนโฮมสคูลมาตลอดจนเข้าโรงเรียนแล้วมีเพื่อนครั้งแรกตอน ม.ปลาย เหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ? ไอชาเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกของฉัน นอกจากนั้นก็เต่า หมอนั่นเรียนห้องเดียวกันกับฉัน คะแนนสอบแข่งกันมาตลอด เราเคยอยากเป็นหมอด้วยกัน...”

            “...” เมรินไม่ได้ขัดอะไรเขา ยอมรับว่าอึ้งอยู่บ้างที่อาชิตะจริง ๆ แล้วไม่ได้เข้าเรียนตามเกณฑ์เหมือนเด็กปกติอย่างที่เธอคิดแต่ก็ไม่แปลกเมื่อสุขภาพของเจ้าตัวเป็นแบบนี้

            “ฉันเลือกมาสอบรับตรงที่คณะแพทย์ของเมฮิเมะ แน่นอนว่าฉันกับเต่าติดด้วยกันทั้งคู่ ฉันได้คะแนนเต็มคนแรกของที่นี่ ทุก ๆ คนยินดีกับฉันมาก ทั้งโรงเรียนเก่าและเพื่อนที่สอบเข้ามาพร้อม ๆ กัน... จนถึงวันตรวจร่างกาย”

          พูดได้แค่นั้นเมรินก็พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาชิตะ หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาสงสารจับใจเพราะดูดีว่าการพยายามจนทุกอย่างสำเร็จแล้วนั้นแต่สุดท้ายกลับหมดโอกาส มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายแค่ไหน

            แต่เขาคนนี้กลับผ่านมาได้... ตลอดเวลาที่ผ่านมามันแสดงให้เห็นถึงความอดทนอันแรงกล้านั่น

            “ไม่เป็นไรนะ... ไม่ต้องเป็นก็ได้ ฉันนี่แหละจะเป็นให้นายเอง ขอแค่นายอยู่กับฉันนะ”

            “อือ...”

            คนป่วยพยักหน้าเบา ๆ อาชิตะบีบมือนั้นเอาไว้แทนคำสัญญา “...ดูเหมือนไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ฉันจะรอดูวันที่เธอเป็นให้ได้ก็แล้วกัน เรามาด้วยกันขนาดนี้แล้ว... ฉันจะมาขี้ขลาดยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้”

            เพราะได้ยินคำพูดแบบนั้นจากคนป่วย เป็นใครก็ต้องโล่งใจ เมรินยิ้มมองคนตรงหน้าที่เป็นเหมือนแรงที่ผลักดันให้เธอมีวันนี้ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวจุมพิตเบา ๆ ที่หน้าผากแทนคำบอกรัก เธอไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นอย่างไร แต่ในวินาทีนี้เธอยืนยันอย่างหนักแน่นได้ว่าสิ่งที่เชื่อมโยงเธอและเขาอยู่คือความรัก และความรักนั่นเองที่เป็นแรงผลักดันทุก ๆ อย่าง

            รุ่นพี่ที่ผันตัวเองมาเป็นคนไข้สุดหล่ออธิบายและสรุปบทเรียนให้ว่าที่คุณหมอฟังอยู่พักใหญ่จนยาลดไข้ออกฤทธิ์เสียจนผล็อยหลับคาหนังสือในขณะที่เมรินยังคงตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อรออากิระและไอชากลับมาผลัดเวรเฝ้าอาชิตะที่แพทย์กำชับให้ญาติคอยสังเกตดูแลอย่างใกล้ชิด

 

          เหมือนเรื่องของเด็ก ๆ จะเริ่มลงล็อกอย่างสงบสุข แต่สำหรับรอยร้าวที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวแล้ว ยิ่งนับวัน...ก็ยิ่งยากเหลือเกินที่จะกลับมาประสานให้เป็นเหมือนเก่า...




 

            ผมจะให้เวลาคุณแค่สามวัน ถ้ายังคิดหาเหตุผลหรือคำแก้ตัวดี ๆ มาบอกกับผมไม่ได้ ผมจะไปถามเซยะด้วยตัวเอง

          คำพูดคำเดิม ๆ ยังคงดังกรอกหูร่างที่นั่งกอดเข่าอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพังภายในห้องนอนพร้อมกับอาการหนาวจนตัวสั่นเทิ้มที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะอะไร...

            ตั้งแต่แต่งงานกันมา เธอไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเขาเท่ากับวันนี้มาก่อน...

            “...”

