CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 73 : [[,,,Chapter 58,,,]] God's gift [100% + Unverified + REWRITE]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 57

JJ♕


58

God’s gift

 

            “อย่างนั้นเหรอ? ตายแล้วเหรอ?”

            เสียงเรียบของเซยะดังขึ้นเบา ๆ ในห้องทำงาน นัยน์ตาอ่อนล้านั้นละออกจาลูกน้องคนสนิทแล้วทอดมองออกไปนอกบานกระจกของตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงยามเย็น อากาศวันนี้หนาวเย็นลงเร็วกว่าปกติเช่นเดียวกับความรู้สึกภายในใจของเขา

            “ครับ... งานศพจะมีคืนนี้เป็นคืนแรกเพราะดูเหมือนทางครอบครัวอยากที่จะจัดแบบเรียบง่ายที่สุดครับ” ผู้มาเยือนบอกกับด้วยใบหน้าเรียบนิ่งในขณะที่เซยะพยักหน้ารับ

            “ก็ดี...”

            “ท่านเซยะจะไปไหมครับ? ผมจะได้ให้คนจัดเตรียมรถ”

            ไม่มีเสียงใดตอบมาจากร่างที่ยืนนิ่ง เซยะเหลือบมองนาฬิกาติดผนังที่บ่งบอกเป็นนัยน์ ๆ ว่าเขาคงไปไม่ทันแล้วส่ายหน้าพอให้อีกฝ่ายรู้

            “ไม่ต้องหรอก... ยังไงเซนก็อยู่ที่นั่น และฉันก็ไม่ได้อยากแสดงตัวอะไรมากกว่ารู้จักกับคุณสม”

            เมื่อพูดอย่างนั้นลูกน้องหนุ่มก็เข้าใจเป็นอย่างดี พวกเขาพากันพยักหน้ารับและออกจากห้องทำงานนายเหนือไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งไว้เพียงเซยะที่ยืนนิ่งงันอยู่

            ชายวัยกลางคนไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่เดินกลับมานั่งเก้าอี้ทำงานตัวเดิมแล้วลงมืออ่านเอกสารนัดหมายสำคัญที่ถูกส่งมา

            เนื้อความแสนยืดยาวของมันดูเหมือนเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป แต่ภายในนั้นสินค้าจริง ๆ ของมันกลับเป็นยาเสพติดล็อตใหญ่มูลค่านับเกือบพันล้านบาทและกำหนดการนั้นก็เหลืออีกไม่ถึงสิบวันต่อจากนี้ไป...

            แต่นอกจากที่นัดหมายซึ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้ว วันที่ของมันก็ทำให้เขากลับหวนนึกถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วในตอนนั้น...

            “ตอนเย็นวันที่ 21 ธันวาคมสินะ... คืนที่ครบ 21 ปีพอดีกับเรื่องเมื่อตอนนั้น ตอนที่ฉันถูกแกไล่ออกมาอย่างกับหมูหมา... แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นพวกเราสองคนหรือพวกลูก ๆ ของฉันกับแก”

            นัยน์ตาคู่นั้นตั้งมั่นฉายแววมั่นใจพร้อม ๆ กับที่ความทรงจำและปฏิทินแสนยาวนานนี้จะค่อย ๆ ถูกนับถอยหลังลงสู่จุดสิ้นสุดที่จะยุติเรื่องราวทุกอย่าง ความบาดหมางของกลุ่มเด็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาภายใต้โชคชะตาแห่งความเกลียดชังของอดีตเพื่อนสนิทและชีวิตที่เหลือของอาชิตะหนึ่งใน เหยื่อของเรื่องเมื่อตอนนั้น...

            และทุกอย่างที่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้คำว่าอดีตก็ค่อย ๆ นับถอยหลังสู่จุดแตกหักอีกครั้ง...

 

 

            จากวินาทีเคลื่อนเป็นชั่วโมงที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความกดดันที่แสนอึดอัดและเยือกเย็นจนไม่อาจจะขยับเคลื่อนไปไหน ภายใต้อากาศเย็นหน้าห้องผู้ป่วย ภายในกระจกใสบานเล็ก ๆ นั่นสะท้อนภาพที่เขาถูกเยื้อยุดฉุดขึ้นมาจากการต่อสู้กับความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกอย่างยังคงสะท้อนอยู่ภายในดวงตาชุ่มน้ำของหญิงสาวที่กำลังสูญเสีย

            กลิ่นของเขา... ความรู้สึกที่เชื่อว่าเป็นของเขายังคงวนเวียนอยู่รอบ ๆ ข้างเธอแม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นจะเพิ่งเกิดขึ้นก็ตาม

            เธอไม่เข้าใจว่าทำไมกันทั้งที่ทุกอย่างควรจะจบลงด้วยความรัก แต่เหมือนโชคชะตากำลังพยายามลากเขาและเธอออกห่างกันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง...

            “...”

            “แค่เรารักกัน... เขายังถูกพรากไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า...”

            เสียงสะอื้นนั่นสุดจะกลั้นและอดทนกับมันแล้ว เมรินยอมปล่อยน้ำตามากมายที่อดกลั้นมานานให้มันไหลระบายความเจ็บปวด เสียงสะอื้นนั่นเน้นและสะท้อนความกลัวในจิตใจออกมาจนทุกคนที่นั่นสัมผัสได้

            “...เมริน คือแม่กับพ่อ...”

