CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 70 : [[,,,Chapter 55,,,]] Pride [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ก.ย. 57

JJ♕
55

Pride

 

            “...จะพูดว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยคึกคะนองไม่ยั้งคิดก็ไม่ถูกหรอก แต่ทุกอย่างบางครั้งมันก็เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ที่ไปทำตัวอย่างให้เด็กมันเห็นแล้วยึดถือเอาแต่เรื่องผิด ๆ”

            เสียงที่ดูอ่อนแรงเต็มทีขยับปากเชื่องช้าภายในห้องสี่เหลี่ยมใต้แสงไฟนีออนพร้อมกลิ่นอายน้ำยาฆ่าเชื้อที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพมากมายที่เคยเห็นตามโรงพยาบาลทั่วไปแม้จะไม่ได้เพียบพร้อมและสบายเท่าโรงพยาบาลเอกชนที่ค่ารักษาแพงลิบลิ่วนั่นก็ตาม

            บนเตียงนอนเตียงหนึ่งในห้อง ชายวัยกลางคนร่างกายซูบผอมจนแก้มตอบเต็มทีดูอย่างไรก็ไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ป่วยหรือคนไร้ญาติอนาถาคนนี้มีชีวิตอยู่ได้เพียงก็เพราะเครื่องช่วยหายใจและรอเพียงวันเวลาหลุดพ้นที่ใกล้จะมาถึงเต็มที ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นห้องผู้ป่วยวิกฤติชายแบบรวมเขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ถือเป็นเรื่องน่าเบื่อเสียจนชินชา

            ในวันแต่ละวันที่ผ่านมามีคนเข้ามาอยู่ที่นี่ บ้างก็มาเพราะอุบัติเหตุและบ้างก็โรคประจำตัวที่ลุกลามจนไร้ทางรักษา ทั้งวันและคืนที่ผ่านไปมีเพียงความตายของเพื่อนร่วมห้องจนเป็นเรื่องที่แสนชินชาที่รู้ดีว่าเขาเองก็ไร้ทางหลุดพ้นไปแล้วสำหรับสม...

            “...”

            “เรื่องนี้ฉันเข้าใจจ้ะพี่ พี่ไม่ได้ตั้งใจและฉันกับทรายก็ให้อภัยทุก ๆ อย่างที่พี่ทำ เราน่ะเป็นครอบครัวเดียวกันนะพี่...” เสียงเย็นแฝงความหดหู่นั้นยังคงบอกเพื่อปลอบโยน นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความอาทรของมะลิผู้เป็นภรรยายังคงมองเขาอยู่ไม่ห่างเพราะเธอเองก็ล่วงรู้แล้วว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาเต็มที

            “ข้ารู้... แต่ว่าสำหรับไอ้เซนน่ะ ลำพังเราสองคนผัวเมียคงหยุดมันไม่ได้อีกแล้ว... จากความกดดันในครอบครัวทำให้มันกลายเป็นคนแบบนั้น มันทะเยอทะยานจนไม่มีใครแล้วที่มันจะรับฟัง... จนท้ายที่สุดมันก็หลุดเข้าไปอยู่ในอุ้งมือของพ่อแท้ ๆ มัน...”

            “...”
            “ข้าควรจะมีความสุขดีไหมที่ปล่อยลูกที่เลี้ยงมาเข้าไปอยู่ในอุ้งมือของเสือของจระเข้แบบพ่อมัน ข้ากลัวเหลือเกินว่าสักวันมันอาจจะมีจุดจบไม่ต่างกับหมาข้างถนนเพราะความทะเยอทะยานนี่...” เขายังพูดต่อไปด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ความกังวลเกิดขึ้นมากมายในจิตใจของชายสูงวัยเมื่อนึกถึงเรื่องราวของผู้ชายที่ไข่แล้วทิ้งเซนเอาไว้คนนั้นซึ่งสักวันคงชักพาลูกชายที่เป็น
ลูกครึ่งคนนี้จมลงสู่ความมืดเหมือนตัวเอง...

            “มันก็คงแล้วแต่เวรแต่กรรมแหละพี่... พ่อแท้ ๆ มันดันเป็นมาเฟียเป็นยากุซ่านักเลงใหญ่โต... แต่ฉันก็รับไม่ได้จริง ๆ ทั้งหมดที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะเรา... ถึงเซนมันจะชั่วไปยังไงฉันก็รู้... มันก็ทำเพื่อพวกเรามาตลอด ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเซนมันได้กลับมาเจอพี่อีกสักครั้งก็คงดีเนอะพี่” มะลิตอบเสียงเครียดไม่แพ้กันแม้มือหนึ่งนั้นเธอจะลูบหัวปลอบลูกสาววัยมัธยมปลายที่รับไม่ได้กับการสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

            “...ทรายอยากให้พี่เซนกลับใจได้จัง”

            “พ่อก็หวังแบบนั้น แต่ก็นั่นล่ะ ตามยถากรรม พูดอะไรไปมันก็ดูไม่ฟังเราเลย”

