CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 72 : [[,,,Chapter 57,,,]] Unconditioned [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ก.ย. 57

JJ♕




57

Unconditioned

 

 

   ร่างกายกำยำของชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาใหม่ถูกผลักอกลงนั่งไม่เป็นท่าบนโซฟารับแขกโดยที่เขาไม่ทันได้ทำอะไร อากิระสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของไอชาที่ยังคงมองหน้าเขาเหมือนต้องการคำตอบ

            แต่เขากลับไม่รู้ว่าควรจะตอบเธอยังไงดี...

            “...ฉันแอบได้ยินที่อาชิตะคุยกับน้องเมรินหมดแล้วเรื่องของนาย ทำไมต้องโกหก ทำไมไม่เคยบอกใคร... นายคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างนั้นเหรอ?”

            ไอชาถามเขาด้วยเสียงเครียด เธอก้าวเข้ามาหาเขาเรื่อย ๆ ในขณะที่คนอื่นเอาแต่นั่งก้มหน้านิ่ง โดยเฉพาะฝาแฝดผู้ทรยศของเขา

            “ระ เรื่องอะไรเหรอ?”

            “นายรู้ดีว่าตัวเองเป็นโรคอะไร”

            อากิระตัดสินใจเงียบแล้วเลือกที่จะหลบสายตาของเธอเองด้วยกันหันไปหยิบแก้วกาแฟที่ถือติดมือมาดื่มเงียบ ๆ เขารู้ดีว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแต่เดิมมาก็ไม่คิดว่าจะต้องบอกมันกับใครนอกจากครอบครัวอยู่แล้ว...

            “...”

            “เอามานี่ ไม่ต้องกินแล้ว” เร็วเท่าความคิดที่เธอกระชากแก้วสตาร์บัคออกมาจากมือเขา ความกดดันมากมายทำให้อากิระยิ่งเงียบลงทุกขณะ

            เขาไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมาห่วงใยตัวเอง และในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นความปากหนักจนท้ายที่สุด เขาก็ไม่เคยแสดงอาการหรืออะไรออกมาให้ใครรู้เป็นนิสัย

            “...”

            “ฉัน... ไม่น่าไว้ใจเหรอ”

            “เปล่า” เขาส่ายหน้า นัยน์ตาอ่อนล้าคู่นั้นหลุบลงต่ำ “...ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อใจเธอ แต่เพราะเรื่องมันนานมากแล้ว จริงอยู่ว่าเป็น แต่มันก็ผ่าตัดก็อะไรจนฉันมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ๆ ...ฉันไม่อยากให้ใครมาล้อว่าฉันเป็นคนอ่อนแอ...เป็นเด็กขี้โรคเหมือนอาชิตะ”

            ทุกคนที่อยู่ในห้องเงียบลงแล้วมองหน้ากัน เมรินสบตาอาชิตะที่นั่งเงียบ ๆ บนเตียงก่อนที่เขาจะพยักหน้ายอมรับว่าพี่ชายฝาแฝดไม่ได้พูดโกหก...

            “ตอนที่อาชิตะไปเจอกับเมรินที่โบสถ์...เป็นช่วงที่ฉันรักษาตัว ตอนนั้นฉันก็เป็นเหมือนกันกับอาชิตะในตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะรอดไหม เอาแต่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว... เมรินก็เลยไม่เคยเห็นว่าอาชิตะในตอนนั้นมีฝาแฝดและอาชิตะที่เอาแต่มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวก็ไม่เคยพูดเรื่องของฉัน”

            เพียงคำพูดแค่นั้นของคนที่นั่งเงียบเมรินก็ถึงกับเข้าใจเรื่องราวในตอนนั้น... นานมากแล้วที่เธอเอาแต่สงสัยว่าทำไมเป็นเธอที่เจอกับอาชิตะ... เธอจึงเชื่อสนิทใจว่าอาชิตะเป็นลูกคนเดียวมาตลอด...

            ไม่ได้สะกิดใจว่าอาชิตะตอนเด็ก ๆ เป็นน้องชายของอากิระที่เคยคบกับเซน...

            “...”

            “...ตอนที่ฉันเป็นแบบนั้นฉันไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน อาชิตะอาจจะไม่เคยบอกพวกเธอว่าพวกเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเพราะแม่มีปัญหา จากที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ฉันผ่าตัดหลายรอบมาตั้งแต่เกิดแค่ไม่กี่วัน แต่ก็โชคดีที่นะที่ผ่าตัดแล้วมันดีขึ้น... พอฉันดีขึ้นก็เป็นช่วงที่เราย้ายบ้านไปญี่ปุ่น กลายเป็นว่าอาชิตะไม่สบายเพราะเรื่องที่มันไปโบสถ์และฉันก็พักฟื้นที่นั่นจนแข็งแรงขึ้น”

            “...” ไม่มีใครพูดออกมาเลยสักคนภายในห้องพักผู้ป่วยนอกเสียจากไอชาที่ยืนน้ำตาคลอด้วยความสงสารเท่านั้น

            “...งั้นรอยสักที่หน้าอกนายจริง ๆ ก็...”

            “อืม...” เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้ามองหน้าผู้หญิงที่เขากล้าพูดเต็มปากว่าเธอคือคนที่เขาแคร์ความรู้สึกมากที่สุดในตอนนี้ “ฉันคิดว่าฉันน่าจะไม่ต้องผ่าตัดอีก แล้วมันก็หายจนแทบเหมือนคนอื่น ฉันก็เลยไปศัลยกรรม แต่สมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้มันไม่ได้เนียนขนาดนั้น ก็เลยตัดสินใจสักอะไรสักอย่างทับลงไปกลบเกลื่อนทุกอย่างที่ฉันไม่อยากจะจดจำมัน...”

            “...”