            วดีที่กลับมาเพราะรู้ข่าวจากอากิระที่โทรหาเดย์ไลท์เข้าปลอบลูกสาวทันทีที่มาถึง เธอรับรู้ได้ดีถึงความเจ็บปวดของคนตรงหน้า เมรินที่เคยร่าเริงน่ารักนั้นเปลี่ยนไปจนหมด และเธอแน่ใจว่านี่คือด้านลึก ๆ ในใจของลูกสาวที่มีเพียงความกังวลและหวาดกลัว

            “ต้องรอให้อาชิตะตายก่อนเหรอคะ... พวกเราถึงจะรักกันได้...”

            “...มะ เมริน...”

            เสียงของผู้เป็นแม่ขาดห้วง แววตาวดีสั่นระริกด้วยความรู้สึกผิดในใจเช่นเดียวกับวรินทรที่ยืนกอดอกนิ่งมองลูกสาวเพียงคนเดียว

            “...พ่อกับแม่แค่ไม่อยากเห็นหนูมีความทุกข์”

            น้ำเสียงเขาอ่อนลงกว่าเก่า วรินทรนึกภาพว่าลูกเขยที่เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรกแล้วรู้สึกผิดบาปไม่น้อย รู้ตัวดีว่าพูดจาแบบนั้นมันเป็นอะไรที่กระทบกระเทือนความรู้สึกคนฟังมาก แต่ก็ไม่เคยฉุกคิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้

            แน่เสียยิ่งกว่าแน่ ที่อาชิตะเป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเขา...

            “...แล้วไงคะ แล้วสะใจพอหรือยังคะ...”

            “...”

            ไม่มีใครกล้าเอาเรือเข้าขวางเมรินที่เดือดดาลเหมือนแม่น้ำเชี่ยวกราดได้แม้แต่คนเดียว อากิระเบือนหน้าหนีด้วยความกดดันและเครียดไม่น้อยกว่าคนอื่นโดยมีไอชาที่ปลอบประโลมเขาด้วยความหวาดกลัวว่าจะพลอยเป็นอะไรไปอีกคน ส่วนสองสามีภรรยาอาคิโมโตะก็ทำได้เพียงยืนนิ่งรับฟังด้วยความทุกข์ในใจไม่ต่างกัน

            “ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาชิตะคอยปกป้องดูแลหนูทุกอย่าง ถ้าไม่มีเขาหนูก็คงตายไปตั้งแต่ที่โบสถ์นั่นแล้ว ไม่ใช่เพราะเค้าเหรอที่ยอมแลกชีวิตช่วยหนูเอาไว้ คุณพ่ออาจจะไม่รู้อะไรแต่ตลอดมา ทุกครั้งหนูมีปัญหาอาชิตะก็คือคนที่อยู่ข้าง ๆ มาตลอด ...เขามีแค่หนูคนเดียว เขายอมตายเพื่อหนู แล้วแค่นี้ไม่พอเหรอคะที่หนูจะอยากแต่งงานกับเขา สำหรับเราสองคนปาฏิหาริย์กับโอกาสมันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกนะคะ!

            เสียงเล็กของลูกสาวตวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เมรินกำสร้อยที่เคยอยู่กับอาชิตะเอาไว้แน่นทั้งน้ำตาราวกับว่ามันคือตัวแทนของเขา

            ตลอดมาเขาอาการกำเริบหนัก ๆ ก็แค่เพราะอารมณ์โกรธซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเวลาคนเราโกรธ หัวใจหรือชีพจรก็ต้องเต้นแรงอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่...

            ที่เป็นอย่างนี้ก็เพียงเพราะว่ามันกำลังจะพังเต็มทีแล้วเท่านั้นเอง...

            ...

            “...เมริน...”

            “หนูรู้ดีว่าอาชิตะอาจจะไม่มีโอกาสหายเป็นปกติและเวลาของเราสองคนเหลือน้อยมาก... หนูอยากแต่งงานกับเขา ถ้าอาชิตะต้องไป อย่างน้อย เขาก็ควรดีใจที่ได้ทำตามสัญญาทุกอย่างไม่ใช่เหรอคะ?”

            น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ เมรินจดจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อราวกับอยากสื่อให้เขาเข้าใจความรู้สึกภายในโดยที่อาสึชิและอารดายังคงมองหน้ากันด้วยแววตาซาบซึ้งในความรักที่เขารู้ดีว่าอาชิตะรอมันมาตลอดชีวิต

            “...”

            ไม่มีคำพูดในนอกจากแววตาของผู้ใหญ่ที่สบประสานกันด้วยความรู้สึกบางอย่าง อาสึชิก้าวเข้ามาหาวรินทรราวกับว่าเขามีเรื่องที่อยากจะคุยด้วย ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะมีใครได้พบเห็นท่าทางอ่อนน้อมและอ่อนแรงเต็มทีนี้...

            แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอและทุกคนก็ยังรอคอยและหวังว่าปาฏิหาริย์นั้นจะมีจริงอีกสักครั้ง แม้ว่าชีวิตหลังจากนี้เธอจะต้องพบกับความเดียวดายไปชั่วชีวิตก็ตาม

           

            สิ่งที่เมรินคิดไม่มีวันเปลี่ยน...

