CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 71 : [[,,,Chapter 56,,,]] Countdown [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ก.ย. 57

56

Countdown

 

            “ดูจากรูปการแล้วพวกที่ตามคุณเซนไปน่าจะถูกเก็บโดยพวกอาคิโมโตะครับ แย่หน่อยที่แถวนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดอะไรแถมเป็นการกระทำที่ค่อนข้างอุกอาจ จากที่พวกเราตามข่าวมาได้ทุกคนตายเพราะบาดแผลจากของมีคมครับ”

            เสียงรายงานหนักแน่นส่อสำเนียงญี่ปุ่นดังขึ้นภายในห้องทำงานหลังใหญ่ภายในตึกระฟ้าสูงทำให้ชายวัยกลางคนที่นั่งเงียบมานานค่อย ๆ เงยหน้ามองด้วยแววตาไร้ความรู้สึกใด ๆ

            “...อืม”

            “แล้วนายใหญ่จะให้พวกเราทำอะไรต่อไปล่ะครับ เชือดคอไอ้คนทำแล้วส่งศพไปให้อาสึชิ อาคิโมโตะดูไหมครับ ?” ลูกน้องหนุ่มร่างใหญ่ถามขึ้นด้วยเสียงอันดังน่าเกรงขาม ความรู้สึกสูญเสียเพื่อนร่วมงานนั้นดูจะเป็นอะไรที่สำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ต้องทนเห็นว่าเป็นฝีมือของฝ่ายคู่อริ

            “...”

            เซยะไม่ได้พูดอะไรกลับมานอกเสียจากแววตาที่อิดโรยลงไปมากกับสิ่งที่มันติดค้างอยู่ในความคิดของตนมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน เรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตมากมายยังคงติดตรึงและหลอกหลอนเขาถึงความผิดพลาดในตอนนี้

            ครอบครัวที่ขาดหายไปสมบูรณ์อีกครั้งเมื่อเซนกลับมาเติมเต็ม แต่ถึงกระนั้น... บางสิ่งบางอย่างที่มันควรจะดีกลับค่อย ๆ แย่ลงอย่างที่สมเคยพูดเอาไว้

            ไม่รู้ว่าเพราะพ่อที่เป็นตัวการความบาดหมางตั้งแต่แรกอย่างเขา หรือเพราะเซนเองที่ไม่สามารถหยุดความทะเยอทะยานทุกอย่าง ครอบครัวเล็ก ๆ ที่เหลือกันเพียงสองพ่อลูกในคราบนายใหญ่แห่งวงการนักเลงจึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอาสึชิและคนของอาคิโมโตะกุมิได้อีกต่อไป

            เซนที่ได้อำนาจแล้วเหลิงคิดการใหญ่จนเกิดเรื่องบานปลาย ก็ดูไม่ได้ต่างอะไรกับเขาในตอนนั้นเลยแม้แต่น้อย...

            รูปถ่ายเก่า ๆ สีเริ่มลางเลือนจนมองไม่เห็นอะไรที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักทำงานถูกหยิบขึ้นมาดูอีกครั้งภายในห้องที่เงียบงัน ขอบภาพเริ่มเปื่อยยุ่ยเพราะเวลาที่ผ่านไปนับยี่สิบกว่าปีแต่ก็ยังดีที่เขายังมองเห็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในนั้น...

            เธอที่ถูกหลอกลวงมาตลอดชีวิตว่ามีสามีเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น... เธอที่เป็นของคั่นเวลาของเขาแต่กลับตอบแทนเขาด้วยความรักและดูแลเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของเขาเอาไว้จนเติบใหญ่ เธอที่เชื่อสนิทใจว่าเขาต้องกลับญี่ปุ่นไปเพราะมีภรรยาคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว

            ตลอดมา ...ลออเป็นผู้หญิงซื่อ ๆ และเชื่อฟังยินยอมเขาทุกอย่างจนในเวลานี้ เขาไม่รู้ว่าเธอจะยังเป็นแบบนี้อยู่ไหมในเมื่อเพราะเขาคนเดียวที่ทำลายชีวิตลูกชายตัวเองไปได้ขนาดนี้

            ถ้ายี่สิบเอ็ดปีก่อน เขาไม่เลือกทำอย่างนั้นกับอาสึชิและอารดา... บางทีเรื่องราวทุกอย่างของพวกเด็ก ๆ อาจจะไม่ต้องจบลงแบบนี้ก็ได้...

            ...

            แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างในอดีตก็ไม่มีที่ให้ถอยหลังกลับไปแก้ไขอะไรอีกแล้ว หากนี่คือชะตากรรมแล้วแหละก็... เขาก็คงเหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้น

            คงต้องจำยอมเสี่ยงก้าวข้ามผ่าน ‘อดีตเพื่อนสนิทที่ถูกสลักชื่อไว้ว่าเป็นนายเหนือแห่งกลุ่มยากุซ่าที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจที่สุดไปอีกครั้ง ไม่ว่าจะเสียพรรคพวกมากเท่าใดหรือต้องยอมกลายเป็นคนหน้าด้านหนีออกไปจากที่นี่พร้อมลูกชายเพียงคนเดียว มันก็ยังดี... เพราะบางทีแล้ว นี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ผู้เป็นพ่อเลว ๆ อย่างเขาจะทำให้ลูกชายคนเดียวรอดพ้นไปจากปากมังกรอย่างอาสึชิและอากิระผู้เลือดร้อนที่หมายหัวเซนเอาไว้ได้

            แต่ก็นั่นแหละ... ถึงตอนนี้อาสึชิจะไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร แต่เขารู้ดีว่าทุกอย่างที่ต่างฝ่ายต่างก็อัดอั้นมานานมันกำลังจะระเบิดออกมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกที่ถูกกลบฝังในคืนที่สองฝาแฝดต้องถูกบังคับให้ลืมตาขึ้นมาดูโลกโดยไม่เต็มใจ เพราะความขัดแย้งมากมายของหนึ่งหญิงสองชายที่ไม่อาจจะยุติความสัมพันธ์อันเจ็บปวดนี้ลง...

           

 

            อีกด้านหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ชีวิตในโรงพยาบาลต่างจังหวัดกลับต่างกันออกไป ที่นี่สงบเงียบไร้ซึ่งสีสันหรือเรื่องน่าตื่นเต้นใด ๆ นอกเสียจากความรู้สึกมืดครึ้มราวกลับว่ามีเมฆฝนแห่งความโศกเศร้ากำลังก่อตัวในใจของทุกผู้คนที่อยู่ที่นี่ด้วยกันเมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้าย

            ข่าวการสังหารหมู่ปริศนาเมื่อคืนเงียบกว่าที่คิดเอาไว้มากเพราะอิทธิพลจากมือของใครบางคนที่มองไม่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นเซนก็พอจะเดาออก รวมถึงว่ามันเป็นฝีมือของใครด้วย...

            แต่ที่แย่กว่านั้นคือเหยื่อดันหลุดรอดไปได้ แล้วไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างไอชาตอนนี้ต้องระวังตัวและอยู่ในการอารักขาของคนจากบ้านอาคิโมโตะอย่างแน่นอน รวมถึงเมรินที่ไม่ติดต่อกลับมาหรือไปที่มหาวิทยาลัยก็ด้วย

            แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะ เพราะสิ่งหนึ่งที่มีค่านั้นเหลือเวลาอยู่กับเขาอีกไม่นานแล้ว...           “อย่างที่รู้แหละเซน ก็คงไม่พ้นวันนี้...” เสียงของมะลิผู้เป็นแม่บอกกับเขาเงียบ ๆ ในขณะที่ทั้งสองเดินเลี่ยงออกมาคุยกันด้านนอกห้องผู้ป่วย

            “...” ไม่มีคำตอบใดนอกจากการพยักหน้ารับ เซนมองดูโลกภายนอกโรงพยาบาลยามสายด้วยแววตาเหม่อออกไปไกลแสนไกลก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในห้อง พี่ชายเหลือบมองน้องสาวที่นั่งกุมมือผู้เป็นพ่อผู้ผ่ายผอมจนเหมือนหนังหุ้มกระดูกเอาไว้เงียบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจลากเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ

            “พ่ออยากกินอะไรไหม...”

            ชายสูงวัยที่นอนนิ่งอยู่สายหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ สมมองหน้าลูกชายบุญธรรมด้วยรอยยิ้มจาง ตั้งแต่ที่เซนกลับมาอย่างไม่คาดฝัน ชายสูงวัยก็เอาแต่เฝ้านึกถึงเรื่องเก่า ๆ มาตลอด มันกลายเป็นความรู้สึกอยากจะถ่ายทอดเรื่องเก่า ๆ มากมายที่เอ่อล้นภายในใจมาตั้งแต่ที่ตนได้ทราบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

            “...ตั้งแต่ที่เก็บเอ็งมาเลี้ยงข้าก็คิดมาตลอดว่าเอ็งจะเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ ทำไมกันนะที่ในสถานสงเคราะห์มีเด็กตั้งมากมายแต่ข้าได้เจอกับเอ็ง...”

            “...”

            “ก่อนจะเป็นพนักเงินเดือนหาเช้ากินค่ำ เอ็งรู้ไหมเซนว่าข้าเคยเป็นอะไรมาก่อน?” น้ำเสียงอ่อนแรงเต็มทีนั้นถามไปก็หัวเราะขมขื่นในลำคอไป เรื่องราวสมัยหนุ่มนั้นทำให้เขาอดที่จะน้ำตาคลอกับมันไม่ได้

            “...”