            “เวลาที่ทุกคนมองมาที่ฉันทุกคนก็จะมองแล้วสนใจแค่รูปพระอาทิตย์สีดำนี่ ไม่ได้มองลึกเข้าไปว่ามันซ่อนอะไรอยู่... และที่เป็นพระอาทิตย์ก็เพราะมันเป็นชื่อฉัน สีดำก็หมายถึงความโศกเศร้าที่ฉันต้องเก็บมันเอาไว้ ...ไม่ได้หมายความว่าฉันสักเพราะอยากจะสักซักหน่อย แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นแบบอาชิตะที่มันต้องไม่กล้าแก้ผ้าไปไหน... เวลาแก้ผ้าโชว์สาวทีมันคงอายแผลเป็นเด่นหรานั่นมาก ๆ เลยเนอะอาชิตะ”

            แค่พูดพาดพิงก็ทำให้ร่างที่นั่งเงียบส่งสายตาดุกลับมาไม่น้อย น้องชายฝาแฝดขยับเสื้อผู้ป่วยสีขาวทรงกิโมโนแหวกโชว์แผ่นอกของตนให้เข้าที่แล้วกระแอมไอส่งสัญญาณ

            “ไม่ต้องพาดพิงก็ได้...”

            น้องชายฝาแฝดบอกเสียงต่ำเชิงดุแต่ก็แอบยิ้มออกมาไม่ได้ที่สถานการณ์นั้นดูไม่ตึงเครียดมาก หากเป็นอากิระเมื่อก่อนเขาคงโดนพี่ชายสำเร็จโทษจนปากแตกไปแล้วอย่างแน่นอน

            “แล้ว...เรื่องบาสเกตบอลล่ะ?”
            “ก็นั่นแหละไอชา ฉันเล่นก็แค่เพราะอยากออกกำลังกายแต่ความสามารถดันเข้าตาเลยไต่เต้ามาจนเป็นกัปตันทีม ทำได้ขนาดนี้พ่อแม่ก็ไม่ได้ห่วงอะไรฉันมาก อยากทำอะไรก็ทำจนถึงนัดสุดท้าย... จริง ๆ ฉันก็ไม่ได้แข็งแรงหรือถึกอะไรมาก คุณพ่อกับคุณแม่เลยอยากให้ถอนตัว แต่ฉันอยากได้ถ้วยรางวัลมาให้เธอ กะว่าจะขอเป็นแฟนตอนนั้นแต่ดันแพ้ให้เซนซะก่อน” อากิระเล่าเรื่องเก่า ๆ ไปก็หัวเราะเบา ๆ ไป เขาคิดว่าทุกอย่างดีกว่าที่คิดเอาไว้มากเพราะดูเหมือนไอชาเองก็เข้าใจในส่วนของเขา และหากเป็นแบบนั้นชีวิตหลังจากวันนี้ไปก็ไม่เหลืออะไรแล้วที่เขาจะปิดบังเธออีก...

            “พี่เซนก็รู้ว่านายเป็น?” เมรินเบิกตามองอย่างไม่เข้าใจแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า

            “เซนไม่มีวันรู้...” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงโซฟาตัวนุ่มในขณะที่ไอชายิ้มน้อย ๆ แล้วนั่งลงข้าง ๆ “คิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรหรือไงที่มันเอาแต่ด่าอาชิตะว่าเด็กขี้โรค ฉันรู้สึกเจ็บปวดทุกอย่าง แต่ตอนนั้นความหลงผิดมันเข้าตา ...ฉันเลยไม่เคยกล้าบอกมันว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกัน เวลาที่ไม่สบายเลยกลายเป็นว่ามันคิดว่าฉันเป็นหวัด และเวลาที่เป็นมาก ๆ ฉันก็จะกลับไปนอนที่บ้านแทน จริง ๆ ฉันยังกินยาประจำตัวอยู่นะแต่ช่วงนี้มีแต่เรื่อง บางทีก็ลืม ตอนอยู่กับเซน มันก็ไม่ได้สนใจอะไรฉันเท่าไหร่ ดังนั้นเลยไม่มีใครรู้มาก่อน... ถ้าเธอจะคิดว่าอาชิตะเป็นคนโกหกเก่ง ฉันบอกเลยว่าฉันเก่งกว่า ฮ่ะ ๆ”

            ชายหนุ่มหัวเราะออกมาก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง

            “ไม่โกรธฉันนะ... ดีกันนะ...”

            ร่างเล็กที่นั่งข้าง ๆ เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ ไอชายิ้มตอบเขาและโผกอดเอาไว้ด้วยความรัก... จะเป็นยังไงเขาคนนี้ก็ยังเหมือนเดิม...

            ก็ยังกอดแล้วอุ่นเหมือนเคยในทุก ๆ วัน...

            “...ไม่ได้โกรธมาตั้งแต่แรก เหมือนนายเองก็เคยสารภาพกับฉันแล้วตอนที่เราไปกินข้าวต้มด้วยกัน นายบอกว่าถ้านายเป็นโรคเดียวกับอาชิตะ ถ้านายเป็นลูกชายของยากุซ่า... ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจอะไรหรอก จนกระทั่งมาลองคิดดี ๆ ...ตอนที่แอบฟังน่ะฉันก็แอบเคืองนะ แต่ก็เข้าใจแล้วแหละ... แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่นายไม่ชอบแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครรู้ และนี่ก็คือนาย...เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วนี่นะ”

            อากิระและทุกคนนิ่งเงียบด้วยรอยยิ้ม เหมือนทุกอย่างจะจบลงดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก เพียงแต่...

            “ต่อไปนี้ห้ามกินกาแฟนะ...”

            “เฮ้ย!

            “ห้ามหักโหมแล้วนะ... ฉันไม่ได้สั่งเพราะนายอ่อนแอ แต่ก็แค่อยากให้นายอยู่กับฉันไปนาน ๆ เท่านั้นเอง... เรื่องที่เป็นลูกยากุซ่าฉันก็ไม่ได้สนใจหรอกแค่นายเป็นนายแบบนี้มันก็พอแล้วแหละ” เสียงของเธอบอกเขาแผ่วเบา ไอชาซบลงบนท่อนแขนแกร่งนั้นด้วยความรักท่ามกลางรอยยิ้มของเมรินและอาชิตะที่นั่งมองอยู่ไม่ห่าง...

            “...ผู้ชายอย่างพวกนายน่ะมันเป็นพวกปากแข็ง ถ้าพูดความจริงมาตั้งแต่แรกก็จบแล้ว ทำเป็นอาย ทำเป็นเขิน กว่าฉันจะรู้ กว่าเราจะเข้าใจกันมันก็เกือบหมดเวลาแล้วรู้ไหมอาชิตะ!

            “งะ ไหงเหวี่ยงแหมาลงที่ฉันด้วยล่ะเมริน!?