            นัยน์ตาคู่งามของลูกสาวเปื้อนหยดน้ำตามากมายทั้งที่เธอพยายามเข้าใจ ตั้งแต่เกิดมาเธอเองก็มีเซนที่คอยดูแลเธอไม่ห่างมาตลอดแม้ท้ายที่สุดแล้วเขาจะเลือกเดินทางผิดไปก็ตามที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีครอบครัวเล็ก ๆ นี้ที่ยังรอปาฏิหาริย์และความหวังว่าเขาจะกลับใจ

            ตั้งแต่สมรู้ตัวว่าตนเองป่วยก็เป็นช่วงกลางเดือนก่อนที่เซนกลับมาที่บ้านเพื่อประกาศว่าตัวเองหลุดพ้นจากอากิระและกำลังเริ่มชีวิตใหม่ในฐานะการ์ดคนสนิทของเซยะก่อนที่เขาจะไม่ได้กลับมาหรือติดต่อกับใครอีก มันเป็นช่วงที่มีเรื่องราวมากมายเข้ามากับครอบครัวเล็ก ๆ นี้จนสมตัดสินใจไปหาเซนในวันนั้นเพื่อขอให้ดูแลทรายแทนโดยที่ไม่มีโอกาสได้พูดไปว่าตัวเองก็กำลังจะจากโลกนี้ไปเหมือนกัน...

            แต่ถึงแบบนั้นมันก็ดีแล้วที่จะไม่พาตัวเองไปเป็นปัญหาของเซนอีกสำหรับคนที่เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายอย่างเขาที่หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์นี้... แต่สำหรับเขาแล้วมันก็อาจจะเป็นเรื่องดีที่จะไม่ต้องทำให้มะลิและทรายลำบากไปด้วยเพราะค่ารักษาที่บานปลายนี่แม้เซนจะโอนเงินก้อนใหญ่นับหลายล้านมาเพื่อใช้หนี้ทั้งหมดแล้วก็ตาม...

            “...นอนพักเถอะพี่ จะได้หายไว ๆ นะ” เสียงอ่อนโยนของมะลิบอกกับเขาแผ่วเบา เธอหันมองดูนาฬิกาที่เหลือเวลาให้เยี่ยมอีกไม่ถึงชั่วโมงด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแฝงความกังวลเช่นเดียวกับผู้เป็นสามีที่เอาแต่เหม่อมองออกไปทางประตูราวกับเขารู้สึกได้ถึงการมาที่นี่ของใครบางคน

            เรือนผมสีดำทั้งยังนัยน์ตาคู่นั้นลอบมองเขาผ่านช่องเล็ก ๆ ของประตูก่อนจะตัดสินใจเปิดเข้ามาด้วยท่าทีแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เติมเต็มเข้าไปภายในใจของคนที่อยู่ที่นั่น

            “พ่อ... แม่... ทราย... พี่ทำให้ทุกคนต้องรอนานมากเลยใช่ไหม...”




 

 

            อีกด้านหนึ่งในเมืองใหญ่แสนน่ากลัวท่ามกลางฤดูหนาวรุนแรงนั้นความหวาดกลัวบางอย่างยังคงสะท้อนอยู่ในแววตาของหญิงสาวที่ยืนสั่นเทาในมุมมืดภายในซอยหลังหอพักที่เป็นป่ารกทึบ

            นิ้วเรียวเปื้อนฝุ่นดินสั่นเทาอย่างหวาดระแวงโอบกอดไหล่ขาวเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำนั้นราวกับจะพยายามปลอบตัวเองให้หลุดพ้นจากความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ภาพความน่าสยดสยองทุกอย่างยังคงฉายซ้ำไปมาภายในหัวของหญิงสาวจนแทบเป็นบ้า

            สวยกว่าที่คิดไว้นี่หว่า นายฉันไม่น่าให้เอาแล้วทิ้งเลย

            คำพูดนั้นยังคงดังก้องไปทั่วจนขนลุกซู่ทั่วเรือนกายทุกครั้งที่เธอนึกถึงมัน ผู้ชายเกือบสิบคนที่ดักรอกรูเข้ามาหาเธอจนไม่ทันได้ตั้งตัวอะไร การต่อสู้ในตอนนั้นทำให้เธอเกือบที่จะเป็นฝ่ายเพี้ยงพล้ำเสียท่า และความต้องการอันน่าสยดสยองนั้นก็คงหนีไม่พ้นร่างกายของเธอ

            แล้วคนที่คิดได้สกปรกขนาดนี้ก็คงมีแค่คนเดียว...

            “...ก็บอกแล้วว่าให้ต่อยท้องเอาให้จุกไปเลย เป็นไงล่ะวิ่งเตลิดหายจนได้” เสียงวัยรุ่นหนุ่มพูดขึ้นในความมืดราวกับว่าพวกเขากำลังก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ แสงไฟสลัวจากไฟฉายส่องไปมาตามพงหญ้าที่หญิงสาวซ่อนตัวอยู่ด้วยความหวาดกลัว เธอในตอนนี้หวาดระแวงไปเสียทุกอย่างแม้กระทั่งว่าชายกลุ่มนั้นจะได้ยินเสียงหายใจและหัวใจที่เต้นถี่กระหน่ำของตัวเองในตอนนี้

            ไอชาจำได้ดีทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น... วินาทีที่ถูกตรึงเอาไว้ วินาทีที่ร่างกายของเธอซึ่งควรจะเป็นของเขาผู้นั้นเพียงคนเดียวกลับถูกหมายย่ำยีโดยชายกลุ่มใหญ่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน พวกมันมีทั้งอาวุธปืนและของมีคมจนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอไม่อาจจะขัดขืนอะไรได้

            “...”

