CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 74 : [[,,,Chapter 59,,,]] Again [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ต.ค. 57

JJ♕


59

Again

 

   “ลุกขึ้นมาทำอะไรดึก ๆ” เสียงแผ่วเบาของร่างที่นั่งอยู่บริเวณโซฟาภายในห้องเอ่ยถามชายหนุ่มที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งภายในความมืด นัยน์ตาของคนบนเตียงทอดมองเขาด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าท่าทางของพี่ชายฝาแฝดดูเงียบขรึมไปกว่าเมื่อช่วงค่ำ

            จังหวะการเคาะปุ่มแป้นพิมพ์รัวและแผ่วเบาบนแมคบุคส่วนตัวทำให้ผู้เป็นน้องชายอดสงสัยต่อไปไม่ได้ ที่แสงสว่างจากจอส่องกระทบนั้นมันเผยให้เห็นสีหน้าที่เพียงความกังวลของอากิระ

            “...นายทำอะไรอยู่?”

            “ฉันถามก่อน นายควรจะตอบก่อน”

            “...อ่า คือแค่เจ็บหน้าอกตั้งแต่ตื่นมาแล้ว เลยไม่อยากนอน”

            เสียงของน้องชายตอบอย่างแผ่วเบา อาชิตะเหลือบมองเมรินที่ฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้เพราะอ่านหนังสืออย่างวางใจว่าเธอจะไม่ได้ยินแล้วค่อย ๆ หันกลับมาหวังพูดต่อ

            “แปลกอะไร... ต้องปั้มหัวใจช็อกไฟฟ้ากันอยู่เกือบชั่วโมงนี่ ลุกมาพูดมากได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว นอนซะ...”

            ฝาแฝดผู้พี่ตอบเสียงเรียบ อากิระเหลือบมองน้องชายในความมืดสลัวก่อนจะก้มหน้าก้มตาพิมพ์อะไรบางอย่างลงในแมคบุคเครื่องนั้นอย่างรีบเร่ง โดยที่อาชิตะก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดนี้

            “...ขอโทษนะ”

            “ปลอดภัยก็ดีแล้วน่า ไม่ต้องมาคิดมากหรอก...”

            ฝาแฝดคนน้องพยักหน้าเข้าใจเบา ๆ อาชิตะค่อย ๆ ไล้มือสัมผัสแผ่นอกใต้ชุดผู้ป่วยตัวบางนั้นด้วยความรู้สึกอ่อนล้า แรงสั่นสะเทือนของหัวใจที่อยู่ภายในอกแผ่วเบาเสียจนแทบไม่รู้สึกอะไร แต่ละจังหวะที่มันกระทบกับทรวงอกมันบอกเขาว่ามันเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว และนับต่อจากนี้ไปมันอาจจะหยุดทำงานเอาได้อย่างไม่ยากเย็น...

            โดยที่เขาอาจจะไม่มีเวลาเตรียมใจอะไรอีก...

            “ฉันคิดว่านายรู้ว่าฉันอาจจะอยู่ไม่ถึงงานวันเกิดของพวกเราสองคน ทั้งที่มัน...ก็แค่อาทิตย์หน้า...”

            “แล้ว...?”

            เหมือนอากิระจะไม่ได้สนใจอะไรเขานัก ผู้เป็นพี่พยายามไม่ยอมสบตาอาชิตะ เพราะรู้ดีว่ามันจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกกลัวในใจของเขา

            “ฉันอยากขอให้นายดูแลเมรินแทนฉัน... แล้วฉันก็มีห่วงเรื่องของเซน ...ฉันเพิ่งนึกได้ว่าช่วงที่ไปค่าย ฉันเคยไหว้วานให้คนที่ชื่อเมก้ารวบรวมข้อมูลของมันเอาไว้... แล้วตอนนี้ก็อย่างที่เห็น มันเดินทางผิดจริง ๆ”

            อากิระพยักหน้านิ่ง...

            “ผู้หญิงของนาย นายก็ต้องดูแลเอง แต่เรื่องเซน ฉันไม่มีทางปฏิเสธ เพราะเมรินอยู่ฉันเลยลืมเล่าให้นายฟังไป วันก่อนฉันได้ข้อมูลมาจากเฮเซลน้องรหัสนายเกี่ยวกับเรื่องที่มันทำงานผิดกฎหมายรวมถึงเรื่องที่มันเป็นตัวการทุบรถนายในตอนนั้นก็ด้วย ตั้งแต่เมื่อวาน ฉันใช้คนของเราสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับมันและค่อนข้างแน่ใจอะไรบางอย่างแล้วด้วย” แฝดผู้พี่บอกเสียงเรียบ อากิระตัดสินใจถือแมคบุคมาวางลงบนของเตียงของน้องชายเพื่อให้เขาได้อ่านรายละเอียดที่ปรากฏในนั้น

            “เซนเป็นลูกเซยะ?”

            “ใช่... ลองดูดี ๆ หน้าตามันก็คล้าย ๆ กัน ชื่อก็ใกล้เคียงกัน และจากการตรวจสอบเกี่ยวกับแม่มัน ฉันก็เชื่อว่าเซนเองก็เป็นลูกครึ่งเหมือน ๆ พวกเรา เพียงแต่มันไม่รู้มาก่อน”

            ผู้ป่วยอาการหนักขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ ถึงแม้อาชิตะที่ทั้งชีวิตทุ่มเทกับเมรินนั้นก็ยังรู้ดีว่าเซยะและอาสึชินั้นไม่ถูกกัน แล้วถ้าหากคนมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นเซนรู้ล่ะก็ว่ามีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับพวกเขา ความทะเยอทะยานของเซนย่อมพาความสูญเสียและการต่อสู้แย่งชิงมาเป็นแน่

            “...”

            “สายฉันรายงานมาว่าวันนั้นพวกมันมีการขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ซึ่งมูลค่านับเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ล้านเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหลุดรอดไปได้ฉันว่างานนี้มีเละแน่”

            “แล้ว?”