            คนบนเตียงบ่นเสียงสูง อาชิตะทำปากจู๋ใส่ร่างเล็กที่นั่งข้าง ๆ แล้วรีบชี้มือไปทางพี่ชายฝาแฝดของตัวเองที่น่าจะเป็นคนเดียวที่โดนถล่ม

            “เฮ้! อย่าชี้มาแบบนั้น ฉันสารภาพไปหมดแล้ว” ฝาแฝดผู้พี่รีบยกมือปัดเป็นเชิงว่าเขาไม่ขอเอี่ยวด้วย “ที่จริงนะ...ถึงฉันจะไม่มีทางบริจาคหัวใจให้อาชิตะ แต่ถ้านายอึด ๆ หน่อย กล้า ๆ หน่อยจนถึงวันที่จะมีหัวใจของใครสักคนเข้ากับนายได้ นายก็ต้องรอดเหมือนฉัน... แม้ฉันจะไม่ได้วุ่นวายขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนแบบนายก็เถอะ”

            มันอาจจะเป็นคำพูดที่ได้ยินมาทุกวัน แต่สำหรับอาชิตะแล้วมันก็เป็นเรื่องจริง... ถ้าอากิระหาย... เขาเองก็ต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี่ให้ได้...

            เขาจะต้องมีชีวิตอยู่... เหมือนกันกับที่พี่ชายฝาแฝดเขาทำสำเร็จมาก่อน...

            อากิระไม่ชอบให้ใครมาล้อว่าเป็นเด็กขี้โรค ก็เหมือนกันกับเขานั่นแหละ...

            อาชิตะหลับตอนนอนพักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกว่าเดิมมากในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น ผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนเขาและเมรินตลอดไปเช่นกัน...

            ...ที่หลังบานประตูนั่น... ผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนยังคงมองทั้งสองด้วยสายตาบางอย่างที่ยากจนเกินคาดเดา...

 

 

            ตั้งแต่วันที่เมรินย้ายกลับไปนอนพักกับครอบครัวที่บ้านจนกระทั่งเกิดเรื่องของอาชิตะ ความเปลี่ยนแปลงมากมายทำให้ที่นี่เงียบเหงาลงอย่างมากเพราะเหลือเพียงคน ๆ เดียวที่ยังอยู่ที่นี่...

            พิสต้าปิดสมุดจดในมือลงนอนเหม่อมองเพดานห้องอย่างไม่เข้าใจตัวเองกับเรื่องทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพียงไม่ถึงเดือนสำหรับเธอทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปมาก... รวมถึงความสัมพันธ์กับคน ๆ นั้นก็ด้วย...

            ผมตั้งใจจะสารภาพรักคุณต่างหากคุณพิสต้า... ไม่รู้จริง ๆ เหรอครับว่าผมชอบคุณ?

            คำพูดเก่า ๆ ในวันสุดท้ายที่เธอเจอกับเขายังคงติดค้างอยู่ในสมองของหญิงสาว ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนั้นล้วนแต่กะทันหันเสียจนไม่มีใครตั้งตัวทัน และตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น...

            เธอก็ไม่เคยได้รับรู้ความรู้สึกนี้ของเขาเลย...

            และเพราะความไม่รู้นี้เอง ที่สุดท้ายมันก็กลายเป็นว่าเธอไม่แน่ใจอะไรเลยสักอย่างกับความรู้สึก จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นการเข้าหน้ากันไม่ติด...

            และสุดท้าย... ความสัมพันธ์นั่นก็จบลงและขาดหายไปจนหมด...

            ...

            ร่างเล็กพลิกตัวนอนอีกครั้งอย่างหงุดหงิดใจ พิสต้าเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือในมือออกมาเปิดดูข้อความและเฟซบุคแก้เครียดหวังให้อารมณ์ดีอีกครั้ง แม้วันที่บนหน้าจอที่เด่นหรานั่นจะฟ้องว่าเหลือเวลาก่อนสอบปลายภาคอีกไม่กี่วันแล้วก็ตาม

            “ข้อความโฆษณาอะไรนี่เยอะแยะเต็มไปหมด”

            หญิงสาวสบถกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะนั่งไล่ลบข้อความมากมายในโทรศัพท์มือถือและไลน์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้เปิดอ่านมานานเพราะใกล้สอบ แต่โดยมากแล้วก็มีเพียงเมรินที่ทักมาถามไถ่ สองสาวยังคงคุยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ทุกอย่างต่างจากเดิม

            เมรินมีอาชิตะอยู่ข้าง ๆ ...

            แต่ในตอนนี้เธอไม่มีใคร...

            …

            แต่งยิ่งคิดไปก็เท่านั้นในเมื่อทุกอย่างมันก็ควรจะเป็นแบบนี้ สิ่งที่เธอควรจะโฟกัสและให้ความสำคัญมันคือเรื่องการเรียนมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

            “เรื่องของฉันกับนายมันควรจะจบลงแบบนี้จริง ๆ เหรอ...นายเมก้า”

            เธอทำได้เพียงแค่ถามตัวเองอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งนั้นเมก้าเองก็กำลังตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง

 

 

 

 

            ความกดดันมากมายเกิดขึ้นภายในห้องพักผู้ป่วย เมื่อโทมะและการ์ดที่เหลือหน้าห้องจำใจเปิดประตูให้กลุ่มผู้มาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากได้รับคำสั่งจากนายเหนือที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลัง

            ตลอดเวลาที่การ์ดหนุ่มทำงานที่นี่เพราะอาสึชิที่เปลี่ยนเขาจากการเป็นยากุซ่าข้างถนน โทมะรู้สึกได้เพียงความน่าเกรงขามของนายเหนือผู้ไม่ยอมใคร ทุกคนล้วนต้องขึ้นอยู่ตามคำสั่งดังวาจาสิทธิ์นั่น หากแต่วันนี้ใบหน้าของเขากลับดูเป็นผู้แพ้อย่างชัดเจน...

            “ให้เขาเข้าไป...”

            เพราะพูดแบบนั้น สุดท้ายชายไทยท่าทางน่าเกรงขามไม่แพ้กันจึงเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงวัยกลางคนตามด้วยคนที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกชายที่เขาค่อนข้างคุ้นหน้าในฐานะเพื่อนสนิทของอากิระ

            “...”