            “ข้าเคยเป็นผู้กำกับหนัง” เพราะเห็นว่าไม่มีใครตรงนั้นตอบกลับมา สมจึงถือวิสาสะพูดต่อ แล้วก็แน่นอนว่าความเป็นจริงนี้ทำให้ทั้งทรายและเซนต่างก็รู้สึกอึ้งได้ไม่แพ้กัน

            “...พะ พ่อน่ะเหรอ?” ทรายเลิกคิ้วมอง

            “อืม... หนังเก่า ๆ หลายเรื่องรุ่นยี่สิบกว่าปีก่อนนี่ข้ากำกับมาหลายเรื่องมาก เชื่อไหมพวกเอ็งว่าก่อนที่บ้านเราจะเป็นแบบนี้ข้าเคยมีเงินติดมือเป็นล้าน ๆ ...อาจจะตลกล่ะสิ ไอ้แก่ใกล้ตายนี่กำลังพูดอะไรอยู่... แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้ฟังเอาไว้”

            เพราะเห็นว่าห้ามไปก็คงไม่เป็นผลชายหนุ่มจึงจำใจฟังเงียบ ๆ เซนกุมมือผอมแห้งนั่นเอาไว้ด้วยความรักและสำนึกผิดในขณะที่คิดตามในสิ่งที่สมได้พยายามบอกกับเขาเอาไว้

            “...สมัยนั้นข้าทำหนังดัง มีกำไรเยอะนับเป็นล้านจากหนังหลาย ๆ เรื่อง ไปทางไหนก็มีแต่คนจำข้าได้ มีคนเข้าหามากมายเพราะชื่อเสียงและความร่ำรวย... ข้าไปถูกใจเพื่อนอยู่คนหนึ่ง มันชวนข้าทำทำหนังฟอร์มใหญ่ ลงทุนทีละเป็นสิบ ๆ ล้าน... สมัยนั้นมันมากนะแต่ข้าก็ยินดี เพราะมองเห็นอนาคตเศรษฐีและความฝันที่อยากให้มีคนมาดูหนังที่ข้าอยากจะสื่อ...”             “...พ่อโดนเขาโกงเหรอจ๊ะ?”

            “อือ... แต่ถึงโดนโกงไป ก็ไม่เท่ากับเรื่องที่ข้าทำผิดพลาดเองหรอก... เป็นข้าเองที่ไม่ยอมรับและเจียมตัวกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ข้าอยากทำหนัง อยากกลับไปรวยเหมือนเดิม... คิดว่าบนโลกนี้มันมีทางลัดที่เรียกว่าการพนัน ...ข้าเอาเงินที่เหลือไปทำทุนเพราะหวังว่ามันจะได้เงินกลับคืนมา แต่ก็เปล่าเลย ทุกอย่างหายไปหมดเพียงเพราะความโง่เขลาของข้า จากนั้นแหละที่ข้าเอาความทุกข์ทั้งหมดไปลงกับขวดเหล้า ตอนนั้นข้าทำงานโรงงาน แต่ก็ไม่เคยพอจะใช้จ่ายอะไรอีก...”

            “...เรื่องมันแล้วไปแล้วนะพ่อ...” เซนบอกกับเสียงแผ่วเบา ตลอดมานั้นเขานึกเกลียด นึกไม่พอใจสมมาตลอด แต่ในเวลานี้นั้น...

            น้ำตามากมายมันกลับกำลังตกในอยู่ในหัวใจของเขา...

            “ข้าเก็บเอ็งมาเลี้ยงช่วงที่ใกล้ล้มละลาย เอ็งก็ไม่ได้โตมาก... เอ็งเลยไม่ได้รู้เรื่องอะไร แต่เอ็งรู้ไหมว่าข้าเฝ้าคิดอยู่กับตัวเองมาตลอดว่าเอ็งนั่นแหละที่เป็นตัวซวย ทั้งที่เอ็งก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลย”

            ไม่มีคำอื่นใดนอกจากการพยักหน้ารับเงียบ ๆ เช่นเดียวกับมะลิที่เดินเข้ามากอดร่างเล็กของทรายเอาไว้...

            “แต่ทุกอย่างที่เอ็งพยายามทำมาตลอด มันทำให้ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เจอกับเอ็ง ...ยิ่งเป็นตอนที่เอ็งได้ทุนเรียนมหาลัยนานาชาตินั่น ข้าเลยไม่ได้ขัดอะไรทั้งที่กังวลอยู่ในใจหลาย ๆ เรื่อง... เอ็งเรียนนิเทศฯ เอ็งอยากเป็นผู้กำกับหนัง... รู้ไหมว่าข้าดีใจแค่ไหน... แล้วก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ต้องปล่อยให้เอ็งทำเรื่องแย่ ๆ ด้วยการไปหลอกคบใคร...”

            “...” เซนพยักหน้ารับเงียบ ๆ ทั้งที่ภายในใจ เขากลับไม่ได้รู้สึกว่ามันคือการหลอกใช้... เรื่องราวที่เขาเจอกับอากิระนั้นมันเกิดมาจากความแค้นและอารมณ์ชั่ววูบ... แต่น่าแปลกที่มันกลับไม่ยอมหายออกไป แม้ในเวลานี้ก็ด้วย...