            เช่นเดียวกับชะตากรรมของคนที่นอนนิ่งอ่อนแรงอยู่ในห้องผู้ป่วยนั่น

            ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกนับถอยหลังสู่โศกนาฏกรรมแห่งความขัดแย้งครั้งสุดท้ายที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างตลอดกาล...

 

 

            งานสวดอภิธรรมศพของสมในคืนแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมบรรยากาศที่เศร้าสลดของผู้มาร่วมงานซึ่งโดยมากแล้วก็เป็นชาวบ้านในละแวกนั้นที่คุ้นเคยกับครอบครัวนี้ตามด้วยนักข่าวจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของอดีตผู้กำกับใหญ่ที่ติดตามกันมาทำข่าวที่นี่ ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมากเสียจนเซนไม่มีเวลาที่จะเศร้าและจมอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง เช่นเดียวกับทรายที่พยายามทำใจรับกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

            ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเศร้าสลดนี้ เซนได้เรียนรู้ถึงความอ้างว้างแห่งการสูญเสียคนที่เขารักและความอบอุ่นในครอบครัวเล็ก ๆ ที่อุปถัมภ์เขามาเลี้ยง โดยที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดไหมหากพ่อแท้ ๆ ที่เขาไม่รู้จักจากเขาไปแบบสม

            “...เขามานั่งพักก่อนเถอะเซนเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่ลูก”

            เสียงแห้งของมะลิพูดขึ้นกับผู้เป็นลูกชายหลังจากที่เธอจุดธูปไหว้ศพสามีในศาลาสวด เวลาดึกดื่นเช่นนี้แขกที่มาก็เริ่มกลับไปจนหมด เหลือเพียงแม่ครัวที่มาร่วมงานเท่านั้นที่ยังเก็บล้างจานชามสำหรับพิธีกรรมในตอนเช้าวันใหม่

            “ไม่เป็นไรหรอกครับแม่”

            “เอาเถอะจ้ะ ยังไงก็ยังต้องเหนื่อยอีกสองคืน มานั่งพักเอาแรงบ้างเถอะ เดินมาทั้งวันแล้ว”

            เพราะเธอพูดอย่างนั้น เขาเลยพยักหน้ารับช้า ๆ แล้วตัดสินใจเขามานั่งพักด้านใน เซนเหลือบมองไปรอบ ๆ ศาลาหลังใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยพวงหรีดมากมายและชุดดอกไม้สำหรับตกแต่งหีบศพอย่างใจหายแต่ก็อดปลื้มใจที่มีคนมากมายห่วงหาอาทรในตัวผู้เป็นพ่อเลี้ยงไม่ได้

            “วันนี้น้าวดีเขาให้คนมาส่งพวงหรีดมาร่วมงานด้วยน่ะจ้ะ เห็นว่าติดธุระลูกเขยไม่สบายหรืออะไรนี่แหละเลยมาไม่ได้  หนูเมรินเองก็เหมือนกัน อาจจะมาร่วมงานวันเผาเลย นี่ขนาดคนละศาสนากันนะพวกเขาก็ยังมีน้ำใจกับเรา”

            “...”

            “ไม่ดีใจหรือไงลูก?”

            เซนยิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้าทั้งที่ฝืนใจ เขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วเมรินเกลียดชังเขาอย่างกับอะไรดีจากสิ่งที่เขาทำเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจากคำพูดที่ว่าลูกเขยไม่สบายนั่น ตัววดีเองก็เชียร์ใครมากกว่ากันระหว่างเขากับอาชิตะ

            “เฉย ๆ น่ะแม่ เซนกับน้องเมรินมันไม่เหมือนเดิมเหมือนสมัยก่อนแล้ว”

            “หืม?”

            “...จริง ๆ ถ้าไม่มีเรื่องของอากิระกับเซน เรื่องของเราสองคนคงไม่จบแบบนี้หรอกแม่ ตอนนี้น้องเมรินเขาก็มีคนใหม่แล้วแถมก็ดูเข้ากันดี เซนก็ตัดสัมพันธ์กับอากิระไปแล้วเหมือนกัน” น้ำเสียงเขาอ่อนลงมาก เซนยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มช้า ๆ พร้อมท่าทีเหนื่อยหนาย

            เขารู้ดีว่าวันนี้มันต้องมาถึง แต่มันก็ทำใจยากเหลือเกินที่เขาจะแพ้อาชิตะที่โผล่เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขาและเมริน

            “เซนยังรักน้องเมรินเหรอลูก?”

            “...ครับ” นัยน์ตาคู่นั้นหลุบลงต่ำเพราะอ่อนล้าเต็มที เขาปกปิดความรักที่มีในใจนั้นไม่ได้แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเขารักเธอ “...แต่บางทีก็เหมือนเซนตัดอากิระไม่ขาด ทั้งที่เซนเกลียดขี้มันกับน้องมันอย่างกับอะไรดี”

            มะลิและทรายที่นั่งฟังเงียบ ๆ ได้แต่พยักหน้าตามกันอย่างเข้าใจ ก่อนที่เด็กสาวจะนึกขึ้นได้

            “พูดถึงคนชื่ออากิระ ตอนป้ามะลิส่งพวงหรีดมา ก็มีของคนชื่อนี้ส่งมาเหมือนกันนะพี่เซน”

            แม้จะไม่เข้าใจนักว่าทำเพื่ออะไร แต่เซนก็อดสงสัยไม่ได้ เขาเดินตามนิ้วของน้องสาวที่ชี้ไปที่พวงหรีดอันใหญ่ประดับไปด้วยดอกไม้สีขาวดูราคาแพงข้าง ๆ ของมะลิแล้วเลิกคิ้วช้า ๆ

            “อากิระ และครอบครัวออาคิโมโตะ?”