            ร่างใหญ่ในชุดสีดำก้าวนำเข้ามาด้วยใบหน้ายากเกินที่จะเดาอะไร มือใหญ่นั้นขยับเนคไทและชุดสูทสีดำให้เรียบร้อยก่อนที่จะเหลือบมองร่างเล็กของเมรินที่นอนอิงซบใบหน้าลงกับขอบเตียงตามด้วยความความตกใจของอากิระที่นั่งเงียบอยู่

            “นี่คุณ...”

            “ฉันแค่มาพบลูกสาว”

            ผู้มาใหม่บอกเสียงเรียบในขณะที่เมรินเองก็ตกใจไม่น้อยกับการมาที่นี่ของคนคนนี้ เพราะเธอรู้แก่ใจดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร

            “คุณพ่อ...”

            ใช่... ชายคนนี้คือวรินทร พ่อแท้ ๆ ของเธอ และเธอก็รู้มาตลอดว่าเขาก็ไม่ได้ยินดีอะไรมากมายนักกับการที่ลูกสาวคนเดียวยอมออกจากบ้านมานอนเฝ้าแฟนหนุ่มโดยไม่ได้ไปเรียนหรือติดต่อกลับไปเลย

            แถมด้วยว่าเขาคนนี้ก็ตั้งแง่ในใจเงียบ ๆ มานานแล้วที่ว่าที่ลูกเขยกับลูกสาวขอหมั้นกันโดยไม่เคยบอกอะไรกับเขามาก่อน

            “...เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

             ก็ยังทรงๆ ทรุดๆ อยู่ค่ะ พี่อาชิเพิ่งหลับไปได้ไม่นานก่อนที่คุณพ่อจะมาถึงค่ะ...หนูเลยอาจจะต้องพักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะ... เธอบอกกับเขาด้วยรอยยิ้มจาง แต่สังเกตจากท่าทางก็รู้แล้วว่าผู้เป็นพ่อมีอาการตึง ๆ ไป

            นี่เป็นการพบกันครั้งแรกนี่นะ...

            “อืม...” เขาตอบกลับมาสั้น ๆ นัยน์ตาคู่นั้นทอดมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนป่วยโดยไร้คำพูดใด ๆ อย่างที่ได้ยินมาจากวดีผู้เป็นภรรยาถึงประวัติของคนตรงหน้า ชายหนุ่มผู้มีร่างกายอ่อนแอที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่เด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วนั้นกลับมีเลือดเนื้อเชื้อไขของ 'ยากุซ่า' ที่ในสายตาของวรินทรนั้นไม่ต่างอะไรกันกับนักเลงหัวไม้ที่หากินโดยการใช้วิธีทำนาบนหลังคน

            แต่ถึงกระนั้นก็รักษาสัญญาและข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเพียงเพื่อตามหาลูกสาวของเขา ...มันเป็นความรักที่เขาและวดีเองก็อาจจะทำไม่ได้ถึงขั้นนี้แต่ถึงอย่างนั้น...

            “คุณพ่อกับคุณแม่มาถึงที่นี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ? นั่งลงก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวเมรินจะไปหาน้ำมาให้

             ไม่ต้องหรอก พ่อกับแม่จะกลับแล้ว แค่เห็นหนูไม่กลับบ้านก็เลยเป็นห่วง... เมรินเป็นอนาคตคุณหมอนะลูก ขาดเรียนนาน ๆ ผลการเรียนจะพาลแย่...  ยิ่งหนูหยุดเพื่อมาทำอะไรแบบนี้ด้วยแล้ว...

            “คุณพ่อพูดเหมือน...”

            นัยน์ตากลมโตของลูกสาวสั่นระริก เมรินเหลือบมองอาชิตะที่ยังคงหลับสนิทและรู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ต้องทนรับรู้เรื่องนี้ ก่อนจะเหลือบมองผู้เป็นพ่อที่เหมือนจะใช้ความพยายามในการพูดอ้อม ๆ จนแม้แต่อากิระที่ยืนคุยกับเดย์ไลท์อยู่ไม่ห่างยังอดที่จะเหลือบมองมาไม่ได้

            วรินทรไม่ได้มาดีนักอย่างที่คิดเอาไว้...

            “พ่อแค่เป็นห่วงเมริน อยากให้หนูโฟกัสที่เรื่องการเรียนด้วยนะลูก หนูอยู่ที่นี่ไป ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาหาย หนำซ้ำผลการเรียนหนูเองก็อาจจะแย่ลง...”

            “แต่... อาชิตะอยู่ได้เพราะกำลังใจนะคะ เวลาแต่ละวินาทีมันมีค่าสำหรับเราสองคน... เมรินอยากให้คุณพ่อเข้าใจนะคะ มันเสียเวลามามากพอแล้ว... เมรินอยากอยู่กับอาชิตะไปจนวันสุดท้ายของเขา”

            ลูกสาวเถียงชัดถ้อยชัดคำ เธอเบี่ยงตัวมากันระหว่างร่างของแฟนหนุ่มกับผู้เป็นพ่อไว้ตามสัญชาตญาณ ใจหนึ่งแอบกลัวเหลือเกินว่าวรินทรจะคิดทำร้ายเขาตามประสาพ่อตาไม่ชอบลูกเขย...แต่อีกใจหนึ่งนั้นเมรินก็เข้าใจความห่วงใยของผู้เป็นพ่ออยู่เป็นอย่างดี...

            “...”

            เจ้าสัวธุรกิจศูนย์การค้าชื่อดังได้แต่ยืนนิ่งขบกรามกลั้นอารมณ์หงุดหงิด ก่อนจะเหลือบหางตามองตามเสียงครางงัวเงียนั้นเบา ๆ

...มันน่าเจ็บใจจริง ๆ ที่ต้องทนเห็นลูกสาวแท้ๆ มายืนเอาตัวออกหน้าปกป้องแบบนี้ ราวกับว่าเขาอาจจะหยิบมีดออกมาฆ่าแกงร่างที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วยนั่นได้ตลอดเวลา...เพราะแม้แต่จะเข้าไปมองใกล้ ๆ เขาก็ยังทำไม่ได้เลย!

            “...อือ...หืม? มะ เมริน นี่คือ...ใครเหรอ...

            “...มะ เมริน นี่คือ... ใครเหรอ?”

            น้ำเสียงเหมือนเด็กงัวเงียครางเบา ๆ พอให้ได้ยิน นัยน์ตาคู่นั้นปรือมองวรินทรไม่ต่างกันก่อนจะยกมือไว้ด้วยรอยยิ้มจางเมื่อเห็นว่าโครงหน้านั้นดูดี ๆ ก็มีส่วนคล้ายกับเมรินไม่น้อย

            “สวัสดีครับ”

            “...”