            “เอ็งกับทรายเป็นของขวัญที่มีค่าสำหรับคนอย่างข้า ต่อให้เอ็งไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่ข้าก็รักเอ็งไม่ต่างจากทราย... แต่ข้าอยากขออะไรสักอย่างได้ไหม... ว่าอย่าเดินทางผิดแบบข้าอีก”

            “...” เขาพยักหน้ารับด้วยความเงียบงัน เซนซบตัวลงหอมมือที่แห้งผอมนั้นเอาไว้ด้วยรักแล้วตัดสินใจพูดสิ่งที่อัดอั้นจุกอยู่ในอกออกมาบ้างเพราะรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว...  “ผมเคยไม่พอใจพ่อหลาย ๆ เรื่อง แต่ตลอดมาผมเรียกพ่อและแม่ว่าครอบครัว... ถ้าไม่มีพ่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะไปอยู่ที่ไหนเพราะงั้น ผมอยากให้พ่อลืมเรื่องเก่า ๆ แล้วอยู่กับครอบครัวของเราต่อไป... ตั้งแต่จำความได้นะ ผมชื่นชมและรับรู้ว่าพ่อเป็นผู้กำกับหนังดัง พ่อคือฮีโร่คนแรกของผม แต่ครอบครัวของเรานับวันก็ยิ่งจนลง แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันไม่ใช่บ้านเลย... อาจจะเลวในสายตาใคร ๆ ที่ต้องไปหลอกอากิระ ต้องกลายเป็นเด็กส่งยา แล้วก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงเพราะเส้นสายของคนมีอิทธิพล แต่...ผมก็แค่อยากทำให้ครอบครัวเราสบายเหมือนใคร ๆ ก็เท่านั้น...”

            “พี่เซน...”

            “ผมรู้ว่าเงินนี่มันไม่ได้สุจริตเท่าไหร่ แต่... ทั้งหมด ก็เพื่อให้พ่อกับแม่สบาย จน...ผมหลงลืมความฝันจริง ๆ ที่พ่อดีใจ... ด่าผม ว่าผมก็ได้นะครับ แต่ผมอยากให้พ่ออยู่กับเราตลอดไป ผมจะพาพ่อไปหาหมอเก่ง ๆ ในกรุงเทพฯ ไปรักษาตัวแบบไอ้พวกลูกคุณหนูแล้วดูหนังที่ผมจะสร้าง... ดูความฝันของพ่อเป็นจริง...”

            คำพูดราวกับคนเพ้อรับความจริงไม่ได้นั้นทำให้สมยิ้มออกมาทั้งน้ำตาได้อีกครั้ง ผู้เป็นพ่อเหลือบมองใบหน้าเซนแล้วหัวเราะชอบใจในขณะที่เขาค่อย ๆ ลูบไล้ใบหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้า

            “...”

            “...พ่อคือฮีโร่ของผม รอดูก่อนเถอะ หนังที่พ่อทำไม่สำเร็จน่ะ เซนจะเล่นเอง จะกำกับเองด้วย” เซนบอกกับเขาเสียงมาดมั่น ในแววตานั้นที่จับจ้องมองสมเปี่ยมล้นและแฝงถึงความพยายามซึ่งถูกถอดแบบออกมาไม่มีผิด

            สมยังคงจำแววตาแบบนี้ที่เหมือนกับเขาในสมัยก่อนได้ ผู้กำกับรุ่นใหญ่หัวเราะออกมา “ใครมันจะไปยอมลงทุนกับแกขนาดนั้นไอ้เด็กโง่เอ๊ย...”

            เสียงหัวเราะดังในลำคอชายหนุ่ม เซนยิ้มบอกเขาอย่างมาดมั่น

            “เอาน่าพ่อ ...มีนายทุนใจป้ำอยู่คนหนึ่งแล้วกัน”

            แทนที่มันจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สมและทุกคนในครอบครัวต่างหุบยิ้มเพราะรู้ดีว่านายทุนคนนั้นเป็นใคร มะลิมองหน้าลูกชายก่อนจะหยุดให้สมเป็นฝ่ายพูดขึ้น

            “...ไอ้เซน เอ็งฟังให้ดี ๆ นะ ...ข้ารู้ดีว่าเอ็งหมายถึงใคร แต่ข้าไม่อยากให้เอ็งเข้าไปยุ่งกับผู้ชายคนนั้น... ข้าก็ไม่รู้จะพูดได้มากน้อยแค่ไหนแต่อยากให้เอ็งเข้าใจแล้วหยุดทำสิ่งที่เอ็งกำลังคิดทั้งหมดซะ อำนาจที่ผู้ชายคนนั้นบันดาลให้เอ็งมันมาจากความรักในรูปแบบที่ผิด... นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอก ทำแต่สิ่งมันอยู่ในมือเอ็งและเป็นอนาคตที่สุจริตของเอ็งก็พอ... อย่าไปทะเยอทะยาน... อย่าเป็นแบบข้า...”

            แม้จะเป็นเรื่องที่เซนไม่อยากยอมรับฟังนักแต่เขาก็เข้าใจดี อย่างที่เซนหรือใครก็รู้ถึงเบื้องลึกของเซยะ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมถึงไปพัวพันกับยากุซ่าระดับเจ้าพ่ออย่างอาสึชิ แต่คน ๆ นี้นั้นก็ไม่ธรรมดาในฐานะคนทั่วไป

            ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเกิดเขายอมถอนตัวออกมาตามความต้องการของสม สิ่งที่รอเขาอยู่จะเป็นอะไรกันแน่...

            “...”

            “อย่า...ลืม...นะ”

            สมย้ำกับเขาอีกครั้งก่อนจะหลับตาลงเพราะความเหนื่อยล้า ชายสูงวัยยิ้มออกมาครั้งสุดท้ายที่ได้พูดความในใจออกไปทั้งหมด แม้จะไม่รู้ว่าเซนจะทำตามที่เขาได้บอกเอาไว้หรือไม่ แต่สุดท้าย...