            เขาอ่านทวนมันหลาย ๆ ครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ เซนพาลนึกไปถึงเรื่องเมื่อเย็นวันก่อนที่อากิระมีเรื่องกับเขา จริง ๆ อากิระน่าจะรู้แล้วด้วยซ้ำว่าใครกันที่ทำร้ายไอชา แต่ทำไมถึงยังทำแบบนี้อยู่

            “...”
            “มันก็คงแค่อยากเยาะเย้ยเซนแหละแม่”

            มันเป็นคำพูดขมขื่นที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ชายหนุ่มคิดแบบนั้นไปเสียแล้ว เซนหลุบตาลงต่ำแล้วตัดสินใจหันหลังให้พวงหรีดนั้นแม้ในใจจะอยากกระชากมันออกไปโยนทิ้งเท่าใดก็ตามที

            “เซน?”

            “...เซนอยากพักอยู่คนเดียวสักพักน่ะ เดี๋ยวเซนกลับมานะแม่”

            แผ่นหลังของเขาเดินจากไป โดยที่เซนไม่เคยรับรู้เลยว่าในดวงตาคู่นั้นของมะลิแดงกล่ำไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความไม่เข้าใจ เธอกำหมัดแน่นกับตัวเองเบา ๆ เพราะรู้ดีทุก ๆ อย่างว่าชาติกำเนิดของลูกชายเธอจริง ๆ แล้วเป็นใคร

            แต่เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไม... ทุก ๆ อย่างถึงไม่จบลงตรงคำว่า ให้อภัยกันเสียที

            “จะต้องฆ่ากันให้ตายเลยเหรอเซน... กับสิ่งที่มันเสียไปแล้ว ให้อภัยกันไม่ได้จริง ๆ เหรอลูก?”

            “...”

            ไม่มีคำพูดใดตอบกลับมาจากแผ่นหลังที่เดียวดายนั้น ทุกจังหวะก้าวเดิน เซนห่างกับเธอเข้าไปทุกที และเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ทุกอย่างที่กำลังค่อย ๆ พังทลายนี้กลับมาเป็นอย่างเดิม

            เธอรู้หมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องของเขาและครอบครัวของอากิระ แต่หญิงวัยกลางคนที่ผ่านโลกแห่งความยากลำบากคนนี้กลับไปเข้าใจเสียทีว่าเพราะอะไรกันที่พวกเขาเหล่านี้ถึงเลือกที่จะเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันมากกว่าทำเรื่องง่าย ๆ อย่างให้อภัย...

            แล้วสุดท้าย เธอจะทนดูเขาตายไปต่อหน้าได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ? และในเวลาที่เหลือน้อยนิดเต็มทีนี้ มันจะพอมีอะไรบ้างที่เธอจะช่วยฉุดรั้งเซนไม่ให้ถลำลึกไปกลับความหลงผิดอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้ได้

 

            เสียงภาวนาและร่ำไห้ในใจของผู้เป็นแม่ยังคงก้องสะท้อนไปมาในหัวใจอันบอบช้ำ ในขณะอีกด้านหนึ่งนั้นความขัดแย้งและไม่เข้าใจของเมรินที่มีต่อวรินทรก็ปะทุถึงขีดสุด

           

             

           

 

 

 

 

 

            “...ก็แค่วูบไปนิดเดียว เธออย่าร้องไห้สิ”

            น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงเร้นไปด้วยความเหนื่อยอ่อนพูดขึ้นเบา ๆ ภายในห้องพักผู้ป่วยที่เงียบสงบแม้จะมีคนอยู่กันมาก แต่น่าแปลกที่ตั้งแต่เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา อาชิตะจะได้พบก็แต่เพียงความเงียบงันและใบหน้าที่เป็นทุกข์อย่างไม่อาจปิดบังของเมรินและคนอื่น ๆ

            “...”

            “เดี๋ยวก็หายน่า... วันหลังฉันเป็นอะไรเดี๋ยวฉันบอกนะ...” เขายังคงพูดปลอบซ้ำ ๆ ใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยเหงื่อยิ้มบอกเธอราวกับต้องการปลอบประโลม แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมามากนัก

            เขาเหลือเวลาไม่มาก และเธอก็น่าจะรู้ดี... ทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้

            “...” ไม่มีหยดน้ำตาไหลรินออกมาอีก แต่เมรินกลับอ่อนล้าเกินกว่าที่จะตอบอะไรกลับไป มือของเธอพยายามเกาะกุมมืออันไร้เรี่ยวแรงข้างนั้นไว้ ราวกับเป็นสิ่งของเปราะบางที่ต้องคอยรักษาและทะนุถนอมอย่างดี...เป็นเพราะเขาคนเดียวแท้ ๆ ที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นเหมือนคนเสียสติที่คอยหวาดระแวงกับทุก ๆ วินาทีที่ผ่านพ้นไปว่าจะต้องพรากจากกันในไม่ช้า...ไปตลอดกาล...

            “...”