            “ก็ใครจะไปรู้ล่ะวะว่ามันฮึดสู้หนี รีบ ๆ หาเข้าเถอะขืนงานพลาดมาเราจะซวยกันไปหมด” อีกคนบอกเสียงเข้ม พวกเขาตีวงเข้ามาใกล้ทุกขณะจนพงหญ้าสูงที่เธอแอบอยู่ไหวไปมาตามแรงเดิน

            “ก็ทำไงได้วะ ตั้งแต่นายรู้ว่าไอ้เจ้าเซนเป็นลูกแท้ ๆ ก็เอาแต่ประเคนอำนาจให้มัน มันถึงได้เหลิง สั่งเราให้มาทำอะไรแบบนี้กัน!” ชายคนแรกพูดขึ้นอย่างหัวเสีย แต่เพียงคำพูดแค่นี้ก็ทำให้ร่างเล็กที่แอบซ่อนถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ

            เซนเป็นลูกของเจ้านายของกลุ่มคนนี้ ? เรื่องใหญ่ขนาดนี้อากิระควรต้องรับรู้และเธอจะไม่มีวันมายอมตายที่นี่เด็ดขาด!

            “...”

            เสียงสวบสาบย่ำเหยียบแหวกใบหญ้ายังคงดังเข้ามาเรื่อย ๆ ไอหนาวจากอากาศภายนอกทำให้ร่างเล็กยึดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นโอบกอดตัวเองแน่น เธอก้มหัวลงให้แน่ใจว่าต่ำที่สุด พยายามหายใจแผ่วเบาและช้าที่สุดไร้ซึ่งเสียงใด ๆ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

            แสงสว่างมากมายส่องร่างเล็กของไอชาพร้อมกับที่ชายฉกรรจ์มากมายเข้ามาห้อมล้อม หุ่นชายเหล่านั้นล่ำกำยำแถมไหนจะรอยยิ้มแฝงความนัยน์นั่นอีก สายตาทุกคู่จับจ้องมองร่างของเธอที่มีแต่เสื้อนักศึกษาขาดวิ่นห่อปิดชุดชั้นในและผิวกายขาว กระโปรงพลีทยาวเกือบถึงเข่าฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นดี เท้าเปล่าน้อย ๆ มีรอยแดงเลือดจากการวิ่งหนีทั่วทั้งตัวมีแต่แผลใบหญ้า ใบกกบาดเป็นริ้ว

            “หนีไม่พ้นหรอกน้อง” เขาบอกพลางเดินเข้าใกล้ ชั่วอึดใจมือใหญ่ชั่วช้านั่นก็กระชากเรือนผมสวยขึ้นมาอย่างไม่สนใจความเจ็บปวดของเธอแม้แต่น้อย เหยื่อตัวเล็กดิ้นหนีไม่ไหวก็ถูกมือใหญ่อีกข้างจับบีบคางร่างเล็กกว่าที่ตื่นกลัวไว้แน่น

            “...ปละ ปล่อยฉัน!

            “อย่ามาเรื่องมากขัดขืนนัก! อยู่ในมือพวกฉันน่ะไอ้ลูกหมาหน้าอ่อนนั่นมันมาช่วยเธอไม่ได้หรอก! แล้วที่เธอจะโดนนี่ก็เพราะมัน จำเอาไว้ด้วย!” เสียงนั้นบอกก่อนจะใช้แรงกดข้อมือเธอเอาไว้ ร่างสูงใหญ่กว่าผลักเธอให้นอนลงกับพื้นหญ้าราวกับลูกแกะตัวน้อยที่ถูกฝูงหมาป่าขย้ำกินเล่น

            “กรี๊ด! ออกไปไอ้เลว!” เสียงกรีดร้องนั้นยังคงดังไปทั่วบริเวณ ภาพหน้าของผู้ชายที่เธอรักที่สุดกลับเข้ามาอยู่ในความทรงจำพร้อมหยดน้ำตามากมายที่รินไหล

            เจ็บ...

            ขยะแขยง...

            หวาดกลัว...

            ทำอะไรไม่ถูก...

            หลาย ๆ ความรู้สึกประดังประเดเข้ามามากมายในความคิดหญิงสาวผู้โชคร้าย ทุกรสจูบที่ชายแปลกหน้าพยายามยัดเยียดประเคน ทุกสัมผัสรุนแรงจากคนแปลกหน้าที่พยายามลุกล้ำเธอนั้นช่างหน้ารังเกียจและฉุดกระชากเธอลงนรกทั้งเป็น

            “อย่าดิ้นนักสิวะ” กองเชียร์สั่งเสียงเข้ม พวกมันทุกคนเริ่มปลดเปลื้องเสื้อสูทตัวนอกออก รอยยิ้มเหี้ยมมองหน้ากันราวกับว่าจะได้ลิ้มลองเมนูล้ำค่าที่กล่าวกันว่าคือผู้หญิงของลูกชายคู่อริ