            “นายคิดว่ามันจะน่าสนุกไหมล่ะ ถ้าเราส่งข้อมูลพวกนี้ให้กับพวกนั้น...” อากิระกระซิบเบา ๆ ที่ใบหูน้องชายฝาแฝดด้วยรอยยิ้มร้าย นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววเป็นสุขในขณะที่อาชิตะพยักหน้ารับนิ่ง ๆ เพราะอาการเจ็บปวดบริเวณหน้าอกที่ยังไม่ทุเลาเท่าที่ควร

            มือผอมที่ยังให้น้ำเกลือค่อย ๆ พิมพ์และจัดการข้อมูลซึ่งรวบรวมมาได้จากคนสนิทก่อนจะค่อย ๆ ส่งมันให้กลับอีเมลล์ของใครบางคนด้วยรอยยิ้มจาง ภาพวันเก่า ๆ ที่อาชิตะถูกเซนเหยียดหยามทำร้ายกลับมาอยู่ในห้วงความคิดชายหนุ่มอีกครั้งแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คิดว่ามันสาสมแล้วกับสิ่งที่เซนได้กระทำลงไป

            แค่เพียงจังหวะกดปุ่มอันแผ่วเบา ข้อมูลสำคัญจำนวนมหาศาลก็ถูกโอนส่งให้กับผู้รับปลายทาง ผู้รับที่ทั้งสองเชื่อว่าจะเป็นคนจัดการเรื่องที่เกิดในตอนนี้ได้ดีที่สุดโดยไม่ให้เลือดสักหยดต้องกระเด็นเปรอะหน้าในนามของผู้สืบทอดตำแหน่งนายใหญ่แห่งอาคิโมโตะกุมิ

            อย่างน้อยตอนนี้ก็สบายใจไปได้อย่างหนึ่งแล้ว...

            คนตัวเล็กกว่าค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนอีกครั้งบนเตียงเช่นเดียวกับอากิระที่ทอดสายตามองเขาอย่างอ่อนใจ ความเป็นกังวลเรื่องอาชิตะเมื่อบ่ายผ่านพ้นไปอย่างยากลำบากแต่มันก็เป็นความจริงที่เขาต้องยอมรับ


            ผ้าห่มผืนหนาค่อย ๆ คลุมร่างกายฝาแฝดคนน้องพร้อมกับท่าทีอ่อนล้าเต็มทีของเขา อากิระยกมือลูบศีรษะร่างที่เหมือนกับเขาแทบจะทุกส่วน ตลอดมาตั้งแต่เกิด อาชิตะคือคนที่เข้าใจและอยู่ข้าง ๆ เขามาตลอดในยามที่เขาป่วยและผ่านพ้นความตายและความหวาดกลัวมาด้วย ความรักของทั้งสองที่เชื่อมโยงถึงกันมันมากกว่าพี่น้องร่วมสายเลือด สำหรับเขาแล้วเขาเหมือนกับเป็นด้านมืดที่เอาแต่อาฆาตมาดร้ายแล้วอาชิตะน้องชายฝาแฝดก็เป็นด้านสว่างที่คอยเป็นมิตรกับทุกคนมาตลอด

            เขาทำใจไม่ได้หรอกที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างขาดหาย...

            แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาก็แน่ใจว่าท้ายที่สุด เขาและอาชิตะก็ได้ทำในสิ่งที่สมควรทำ... และมันคือการกำจัดเซนอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ให้กระทบถึงความมั่นคงในการมีอยู่และแทรกซึมของคนในอาคิโมโตะกุมิที่มีอยู่ในประเทศไทย

 

 

            ...

            ข้อความตอบกลับของผู้รับตอบกลับมาในเวลาไม่นานเพื่อยืนยันว่าได้รับเมลล์ฉบับนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมันก็คือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตของเซน อากิระพับฝาแมคบุคของตนลงอย่างใจเย็นก่อนจะเดินกลับไปนอนข้าง ๆ ไอชาซึ่งยังหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ แต่ถึงอย่างนั้น...

            นามสกุล นฤภัทรพลากรของเธอก็เป็นนามสกุลเดียวกับผู้ที่รับหลักฐานผิดกฎหมายของเซนเมื่อครู่...

 

            ถ้าเซนรู้ เซนอาจจะไม่ผิดหากชี้หน้าด่าว่าเขาคือคนหน้าเนื้อใจเสือ กลางวันส่งพวงหรีดไปช่วยงานศพของสมผู้เป็นพ่อเลี้ยง กลางคืนกลับมาส่งหลักฐานความผิดของเขาให้กับใครบางคนที่มีอำนาจทางกฎหมาย

            แต่ก็ช่วยไม่ได้...สำหรับคนที่ถูกหลอกใช้และเป็นเครื่องมือที่เซนเคยใช้เล่นงานอาชิตะทั้งที่เป็นน้องชายตัวเองแท้ ๆ เพื่อที่เซนจะได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจเพราะความทะเยอทะยาน สิ่งที่อากิระเคยทำเลวไว้กับน้องชายตัวเอง และเมรินไม่มีวันถูกลบล้างไปได้

            แต่ถึงอย่างนั้น... การทำแบบนี้ก็อาจจะชดเชยความเลวทรามนั้นภายในจิตใจลงได้บ้างแหละ...




 

            “วันนี้ไม่วูบแน่นะ” เสียงใสของเมรินหลุดลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มที่ยังคงนั่นนิ่งห้อยขาอยู่บนเตียง อาชิตะยิ้มจางด้วยรอยยิ้มเป็นสุข นัยน์ตาสีนิลที่ผ่านคราบน้ำตาและความเจ็บปวดมาตลอดนับสิบปีในวันนี้นั้นกลับฉายไปด้วยความสุข...

            “ไม่วูบสิ...”

            “ดีแล้ว แล้วนี่แต่งตัวเสร็จแล้วเหรอ?”