            “...ช่วยอยู่กับฉันตลอดไปได้หรือเปล่า แต่งงานกับฉันนะอาชิตะ”

            นัยน์ตาคนป่วยเบิกโพลง อาชิตะเลิกคิ้วมองหญิงสาวที่กุมมือเขาไม่ห่างสลับกับทุกคนที่อยู่ที่นั่นอย่างไม่เข้าใจ พี่ชายฝาแฝดเขานั่งอยู่ข้าง ๆ กับไอชาซึ่งเป็นแฟนสาว อารดาและอาสึชิมองหน้ากันอย่างเข้าใจ แต่ก็ไม่แปลกเท่ากับสายตาที่วรินทรผู้ไม่เป็นมิตรนั้นมองเขา

            มันดูอบอุ่นแปลกไปจากก่อนหน้านี้มาก...

            “...ตะ แต่งงาน กับคนที่กำลังจะตายแบบฉันน่ะนะ?”

            “อาชิอย่าพูดแบบนั้นสิ” เสียงของอาสึชิสวนมาแทบทันควัน ผู้เป็นพ่อก้าวเข้ามาหาเขาอย่างเข้าใจ แต่ในแววตาคู่นั้นอาชิตะกลับคาดเดาอารมณ์เขาไม่ออกแม้แต่น้อย

            “...”

            “ฉันไม่สนหรอกว่านายจะคิดยังไง แต่ว่าฉันไม่อยากเสียเวลาที่ควรมีความสุขของเราสองคนไปมากกว่านี้แล้วล่ะ ฉันไม่โกรธนายนะถ้าวันหนึ่งนายจะไป แต่ก็แค่ มันจะดีกว่าไหมถ้าเราสองคนจะทำทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุดในเวลาที่เรายังมีโอกาส”

            “...แม้ว่าสุดท้ายมันจะทำให้เธอมีความทุกข์แบบนั้นน่ะเหรอ?”

            “บ้าเหรอ” เมรินเสียงสูงใส่ทั้งรอยยิ้ม เธอปล่อยมือไร้เรี่ยวแรงนั้นแล้วค่อย ๆ ลูบไล้ดวงหน้าของคนขี้กังวลด้วยรอยยิ้มจางก่อนจะค่อย ๆ พูดต่อ “ฉันว่าฉันคงเสียใจมากกว่าที่ทิ้งโอกาสนี้ไป บนโลกนี้น่ะ คนเราไม่ได้มีโอกาสดี ๆ เข้ามาหาบ่อย ๆ หรอก นายก็รู้ ตั้งแต่เจอกัน... นายก็เริ่มสอนให้ฉันรู้จักคุณค่าของคำว่าโอกาส แล้วฉันก็ไม่ยอมปล่อยมันไปง่าย ๆ หรอก”

            “...”

            เขาพยักหน้าเข้าใจเบา ๆ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ชันตัวลุกขึ้นนั่งเพราะเห็นว่ามีผู้ใหญ่หลายคนยังคงมองอยู่โดยเฉพาะกับวรินทรผู้ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่...

            แน่นอนว่าอาชิตะเป็นกังวลไม่น้อย แถมพอนึกถึงเรื่องเรื่องเมื่อบ่ายก็ยังช็อคไม่หาย ในใจเขาตอนนี้คงคิดเตรียมใจอยู่แล้วล่ะว่าคุณพ่อร่างใหญ่นั่นเตรียมขัดขวางตนเองอย่างแน่นอน

            “...นะ”

            “คุณ... เอ่อ... พ่อเธอจะไม่ว่าเอาเหรอ?”

            เสียงแผ่วเบาของเขาเข้าหูผู้มาเยือนอย่างจังแต่ถึงอย่างนั้นเมรินก็ไม่ได้สนใจอะไร เธอพยักหน้ารัว ๆ แล้วถือโอกาสตอบแทนโดยไม่แม้แต่จะถามความเห็นใด ๆ จากพ่อแท้ ๆ

            “ไม่ว่าหรอก พ่อฉันรู้ว่าเรารักกันมาก ...ใช่ไหมคะ?”

            เพราะถูกจิกด้วยตาจากเมริน เขาจึงได้แต่พยักหน้าเงียบ ๆ วรินทรเหลือบมองเจ้าพ่อยากุซ่าที่ยืนเงียบอยู่พลางนึกถึงเรื่องที่ออกไปคุยกันเมื่อครู่แล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มพูดเอง เขาขยับเท้าเดินมาใกล้กับอาชิตะมากเสียจนเมรินชักเริ่มกังวล

            “พ่อรู้ว่าหนูกับเขารักกัน” เขาบอกเสียงเรียบ นัยน์ตาอ่อนโยนเหลือบมองลูกสาวแล้วเผื่อแผ่หางตาเหลือบมองลูกเขยก่อนจะกระแอมไอแล้วพูดต่อ “...แต่ว่าเธอสองคนจะไม่ได้แต่งงานกัน”

            “คุณวา!” เสียงสูงของวดีที่ยืนนิ่งทนมานานดังขึ้นข้างหลัง เช่นเดียวกับอารดาที่ยืนนิ่งขมวดคิ้วเก็บอารมณ์เมื่อเห็นหน้าลูกชายคนเล็กดูสลดลงไป

            “คุณวรินทรคะ แต่ว่าเด็ก ๆ น่ะ...”