            ชายสูงวัยพยักหน้าและยกมือรับไหว้ตามธรรมเนียม ก่อนจะถามไถ่อาการไปตามมารยาทและไม่ลืมที่จะส่งตะกร้าผลไม้ที่เดย์ไลท์ถือมาให้อีกฝ่ายเป็นของเยี่ยมไข้ด้วย

            ได้ยินเรื่องของเธอมาจากลูกสาวของฉันและคุณวดีว่าเป็นคู่หมั้นสมัยเด็กอะไรนั่นของเมรินในช่วงที่ฉันกับคุณวดี แม่ของเมรินมีปัญหากัน ตอนนั้นฉันถึงไม่เคยรับรู้เรื่องอะไรเลย จนเพิ่งมาได้รู้เอาตอนช่วงที่เธอเข้าโรงพยาบาล

            “...ครับ...ผมต้องขอโทษด้วยครับที่ตอนนั้นทำอะไรไปโดยพลการ...

            ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจเธอดีว่านั่นเป็น 'แค่ความคิดของเด็ก ๆ' แต่มาถึงตรงนี้ คนเป็นพ่ออย่างฉันก็อยากให้เธอแสดงความมั่นใจออกมาว่า เธอจะเอายังไงต่อกับเรื่องอนาคตของเธอ และอนาคตในฐานะนักศึกษาแพทย์ของเมริน ที่ฉันและคุณวดีภาคภูมิใจมาก...

"คะ คุณพ่อคะ...!"

            หญิงสาวร้องห้ามเสียงหลงอย่างไม่อยากเชื่อว่าผู้เป็นพ่อแท้ ๆ จะกล้าพูดอะไรที่ฟังดูน่าเกลียดแบบนี้ต่อหน้าอาชิตะ เธอเห็นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้าของคนป่วยที่ลุกขึ้นนั่งเพราะกลัวเสียมารยาท ดวงหน้าซีดเซียวนั้นหลุบตาลงต่ำ...และเธอก็มั่นใจว่าอาชิตะเองไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รับรู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ความนัยของคำพูดนั้น ว่าจริง ๆ สิ่งที่วรินทรต้องการคืออะไร

            “...ไม่เป็นไรเมริน...เข้าใจแล้วครับ

"อาชิตะ!" เมื่อได้ยินคำตอบรับนั้นเสียงเล็กจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เขาแทนอย่างไม่อยากจะเชื่อ     

อาชิตะพยักหน้าและยิ้มบาง ๆ ให้กับเธอ แต่ฝ่ามือที่ซูบผอมลงไปมากนั้นกลับกำลังกำหมัดนิ่ง ๆ แทนการระบายความอัดอั้นในใจ จนวรินทรเองก็ยังรู้ว่าเขากำลังทำเกินไป จึงเลี่ยงด้วยการหลบสายตาและเปลี่ยนประเด็น

            “แล้ว... นี่ดีขึ้นบ้างหรือเปล่าล่ะ?”

            “...ครับ”

             ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว หายไว ๆ ก็แล้วกันนะวรินทรทิ้งท้ายเอาไว้เท่านั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเหลือบมองอาสึชิที่ยืนคุมเชิงลูกน้องอยู่ห่างออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มในฐานะคนรู้จัก

            “ขอบคุณนะที่ยอมบอกและให้เข้าเยี่ยม และผมหวังว่าเร็ว ๆ นี้ผมและคุณวดีจะได้พบกับครอบครัวของคุณอีก ยังไงต้องขอตัวก่อนนะครับ คุณอาสึชิ คุณหญิงอารดา”

            ผู้มาเยือนบอกแค่นั้นก่อนที่จะเดินออกไปด้วยรอยยิ้มบางผิดกับวดีที่หน้าเสียกับการกระทำของสามีตามด้วยลูกสาวที่เดินออกไปส่ง

            ...

            “อาชิตะไม่ควรเครียดนะคะ ที่ฉันบอกคุณ ยอมคุณ ไม่ได้แปลว่าจะอยากให้คุณมาทำตัวเป็นพ่อหวงลูกสาวไม่เข้าเรื่องเอาแบบนี้” วดีที่นิ่งเงียบมานานพูดขึ้นเบา ๆ กับเขาระหว่างทางเดิน

            “มันอาจจะเป็นเรื่องที่คุณยอมรับยาก แต่คุณต้องคิดถึงอนาคตของลูกสิ จะใครก็ตามที่อยู่ที่นั่นก็รู้กันทั้งนั้นว่าโอกาสรอดของเด็กนั่นน่ะแทบจะเป็นศูนย์แล้ว ขนาดป่วยหนักลูกเรายังทิ้งทุกอย่างได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเกิดว่าเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ เมรินลูกเราจะไม่เป็นบ้าไปเลยเหรอ!

            วดีอ้าปากจะเถียงแต่ก็ต้องเงียบชะงักไปเสียก่อน เรื่องที่ผู้เป็นสามีพูดนั้นถูกต้อง แต่มันก็โหดร้ายเกินไปที่จะมากีดกันอะไรในตอนนี้

            “พวกเขารักกันมากนะคะ อาชิตะเป็นเด็กดี ต่อให้คุณจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาว่าเขาเป็นทายาทแก๊งยากุซ่าอะไรก็ตาม แต่ตลอดมาที่ฉันอยู่กับเด็กคนนั้น มันพิสูจน์ว่าเขานี่แหละที่จะทำให้ลูกสาวเรายิ้มได้ ...เขาเป็นมากกว่าเนื้อคู่กันนะคะคุณ!