            เธอยังคงถามซ้ำด้วยน้ำเสียงเป็นสุข เสียงหัวเราะมากมายหลุดรอดผ่านมาทางปลายสาย ว่าที่คู่หมั้นสาวอย่างเป็นทางการของเขาแยกตัวไปแต่งหน้าทำผมในอีกห้องหนึ่งเช่นเดียวกับเขา อาชิตะเหลือบมองนาฬิกาเรือนใหญ่ติดผนังที่บอกเวลาใกล้เช้าเต็มทีในขณะที่ภาพของเขายังคงสะท้อนอยู่ในกระจกเงาบานใหญ่

            ชุดคนไข้สีขาวที่เขาต้องทนใส่แต่แบบเดิมซ้ำ ๆ มาเกือบเดือนเปลี่ยนเป็นสูทสีขาวนวลเข้ากับผิวกายขาวซีดจากอาการป่วยแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดูดีกว่าหลายวันก่อน ดวงหน้าซีดถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางบาง ๆ จนดูเหมือนมีเลือดฝาดส่วนผมยาวสีเงินที่เริ่มเปลี่ยนโคนเป็นสีดำก็ถูกมัดเรียบ ๆ ไว้ด้านหลัง

            “หล่อแล้ว จะดูกระจกอะไรกันนักหนา”

            เสียงใสของผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นด้านหลังเพราะรอยยิ้ม อากิระก้าวเข้ามาหาน้องชายฝาแฝดพร้อมกับเหลือบดูนาฬิกาแวบหนึ่ง จริง ๆ แล้วเขาเองก็เพิ่งแต่งตัวเสร็จเพราะมัวแต่วิ่งวุ่นช่วยงานคุณหญิงอารดาที่ลงทุนควบคุมงานนี้ด้วยตนเองตั้งแต่อาหารจัดเลี้ยงจนถึงการจัดงาน เธอลงทุนเม็ดเงินส่วนตัวมหาศาลเพื่อเนรมิตงานหมั้นของลูกชายคนเล็กให้ออกมาดีและเพียบพร้อมที่สุดจนมันอาจจะเป็นงานหมั้นที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้เลยก็ได้

            “ไม่ได้ดูซะหน่อย...” เสียงของน้องชายตอบด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจาง อากิระหัวเราะเบา ๆ ออกมาก่อนจะเดินอ้อมมาดูอีกคนใกล้ ๆ มือใหญ่ของผู้เป็นพี่แตะไหล่ให้กำลังใจเบา ๆ

            “คนเราไม่รู้หรอกว่าจะมีโอกาสดี ๆ แบบนี้อีกกี่ครั้งเพราะงั้น...ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนะ...”

            “อือ...”

            แฝดผู้น้องพยักหน้ารอบด้วยรอยยิ้มใส เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ยามเช้าที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้าและทอแสงอ่อน ๆ เป็นสัญญาณว่าช่วงเวลาแห่งความสุขและการเริ่มต้นใหม่นั้นค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น...

 

 

 

            ที่ห้องโถงของโรงพยาบาลที่เดิมนั้นทำไว้เพื่อประชุมและสัมมนาถูกตกแต่งหรูหราไปด้วยมวลดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอบอวนเป็นซุ้มประตูตัดกับธีมสีขาวทองที่แสดงถึงความหรูหรา หน้างานเป็นภาพถ่ายคู่กันของทั้งสองที่ถ่ายในโรงพยาบาลก่อนวันงานเพียงชั่ววันพร้อมสมุดเขียนคำอวยพรแก่ทั้งสอง

            ถัดเข้าไปเป็นเก้าอี้ของแขกผู้ร่วมงานที่ถูกเชิญเข้ามาเฉพะแขกคนสำคัญของทั้งสองครอบครัวและคนสนิทของทั้งอาชิตะและเมรินเพื่อควบคุมความวุ่นวาย ตลอดแนวผนังห้องโถงเต็มไปด้วยเหล่ายากุซ่าในคราบบอดี้การ์ดอารักขาความปลอดภัยให้กับนายเหนือและแขก เช่นเดียวกับโทมะที่ประกบติดกับอาชิตะที่เข้ามาถึงบริเวณงานพร้อมกับคนอื่น ๆ

            ข้อความที่ถูกบรรจงเขียนเป็นป้ายฉากหลังในงานว่า พิธีหมั้นศักดิ์สิทธิ์ ระหว่าง เมธาวรินทร์ – อาชิตะ วันที่ 15 ธันวาคม 201*สะท้อนผ่านนัยน์ตาสีนิลเป็นประกายที่คลอไปด้วยคราบน้ำตาในขณะที่เสียงเพลงไพเพราะมากมายยังคงขับขานเพื่อรอให้ถึงเวลาตามฤกษ์...

            “พิธีหมั้นหมายถึงการที่ทั้งสองให้คำสัญญาว่าจะแต่งงานและดูแลกัน อาชิเป็นหลานในราชสกุลของยายกับตา แม้เราสองคนจะไม่ได้ใช้นามสกุลกัน แต่หลานก็คือคนในครอบครัวของเรา... จงรักษาคำมั่นสัญญานี้เอาไว้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลานจะต้องหายและกลับมาแต่งงานกับคู่หมั้นของหลาน”

            เสียงแผ่วเบาตามวัยที่ล่วงเลยดังบอกกับชายหนุ่ม เถ้าแก่ในพิธีคือหม่อมเจ้าอติวัณณ์ผู้มีศักดิ์เป็นคุณตาของอาชิตะและอากิระ ด้วยวัยที่ล่วงเลยไปมากนับตั้งแต่เคยยอมยกลูกสาวให้หมั้นหมายแต่งงานกับเขยหนุ่มจากแดนปลาดิบก็ผ่านไปนับยี่สิบกว่าปีแล้ว

            แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าที่เหมือนกันนี้ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจ แม้ว่าบรรยากาศในตอนนั้นจะไม่ได้เศร้าสลดอยู่ลึก ๆ ดังเช่นวันนี้ก็ตาม

            “...”