            “ผมทราบดีครับคุณหญิง แต่ฟังให้จบก่อน ผมรู้ดีว่าทั้งสองรักกันและคนเป็นพ่ออย่างผมก็ดีใจถ้าจะมีผู้ชายคนไหนที่รักเมรินได้ขนาดนี้ แต่ตอนนี้อาชิตะยังป่วยหนักอยู่ ผมอยากให้ทั้งคู่แค่หมั้นกันไว้ก่อนก็พอ”

            รอยยิ้มปรากฏบาง ๆ บนใบหน้าซีดเผือดนั่น นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายด้วยความรู้สึกดีไม่น้อย แต่ก็แอบแฝงเร้นด้วยความไม่มั่นใจ

            หรือบางทีเขาอาจจะตายแล้ว แล้วก็ฝันไปก็ได้ ทุกอย่างมันเลยง่ายดายแบบนี้!

            “หมั้นกันไว้ก่อน?” เมรินทวนซ้ำ

            “ใช่ อย่าทำเหมือนว่าถ้าแต่งงานแล้วเธอจะจากทุกคนไปง่าย ๆ สิ หมั้นกันไว้ก่อน ให้เมรินได้กลับไปสานต่อความต้องการของพวกเธอสองคน ส่วนเธอเองก็ควรจะมีกำลังใจและต่อสู้กับสิ่งที่เธอเป็นต่อ ...พอทุกอย่างดีขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยเธอสองคนจะแต่งงานกันฉันก็ไม่ขอห้าม”

            “...อ่า...”

            คนตัวใหญ่เหลือบมองเจ้าของเสียงนั้นด้วยแววตาสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเมรินก็ตั้งท่าจะพูดออกมาก่อน

            “แต่แบบนั้น... ถ้าพลาดขึ้นมาล่ะก็ อาชิตะก็จะ...”

            “มันควรจะเป็นแบบนั้น”

            ไม่ใช่คำตอบของวรินทรหากแต่เป็นอาสึชิที่ยืนอยู่แทน เขาเดินเข้ามาข้าง ๆ เสี่ยใหญ่ก่อนจะทอดสายตามองลูกชายคนเล็กที่ไม่อยากเสียไปไม่ต่างจากเมรินหรือใคร ๆ

            “อาชิตะควรจะมีเป้าหมายในชีวิตและรู้จักอดทนมากกว่านี้... พ่อเองก็ไม่อยากให้เขาคิดแค่ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย ทำทุกอย่างแค่เพราะอยากแต่งงานกับหนู พอสมหวังก็หมดห่วงแล้วตายจากไป ทั้งที่ความจริงแล้วเขายังมีอีกหลายอย่างที่สมควรกระทำก่อนตาย... พวกเราที่เป็นคนญี่ปุ่นมีสายเลือดนักรบ ย่อมสอนลูกชายให้รู้จักเสียสละและอดทน และอาชิตะก็ควรเข้มแข็งแบบนั้น”

            “ครับ...” คนป่วยยอมรับแต่โดยดี อาชิตะพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเหลือบมองเมรินที่กุมมือกอดไว้ไม่ยอมห่าง

            “ฉันเห็นด้วยกับพวกผู้ใหญ่นะ ฉันเองก็อยากหายน่ะ เธอเองก็ควรต้องตั้งใจเรียนด้วย ถ้าเธอทำสำเร็จนะ ในอนาคตเธออาจจะช่วยคนอื่นได้อีกหลายคนไม่ให้เขาสูญเสียคนที่เขารัก” น้ำเสียงแผ่วเบาของเขาพูดบอก อาชิตะยกมือที่ต่อสายให้น้ำเกลือค่อย ๆ ลูบเรือนผมสวยนั้นด้วยความรักและปลอบประโลมหวังให้เธอคล้อยตามและยอมรับข้อเสนอนั้นของพวกผู้ใหญ่

            “อื้อ...”

            “งั้นก็ตกลงตามนี้นะ ฉันขอบใจเธอมากนะที่รักลูกสาวฉันแล้วก็ยอมเข้าใจ”

            “ไม่เป็นไรครับคุณอา...”

            แทนที่ทุกอย่างจะจบด้วยดี แต่สุดท้ายก็มีเรื่องให้น่าขมวดคิ้วโมโหไม่ได้ วรินทรมองหน้าคนป่วยที่ซีดราวกับไก่ต้มแล้วต้มอีกนั้นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก เหตุใดกันคนตรงหน้าถึงได้ทำตัวเสียมารยาทแบบนี้ทั้งที่ในใจเขาก็อุตส่าห์ยอม ๆ ปล่อยให้คบลูกสาวสุดรักได้แล้วแท้ ๆ

จะให้โกรธเรื่องอะไรเสียอีกนอกจากว่าไอ้หนุ่มลูกครึ่งที่พูดไทยเสียจนคล่องคนนี้ กลับไม่รู้จักขนบธรรมเนียมอะไรของไทยเสียบ้างเลยว่าเขาต้องเรียกกันว่าอย่างไร หรือไม่ก็คงเขินเสียจนไม่ยอมเรียกเขาทั้งที่เจ้าตัวอุตสาห์อยากให้เรียก

            “...ตามธรรมดาคนไทยเขาเรียกพ่อแม่แฟนเหมือนเรียกพ่อแม่ตัวเองน้ำเสียงทุ้มนั้นฟังคล้ายจะดุ แต่ก็พออ้อมแอ้มในลำคอ นัยน์ตาของคนสูงวัยกว่าเหลือบมองดูคนป่วยที่เอียงคอน้อย ๆ สงสัย เพราะดูจากท่าทางแล้วอาชิตะจะไม่เข้าใจมุขของคนปากแข็งอย่างเขา

            “...อ่า คือผม...”