            อารดานั่งซุกตัวบนเตียงนอนกว้างโดยไร้เรี่ยวแรงที่จะขยับไปไหน เธอทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาอย่างอ่อนล้าและหวาดกลัวในตัวเขา

            ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้และทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นระหว่างเธอกับสามี แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือท่าทีที่แสนเย็นชาของเขาตั้งแต่ทั้งสองแยกจากอาชิตะ แววตาที่เป็นมิตรของอาสึชิเหลือเพียงความแข็งกร้าวที่เธอไม่อาจจะสู้สายตาเพื่อพูดอะไรได้

            เขาไม่ได้แปลกไปเพราะความโกรธหรอก แต่นี่คือตัวตนของเขามาตั้งแต่แรกแล้ว...

            เขาคือลูกชายผู้สืบต่อแก็งค์ยากุซ่าที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในญี่ปุ่นต่อจากผู้เป็นพ่อของเขา สำหรับอาสึชิแล้ว เขาก็เหมือนคนอื่น ๆ แม้จะดูเป็นคุณพ่อผู้ใจดีในสายตาของลูก ๆ เป็นนักธุรกิจและมหาเศรษฐีที่มีชั้นเชิงในการบริหารเป็นอย่างดี แต่ลึก ๆ เขาก็มีมุมที่บ้าเลือด กระหายเลือด ป่าเถื่อนรุนแรง และเยือกเย็นพอที่จะประหัตประหารชีวิตคนที่คิดเป็นศัตรูได้อย่างต้องไม่รีรออะไร

นี่คือสิ่งที่เธอและใคร ๆ รู้มาตลอดเกี่ยวกับเขา...

และมันก็ได้ถ่ายทอดมาสู่ลูกชายฝาแฝดของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน...

            ...

            “...เข้าไปได้หรือเปล่า?”

            น้ำเสียงเรียบของเขาดังขึ้นด้านนอกแต่มันกลับเรียกสติเธอที่กำลังเหม่อลอยให้ตื่นตะหนก อารดาเหลือบมองมาที่ประตูห้องด้วยความตกใจ

            เพราะเธอก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะ มาดีอยู่แล้ว

            “ค่ะ”

            อาสึชิ อาคิโมโตะ เดินเข้ามาในสภาพเปลือยร่างท่อนบนที่ชุ่มเหงื่ออย่างหนัก แผ่นอกหนาอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดฉาบไล้ไปด้วยหยดน้ำที่เกาะพร่างพราวเช่นเดียวกับแผ่นสีขาวเนียนซึ่งถูกสลักเป็นลายมังกรไฟตัวใหญ่เลื้อยผงาดเต็มทุกพื้นที่ นายเหนือของเหล่ายากุซ่าก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยความเงียบ หากแต่สายตาคู่นั้นกลับไม่ได้จับจ้องหรือสนใจอารดาแม้แต่น้อย

            เขาเดินสาวเท้าเข้ามาในความมืด ฝ่ามือกำยำกดเปิดสวิสต์ไฟภายในห้อง เขาเหลือบมองเธอผ่านกระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้งอยู่วูบหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลือกที่จะไม่เป็นฝ่ายถามอะไรออกไป

            เขารู้ดีแก่ใจไม่ต่างกับเธอว่ามันคือสถานการณ์ที่กดดันเสียจนหากทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด ครอบครัวที่สร้างขึ้นมานานคงต้องล่มสลายลงอย่างแน่นอน

            “...” อาสึชิควานหาชุดนอนภายในตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ด้วยใบหน้าเรียบ เขาหยิบมันออกมาวางไว้บนเตียงสองถึงสามชุดก่อนจะเดินอ้อมไปหยิบหมอนที่หนุนประจำออกไปด้วย

            “คุณจะไปไหนคะ!

            นางเสือสาวที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยถามขึ้น อารดาคิดว่าตัวเองเดาถูกว่านี่คืออาการโกรธของอีกฝ่าย

            “นอนที่ห้องทำงาน” เขาตอบ อาสึชิปรายหางตาตี่เล็กมองเธออีกครั้งก่อนจะพับชุดนอนนั่นให้เข้าที่เข้าทาง แต่แล้วก็ต้องชะงักเงียบไปก่อนเมื่อสัมผัสได้ถึงเนื้อกายเย็น ๆ ที่ถือวิสาสะเข้ามากอดรัด

            “...อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ฉันขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้คุณโกรธ” เสียงภรรยาคนสวยสะอื้นเข้าไปทุกที อารดากอดรัดร่างตรงหน้าเอาไว้แน่นพร้อมกับใบหน้านวลเปื้อนน้ำตาที่ซบลงกับลายมังกรดุกลางแผ่นหลังของเขา

            “...”

            “...อย่าไปเลยนะคะ” เธอยังคงพูดคำเดิมซ้ำซาก อารดารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้แพ้ที่กำลังเรียกร้องขอความรักและรู้สึกผิดบาปทีไม่อาจจะแก้ตัวอะไรได้ในตอนนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นเธอกล้าพูดเต็มปากว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่กดหญิงสูงศักดิ์อย่างเธอให้ยอมและยอมได้มากถึงขนาดนี้

            “...”