            ไม่มีคำตอบใดกลับมานอกจากจังหวะพยักหน้าขึ้นลงที่ดูอ่อนแรง อาชิตะไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทำไมกันที่มันเกิดความตื้นตันได้ถึงขนาดนี้ระหว่างเพราะเขากำลังจะตาย หรือวันเวลานับสิบปีที่เขาอดทนรอมาตลอดกำลังจะสิ้นสุดลงกันแน่...

            ท่ามกลางเสียงดนตรีจากวงดนตรีชื่อดังที่ขับขานท่วงทำนองราวกับเสียงสวรรค์ เงาของร่างเล็กค่อย ๆ ผ่านพ้นซุ้มดอกไม้หน้างานเข้ามาอย่างเชื่องช้า รองเท้าส้นสูงสีเงินเป็นประกายก้าวเชื่องช้าทว่าดูสวยงามกว่าใคร ๆ ทั้งหมดเข้ามาในงานพร้อมกับเสียงปรบมือก้อง

            เธอคนนั้นมองหน้าเขาด้วยรอยยิ้มสวย ดวงหน้าได้สัดส่วนแต้มสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เรือนผมหอมของเธอปล่อยสยายหากแต่ประดับประดาไปด้วยมงกุฎดอกไม้ เมรินอยู่ในชุดกระโปรงสุ่มสั้นสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายวิจิตรงดงามราวกับเจ้าหญิงผู้เพียบพร้อม

            แน่นอนว่าภาพของเธอยังคงสะท้อนอยู่ในแววตาของเขาพร้อมกับเรื่องราวมากมายที่กลับมาวนเวียนซ้ำ...

            เด็กหญิงคนนั้นที่อยู่ที่โบสถ์ซึ่งพระเจ้าได้ส่งเธอมาให้พบกับเขา สัมผัสอันแผ่วเบาของมือน้อย ๆ ที่เอื้อมพยุง เธอคนนั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตที่ถูกกำหนดเอาไว้ด้วยความตายให้มีความหมาย เธอที่ทำให้เขากล้าพอจะเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษารอยยิ้มนั้นเอาไว้ เธอคนที่เขาต้องตามไปแอบมองโดยที่ไม่ต้องการให้รู้ตัว เธอที่ช่วยเขาเอาไว้ไม่ให้ต้องตายอยู่ในค่าย เป็นเธอที่อยู่ข้าง ๆ เขามาตลอด...

            และเป็นเธอที่เขาสาบาญกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลเธอตลอดไป...

            “มะ เมริน...”

            เธอไม่ตอบอะไรนอกจากรอยยิ้มสวย หญิงสาวค่อย ๆ นั่งพับเพียบข้าง ๆ เขาบนเวที ส่วนด้านหลังเป็นเก้าอี้โซฟาที่มีหม่อมเจ้าอติวัณณ์และภริยา วรินทร วดี อารดา และอาสึชิผู้เป็นสามีนั่งอยู่ข้าง ๆ ถัดไปด้านหลังเป็นเดย์ไลท์และแฟนสาวนั่งอยู่ด้านหลัง เช่นเดียวกับอากิระและไอชาว่าที่สะใภ้ใหญ่ที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ฝั่งผู้เป็นพ่อ

            ไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ เมื่อใกล้ถึงฤกษ์งาม 9 นาฬิกา 9 นาทีเต็มที แขกทุกคนต่างหยุดส่งเสียงพูดคุยเช่นเดียวกับดนตรีไพเราะที่เริ่มเงียบลง

            อาชิตะและเมรินสบประสานสายตาอย่างไม่มีใครยอมถอยหรือกล้ากระพริบตา ราวเสียอย่างกับว่าภาพความสุขในตอนนี้จะละลายหายไปในขณะที่เข็มวินาทีที่รอมานานได้บรรจบลง ณ เวลาที่ทั้งงานต่างรอคอย...




 

            ความสวยงามท่ามกลางกลิ่นอายความเศร้าโศกบนเวทียังคงสะท้อนอยู่ในแววตาของทุกคนที่อยู่ที่นั่น พิสต้ายังคงนั่งมองช่วงเวลาสำคัญนั้นอย่างใจหายเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น...

            พิธีหมั้นกำลังเริ่มต้นขึ้น เสียงพิธีกรเป็นคนแจ้งรายการของหมั้นของทางฝั่งชายอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าเขาเป็นถึงลูกชายอภิมหาเศรษฐี และเพราะไม่ได้ถูกเรียกค่าสินสอดทองหมั้นจากฝ่ายหญิง อาชิตะและครอบครัวอาคิโมโตะจึงยินดีจ่ายให้อย่างที่เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อ

            ทองคำแท่งมูลค่านับล้านบาทถูกวางใส่พานอย่างดีท่ามกลางเสียงฮือฮาจากฝั่งผู้มาร่วมงานด้านล่างตามด้วยธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทที่ถูกมัดไว้เป็นชุดชุดละหนึ่งล้านบาท จำนวนเก้าร้อยล้านบาท ถัดไปเป็นสมุดปกแข็งแบบธรรมดา ๆ นับสิบเล่มที่สร้างความฉงนให้กับผู้ร่วมงานอยู่ไม่น้อยและสุดท้ายเป็นแหวนหมั้นคู่ของทั้งสอง

            “ตายแล้ว! สินสอดนี่มากกว่าที่ฉันเคยเจออีกค่ะ แหวนก็เพชรน้ำงามมากจริง ๆ !

            เสียงคุณนายร่างใหญ่แถวหน้าพูดขึ้น เธอเอามือทาบอกตาเป็นประกายเมื่อเห็นของหมั้นที่วางอยู่ เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ อื่นที่ลุกขึ้นปรบมือราวกับมันไม่ใช่เรื่องปกติ

            แต่มันก็เป็นสินสอดที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดแล้วสำหรับสองตระกูลนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณหญิงอารดาซึ่งเป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์มาอยู่ก่อนแล้ว

            “ว่าแต่ไอ้สมุด ๆ นั่นคืออะไรเหรอครับ?”