            “เรียกฉันว่าพ่อสิ ฉันเป็นพ่อของเมริน เธอเป็นคู่หมั้นลูกสาวฉัน เธอก็เท่ากับเป็นลูกคนหนึ่งของฉัน อย่างที่เธอเรียกคุณวดีว่าแม่ไง”

            “ครับ คุณพ่อ” อาชิตะหัวเราะเขินเบา ๆ เหมือนกันกับคนอื่นที่หัวเราะชอบใจ อากิระเหลือบมองดูคู่รักที่ท่าจะเข้าใจกันตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับเดย์ไลท์ที่เอ่ยปากแซวเขามาได้พักใหญ่แล้ว

            “คุณแม่ครับ แล้วจะมีงานหมั้นกันเมื่อไหร่เหรอ?”

            “อีกสองวันน่ะ แม่ว่าจะถือถามฤกษ์สะดวก พรุ่งนี้เช้าจะหาออร์กาไนเซอร์มาจัดงานด่วน จริง ๆ แม่ยังไม่ได้เล่าให้ท่านยายกับท่านตาลูกฟัง แต่คิดว่าท่านก็คงไม่ว่าอะไร คิดว่าคงในโรงพยาบาลนี่แหละอาชิจะได้ไม่เหนื่อยออกไปไหน แขกเหรื่อก็คงไม่เชิญใครมา นอกเสียจากคนสนิท ๆ กัน”

            อารดาร่ายกำหนดการคร่าว ๆ ให้ลูกชายคนโตฟังด้วยแววตาอบอุ่น เธอเหลือบมองไอชาซึ่งถือว่าเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร เพราะตั้งแต่ไปคาดคั้นเอาความจริงมาว่าอากิระลูกชายตัวแสบกับไอชามีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแล้ว เธอก็แอบอยากให้ทั้งสองเป็นฝั่งเป็นฝากันไปเสียเลย

            ลูกสะใภ้คนโตสวย สง่า น่ารักและไม่มากเรื่อง แถมคุมลูกชายจอมพยศอยู่หมัด ส่วนคนเล็กก็ฉลาด เรียบร้อย อนาคตไกล ดูแลลูกชายคนเล็กของเธอได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอและสามี

            “ดีจัง แอบอิจฉานายนะ มาทีหลังแต่ดันได้หมั้นก่อนเนี่ย” อากิระแกล้งแซวคนป่วยเบา ๆ เขาเหลือบมองไอชาด้วยรอยยิ้มจางทั้งที่ในใจก็อยากมีส่วนร่วม

            “เราน่ะก่อคดีไว้เยอะ ไว้หลังจากหมั้นน้องก่อน เอาไว้คุยกับท่านศรุต พ่อของหนูไอชาก่อนเถอะว่าเขาจะเอายังไง หมั้นหรือแต่งไปเลย ตอนนี้น่ะมาช่วยงานหมั้นน้องก่อนเถอะ”  อาสึชิหัวเราะเบา ๆ แล้วทอดสายตามองลูกชายคนโตของตนเองก่อนจะแยกยิ้มแล้วพูดต่อ

“...แต่ยังไงพ่อกับแม่ก็รับหนูไอชาเป็นสะใภ้ใหญ่บ้านเราแล้วล่ะนะ... น่าจะดูแลให้อากิระเป็นผู้เป็นคนได้บ้างล่ะนะ ฮ่ะๆ”

“โธ่ คุณพ่อน่ะ! ผมก็เป็นผู้เป็นคนนะ ถึงจะขาด ๆ เกิน ๆ ไปบางทีก็เถอะน่า!

            เพราะลูกชายคนโตพูดแบบนั้นอาสึชิและอารดาก็เลยหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมา อากิระทำปากบูดน้อย ๆ ก่อนจะกอดไอชาแนบแน่นแก้เขินท่ามกลางความยินดีกับทั้งสองเช่นเดียวกับคู่ของน้องชายที่มองหน้ากันด้วยรอยยิ้มเป็นสุข

            “แล้วนี่... เรื่องสินสอดทองหมั้นจะเรียกเท่าไหร่ดีคะ? ทางเราไม่ขัดข้องหรอกค่ะ เอาตามที่สบายใจเลย หนูเมรินเองก็จะได้ไม่ต้องอับอายใครด้วย”

            วดีเหลือบมองหญิงอายุไล่เลี่ยกันก่อนจะยิ้มน้อย ๆ แล้วยิ้มตอบเสียงใส “รักกันรอกันมาขนาดนี้ ยกให้ฟรียังได้เลยค่ะ”

“ฮ่ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ จะเป็นสะใภ้บ้านนี้ทั้งทีแถมฉันก็มีลูกชายแค่สองคน ถ้าไม่เรียกเองนี่ฉันกับคุณอาสึชิคงต้องให้อาชิเป็นคนพิจารณาเองแล้วล่ะค่ะว่าอยากให้เท่าไหร่” ผู้เป็นแม่ยิ้มตอบพลางเหล่ตามองลูกชายหน้าเปื้อนยิ้ม

“อาชิไม่ขัดข้องใช่ไหมลูก?”