            เสียงของภรรยาแหวใส่จนลูกชายวิ่งเข้าห้าม เดย์ไลท์เองก็ยอมรับว่าเขาเพิ่งมารู้เอาไม่ถึงปีนี้เกี่ยวกับเบื้องลึกของบ้านอาคิโมโตะแม้อากิระจะเป็นเพื่อนสนิทกันมานานก็ตามที ที่ประเทศไทยอากิระอาจจะไปไหนมาไหนกับเขาแล้วให้ความรู้สึกว่าเดินคู่กับลูกชายของคนสูงศักดิ์อย่างอารดา แต่กลับที่ญี่ปุ่นเวลาไปด้วยกัน รอบกายอากิระนั้นมีเพียงกลุ่มก้อนของยากุซ่าที่อารักขาและเชิดชูเขาราวเทพเจ้าแห่งโลกใต้ดินอันแสนมืดดำ ต่อให้ทั้งอาคุโมโตะกุมิจะเป็นเพียงกลุ่มโกะคุโดหรือยากุซ่าชั้นสูงซึ่งไม่ได้ทำงานผิดกฎหมายและสกปรกข้างถนนก็ตามที

            “จริงอยู่ พวกบ้านนั้นเป็นยากุซ่า แต่ว่าผมอยากให้คุณพ่อใจเย็น ๆ นะครับ สงสารน้อง”

            “อนาคตน้องแกกับแฟนมันสวนทางกันเกินไป แต่อย่ามองอนาคตเลย แค่เมื่อกี้พ่อจะเข้าไปดูหน้าให้ถนัด ๆ หน่อย น้องสาวเรายังเข้ามาขวางเหมือนอย่างกับว่าพ่อจะหยิบมีดไปแทงมันซะอย่างนั้น ...เฮ้อ!

            ผู้เป็นพ่อสบถเสียงไม่พอใจเมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของลูกสาว ที่ดูก็รู้ว่าอีกไม่นานหรอก ก็คงรักแฟนมากจนลืมพ่อ แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรลูกสาวตัวดีก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมาเสียก่อน

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมรินกำลังตามมาอาละวาดใส่เขา...

 

 

            ภายในห้องพักคนป่วยเงียบเสียงลงมากหลังผู้มาเยือนออกไป  บรรยากาศยามบ่ายตึงเครียดขึ้นอย่างมากเมื่อคนที่นั่งอยู่บนเตียงยังคงกำหมัดแน่น สายตาแสดงความปวดร้าวออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป

            “...เพราะแค่ผมกำลังจะตายเหรอ...”

            น้ำเสียงแผ่วเบาแอบเหวี่ยงสบถออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นของคนบนเตียงมองหน้าถามผู้เป็นพ่อและแม่ที่โผเข้ากอด ทั้งที่เขาไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ทั้งที่เรื่องราวทุกอย่างมันจบลงด้วยดีแล้วแท้ ๆ แต่จู่ ๆ กลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้

            สายตาในตอนนั้นของวรินทรบ่งบอกกับเขาอย่างชัดเจนว่า ถ้าเขารักเมรินจริง เขาก็ควรจะปล่อยเธอให้จากไป...

            “มันไม่ใช่แบบนั้นน่าอาชิ เชื่อแม่นะ”

            “ไม่จริงหรอกครับ ผมดูออก ...มันไม่มีใครรับพวกเราได้จริง ๆ ใช่ไหม สายตาเขามองเราอย่างกับว่าเราเป็นตัวอะไรที่มันน่าเกลียดน่ากลัวแบบนั้นแหละ แค่เพราะผมเป็นเด็กที่เกิดมาและถูกเลี้ยงดูจากยากุซ่าแค่นั้นเองเหรอนี่ผมไม่ใช่มนุษย์หรือยังไงกันล่ะเนี่ย?”

            “...”

            คำพูดที่ดูเหมือนติดตลกนั่นมีอำนาจทำลายล้างกว่าที่คิด ทุกคนในห้องเริ่มเงียบเสียงสลด มีเพียงอากิระที่เอนตัวนอนพิงโซฟาอยู่ข้าง ๆ แฟนสาวไม่ห่างเท่านั้น ถลึงตามองอย่างไม่อยากเชื่อว่าน้องชายฝาแฝดจะปล่อยระเบิดลูกใหญ่

            “นายไม่มีวันเปลี่ยนสิ่งที่นายเป็นได้ เพราะมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ทีพวกเราเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่นายต้องทำตอนนี้คือไม่เครียดแล้วรีบ ๆ หายมากกว่า ดูเพราะดูจากท่าทางของแฟนนายแล้ว ยัยนั่นเองก็ท่าจะเดือดไม่แพ้นายหรอก

            พี่ชายฝาแฝดยักไหล่เบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าไอชาที่เหลือบมองเขาอย่างไม่เข้าใจเนื่องจากทั้งครอบครัวตอนนี้ต่างใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกัน

            “...”

            “แล้วจะต้องทำยังไง...”

            “ก็เลิกคิดมาก แล้วก็นอนพัก” ผู้เป็นพี่ตัดบทให้ก่อนจะลุกเดินเข้าไปหา อากิระรับรู้ได้ดีถึงความเปลี่ยนแปลงที่แย่ลงของคนตรงหน้า เช่นเดียวกับแววตาอ่อนล้านั่นที่ยังมองจ้องเขา

            เพราะเข้าใจกันดีทุกอย่าง ฝ่ายน้องชายจึงยอมสยบลงบ้าง...

            ไม่นานนักความเงียบสงบก็กลับมาอีกครั้ง ฝ่ามือของพี่ชายค่อย ๆ ไล้บนกรอบหน้าชุ่มเหงื่อนั้นช้า ๆ ด้วยความเป็นห่วง สัญชาตญาณบ่งบอกกับเขาว่ามันไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้แค่หวัง ว่าชายหนุ่มจะอดทนและดีขึ้น

            ไม่นานนักหญิงสาวที่เดินออกไปก็กลับมาอีกครั้ง ใบหน้าสวยนั่นดูจะพยายามเก็บอารมณ์คุกรุ่นให้มอดลงเงียบ ๆ เมรินรู้ดีว่าต่อจากนี้ความขัดแย้งเล็ก ๆ จะเริ่มเข้ามาขัดขวางทั้งเธอและเขาให้ห่างออกจากกัน แต่ถ้าเธอยังอยู่ เธอเองก็จะขอปกป้องเขาเอาไว้

            “เป็นยังไงบ้าง?”

            เสียงอ่อนโยนนั้นบอกกับเขาเบา ๆ  เมรินลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ ก่อนจะยิ้มปลอบ มือเล็กบีบมือเขาที่ใกล้หลับเต็มทีไว้ให้คลายกังวล

            “...ไม่เป็นไร พวกเขากลับไปแล้วเหรอ?”

            “อืม...”