            เสี่ยใหญ่อีกคนก็เอ่ยถามขึ้น อาชิตะเหลือมองด้วยแววตาเปื้อนยิ้มหากแต่อากิระนั้นดูออกว่าน้องชายกำลังแอบไม่พอใจเล็ก ๆ

            ไอ้สมุดที่ว่าน่ะ...มีค่ากว่ากองเงินเป็นเถา ๆ ข้างหลังซะอีกนะ!

            “...”

            อาชิตะเองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากรอยยิ้มจาง ก่อนจะปล่อยให้พิธีได้ดำเนินไปต่อ ชายหนุ่มทอดสายตามองแหวนหมั้นที่ถูกวางคู่กันในตลับบนพานทองปูรองด้วยผ้าเนื้อดีก่อนฝ่ายเถ้าแก่จะให้โอวาส

“แหวนหมั้นนี้จะเป็นเสมือนพันธะสัญญาที่อาชิตะ หลานของตาจะต้องสัญญาว่าจะยอมรับหนูเมรินในฐานะคู่หมั้น จะทะนุถนอมดูแลกันในทางที่ถูกที่ควรและบริสุทธิ์เอาไว้ตราบจนพิธีสมรสศักดิ์สิทธิ์จะมาถึง จะมานอกลู่นอกทางกันไม่ได้แล้วนะลูก”

คุณตาที่ดูมาดดุและเจ้าระเบียบนั้นบอก หากแต่หลานชายกลับยิ้มร่าพยักหน้ารับ เป็นคำมั่นในขณะที่หม่อมเจ้าอติวัณณ์จะหันมองเมริน

“หนูเองก็ต้องรักและซื่อสัตย์ต่อพี่เขา เข้าใจไหมลูก ความรักน่ะจะคงอยู่เพียงเพราะใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่ความรักคือการประคับประคองมันไปด้วยกันเข้าใจนะ”

“ค่ะ...” เมรินยิ้มรับ เธอกระพริบตาถี่ ๆ ไม่อยากให้น้ำตารินไหลออกมาเปรอะดวงหน้าที่บรรจงแต่งมาเสียดิบดีและทำเสียบรรยากาศ

“มองหน้าเอาไว้นะ จากวันนี้ไปจะเปลี่ยนใจไม่ได้อีกแล้วนะ” คุณตายังแอบแซวหลานชายไม่เลิก

“...” อาชิตะยิ้มรับด้วยความมั่นใจแม้จะรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้าเหมือนว่าไข้กำลังขึ้น แต่ในเมื่อรักในเมื่อพยายามมาแทบตายเพื่อวันนี้ เขาคงไม่มีทางเปลี่ยนใจเปลี่ยนตัวคู่หมั้นอีกแล้วล่ะ

เพราะคิดว่าใช่แน่ ๆ ชายหนุ่มก็เริ่มหยิบแหวนหมั้นวงเล็กออกมาก่อน เขาสัมผัสมือเธออย่างแผ่วเบาท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นถี่เพราะบรรยากาศนี้...

            นัยน์ตาคู่งามของเมรินเริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุขเมื่อเห็นเขาค่อย ๆ หยิบแหวนหมั้นสีเงินที่ประดับไปด้วยเพชรน้ำงามเป็นประกายแล้วบรรจงสวมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเอาไว้กับนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างเชื่องช้า ทว่าในวินาทีนี้นั้นหญิงสาวกลับรู้สึกราวกับเป็นเจ้าหญิง พร้อมกับที่เธอเองก็ค่อย ๆ สวมแหวนหมั้นอีกวงนั้นให้กับเขาคนที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ แม้จะไม่ได้พูดอะไรกลับมาแต่รอยยิ้มจากดวงหน้าซีดนั้นมันก็ยิ่งพาลให้น้ำตาที่เก็บกลั้นเอาไว้ยิ่งอยากรินไหล

เธอและเขากำลังมีความสุขไปด้วยกันแม้ทุกจังหวะที่เคลื่อนผ่านไปนั้นจะค่อย ๆ เหลือเพียงความทรงจำ แต่เธอก็ยินดีที่สาบานว่าจะขอจดจำมันเอาไว้จนตราบชั่วชีวิต

            เขาไม่ใช่แค่คนที่เธอหลงรักเพียงชั่ววูบเพราะหลงในความดีเพียงเท่านั้น แต่อาชิตะคือคนที่ผลักเธอตกหลุมนี้ซ้ำ ๆ แม้เธอจะไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใครก็ตามที...

           

            “ขอถ่ายรูปหน่อยนะคะ” เสียงนักข่าวค่อย ๆ ดังพร้อมกับที่พวกเขาเริ่มเดินมาออใก้หน้าเวทีพร้อมกับบรรดาการ์ดของทางฝั่งอาคิโมโตะที่เข้ามาคอยอารักขาความปลอดภัย ด้วยความกังวลว่าในจำนวนคนนอกมากมายนี้อาจจะมีสายของเซยะส่งมาก็ได้แม้ทุกคนจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดก่อนเข้างานมาแล้วก็ตามที

            “ถือว่าเหมาะสมกันมาก ๆ ค่ะ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม และมันก็ยิ่งสร้างความเขินอายให้กับทั้งสอง เมรินเหลือบมองอีกคนด้วยรอยยิ้มกว้างเพราะไม่คิดไม่ฝันว่าวันงานจะตื่นเต้นขนาดนี้

            “รักกันนาน ๆ นะครับ”

            “ขอให้หายไว ๆ ค่ะ”

            เสียงคำอวยพรยังดังก้องแม้ไม่เสร็จพิธี หากแต่มันยิ่งทำให้อาชิตะรู้สึกถึงน้ำตาที่เริ่มกลั้นไม่ไหว เขาไม่ได้เสียใจหรือรู้สึกแย่แม้แต่น้อย แต่เพียงเพราะเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้เท่านั้น

            ทุกคำสัญญาที่บอกกับเธอ เขาคิดมาตลอดว่าจะทำมันให้สำเร็จ แม้ในความเป็นจริง วันเวลาแห่งการจากลาจะเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกวินาทีก็ตาม

            อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้... วันนี้... หรือวินาทีนี้เลยด้วยซ้ำ...