            “...ปละ ปล่อยฉัน...” เสียงร้องของเหยื่อยังดังลั่นไปทั่ว ไอชาหอบหายใจเหนื่อย เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าบนโลกนี้นั้นยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่โหดร้ายเช่นนี้ คำพูดทุกคำที่อากิระเคยเตือนเรื่องการแต่งตัว เรื่องที่ไปไหนมาไหนคนเดียวย้อนกลับมาทุกอย่างแต่ติดตรงว่าเธอไม่มีโอกาสแก้ไขอะไรอีกแล้ว

            กลุ่มชายหิวกระหายตั้งท่าจัดการกับเหยื่อตัวน้อยอย่างสบายใจด้วยการจงใจโลมเร้าปลุกเธอด้วยรสจูบกระหาย พวกเขาแน่ใจว่าหลังจากจัดการยามที่หอด้วยยานอนหลับแล้ว ไกลออกมาจากเขตที่อยู่อาศัยขนาดนี้ก็ไม่น่าจะมีใครตามมาเจอหรอก

            หรือเจอก็เจอแค่ ศพเท่านั้น...

 

            ลูกแกะตัวน้อยที่ถูกรัดรึงพยายามกระเสือกกระสนหนี รอยฟกช้ำจากการต่อสู้มากมายจารึกลงบนร่างสวยนั้นพร้อมกับกลิ่นคาวสัมผัสที่เจ็บจากการถูกตบบนใบหน้า

            “มึงอยากตายก่อนโดนใช่ไหม!” ชายหลายคนเริ่มไม่พอใจ พฤติกรรมชั่วช้านั้นดูเหมือนเป็นรางวัลจากการทำงานเสียมากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็คือสิ่งที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นสัตว์

            “ไอ้เดนมนุษย์! กูว่ามึงน่าจะตายมากกว่า!

            เสียงตวาดของใครบางคนดังขึ้นด้านหลังจนเหล่าอมนุษย์เหล่านั้นเหลือบหลังมอง แสงไฟจากไฟฉายสลัวส่องกระทบร่างผู้ที่เข้ามาใหม่ที่พวกเขารู้จักดีในฐานะลูกชายของคู่อรินายตน ผู้ชายที่มีข่าววงในว่ากำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำอาคิโมโตะกุมิที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก

            แววตาที่เคยเจอในคราวนั้นเปลี่ยนไปจนไม่อยากเชื่อ พวกเขาเห็นอากิระครั้งแรกเมื่อตอนที่เซนเอารูปถ่ายของอากิระมาชี้เป้าหมายให้ระวัง ในตอนนั้นชายหนุ่มก็เหมือนกันกับลูกเศรษฐีทั่วไป ไม่ได้รู้สึกน่าหวาดกลัวอะไรแบบนี้

            “อะ... อากิระ” เสียงเล็กของร่างที่สั่งเทาร้องเรียกทั้งน้ำตาในขณะที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาสีหน้าเรียบนิ่งเปี่ยมไปด้วยความโกรธราวกับภูเขาไฟที่กำลังพ่นลาวาทะลักออกมาเต็มที นัยน์ตาตี่เล็กจับจ้องมองอีกฝ่าย มันให้ความรู้ทั้งดุดันและน่าเกรงขามสมกับสิ่งที่เขาเป็น

            เงาของคนมากมายเดินมาล้อมระวังหลังให้กับผู้มาใหม่ในขณะที่หนึ่งในชายกลุ่มนั้นยึดจับร่างลูกแกะน้อยที่อ่อนแรงเต็มทีของพวกเขาหวังต่อรองกับมังกรหนุ่มผู้กำลังโกรธจัด

            “ขยับแม้แต่ก้าวเดียว นังนี่ไม่รอด”

            “เอาผู้หญิงมาต่อรอง นี่น่ะเหรอสันดานต่ำ ๆ ของพวกไอ้เซน” เสียงนั้นดังชัดถ้อยชัดคำในขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้แบบไม่กลัวเกรง

            “เป็นลูกยากุซ่าก็ไม่ต้องมาปากดีหรอก! พวกมึงมันก็ต่ำตมเหมือนกัน!

            เสียงนั้นตะโกนบอกกลับไปท่ามกลางรอยยิ้มของอากิระ หากแต่ว่าคำพูดนั้นกลับทะลวงลึกเข้าไปในโสตประสาทของไอชามากขึ้น เธอไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไรกันและไม่รู้ว่าความหมายนั้นที่เธอแปลความได้มันหมายถึงอะไร

            อากิระ... บางทีก็ไม่เหมือนอากิระ...

            ทั้งที่ถูกเรียกแบบนั้น... แต่ยิ้มทำไม...

            “...”

            เขาไม่ยอมตอบอะไรกลับมาทั้งนั้น นัยน์ตานั่นเหลือบมองคุมะในขณะที่ทุกคนเข้าประกบกลุ่มชายฉกรรจ์ด้วยดาบคาตานะเล่มยาว เหมือนราวกับว่าอยากให้การต่อสู้นี้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

            ร่างใหญ่ของพ่อบ้านตัวอ้วนท้วมสะท้อนในแววตาหญิงสาวที่ยืนนิ่ง ทุกฝีดาบนั้นแม่นราวจับวาง โลหะเย็น ๆ แผ่นบางเบาเชือดเฉือนผ่านเนื้อกายอีกฝ่ายราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นการร่ายรำต่างจากร่างกายอ้วนท้วนของเจ้าตัว

            พวกเขาในตอนนี้แตกต่างไปจากคนบ้านอาคิโมโตะยามปกติ...