            “พ่อเธอดูท่าจะไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่... จริง ๆ ถ้าเกิดว่า...” เสียงของเขาเงียบลง อาชิตะหยุดพักหนาใจก่อนจะกรอกตาไปมาด้วยความไม่แน่ใจในสิ่งที่อยากจะบอก “...ถ้าเธอไม่สะดวกหรือเขาไม่ให้เราเจอกัน... ฉันก็เข้าใจเธอนะ”

            เสียงคนป่วยแผ่วเบาลงมากเพราะความประหม่าในใจ เขาเหลือบมองเพดานห้องอย่างเหม่อลอย เพราะในใจตอนนี้กลัวเหลือเกินว่าจะต้องสบตาและเผยให้เธอเห็นความกลัวในใจ

            ...ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ก็ไม่มีใครอยากจะแยกจากกันไปอีก...

            “ไม่มีทางหรอก พ่อฉันอาจจะทำตัวเสียมารยาทกับนาย... แต่ท่านก็ดีนะ ท่านปล่อยให้ฉันกลับมาเฝ้านายนี่ไง เลิกคิดมากนะ โอ๋ ๆ”

            “แต่ฉัน...”

            “ไม่มีแต่น่า นอนพักซะ” เธอบอกกับเขาเสียงอ่อนโยน มือเล็กค่อย ๆ หยิบผ้าห่มหนาคลุมให้ด้วยความรักในขณะที่ทุกคนตัดสินใจออกไปคุยธุระด้านนอกกันจนหมด

            “...”

            “...ปฏิหาริย์มันเป็นสิ่งที่มีจริงใช่ไหมอาชิตะ?”

            คนบนเตียงได้ยินเข้าก็เหลือบมองกลับมาทั้งที่เหนื่อยอ่อนเต็มทน จากที่จะนอนอยู่ดี ๆ ก็ดันลุกงัวเงียขึ้นมาเสียก่อน

            คำว่าปาฏิหาริย์เป็นสิ่งที่เขาได้ยินและอ้อนวอนขอมาตั้งแต่เด็ก... แต่มันไม่เคยมีเสียงตอบรับกลับมาหาเขาเลย

            “ถึงจะไม่มีทางมีชีวิตต่อ แต่ฉันก็สมหวังแล้วกับความรัก”

            เสียงอ่อนโยนนั้นบอกกับเธอเบา ๆ เมรินย้ายขึ้นมานั่งบนเตียงในขณะที่ร่างของคนป่วยที่พยายามลุกนั่งเอนซบ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววอ่อนล้าลงทุกที่และพวกเขาทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างรู้ดีว่าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว

            “...นายต้องอยู่กับฉัน...”

            “...”

            “นายจะต้องหาย เชื่อฉันนะ เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป... จนถึงตอนนั้น... ที่ฉันเคยบอกกับนาย ฉันจะเป็นของ ๆ นาย...จำได้ไหมอาชิตะ?” เสียงใสของอีกคนบอก เมรินรู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวมากกว่าที่อิงซบเธอเอาไว้จากด้านหลัง ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและนุ่มนวล มันอบอุ่นและรินรดออกมาจากคางที่เกยไหล่เล็ก ๆ ของเธอ

            นานมากแล้วที่ทั้งสองไม่ได้ใกล้ชิดกันมากขนาดนี้...

            ยิ่งรู้สึกดี... แต่ก็มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเสียไปเลย...

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเสียเวลาทะเลาะกับเขาไปมากพอแล้ว...

            ...

            “ฉันจำได้...” เขายิ้มตอบเสียงแผ่วเบา คนตัวใหญ่หลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ถึงกระนั้นอาชิตะก็ยังคงนึกถึงในสิ่งที่เธออยากจะสื่อ

            “...”

            “ทุกครั้งที่เราถูกแยกออกจากกันเพราะโชคชะตา ฉันคิดเสมอว่าฉันจะทำทุกทางให้เรากลับมาอยู่ด้วยกันได้... ฉันคิดว่าเธอคือคู่แท้ของฉัน... และฉันก็คิดแบบนั้นมาตลอดจนถึงวันนี้ แต่... นี่ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่ใช่ละคร บางครั้ง... ตอนจบของมันอาจจะมีอะไรที่ไม่สมหวังรออยู่... เธอจะรับมันได้หรือเปล่าเมื่อถึงตอนนั้น”

            แค่ได้ยินน้ำตาหญิงสาวก็คลอเอ่อ แต่เหมือนเขาจะรู้...

            “...อย่าร้องไห้น่า”

            “...อย่าพูดบ้า ๆ แบบนี้ นายจะต้องหายอยู่แล้วแหละ ยังเหลือสัญญาอีกข้อหนึ่งทีนายยังไม่ได้ทำ...” เรียวปากเล็กนั้นสั่นเครือเบา ๆ เมื่อเนื้อกายแนบชิดกันขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเธอเองก็ยังสะอื้น...

            เรื่องนี้ต่อให้วรินทรไม่มาที่นี่ แต่มันก็ยังเป็นความจริงวันยันค่ำ...

            “...” เขาหัวเราะโดยไร้เสียงใด ๆ ดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามันคือหัวเราะหรือสะอื้นกันแน่  นัยน์ตาสีนิลเหลือบมองเมรินด้วยแววตาอ่อนโยนแฝงตลกกลบเกลื่อนตามประสา

            “อยากเป็นหม้ายหรือยังไง...”

            “...ฉันยอมเป็นหม้าย ดีกว่าชีวิตนี้ฉันจะทำนายหลุดมือหายไปอีก”

            มันอาจจะเป็นคำพูดที่ชายหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยิน อาชิตะเบิกตาคู่นั้นมองเธออีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ ความอบอุ่นมากมายเข้าโอบกอดเขาเอาไว้... จนรู้สึกได้เลยว่าใบหน้านั่นกำลังร้อนจัดอย่างกับคนเป็นไข้ ทั้งหัวใจที่อ่อนแอนั่นก็พลอยดังโครมครามไปกับเขาด้วย

            “บ้า... นี่เธอกำลังขอผู้ชายแต่งงานอยู่นะ... เมื่อกี้พ่อเธอเพิ่งเขม่นฉันไปหยก ๆ ฮ่ะ ๆ”

            “ใครสน... ถ้าชีวิตมันต้องคิดเยอะขนาดนั้น บางครั้งมองข้ามมันไปบ้างก็ได้ นายออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่เราจะแต่งงานกันเลย”

            คนตัวใหญ่กว่าหัวเราะออกมาเสียงแผ่วเบา เขาพิงซบแผ่นหลังนั้นด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ มันเป็นช่วงเวลาที่มรสุมหลายอย่างเริ่มค่อย ๆ ผ่านพ้นไป ทั้งเรื่องเข้าใจผิด และชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา

            “...นั่นสินะ”

            เมรินมองออกไปภายนอกห้องพักด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอเองก็ตื่นเต้นไปไม่ยิ่งหย่อนกว่าเขา และคิดว่าทุก ๆ อย่างน่าจะจบลงด้วยดีในท้ายที่สุด

            “ต่อจากนี้ทุก ๆ อย่างจะมีแต่ความสุข...ใช่ไหมอาชิตะ?”