            เขาก็ได้บอกความในใจและทำหน้าที่พ่อที่ควรจะทำสำเร็จลุล่วงลงไปแล้ว...

            ความดันโลหิตและชีพจรของสมเริ่มลดลงต่ำเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงอ่อนโยนของมะลิที่บอกให้เขาได้นึกถึงพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาพุทธที่เชื่อกันว่าจะทำให้ดวงวิญญาณนั้นจากไปอย่างสงบสุขไร้ซึ่งความทุกข์ใด ๆ

            ไม่นานนักเขาก็จากโลกใบนี้ไปโดยไร้ซึ่งอาการทุรนทุรายใด ๆ ไม่ต้องเจ็บปวดมีความทุกข์ทรมานใด ๆ ต่อไปอีกแล้ว...

            และแม้น้ำตาของคนที่เหลืออยู่นั้นจะรินไหลมากเท่าใด แต่สมก็เชื่อ... เชื่อว่าอนาคตใหม่ที่สดใสของครอบครัวนั้นจะต้องกลับมาพร้อมกับเสาหลักคนใหม่ของครอบครัวอย่างแน่นอน...






            ตุ๊กตาโคะริแลคคุมะขนาดกำลังเหมาะมือถือหยิบขึ้นมาอุดหูโดยร่างที่นอนอยู่บนเตียง อาชิตะพลิกตัวหันออกไปมองโลกภายนอกที่ถูกกั้นไว้โดยบานกระจกใสและระเบียงพักผ่อนก่อนจะต้องหลับตาปี๋ขมวดคิ้วหนาเพราะสายตานางเสือสาวที่ยืนเท้าเอวจ้องเค้นจะเอาแต่คำตอบให้ได้

            “บอกมา! นายหมายความว่าไงเรื่องที่มีคนมาบริจาคหัวใจให้นายแล้วบริจาคไม่ได้”

            คำถามเดิม ๆ พูดซ้ำ ๆ ยิ่งกว่าอัดใส่เทปเปิดมาตั้งแต่คุณหมอออกจากห้องไป ความสงสัยมากมายของเมรินที่มีมาตั้งแต่ตอนนั้นพยายามเค้นเอาความจริงจากปากแฟนหนุ่มทุกทางแม้ว่าเขาจะเล่นตัวบิดพลิ้วไม่ยอมบอกเท่าใดก็ตาม

            “...เจ็บหน้าอกจังเลย” เสียงอู้อี้อีกฝ่ายบอกในขณะที่เขายังเอาตุ๊กตาหมีนั่นอุดหูเอาไว้ อาชิตะหลับตาปี๋แต่ยิ้มจนเห็นเขี้ยวขาว

            คนเจ็บหน้าอกเพราะโรคหัวใจที่ไหนเขานอนยิ้มกัน...!

            “เจ็บแต่ยิ้มนี่แกล้งมากกว่า นายบอกมาเถอะน่าว่านายไปรู้มาได้ไง” แม่เสือสาวยังคงถามเขาต่อ เมรินเดินอ้อมมาดักชายหนุ่มอีกด้านหนึ่งของเตียง ร่างเล็กอาศัยความอ่อนแอและเหนื่อยง่ายของอีกฝ่ายเขาจู่โจมด้วยการจับแขนไม่ให้ขยับตัวหนีห่าง

            “...ฉันซีเรียส” เธอบอกกับเขาเสียงเอาจริง นัยน์ตาคู่นั้นจดจ้องใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ไม่ห่างราวกับต้องการคำตอบ เขาไม่รู้หรอกว่าเธอดีใจมากแค่ไหนที่ได้ยินข่าวนี้ ตลอดทุกคืนวันนั้นเมรินไม่เคยปรารถนาสิ่งอื่นใดมากไปกว่าปาฏิหาริย์ที่จะมีใครสักคนบริจาคหัวใจและปอดเพื่อเขา

            เมื่อได้ยินว่ามันเข้ากันเธอจึงยิ่งดีใจมากมาย ก่อนจะถูกหักหลังลงด้วยความจริงที่เหมือนอาชิตะจะรู้อยู่ก่อนแล้ว...

            “ฉันไม่รู้...”

            “งั้นนายรู้ได้ไงว่าเขาเป็นโรคเดียวกับนาย นายเคยเห็นเหรอผู้ชายที่ทุกอย่างน่าจะเข้ากับนายได้น่ะ...” เสียงใสบอกกับเขาราวกับต้องการคำตอบ ความรู้สึกมากมายมันติดค้างอยู่ในหัวใจของเมริน...

            เธอไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น...

            “เฮ้อ!” คนป่วยถอนหายใจออกมาเสียงดัง อาชิตะขยับเรียวปากแห้งสีซีดมากคล้ายอยากสบถความไม่พอใจจากการถูกกดดัน แต่กลับเธอที่เป็นคนรัก เขาก็ไม่กล้าจริง ๆ นัยน์ตาอ่อนล้าสีเข้มฉายแววชั่งใจครู่ใหญ่ก่อนจะยินยอมพยักหน้ารับปากว่าจะบอกแต่ไม่วายจะแอบมองไปรอบ ๆ ไม่ได้

            “...”