            ทุกคำพูดอาจจะเป็นคำโกหกในตอนสุดท้ายว่าเขาจะรักและดูแลเธอตลอดไปเพราะความตายที่เข้ามาพราก แต่ถ้าจะให้ยอมทิ้งความสุขที่อยู่ตรงนี้ไปล่ะก็...

            ไม่มีวันหรอก...

 

แม้จะเป็นงานที่ถูกจัดขึ้นอย่างส่วนตัวอย่างสายฟ้าแลบ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องอนุญาตให้นักข่าวเข้ามาจับภาพความประทับใจนี้เอาไว้เนื่องด้วยฐานะทางสังคมของทั้งสองบ้านทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งสองจะได้ถูกสัมภาษณ์และบอกเล่าความประทับใจในตัวอีกคนนั้นยิ่งเป็นเวลาที่ถูกจับตามองรองจากตอนที่ได้สวมแหวนหมั้น

            สปอร์ตไลท์มากมายค่อย ๆ ฉายกระทบสองร่างที่ยืนอยู่ข้างกันบนเวทีโดยมีพิธีกรยืนอยู่ไม่ห่าง  ทว่าทั้งสองกลับเจิดจรัสเกินใคร ๆ ที่อยู่ที่นั่น

            “...เหนื่อยไหม เป็นอะไรหรือเปล่า ถะ ถ้าไม่ไหวไปพักได้นะ...”

            เสียงกระซิบแผ่วของเธอยังคงบอกเขาด้วยรอยยิ้มจางแม้แววตานั้นเริ่มเป็นกังวลเพราะเห็นเหงื่อที่ออกมากผิดปกติ เมรินจับมือชุ่มเหงื่อเอาไว้แน่น ๆ ด้วยความเป็นห่วงทั้งที่ในใจกลับรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวไม่หาย

            “ไม่เป็นไร เรามาด้วยกันขนาดนี้แล้วนี่นา”

            “อือ...”

            ไม่มีใครพูดอะไรต่อนอกจากเสียงปรบมือต้อนรับ พิธีกรซึ่งเป็นพิธีกรรายการชื่อดังยิ้มให้กับทั้งสองก่อนจะเอ่ยพรรณนาถึงฐานะและชื่อเสียงทางสังคมที่มีของทั้งสองตระกูลให้แขกผู้มีเกรียติในงานซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนชนชั้นสูงซึ่งมีอันจะกินได้รับฟัง

            “ผมรู้สึกเป็นเกรียติมาก ๆ ที่ได้รับตำแหน่งพิธีกรผู้ดำเนินรายการในงานพิธีหมั้นระหว่างคุณเมธาวรินทร์ พรพิพัฒนตระกูล ซึ่งก็เพิ่งเปิดตัวกันไปเนอะครับว่าเป็นลูกสาวของคุณวรินทรซึ่งก็เป็นเจ้าของศูนย์การค้าที่เรารู้จักกันดีเรียกได้ว่าเป็นคุณหนูที่สวยและก็มากความสามารถมากจริง ๆ” พิธีกรนักพูดพูดขึ้นแล้วยิ้มให้กับเธอ ด้านล่างเวทีทางกลุ่มเด็กคณะแพทยศาสตร์เองก็มีเสียงปรบมือกันก้องไปทั่วงาน

            “ส่วนฝ่ายชาย ผมคิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักครอบครัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยตอนนี้แถมมีศักดิ์เป็นถึงหลานชายคนเล็กของหม่อมเจ้าอติวัณณ์ ราชนิกุลไฮโซของบ้านเรา นั่นก็คือคุณอาชิตะ อาคิโมโตะครับ ต้องบอกเลยว่าเพียบพร้อมทั้งสายเลือด ฐานะ นิสัยใจคอ และหน้าตาจริง ๆ สำหรับผู้ชายคนนี้”

            พูดได้แค่นั้นเสียงปรบมือก็ดังก้องไปทั่วห้องโถงจากกลุ่มเด็กในคณะไอซีทีที่มา จอร์จและพวกลุกขึ้นปรบมือเสียงดังชอบใจเช่นเดียวกับเฮเซลและรุ่นน้องในคณะที่มาเชียร์กันเต็มที่จนการ์ดและฝ่ายเจ้าภาพใจอ่อนยอมให้เข้ามาร่วมงาน

            “พี่จอร์จ ผมว่าไอ้มุขเพื่อนผมพี่เก็บไว้เล่นหลังพิธีดีกว่าพี่” เฮเซลกระซิบบอก

            “อะไรของแกวะ โอกาสเห็นเพื่อนสละโสดมันหายากนะเว้ย” จอร์จรีบบอกแล้วก้มหน้าก้มตาปรบมือต่อจนแทนกับหมวยยื่นมือมาสะกิด

            “จอร์จ แกเลิกปรบมือก่อน พิธีกรมันจะได้พูดต่อ”

            “เออ! หรือไม่ก็มองโน่น หลังเวทีแม่งมองมองแกอยู่ว่ะ” แทนกระซิบเบา ๆ เขาดันศีรษะเพื่อนสนิทให้มองไปทางอากิระ ฝาแฝดของเพื่อนสนิทที่ยืนคุยอะไรบางอย่างกับคนที่น่าจะเป็นแพทย์ที่รักษายืมยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มกว้างหากแต่มือนั้นกลับทำสัญญาณว่า ไม่หยุดปรบมือละก็คอได้ขาดแน่

            “เอาตรง ๆ ข้าว่าอาเฮียแฝดสยองนั่นไม่น่าเป็นแฟนยัยไอชาได้นะเอาตรง ๆ นิสัยนี่ต่างกันคนละขั้ว งานหมั้นมันฉันคงไม่มาอะ” เดย์บอกเสียงเรียบพลางจิบเครื่องดื่มที่ถูกรินแจกในงานตามด้วยเพื่อน ๆ ที่พยักหน้า

            บนเวทียังคงแฝงไปด้วยความประทับใจและตื้นตัน อาชิตะยังคงกระพริบตาถี่ไม่อยากให้น้ำตาต้องรินไหลออกมาเช่นเดียวกับเมรินที่ยินยิ้มให้แขก อีกใจก็พะวักพะวงกลัวคู่หมั้นจะหน้ามืดหมดสติไปเพราะอาการป่วยเสียก่อนงานเลิก

            “อยากให้ทั้งสองได้เล่าความประทับใจในตัวอีกคน ทั้งสองคนรู้จักกันได้อย่างไร และทำไมถึงคิดว่าพระเจ้าได้ส่งเขาและเธอมาครับ?”