           

            เพียงชั่วขณะที่อากิระก้าวล้ำเข้ามาจนถึงตัวชายที่จับไอชาเอาไว้ เรี่ยวแรงมหาศาลนั้นอาศัยโอกาสที่เขายืนเผลอเพื่อดึงตัวเหยื่อออกมาก่อนจะที่จะใช้แรงมากกว่าโถเข้าประเคนหมัดใส่ชายที่หยามหน้าเขาก่อน

            “กล้ามากที่มายุ่งกับเมียกู!” เขาตวาด อากิระถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้น ความเกลียดชังมากมายปะทุและบอกกับเขาว่าไม่ต้องการปล่อยให้มันได้มีโอกาสพูดอีกครั้งที่สอง

            “บอกมาว่าใครสั่ง”

            “...!” เขาคนนั้นดิ้นเพราะหายใจไม่ออก มือใหญ่กำยำนั้นเน้นแรงกดลงบนลำคอจนไร้ทางออกเสียงพูดพร้อมรอยยิ้มที่กว้างเสียจนเห็นเขี้ยวขาว ร่างสูงสง่าในชุดนักศึกษาของอาชิตะหยิบดาบวากิซาชิสั้น ๆ ที่ถือออกมาจากฝักช้า ๆ ก่อนจะตวัดวาดรอยลึกลงบนคออีกฝ่ายอย่างใจเย็นทั้งที่ภายในเดือดพล่านครองสติแทบไม่ได้

            “รู้ไหม? ว่าความกลัวตอนถูกหมายจะฆ่าน่ะเป็นยังไง? ยิ่งกับผู้หญิงตัวนิดเดียวแกยังทำได้... ฉันเลยไม่รู้ว่าจะเสียใจไปทำไมกับการฆ่าเศษมนุษย์อย่างแก”

            “อะ... อา... ปละ ปล่อยพวกเราไปเถอะ ระ เราแค่ได้รับคำสั่งมา!

            “สั่ง?” ฝ่ายคนถือไพ่เหนือกว่ายิ้มบาง “ถ้าหัวอ่อนขนาดใครสั่งทำเลวก็ทำ มันก็ไม่มีค่าพอมีชีวิตเหมือนกันแหละน่ะ ...บาย” รอยยิ้มจางฉายซ้ำไปมาในความมืดมิดพร้อมกับกลิ่นคาวที่คละคลุ้งเข้าจมูกจนน่าสะอิดสะเอียน

            ไอชากอดตัวเองที่สั่นเทาเพราะความหวาดกลัว หวาดกลัวทั้งกลุ่มคนที่คิดข่มขืน และทั้งแฟนหนุ่มที่เธอไม่อาจจะอ่านความคิดในใจเขาได้ตอนนี้...

            แต่ฆ่าคนน่ะ... มันก็ผิดนะ...

            “อะ อากิระ... พะ พอเถอะฉันไม่เป็นไร ปละ ปล่อยมันไปเถอะ... ระ เราไปจากที่นี่กันนะ” เสียงสั่นเครือนั้นร้องห้ามเมื่อรู้ว่าแฟนหนุ่มหมายจะทำอะไรกับคนตรงหน้า มือเล็กโอบกอดร่างของเขาเอาไว้ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาอิงซบกับแผ่นหลังกว้าง ความสงสัยมากมายเกี่ยวกับตัวตนของเขายังคงอยู่หากแต่มันต้องไม่ดีมากแน่ ๆ ที่เธอจะเห็นเขาฆ่าใครกับมือแม้จะเป็นคนที่ได้ชื่อว่าจะข่มขืนเธอเองก็ตาม

            “...ช้าไป”

            “นายหมายความว่าไง?”

            หญิงสาวเบิกตามองอากิระที่หันกลับมาหาเธอทั้งรอยยิ้มจาง บนใบหน้าขาวที่เธอแสนคุ้นเคยมีเลือดติดอยู่ประปรายในขณะที่เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากโอบกอดเธอเอาไว้ราวกลับกลัวจะเสียไปอีก

            เขาตกใจมากที่ตามเธอกลับมาแล้วพบเพียงข้าวของเธอหล่นกระจัดกระจาย... เขากลัวมากที่เห็นเธอถูกเหล่าชายแปลกหน้ากดขี่รังแก... และเขาคงรับไม่ได้ที่เป็นคนไม่ยอมรับสายเธอในตอนนั้น...

            ให้ชั่วมากกว่านี้ก็ไม่อยากเสียคนตรงหน้าไปอีกแล้ว...

            “...กลับกันนะ”

            คำตอบคนละคำถามหลุดรอดออกมาจากเรียวปากซีด อากิระถอดเสื้อที่ใส่มาคลุมร่างคนตัวเล็กกว่าด้วยรอยยิ้มสำนึกผิดโดยที่ไม่มีการหัดกลับไปมองร่างไร้วิญญาณนั้นอีก สองมือจากสองร่างที่เชื่อมโยงกันไว้ด้วยคำว่ารักเดินกลับไปอีกครั้งในเส้นทางเดิมที่พวกการ์ดจากบ้านอาคิโมโตะยืนรออยู่เพื่อพานายหญิงอันเป็นที่รักซึ่งยังอยู่ในอาการหวาดกลัวส่งโรงพยาบาล

            แต่จากสิ่งที่เธอเห็นในตอนนี้นั้น... มันกำลังสร้างคำถามในใจเธอว่าจริง ๆ แล้วโลกอีกใบหนึ่งของอากิระคืออะไรกันแน่...