            นายเหนือชะงักเงียบไป อาสึชิเหลือบมองเธอที่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็ก ๆ เธอกอดแผ่นหลังเปื้อนรอยสักนั่นเอาไว้แน่นราวกับว่ามันกำลังหายออกไปจากชีวิต

            “อย่าไปเลยนะคะ...”

            “นี่คุณกำลังเล่นอยู่กับใคร?”

            น้ำเสียงเย็นของอาสึชิทำเอาร่างเล็กกว่าชะงัก อารดาถอยออกห่างอย่างรู้สึกผิด เธอไม่อาจจะเรียกร้องอะไรได้ และใช่... สำหรับเธอแล้ว ไม่มีใครที่สามารถเทียบชั้นกับเขาได้

            อาสึชิยามโกรธ แม้แต่เซยะก็เป็นมดตัวกระจ้อยที่จะบีบให้ตายอย่างไรก็ได้...

            “...ขะ ขอโทษค่ะ”

            “...” ฝ่ายสามีนิ่งไป อาสึชิหันมองเธอที่หดตัวก้มกน้าสำนึกผิดก่อนที่มังกรร้ายจะพ่นลมหายใจอุ่น ๆ ออกมา มือใหญ่วางชุดนอนลงบนเตียงก่อนจะหันมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            “ผมไม่ชอบผู้หญิงเวลาร้องไห้”

            “...”

            ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อจากนั้น อารดาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและปาดน้ำตาเงียบ ๆ เมื่อเขาต้องการแบบนั้น เธอก็จะไม่ร้องไห้เพื่อเขา

            “ที่ผมจะไปนอนข้างนอก ผมแค่อยากให้คุณได้ทบทวนตัวเองว่าจริง ๆ คุณรักใครมากกว่ากันระหว่างผมกับเซยะ ผมจะได้ทำใจและหาวิธีที่จะบอกกับลูก ถ้าคุณไม่รักผม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งคุณเอาไว้ แบบนั้นเราสองคนจะเกลียดกันเปล่า ๆ”

            “...นี่คุณดูไม่ออกเหรอคะว่าฉันรักคุณ! ไม่มีใครที่ทำให้ฉันร้องไห้แล้วร้องขอมากมายขนาดนี้!” เสียงของผู้เป็นภรรยาออกเชิงจะเถียง แต่ก็ต้องก้มสะอื้นกับผลกรรมที่เธอก่อเอาไว้

            อาสึชิได้เพียงถอนหายใจก่อนจะเหลือบมองเธอ เขาไม่ได้เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย...

            “ถ้าคุณรักผม ทำไมคุณถึงเป็นฝ่ายเข้าหามัน? มีอะไรที่คุณยังไม่ได้บอกผมอีก?”

            “ระ เรื่องนั้น... ยังบอกไม่ได้จริง ๆ ค่ะ”

            ท่าทางอ้ำอึ้งของเธอยั่วโมโหคนตรงหน้ายิ่งนัก อาสึชิเผลอใช้สองมือจับไหล่ร่างเล็กกว่าด้วยโทสะ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันเป็นเพราะอะไร ทำไมกันที่เธอจะบอกเขาไม่ได้!

            “ในทะเบียนสมรส ผมยังเป็นสามีคุณอยู่แล้วคุณก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกชายของผม แล้วทำไม มีเรื่องอะไรทำไมบอกผมไม่ได้ เดี๋ยวนี้ผมเป็นเศษเกินในชีวิตของคุณไปแล้วหรือยังไงไอโกะ!

            “คุณเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ? ตั้งแต่เกิดเรื่องมา คุณเอาแต่เรียกฉันว่าไอโกะเหมือนสมัยก่อนที่เราไม่ได้แต่งงานกัน คุณเองก็เหินห่างออกไป... คุณไม่คิดว่าฉันเองก็รู้สึกแย่หรือยังไงคะ!

            ฝ่ายภรรยาเริ่มเถียงจนการทะเลาะครั้งนี้ทำให้พวกลูกน้องต่างเดินเข้ามาด้วยความเป็นห่วงว่าพญามังกรที่โกรธจัดจะทำอะไรรุนแรงกับภรรยา

            “เพราะคุณทำตัวเหมือนเมื่อก่อนไง คุณรู้ผมรักคุณแต่คุณก็ไปกับมัน ผมถามคุณก็ไม่ยอมบอก สรุปว่าผมต้องทำยังไง ก้มหน้ารับแล้วทำเหมือนคนตาบอดเหรอไอโกะ... ผมบอกให้คุณเฝ้าไข้ลูกเพราะผมแวะไปเอาของที่บริษัท แต่แล้วคุณก็ไปหามัน รู้หรือเปล่าว่าลูกชัก! ถ้าไม่มีใครไปเจอคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น!