            คำถามที่ถูกยิงออกมาเรียกรอยยิ้มของคนทั้งงานพร้อมเสียงปรบมือยกใหญ่เมื่อไมโครโฟนถูกส่งมาให้เมรินรับเอาไว้ด้วยใบหน้าเขินอาย นัยน์ตาคู่นั้นหันมองสบตาเขาแล้วค่อย ๆ สบสายตากับผู้มาร่วมงานนับร้อยที่ปรบมือเป็นกำลังใจให้

            “...เมรินไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้และตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมานั้นมันเรียกว่าพรหมลิขิตได้ไหมนะคะ” เธอค่อย ๆ เปิดปากเล่า เมรินยิ้มน้อย ๆ ให้เขากับแล้วพูดต่อ

“ใครจะไปเชื่อล่ะคะว่าเขาคือคน ๆ เดียวกับที่เมรินเคยเจอในโบสถ์เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเคยปลอบโยนและทำให้เมรินหัวเราะ ทั้งที่ตัวเองเป็นเด็กที่ป่วยหนัก แต่เขากลับคอยปลอบโยนคนอื่น... เขาให้ตุ๊กตาหมีกับเมรินเอาไว้ในวันที่เมรินบอกว่าอยากจะเป็นหมอเพื่อรักษาเขา...” เมื่อพูดถึงตรงนั้น น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ค่อย ๆ หยดลงช้า ๆ ในขณะที่อาชิตะนั้นกลับบีบมือเธอเอาไว้แน่น ๆ เพื่อปลอบโยน

“...”

“ตลอดเวลาที่เรายังเป็นเด็ก ๆ เขาทำให้เมรินมีความสุขทุกวัน ทุกครั้งที่เราเจอกัน... เขาช่วยชีวิตเมรินเอาไว้ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ... โดยไม่เคยพูดอะไรสักคำและเขาคนนั้นอยู่ในความฝันของเมรินตลอดมา... แล้วใครจะไปเชื่อว่าอีกเกือบสิบปีให้หลังเมรินจะได้พบผู้ชายอีกคนที่ทำให้เมรินหลงรักจนทำได้ทุก ๆ อย่างแม้เราจะเจอกันไม่นาน...”

ไม่เพียงแต่เมรินจะร้องไห้ แต่คนด้านล่างเวทีหลายคนก็เริ่มปาดน้ำตาที่คลอช้า ๆ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ในวันนี้คืออีกรูปแบบหนึ่งของความรัก... มันไม่ใช่แค่ความรักของลูกคุณหนูตกยากนับสิบปีที่ได้เจอรักแท้เป็นชายหนุ่มขี้โรค แล้วรีบหมั้นเพื่อว่าจะได้เป็นหม้ายสาวทรงเครื่อง แต่หากเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นและผูกมัดหัวใจของคนสองคนเอาไว้ด้วยกันแม้ท้ายที่สุดนั้นจะต้องพลัดพรากจากกันเพราะอายุขัยที่แสนสั้นนี้ก็ตาม

“สำหรับเมรินแล้วมันเหลือเชื่อมากจริง ๆ ค่ะ ที่เมรินจะตกหลุมรักอาชิตะได้ถึงสองครั้ง และเป็นแบบนี้แค่กับเขาเพียงคนเดียว...”

น้ำเสียงนั้นเริ่มขาดห้วงเพราะเสียงสะอื้นเบา ๆ หญิงสาวยังคงเกาะกุมแขนของเอาไว้แน่น...

“พระเจ้าส่งคนที่ดีและทำให้เมรินมีความสุขมาให้ตั้งแต่เด็ก ๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เราคลาดกันตลอด จนกว่าจะมารู้ตัวอีกที...เมรินก็อาจจะต้องเสียเขาไปเสียแล้ว... แต่ถึงอย่างนั้นเมรินก็กล้าพูดเต็มปากว่าเมรินรักอาชิตะ และงานหมั้นครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพันธะสัญญาว่าเขาจะดูแลและรักเมรินตลอดไปจนถึงวันแต่งงาน แต่มันคือพันธะสัญญาแห่งความรักที่จะดึงเราสองคนเอาไว้ด้วยกันตลอดไปไม่ว่าข้างหน้าต่อจากนี้จะมีอะไรรอเมรินอยู่ แต่เมรินก็เชื่อค่ะว่าเมรินรักคนไม่ผิด อาชิตะคือคนที่พระเจ้าส่งมาและเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เมรินจะรักและซื่อสัตย์ตลอดไป... ขอบคุณค่ะ...”