            “เธอเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉันปวดสมองมาก...” เขาเกริ่นนำ อาชิตะเหลือบมองร่างเล็กที่นั่งพังเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ พูดต่อไปโดยไม่ปล่อยโอกาสให้เธอเถียงหรือพานอกเรื่องใด ๆ

            “หนังสือวิทย์ศาสตร์ประถมปลาย ๆ ของฉันสอนว่า เวลาที่คนเรามีอะไรกัน เธอรู้ใช่ไหมถ้าเกิดว่าสเปิร์มตัวไหนแข็งแรงที่สุดก็จะได้เข้าไปผสมกับไข่ของเพศหญิงก่อน?”

            เมรินไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าเบา ๆ พลางคิดภาพตาม... แต่สิ่งที่เธอคิด... นั่นแหละ...

            “อย่าเพิ่งหน้าแดง! ฉันรู้ว่าเธอคิดไปถึงไหน... แต่ก็ลองเอากรณีที่เธอกำลังคิดก็ได้ ถ้าสเปิร์มหล่อฉลาดหน้าตาน่ารักของฉันผสมกับไข่ของเธอ... ไข่ก็จะค่อย ๆ ปฏิสนธิเป็นเอมบริโอและค่อย ๆ มีการแบ่งตัวออกมาเป็นเซลล์...” น้ำเสียงคนป่วยอธิบายไปก็คิดภาพตามไปไม่ต่างกัน ใบหน้าที่ซีดมานานขึ้นสีเสียจนเธออดเป็นห่วงไม่ได้

            อย่าบอกนะว่าแม้แต่เขาก็...

            “พอเลย! นายก็ทะลึ่งเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องยกตัวอย่างเป็นเคสพวกเราได้แล้วย่ะ”

            “ว้า... เอ้า! ต่อนะ... แต่ทีนี้แทนที่มันจะแบ่งตัวแบบปกติ มันก็ดันแบ่งออกมาเป็นลักษณะแฝดซะอย่างนั้นเหมือนฉันกับอากิระที่เกิดมาจากไข่ใบเดียวกัน... แถมยังอยู่ในถุงน้ำคร่ำใบเดียวกันด้วย ในตัวพวกเรามีอะไรที่เหมือนกันเด๊ะ ๆ นิสัย หน้าตา ส่วนสูงก็จะเหมือน ๆ กัน แม้แต่ระดับไอคิวฉันกับอากิระก็มีเท่า ๆ กัน แต่ระดับไอคิวนี่ฉันก็ไม่ได้แน่ใจนะว่ามันเกี่ยวกันไหม ฮ่า ๆ” อาชิตะอธิบายไปก็หัวเราะเบา ๆ ไป

            เขาเหมือนคนมีความสุข... เขาเหมือนแค่สอนวิทยาศาสตร์ให้เธอ... ทั้งที่ความจริง...

            “ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่...ที่แฝดแท้อย่างพวกเรา...เหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่เกิด ฉันเป็นในสิ่งที่อากิระเป็น และอากิระก็เป็นในสิ่งที่ฉันเป็น...”

            รอยยิ้มนั้นค่อย ๆ จางหายไปจากใบหน้าของชายหนุ่มลงทุกขณะ อาชิตะก้มหน้าลงเงียบ ๆ ทุกครั้งที่คิดถึงความจริงข้อนี้ที่พยายามปกปิดมาตลอด...

            “...อย่าบอกนะว่า”

            “แค่บอกว่าเหมือนฉันทุก ๆ อย่าง ฉันก็คิดถึงมันคนแรก... หลักการที่จะได้รับอวัยบริจาคไม่ได้ง่ายขนาดนั้น... ผู้ป่วยที่รอทุกคนต่างก็รออวัยวะที่เข้ากับตนเองกันทั้งนั้น ทั้งขนาดของอวัยวะ... กรุ๊ปเลือด... เพื่อป้องกันการที่อวัยวะมันจะต่อต้านกันเองจนอาจจะถึงชีวิต มันไม่ง่ายเลย... โดยเฉพาะคนที่ต้องผ่าตัดใหญ่และยากแบบฉัน...”

            เหมือนกับใบหน้าเมรินชาไปหมดจากความจริงที่ได้ยิน ภาพอากิระที่เธอเคยเห็น เขาร้าย... เขาแรง... เขาดูแข็งแรง... จนเธอลืมนึกถึงความจริงข้อนี้ไปเสียสนิท...

            ไม่แปลกแล้วที่เธอรู้สึกในวันที่อาชิตะ Arrest แล้วคุณหมอที่ดูแลอาชิตะจะบอกกับเขาว่าอย่าเครียด...

            เรื่องง่าย ๆ แค่นี้... ไม่มีใครคิดถึงมาก่อนเลยเหรอ...

            “...”

            อาชิตะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีกนอกจากแววตาอ่อนล้าเต็มที ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่ายในขณะที่เมรินยังคงนึกถึงภาพของพี่เขยผู้เป็นคู่กัด...

            เพราะรู้ดีว่าการมีผู้ชายที่รักมาก ๆ เป็นคนป่วยมันต้องรู้สึกยังไง... แล้วไอชาที่กำลังวางแผนแต่งงานล่ะ...