            ครอบครัวที่เพียบพร้อมของสองฝาแฝดที่ร่ำรวยล้นฟ้าจนมีการ์ดเดินอารักขา... เรื่องราวที่เป็นมุมมืดของอาสึชิผู้เป็นพ่อของเขา... ความเกลียดชังที่มีต่อเซนและเซยะ... สิ่งที่ชายแปลกหน้าพวกนั้นบอก...

            ไหนจะคำพูดที่เขาเคยถามเธออีกในตอนนั้นที่ได้ไปกินข้าวต้มด้วยกัน...

            จริง ๆ แล้ว...

            นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเปื้อนน้ำตาเหลือบมองชายหนุ่มที่กำลังขับรถราวกับอยากจะพูดอะไรหลาย ๆ อย่างออกไป มันมีเรื่องมากมายที่เธออยากจะถามเขาแต่ก็รู้ว่าอากิระยังมีอารมณ์ไม่ปกติ แววตาคู่นั้นเย็นชา... ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนความเหน็บหนาวลึก ๆ ออกมาอย่างไม่สิ้นสุด

            “...เธอมีอะไรในใจใช่ไหมไอชา” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นถามขึ้นเบา ๆ อากิระยังคงมองไปข้างหน้าบนเส้นทางที่รถเคลื่อนไปด้วยความเร็วสูง ห้อมล้อมด้วยรถของเหล่าการ์ดที่ติดตามมาเพราะคำสั่งใครบางคนที่อยู่โรงพยาบาล

            “...อากิระ คือฉัน...”

            “...แปลกดีไหมที่ฉันฆ่าคนโดยไม่มีความรู้สึก... แปลกดีเนอะ ไอ้คุมะมันก็แค่การ์ดกาก ๆ บ้านฉัน... ฉันเป็นแค่ลูกครึ่งญี่ปุ่น พ่อฉันเป็นแค่นักธุรกิจแล้วบังเอิญรวย... ฉันเคยอยากให้เธอเชื่อแค่นั้น แต่เธอดันรู้แล้วสินะ...”

            “...ฉะ ฉันก็แค่...”

“...ฉันเข้าใจ ไม่มีใครอยากมีสามีที่เป็นลูกของยากุซ่าจริง ๆ หรอก... เอาจริง ๆ สักวันเธอก็ต้องรู้... สักวันเมรินก็ต้องรู้... มันเป็นเรื่องที่ฉันกับอาชิตะปิดไว้ไม่อยู่จริง ๆ สินะ... ไม่ว่าเราสองคนจะรักกันมากแค่ไหนก็ตาม”

            ไม่มีคำพูดใดออกมาจากทั้งสองคนอีก อากิระปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยการขับรถไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเช่นเดียวกับเธอที่ยังคงกอดปลอบตัวเองกับเรื่องที่ผ่านไป ความรักที่เธอมีให้เขาไม่มีวันย้อนกลับหลังหรือลดน้อยลง แต่ความรักครั้งนี้กำลังอยู่บนทางขนาน ทางที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร...

            ความสัมพันธ์ในคืนนั้นนำพาบางอย่างที่เกิดจากความรักของคนทั้งสองให้เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนแม้แต่น้อย... 

    

 

            “เมื่อไหร่จะนอนเนี่ย ไหนบอกว่าเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ยอมนอนสักทีนายน่ะ!

            เสียงใสของหญิงสาวดังขึ้นภายในห้องพักของโรงพยาบาล เมรินที่นั่งอ่านหนังสือมานานเงยหน้าขึ้นมองคนบนเตียงที่อยู่ข้าง ๆ อย่างไม่พอใจนักเมื่อเห็นว่าเขาทำตัวเป็นเด็กเล็ก ๆ

            “จะรีบนอนไปไหน นอนมาทั้งวันแล้ว” น้ำเสียงอ่อนแรงตอบกลับ นัยน์ตาสีดำเข้มละสายตาจากไอแพดของอากิระในมือมามองร่างเล็กที่ดุอย่างเสือของเมรินแล้วพูดต่อ “ไปเรียนก็ไม่ไป หนังสือก็ไม่อยากอ่าน... ถ้าวันนี้เธออ่านไม่จบฉันก็ไม่นอนหรอก”

            “แต่ว่า...”

            เมรินทำท่าจะเถียง และวันทั้งวันก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เขาจับได้ว่าเธอไม่ยอมไปเรียน อาชิตะก็เอาแต่สั่งและสั่งให้เธออ่านแต่หนังสือจนแทบไม่ได้พัก

            “อ่านเข้าไป หนึ่งอาทิตย์ที่เธอเอาแต่นั่งเฝ้าฉันเธอขาดเรียนไปเยอะมาก แล้วนี่ยังไม่ยอมไปเรียนอีก... เธอคิดว่าฉันจะมีความสุขเหรอที่เห็นเธอเกรดตก”

            “แต่ว่า...”