แน่นอนว่าคนบนเตียงนั้นไม่ขัดข้องแถมยังดีใจเสียออกนอกหน้า อาชิตะหลับตาคิดถึงบัญชีเงินเก็บของตนเองที่อดออมเอาไว้และของหมั้นชิ้นพิเศษก่อนพยักหน้ารับ

“ไม่ขัดข้องครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะให้โทมะไปจัดการให้”

“ดีแล้วล่ะลูก” เธอยิ้มบอกแม้จะไม่รู้ว่าอาชิตะคิดจะให้เท่าไหร่ แต่หัวอกคนเป็นแม่ แค่นี้ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว อารดาได้เห็นครอบครัวเล็ก ๆ ของตนเองมีความสุข และเชื่อว่ามันจะผ่านเคราะห์กรรมเปื้อนคาวเลือดที่หลอกหลอนมาตลอดยี่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมาเสียที

เธอเห็นทุกคนในห้องเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เห็นเมรินที่มีความสุขและดูแลอาชิตะไม่ห่าง เห็นอากิระและไอชาดูมีความสุขกันหลังผ่านเรื่องร้าย ๆ รวมถึงอาสึชิผู้ที่ดูอมทุกข์มาตลอดนั่นก็ด้วย...

วรินทรและครอบครัวเห็นว่าดึกมากแล้วจึงขอตัวกลับก่อนเพื่อพักผ่อนและเตรียมการสำหรับวันรุ่งขึ้นแต่เมื่ออยู่กันตามลำพังเดย์ไลท์และวดีก็ยังคงอดที่จะสงสัยบางอย่างไม่ได้...

“คุณคะ...ก่อนหน้านี้คุณดูไม่ยอมลูก จู่ ๆ ทำไมถึง...”

“เรื่องระหว่างที่ผมคุยกับคุณอาสึชิน่ะเหรอ?”

ผู้เป็นสามีหันมาถามเหมือนกับว่ารู้ทัน วรินทรยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนรถของครอบครัวแล้วตัดสินใจพูดต่อ “ผมแค่แพ้ต่อความจริงใจของเด็กคนนั้น อีกอย่างก็อยากเห็นลูกมีความสุข ตอนที่ออกไปคุยกันคุณอาสึชิก็เล่าเรื่องลูกชายเขามาแล้วคร่าว ๆ ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแก็งค์ยากุซ่ามากมายนัก และมีโอกาสสูงที่สุดท้ายเขาจะเลือกถอนตัวออกมาเพื่อลูกสาวเรา...”

“อา...”

“แต่จริง ๆ ก็มีโอกาสที่แกจะอายุสั้นเพราะโอกาสที่จะผ่าตัดเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ อาสึชิเป็นคนที่บอกผมเองว่าจริง ๆ ลูกชายเขาอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ... แต่ถึงอย่างนั้นทางบ้านนั้นเขาก็ยินดีที่จะดูแลลูกสาวเราต่อไปและก็เต็มใจถ้าวันหนึ่งลูกเราจะได้เจอคนอื่นที่รักลูกเราไปไม่น้อยกว่าอาชิตะ” วรินทรค่อย ๆ อธิบายในขณะที่สมาชิกคนอื่นพยักหน้าเข้าใจ

เดย์ไลท์นั่งเงียบเหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง เขาคิดถึงเรื่องของนภัสสรผู้เป็นแม่ที่ถูกไล่ออกจากตระกูลเพียงเพราะผู้เป็นพ่อเสียชีวิต ความเจ็บช้ำในตอนนั้นมันโหดร้ายมากนัก แต่เขาก็ยังดีใจถ้าเมรินผู้เป็นน้องสาวจะไม่ต้องมารับชะตากรรมเหมือนกันกับแม่ของตน...

และเขาก็เชื่อ... เชื่อว่าอากิระผู้เป็นเพื่อนสนิทจะเป็นคนที่ฝากฝังน้องสาวสุดที่รักเอาไว้ได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง...

 

 

เหมือนเมฆฝนที่ปกคลุมท้องฟ้ามานานเริ่มค่อย ๆ จางหายไป...

และพวกเขาก็เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป...

ชั่วนิจนิรันดร์และเจ็ดปีให้หลังต่อจากนี้...

 















_____________________________________________

 

สวัสดีค่ะ ฮิเมะหายหน้าไปนานขอโทษนะคะเพราะยังติดสอบ
ช่วงนี้มีแต่ดราม่าปวดตับขอโทษนะคะ แต่สัญญาว่าตอนหวาน ๆ 
(ที่แรร์มากสำำหรับ Change My Mind) กำลังจะมาในเร็ว ๆ นี้
ขอบคุณทุก ๆ คนนะคะที่เข้าใจเรื่องขอลาไปสอบ
ยังไงหลังจากจันทร์นี้ก็จะว่างแล้ว ฮิเมะจะปั่นเยอะ ๆ นะคะ

ช่วงนี้ยอด Fav. ขึ้น ๆ ลง ๆ
อาจจะไม่ใช่แนว ฮิเมะเข้าใจนะ
แต่ถ้าเกิดเข้ามาแล้วอยากติชมก็ได้นะคะ
ฮิเมะยินดีนำคำแนะนำของทุกคนไปปรับใช้ค่ะ :)


337 ความคิดเห็น

  1. #285 ้เเอะ (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2557 / 19:37
    ฮิเมนตั้งจัยสอบนะค่ะ..เเล้วรีบกลับมาอัพนิยายต่อ รออ่านทุกวันนะค่ะ
    #285
    0