            ถ้าเธอรู้เข้า...เธอจะรู้สึกยังไงกันแน่นะ...

            จะต้องแอบร้องไห้ทุกวันเพราะความกลัวการจากลาแบบนี้หรือเปล่า...

 

        ...

            อาชิตะกอดเมรินเบา ๆ ปลอบโดยไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ อีกในขณะที่หลังผนังกั้นนั้น... คนที่รับรู้ความจริงยังคงกอดตัวเองเอาไว้เพียงลำพัง...

            ไอชานึกไม่ถึงมาก่อนว่าเรื่องที่แอบได้ยินโดยบังเอิญนี่มันคืออะไรกันแน่ ร่างเล็กทรุดตัวลงกอดเข่าหลังบานประตูด้วยน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอ...

ตลอดเวลาเขาไม่เคยอ่อนแอให้ใครเห็น ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน...

            เธอไม่อยากเถียงหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์บ้า ๆ นั่น... อยากกระโดดออกไปตบปากอาชิตะที่พูดอะไรเพ้อเจ้อ...

            แต่มันก็แอบกลัว... กลัวว่าจะเป็นความจริง

            ตลอดมาที่เธอเห็นเมรินแอบลุกขึ้นมาร้องไห้ในทุก ๆ คืน เธอดีใจมาตลอดที่อากิระไม่ได้เป็นแบบนั้น... ทุกอย่างวาดฝันเอาไว้ด้วยกันว่าครอบครัวเล็ก ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังทั้งสองเรียนจบ มันจะเป็นความสุขที่เธอและเขาจะอยู่ด้วยกันจนแก่

            แค่รู้ว่าเป็นยากุซ่าแถมฆ่าคนตายก็ช็อกจนแทบรับไม่ได้... นี่ยังแอบซ่อนโรคเอาไว้อีกเหรอ...

            ...

            เมื่อเจอกันอีกครั้ง... เมื่อเขากลับมา...

            เธอจะทำยังไงดีนะ...

           

 

            ฮัดชิ่ว!

            เสียงจามดังฟังชัดดังลั่นไปทั่วร้านมินิมาร์ทใต้โรงพยาบาลกลายเป็นจุดรวมสายตาของเหล่าผู้มาซื้อของให้หันมองเป็นตาเดียว ปลายทางที่รวมสายตาของทุกคนเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่กำลังยืนเลือกขนมอยู่กับผู้ติดตามร่างใหญ่ท้วมเท่านั้น

            “...มองอะไรป้า?”

            นัยน์ตาตี่เล็กปราดมองผ่านหางตาในขณะที่เขายังคงก้มหยิบขนมกรุบกรอบที่วางอยู่ด้านล่างขึ้นมาใส่ตะกร้าในมือผู้ติดตามอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะหันไปดูดกาแฟในแก้วสตาร์บัคที่ถือติดมือโดยไม่ทันสังเกตท่าทีของหญิงสูงวัยที่ยังมองเขาอยู่

            “นี่ไม่ใช่บ้านเธอนะอยากจะมาจามก็จาม!

            “เฮ้ย! ป้า ถามจริงเวลาจะจามใครมันจะไปรู้ล่วงหน้ากันฮะ!

            ร่างสูงกว่าของคนอารมณ์ร้อนเดินเข้าไปหาหญิงสูงวัยสูงไม่ถึงอกอย่างไม่กลัวเกรง ทั้งคืนมาแล้วที่อากิระไม่ได้นอนเพราะมัวแต่ทำธุระบางอย่างแล้วก็ยังถูกเรียกไปคุยเรื่องคดีที่ไปก่อเอาไว้อีก

            ครั้งที่แล้วเรื่องรถเงียบสนิทก็เพราะเซนที่เป็นเจ้าทุกข์ไม่ได้แสดงตัวออกมาแถมตำรวจระดับล่างบางคนที่เกี่ยวข้องก็รับเงินไปมาก แต่คราวนี้นั้นมันเป็นเรื่องใหญ่พอตัวเพราะเกิดเหตุสังหารหมู่ที่ครอบครัวและตำรวจพยายามเบี่ยงเบนให้เป็นเพียงการขัดผลประโยชน์ในกลุ่ม

            เขาอยู่ญี่ปุ่นมานานจนซึมซับสันดานดิบเถื่อนในฐานะลูกชายของยากุซ่าไปเสียแล้ว... และเวลาที่ที่มีคนมายืนชี้หน้าด่าแบบนี้...

            “ไอ้เด็กไม่มีมารยาท”

            “ป้ามากกว่า รู้จักกันหรือยังไงถึงมายืนด่าเนี่ย ตัวก็เตี้ย! รู้ไหมว่าต้องก้มไปเถียงป้าเนี่ยมันเหนื่อยแค่ไหน” อากิระยังคงเถียงต่อจนคุมะต้องปลอบให้เย็นไว้ก่อน สายตาคนมากมายในร้านค้าเริ่มมองมาที่เขาจนรู้สึกอึดอัดต้องออกไปด้านนอก

            “นายน้อย...” เจ้าร่างใหญ่คุมะตามเขาออกมาพร้อมขนมเต็มมือเต็มไม้ ตั้งแต่มาอยู่เมืองไทยแล้วกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็ก สิ่งหนึ่งที่เขาได้รับรู้ก็คือความไม่รู้จักยอมคนของอากิระ... ก็อาจจะเป็นเพราะว่าถูกเลี้ยงมาแบบโอ๋ตามใจนั่นเอง...