            “ไม่มีแต่ ทั้งหมดที่ฉันสั่งนี่ก็เพื่อเธอนะ...”

            คำพูดของเขาทำเอาเธอเงียบแบบช่วยไม่ได้ เมรินตัดสินใจเป็นฝ่ายหยุดเถียงเพราะไม่อยากไปกวนอารมณ์อาชิตะให้เจ้าตัวโกรธแล้วเป็นอะไรไปอีก ตั้งแต่เธอรู้ว่าเขาป่วยแล้วอารมณ์ขึ้นไม่ได้เขาก็กลายเป็นคุณชายที่นอนชี้นิ้วสั่งเธอมาตลอดทุกอย่าง

            แต่เอาเข้าจริง ๆ มันก็ดีนะเพราะเธอก็จะได้ไม่ทำร้ายหรือขัดใจอะไรเขาอีก แล้วมันก็อาจจะทำให้อาการที่ทรุด ๆ ทรุด ๆ ทุกวันนี่ดีขึ้นบ้างก็ได้

            “รู้น่าว่าเพื่อฉัน แต่นี่มันก็จะสี่ทุ่มแล้วนะ ให้ฉันพักบ้างสิ ฉันเห็นนายเล่นเกมนั่นมาหลายตาแล้ว เอามาแบ่งฉันเล่นบ้าง”

            ฝ่ายที่นอนอยู่เลิกคิ้วใส่ด้วยรอยยิ้ม อาชิตะยกไอแพดหนีเมรินที่มองด้วยสายตาเหมือนอยากเล่นพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ

            “เรียกว่าที่รักก่อน”

            “ไม่ต้องเลย วันนี้เรียกไปหลายรอบแล้ว...” ใบหน้าสวยมองด้วยหางตาใส่เหมือนจงใจแกล้ง จริง ๆ แล้วคำว่าที่รักมันก็ไม่ได้เรียกยากอะไรแบบนั้นหรอก แต่ตามใจมากเข้าเขาก็ยิ่งได้ใจ ตั้งแต่ป่วยมานี่ไม่ใช่แต่เธอที่ตามใจเขาทุกอย่างเพราะพ่อกับแม่เขานี่แทบหาเดือนและดาวปรนเปรอให้ลูกชายคนเล็กทุกสิ่งอย่าง

            “เรียกอีก...”

            “ไม่ พอแล้ว นอนซักทีเถอะอาชิตะ...”

            เขาทำหน้างอน้อย ๆ ก่อนจะยอมเข้าใจ อาชิตะส่งไอแพดให้ร่างเล็กแต่โดยดีทั้งทีนัยน์ตานั้นยังคงฉายแววกังวลอะไรอยู่ลึก ๆ

            “แต่อากิระกับไอชายังไม่กลับเลยนี่นา”

            “พี่ชายนานไปนอนที่บ้านหรือเปล่าเถอะ หมอนั่นเบื่อนายแล้วแหละ คนอะไรป่วยขนาดนี้แล้วยังจะดื้ออีก” เธอบอกกับเขาเสียงเข้มแต่ก็ได้กลับมาเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ จากชายหนุ่มเท่านั้น

            “...เฮ้อ! นอนก็ได้ ถ้าอากิระมาแล้วปลุกด้วยนะ”

            อาชิตะสั่งเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยแววตาตัดพ้อเหมือนเด็กเล็ก ๆ ก่อนจะยอมให้เธอปิดไฟห่มผ้าห่มให้แต่โดยดี เมรินเหลือบมองนาฬิกาติดผนังอีกครั้งแล้วก้มลงจูบส่งอีกคนเข้านอนโดยที่ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าในอีกแง่มุมหนึ่ง อาชิตะก็ไม่กล้าเล่าความกังวลในใจของเขาออกมา

            และแน่นอนว่ามันเกี่ยวกับพี่ชายฝาแฝดตนเอง... เกี่ยวกับลางสังหรณ์ที่ทำให้เขาต้องส่งพวกคุมะเพื่อติดตามอากิระไป...

            เรื่องที่เขาไม่รู้จะพูดกับเมรินยังไงดีกับสิ่งที่เขาและครอบครัวกำลังเผชิญ...
            รวมถึงเรื่องของอากิระที่เขาเก็บงำมันมาตลอดเกือบยี่สิบเอ็ดปีนั่นก็ด้วย



 

            

            แสงไฟนีออนสีนวลบนเพดานยังคงสะท้อนกระทบนัยน์ตาอ่อนล้าที่นั่งเอนลงบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยากเพราะความกังวล เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นพลิกผันและเปลี่ยนทุกอย่างของเขาและเธอที่ผ่านมาไปจนหมดทั้งที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

            อากิระไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเธอทำแผลเสร็จแล้วออกจากห้องฉุกเฉินมา เขาจะเริ่มบอกเธออย่างไรเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะยอมรับกับมันได้หรือไม่เมื่อสิ่งที่เห็นและความเป็นจริงนั้นเริ่มสวนทางกัน

            และสิ่งที่มันแย่ไปกว่านั้นก็คือเพราะความประมาทของเขาที่ปล่อยเธอเอาไว้ เธอถึงเกือบที่จะโดนพวกเดนมนุษย์นั่นรุมขืนใจแล้วกลายเป็นเพียงของเล่นสนองกามอารมณ์

            และถ้าเป็นอย่างนั้น...เขาคงไม่มีหน้าให้อภัยตัวเอง...