เสียงตวาดของสามีดังไปทั่วคฤหาสน์หลังใหญ่ อาสึชิจับไหล่ของเธอนั่นด้วยความเจ็บปวดที่เริ่มปะทุออกมา “...จะรักมันผมก็ไม่ว่า แต่ขอร้องให้พูดออกมาให้มันชัด ๆ อย่าทำตัวแบบนี้... อาชิตะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ถ้าคุณจะรักเซยะขนาดนี้ล่ะก็ อาชิเสียเมื่อไหร่...ผมจะปล่อยคุณไปทันที แต่ขอร้องแค่ตอนนี้... จะทำผมเสียใจผมทนได้ แต่อย่าทำแบบนี้กับลูก!

เพียะ...!

ฝ่ามือเล็กของอารดากระทบแก้มหนาของเขาเข้าอย่างจัง อาสึชิหันกลับมามองเธออีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ มันเหมือนราวกับภูเขาไฟที่ปะทุระหว่างคนทั้งสอง ไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด

“อย่ามามองฉันเป็นคนทุเรศแบบนั้น! รู้เอาไว้นะคะว่าฉันทำทั้งหมดก็เพื่อลูก! ฉันคลอดแกออกมา ตลอดห้าหกเดือนที่อุ้มท้องแกมา คุณไม่คิดหรือไงว่าฉันรักแกมากกว่าใครอื่น ฉันมีเหตุผลที่บอกคุณไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะไม่รักคุณ ไม่รักลูก! ...อาสึชิ คุณตัดสินฉันเพียงเพราะฉันไปหาเซยะที่คุณเกลียด แค่นั้นใช่ไหม!

“...”

“...อย่างหนึ่งที่คุณต่างกับเซยะคือตรงนี้ค่ะ ตรงที่คุณไม่รู้จักคำว่ารอคอยอะไรเลย...”

ภรรยากลายเป็นฝ่ายที่จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ท่าทางของเธอนั้นแสนเฉยชาและดูเหมือนผู้ชนะ อารดาพูดถูกที่เขาเป็นคนใจร้อนและไม่รู้จักรอคอยอะไร แต่อาสึชิเกลียดเหลือเกิน... ที่เธอนำเขาไปเปรียบกับคนเช่นเซยะ

“ผมมีดีกว่าไอ้เซยะล้านเท่า!” เขาเริ่มตวาด เร็วเท่าความคิดที่ร่างกำยำใหญ่นั้นกดเธอลงกับพื้นเตียงท่ามกลางอาการขัดขืนทั้งน้ำตา อาสึชิยอมรับกับตัวเองเลยว่าเขาไม่เคยคิดทำแบบนี้มาก่อนตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการอันชั่วช้าขนาดไหน เขาก็จำเป็นที่จะต้องสั่งสอนและรื้อความจำเธอให้รู้ว่าเขานี่แหละที่เหลือกว่าใคร และเขานี่แหละที่เป็นผู้ชายที่เธอควรฟังที่สุด

มังกรร้ายพรมจูบกระหายไล้ลงบนต้นคอหญิงสาวอย่างไม่พูดพล่ามทำเพลงใด ๆ จังหวะกระหายร้อยแรงนั้นเข้าครอบรองร่างเล็กกว่าที่พยายามขัดขืน อาสึชิ อาคิโมโตะในยามนี้นั้นหลุดพ้นคราบนักธุรกิจและคุณพ่อลูกสองที่เป็นมิตรกลับกลายเป็นสัตว์ร้ายอย่างสมัยหนุ่ม มันมีทั้งความโฉดชั่วและกระหายที่ถูกระเบิดออก

เขาไม่คิดหรอกว่าการขืนใจคือเรื่องที่ถูก แต่หากอะไรก็ตามที่สามารถจะทำให้เธอกลับนึกขึ้นมาได้บ้างว่าเขาเป็นใคร ต่อให้ต้องละทิ้งความถูกต้องและศีลธรรมไป มังกรหนุ่มแห่งอาคิโมโตะกุมิก็พร้อมยินดี

 

อย่างไรเสีย อาสึชิก็เชื่อเสมอว่าหากเขาและอาคิโมโตะกุมิยังยืนอยู่ได้... ก็ไม่สมควรต้องมีคนทรยศเช่นเซยะ... แต่ถึงกระนั้น... เขากลับไม่รู้เลยว่าใต้สถานการณ์อันแสนตึงเครียดนี้ ใครบางคนเองก็เริ่มที่จะออกเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน...

 

และเป้าหมายของทุกคนก็คือ... วันที่ 21 ธันวาคม...

วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำที่แสนเจ็บปวดนี้...




 

_________________________
เริ่มกลับมาอัพทุกวันได้แล้ว
จากนี้จะรีบปั่นนะคะ


337 ความคิดเห็น