            “อะไร?”

            “จริง ๆ นายน้อยไม่สบายก็เอาผ้าอนามัยมาปิดไว้ก็ได้นะครับ เพื่อนายน้อยเอง” คุมะยังไม่วายบอกกับเขาในขณะที่ทั้งสองคนขึ้นลิฟต์มาด้วยกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่... ดีไม่ดี เขาอาจจะโดนย้อนหนักกว่ามนุษย์ป้าเจ้าระเบียบคนนั้นก็ได้

            “ฉันไม่ได้ไม่สบาย... ฉันเป็นคนปกติ... อีกอย่าง... ผ้าอนามัยน่ะมันเป็นของที่ผู้หญิงเอาไว้ใช้วันมามากต่างหากไอ้โง่!

            “หา! จริงเหรอครับนายน้อย ฮ่ะ ๆ ผมขอโทษ”

            อากิระมองดูคุมะที่หัวเราะรื่นอย่างไม่ได้สนใจอะไรก่อนจะพยายามทิ้งท้ายในสิ่งที่เขาอยากจะบอกและหวังให้ทุกคนเชื่อ...

            “ฉันไม่ได้ป่วย... ฉัน... หายดีแล้ว”

            มันยังเป็นคำเดิมที่เจ้านายตัวน้อยบอกกับเขา โดยไม่มีคำพูดใดอื่นทั้งคู่พาตัวเองมาจนถึงชั้นที่อาชิตะพักอยู่ก่อนจะเข้าไปภายในห้องโดยไม่เคยรู้ว่าสึนามิลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นภายในความเงียบงัน

            น้องชายฝาแฝดเอาตุ๊กตาคุมะมาตั้งเป็นบังเกอร์เล็ก ๆ บนเตียงแล้วโผล่ออกมาแค่ดวงตา ข้าง ๆ เตียงเป็นเมรินที่นั่งอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ประถมตามคำสั่งของคนป่วย และกลางห้องนั้นคือไอชา คุณแฟนสาวแสนสวยที่ยืนถือแก้วน้ำและถาดเตรียมต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง

            “บรรยากาศมันมาคุแปลก ๆ เนอะคุมะเนอะ?”

            ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของคุมะที่ถูกโทมะลากออกไปเก็บด้านนอก มันเป็นวินาทีที่อากิระรู้สึกแล้วว่าเขากำลังอยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย...  โดยเฉพาะเมื่อไอชายิ่งเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นแก้วน้ำเย็น ๆ ให้ด้วยรอยยิ้มราวกับเป็นแม่

            “...พักดื่มน้ำก่อนนะคะอากี้ วันนี้นาย-ไม่-รอด-แน่”

 

            ใช่... ต้อนรับขนาดนี้ดูยังไงก็ไม่น่ารอด...

            ว่าแต่มันเรื่องอะไรกันล่ะ อาชิตะนอนตัวสั่นอยู่ในบังเกอร์หมีเหมือนคนทำความผิด เมรินนั่งอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์อย่างขะมักขะเม้น ไอชาที่ไม่เคยห่วงใยก็ดันทำตัวแปลก ๆ

อย่าบอกนะว่า...

            “ไอ้ลูกหมาอาชิตะ นี่แกทำอะไรลงไป!     



 JJ♕

___________________________
คำนวนไป-มาคิดว่าเลยหกสิบตอนแหง ๆ ; A ;
แต่ต้องไม่ถึงร้อยตอนแน่ ๆ ค่ะ ภาคนี้

สุดท้ายแล้วน้องชายปากพล่อยก็หลุดปากออกมาจนหมด
เรื่องนี้ไม่ได้มาเตี๊ยมกันทีหลังแต่เดี๋ยวมารอดูว่าปลาไหลตัวพี่จะดริฟท์ยังไงกันนะคะ :D

ขอบคุณทุกคำติชมนะคะ >_<
วันนี้นิ้วเจ็บ พิมพ์ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
อาจจะอัพอีกทีดึก ๆ เลยนะคะ


:D



เอาอิมเมจเมรินไปนอนดูเล่น ๆ รอตอนใหม่ก่อนนะ 
Imge : Kurosaki Maon

337 ความคิดเห็น

  1. #310 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 28 มกราคม 2558 / 10:56
    ฮ่าๆๆๆๆ ขำคุมะ(คิมูระ) ไปเอามาจากไหนเนี่ย ฮ่าๆๆๆ
    ว่าแต่ทำไมอากิระต้องเป็นโรคหัวใจด้วย.... TT ไรเตอร์ทำร้ายยยย ~
    #310
    0
  2. #282 ดาๆ (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 20 กันยายน 2557 / 08:17
    อากิระเป็นโรคหัวใจเหมือนอาชิตะด้วยหรา ทามมัยก่อนหน้านี้ไม่เเสดงอาการเลยละ เเล้วเหมือนพ่อกับเเม่ไม่ได้ห่วงมากด้วย
    #282
    0