            “...”

            “ต่อจากนี้... เรื่องที่พวกเราต่อสู้กันมาจะจบลงด้วยดีใช่ไหมอาชิตะ... นายกับฉันจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม...”  เมรินเหลือบมองคนป่วยที่เกาะหลังเธอเอาไว้ด้วยแววตาสงสัย อาชิตะไม่ได้เงยหน้ามาสบตาเธออีก เขาก้มหน้านิ่งเอนพิงแผ่นหลังเล็กนั่นเอาไว้ มือถูกปล่อยร่วงลงกับฟูกหนา

            “ง่วงก็บอกกันสิโธ่”

            ไม่มีคำตอบจากชายหนุ่มตามเคย อาชิตะนั่งนิ่งได้ไม่นานก็เอนล้มลงบนเตียงเสียงดังโครมใหญ่ ไม่มีเสียงร้องจุกเจ็บใด ๆ นอกเสียจากคราบน้ำตาเป็นทางที่ยังไม่ทันแห้งดีนั่น เส้นผมยาวปิดดวงหน้าซีดบาง ๆ แต่ก็พอให้เธอสังเกตเห็นว่าเส้นผมที่อยู่บริเวณจมูกไม่ได้ขยับไหว

            “อาชิตะ!

            รอยยิ้มกว้างที่เคยฉากกว้างประดับดวงหน้าสวยหดหายไปจนหมดทีละเล็กละน้อย เหมือนมีดเล่มเล็กค่อย ๆ เสียดแทงเข้าไปในจิตใจ ความรู้สึกใจหายแปลก ๆ นี่กำลังเข้าครอบงำสติ

            เธอเขย่าเรียกคนตรงหน้าอย่างแรงหวังให้ได้สติ แต่ทุกอย่างแน่นิ่งสนิท... อาชิตะหลับตาคล้ายคนหลับ แต่เป็นคนหลับที่ไม่มีเสียงหายใจก็เท่านั้น...

            ...

            มันอธิบายไม่ถูก... รู้แต่ว่าสมองกำลังประมวลผลและบอกเธอว่า

            เขากำลังจะจากเธอไปอีกแล้ว...

 

            เสียงร้องขอความช่วยเหลือหลังกดปุ่มเรียกพยาบาลดังขึ้นลั่นห้องพักพร้อมกับความโกลาหลที่เกิดขึ้น อากิระที่อยู่ด้านนอกรีบกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมไอชาเช่นเดียวกับอาสึชิและอารดาที่กำลังคุยธุระสำคัญ

ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว... และครั้งนี้สัญญาณแห่งการจากลาก็เริ่มเด่นชัดขึ้นมาจนไม่อาจปฏิเสธ...

 

ถึงเวลาแล้วที่หนึ่งชีวิตของเมรินจะต้องเลือกระหว่างอนาคตที่ครอบครัวต้องการก็คือเป็นหมอที่มีชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลอย่างที่วรินทรบอก กับการยอมทิ้งอนาคตทั้งหมดทำตามสัญญาจากคนที่เธอรักที่อาจจะไม่มีโอกาสมากกว่านี้อีกแล้ว เธอเป็นแค่วัยรุ่นอายุ 19 ...แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อาจจะเลี่ยงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ได้อีก          

 

___________________________________ 
ดราม่าเอ๋ยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น #ไม่ใช่ละ
เหมือนจะไกล แต่ก็ใกล้แล้วเต็มที
ขอบคุณทุก ๆ คอมเมนต์นะคะ
ขอโทษที่หายไปอาทิตย์นึงเลยนะ
เพราะว่าทำงานเยอะมากค่ะช่วงนี้ เราจะเจอกันอีกทีคงราว ๆ พุธนี้เลย
ถ้าฮิเมะไม่ติดงานนะคะ แต่ก็ไม่แน่ พรุ่งนี้ถ้าปั่นได้ก็จะปั่น แหะ ๆ

จริง ๆ เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ด้วยความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง
เวลาที่ถ่ายทอดออกมาบางทีก็เป็นอารมณ์หลาย ๆ อย่าง
อย่างตอนนี้คือกำลังนั่งร้องไห้ สงสารคู่นี้เป็นพิเศษ 555

หลาย ๆ คนบอกว่าชอบเรื่องนี้ตรงที่ว่ามันแสดงแง่มุมที่หลากหลายของคน
ตรงนี้ต้องขอบคุณมาก ๆ นะคะ หวังว่าอ่านแล้วจะได้แง่คิดกลับไปใช้กันนะคะ
ถ้านึกถึงอาชิในตอนนี้ก็คงเป็นเหมือนเวลาคนเราเนี่ยแหละค่ะ มันสั้นมาก ๆ
บางครั้งอยากทำอะไรก็ต้องรีบ ๆ ทำเนอะ :)

ปล. วันนี้พูดได้อึน ๆ มาก ขอโทษนะคะ ไปนอนก่อนน๊า
อิจฉาทุกคนที่ปิดเทอมมาก อันนี้พูดเลย =O=



อ้อออ ลืมบอกค่ะ ทวงนิยาย + พูดคุยได้อีกทางที่แฟนเพจนะคะ <3
 

337 ความคิดเห็น

  1. #284 ้เเอะ (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 18:48
    อัพเร็ว ๆนะ รอลุ้นอยู่
    #284
    0
  2. #283 รารา (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 21 กันยายน 2557 / 17:21
    แล้วอากิระไม่ต้องเปลี่ยนหัวใจเเบบอาชิตะหรา ..น่าสงสาร มีใครมามารตัวไหนโพล่มาอีกหรา เเล้วพระนางของเราจะทามงัยอ่ะ
    #283
    0