เสียงปรบมือกระหึ่มนั้นไม่มีความหมายใด ๆ เมื่อเทียบกับรอยยิ้มของคนที่ถูกเอ่ยถึง นัยน์ตาสีนิลประกายที่ดูอ่อนแรงลงไปมากฉายแววมีความสุขอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ทุกประโยคที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจเพราะไม่มีเวลาให้ซ้อมนี้บอกเขาได้เป็นอย่างดีว่าเธอนี่แหละที่ใช่สำหรับเขา จนถึงเวลาที่เธอส่งไมค์ต่อให้ อาชิตะหยิบไมค์นั้นขึ้นมาพูดต่อด้วยเสียงปรบมือที่ดังไม่แพ้กัน

ที่ด้านล่างเวที อากิระและไอชาและเพื่อน ๆ ยังคงจดจ้องมาพวกเขาด้วยรอยยิ้มแห่งความปลื้มปริ่มใจในขณะที่เขาค่อย ๆ ตัดสินใจพูดขึ้น

“คนเรามีเวลาไม่มากหรอกครับ... และตลอดทุกวันที่เราใช้ชีวิตก็ล้วนมีแต่ความไม่แน่นอน... ทุกท่านอาจจะพอทราบแล้วว่าทำไมถึงมีงานหมั้นในวันนี้ขึ้นมา แต่ว่านะครับ... ผมกลับไม่รู้สึกเสียใจเลยที่พระเจ้าได้ลิขิตทุกอย่างให้เป็นแบบนี้... ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด ผมอยู่ในโลกแห่งความกลัวและตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่าทำไมผมต้องตาย ทำไมไม่เหมือนคนอื่น จนกระทั่งได้เจอกับเมริน” เขาพักหายใจเบา ๆ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น แต่กลับเมรินนั้น เธอรู้... รู้ดีว่าเขาใช้ความพยายามมากเท่าไหร่ที่จะยืนอยู่ตรงนี้...

“...”

“เธอสัญญากับผมตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าจะเป็นหมอเพื่อรักษาผม และผมกับเธอก็สัญญากันว่าเราจะแต่งงานกันเมื่อโตขึ้น... ถ้าใครได้ยินตอนนั้นก็อาจจะมองว่าเราเป็นเด็กแก่แดด แต่เพราะไอ้คำสัญญานั่นแหละที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ตรงนี้”

น้ำเสียงติดตลกนั้นเริ่มไม่มีใครหัวเราะ อาชิตะและเมรินสังเกตเห็นน้ำที่คลออยู่ในแววตาของคนหลายคู่มากขึ้นทุกที ๆ ในขณะที่เขาตัดสินพูดต่อเพราะความหวังบางอย่าง

“แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครหรอกที่จะหนีความตายพ้น แต่ผมไม่เสียใจนะครับที่ผมอาจจะเหลือเวลาอยู่อีกไม่นาน เพราะอย่างน้อยแล้วผมก็ได้พบเมริน ผู้หญิงที่รักและเข้าใจ แค่เธอรับได้ในสิ่งที่ผมเป็นแค่นั้นก็พอแล้ว”

น้ำเสียงของเขาสั่นเครือลงทุกขณะเช่นเดียวกับนัยน์ตาที่แดงก่ำ แต่อาชิตะก็ยังฝืนยิ้มแล้วพูดต่อไปหวังให้ทุกคนได้ยินความปรารถนาของเขาที่อัดอั้นมาตลอด

“เพราะเธอที่เข้ามาเปลี่ยนโลกของผม เพราะอย่างนั้นตลอดชีวิตที่เหลือ ผมจะรักและดูแลเธอให้ดีที่สุด... สิ่งที่ผมให้เธอนั้นไม่ได้เพียงเฉพาะชีวิตและความรัก แต่ผมเชื่อว่าผลพวงแห่งคำสัญญาว่าเธอจะรักษาและดูแลผมจะไม่มีวันสูญเปล่า... ในอนาคตที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนี้ เธอจะช่วยอีกหลายคนไม่ให้เขาต้องมีช่วงเวลาที่ทุกข์ใจแบบที่เราสองคนเผชิญ... นั่นคือความหวังสูงสุดของผมที่คิดว่าความรักของเรา จะให้อะไรแก่คนอื่นได้ ไม่เฉพาะความสุขของเราสองคน...”

เสียงปรบมือดังลั่นจนอื้ออึงไปหมด นักข่าวสาวด้านหน้านัยน์ตาแดงก่ำเพราะคราบน้ำตา คนหลายคนต่างปาดน้ำตากันเมื่อเข้าใจเหตุผลทั้งหมด

อาสึชิและภรรยาพยักหน้าภูมิใจในตัวผู้เป็นลูกชาย แม้ในใจเขาและเธอจะแปลความหมายบางอย่างในคำพูดของอาชิตะออกก็ตามที...

มันคือคำพูดที่แสดงความในใจแต่อาชิตะซ่อนเร้นคำสั่งเสียเอาไว้ในขณะเดียวกัน...

 

แต่ถึงอย่างนั้น... ก็ไม่มีใครในที่นี้สามารถที่จะหยุดยั้งความตายของใครลงได้...


 





 







___________________________

ฉากหมั้นคืออะไรที่ยากที่สุดสำหรับฮิเมะ
เป็นงานที่เมล่อนให้แก้หลายรอบมากกว่าจะออกมาเป็นปัจจุบัน
เมื่อวานแจ้งในเพจไว้ว่าจะอัพดึก ๆ
แต่ฮิเมะปั่นถึงตีสี่ก็ไม่เสร็จเลยแอบงีบ ขอโทษนะคะแต่ก็มาอัพให้แล้วนะ <3

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์นะคะ ฮิเมะดีใจมาก ๆ ที่ยาวขนาดนี้ก็ยังมีคนติดตาม TT ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
และขอโทษกับคำผิดด้วย เนื่องจากว่าเยอะมาก เลยจะเปลี่ยนแผนไปแก้ตอนรีไรท์เลยเพื่อไม่ให้รบกวนคนอ่านนะคะ ตอนหมั้นนี่ยังมีต่อนะคะ ฟินกว่านี้ด้วย แต่หิวแล้วเลยขอมาอัพไว้ก่อน

ฮิเมะลืมแจ้งว่าฮิเมะรีไรท์ตอนที่ 58 แล้วนะคะ เพื่อไม่ให้อากิระได้หมั้นกับหนูไอชาเร็วเกินไป
ส่วนจะเพราะอะไรขออุบไว้ก่อนนะ <3 








 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #311 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 28 มกราคม 2558 / 16:35
    ยินดัด้วยน้าา~ ขออย่าให้ดราม่าอีกเล้ยยย....เพี้ยง!!
    #311
    0
  2. #286 ดาๆ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 21:18
    ขอขคุณมากเลยนะค่ะ รอมาตลอดเลย
    #286
    0