            “...”

            “...เป็นอะไรหรือเปล่า? ดูหน้าซีด ๆ นะ” น้ำเสียงเย็นของใครบางคนดังขึ้นเรียกสติที่หลุดลอยหายไปของคนตรงหน้าท่ามกลางเหล่าลูกน้องมากมายที่แหวกทางและโค้งให้นายเหนือผู้สูงศักดิ์

            “...ไอชารู้หมดแล้ว”

            “ทำไม มัน...กำเริบเหรอ?” น้ำเสียงของชายผู้นั้นแฝงไปด้วยความกังวลลึก ๆ อาสึชิถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเพราะความเป็นห่วง ทว่า... อากิระกลับปฏิเสธด้วยการส่ายหน้า

            “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราเป็นโกะคุโด... คนของพวกนั้นพูดขึ้นตอนที่ผมเข้าไปช่วยเธอ ผมฆ่าปิดปากมันไม่ทันก็เลย... ก็นั่นแหละยอมรับไปแล้วว่าเป็น” น้ำเสียงนั้นดูอ่อนล้าและในขณะเดียวกันมันก็แฝงความกังวลมากมายจนกลายเป็นแข็งกระด้าง

            “...แล้วไอชาว่ายังไง”

            “เธอก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้เธอช็อกหลายอย่างจนผมไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปทำร้ายจิตใจเธออีก... ต่อให้ล้างมือสะอาดแล้ว แต่คำว่ายากุซ่ามันก็จะยังติดตราหน้าพวกเราไปแบบนี้จริง ๆ เหรอครับ?”

            ไม่มีคำตอบใดดังกลับมาจากผู้เป็นพ่อนอกเสียจากการพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ อาสึชิเหลือบมองประตูบานใหญ่ของห้องฉุกเฉินที่ค่อย ๆ เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างเล็กที่นั่งนิ่งบนรถเข็นพร้อมผ้าพันแผลที่พันตามร่าง

            “...มะ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

            ลูกชายของเขารีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วงอย่างที่เขาเองก็ไม่อยากเชื่อมาก่อนว่าอากิระที่เป็นคนเย็นชาและจอมอาฆาตจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ยิ่งเป็นวินาทีที่สายตาเย็นชานั้นเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้น มันทำให้เขานึกถึงตัวเองมาตลอด...

            “โชคดีนะครับที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก มีเพียงแผลฟกช้ำและรอยถลอกจากการต่อสู้เพียงเท่านั้น เลยอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ครับ” คุณหมอเวรซึ่งเดินออกมายิ้มบอกกับอากิระที่ย่อตัวลงตรงหน้าหญิงสาว แววตานั้นของเขายังคงจับจ้องที่เธอแต่ก็อดที่จะหันไปขอบคุณแพทย์หนุ่มไม่ได้

            อย่างน้อยแล้ว... เธอที่เป็นทุกอย่างของเขาก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก...

            อากิระแยกกับอาสึชิที่ขอตัวกลับไปเพราะมีเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งสองตกลงกันที่จะพักที่โรงพยาบาลต่อเพื่อความปลอดภัยโดยที่เหมือนเธอเองก็พยายามจะทำทุกอย่างเหมือนปกติทั้งที่ภายในใจมันกลายเป็นความกังวลมากมายเข้ามาแทน...

“...นายร้องไห้เหรอ?”

ร่างเล็กที่นั่งนิ่งบนรถเข็นเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศทางเดินที่ดูเงียบงัน เพราะจวนจะใกล้รุ่งสางเต็มที ด้านหลังเธอนี้ไม่ใช่บุรุษพยาบาลร่างใหญ่หากแต่เป็นเขาพร้อมลูกน้องเดินตามมากมาย จริงอยู่ว่าคน ๆ นี้แท้จริงแล้วเป็นถึงลูกชายของยากุซ่า แต่ถึงอย่างนั้นชายผู้นี้ก็ยังเป็นหนึ่งเดียว ผู้ซึ่งเธอเองก็รู้สึกไม่อยากที่จะให้หายออกไปจากชีวิตไม่ต่างกัน

“...เปล่าหรอก” น้ำเสียงอ่อนโยนบอกกับเธอเบา ๆ อากิระทอดสายตามองคนตรงหน้าด้วยแววตาคลายกังวลมากขึ้นที่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกรังเกียจ

เข็นมาไม่นานก็ถึงห้องพักพิเศษที่อยู่ชั้นบน หน้าห้องเขียนป้ายชื่อผู้ป่วยไว้อย่างชัดเจนว่าคือน้องชายฝาแฝดของเขาพร้อมกับยากุซ่าในคราบการ์ดฝีมือดีที่ยังคงไม่ยอมหลับใหลยืนอารักขาความปลอดภัย

ภายในห้องเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ และสัญญาณชีพที่ปกติดีของคนที่นอนหลับใหลเท่านั้น ภายในคืนที่เหน็บหนาวและเงียบงันอากิระและไอชาแอบสบประสานสายตายิ้มเมื่อเห็นภาพตรงหน้าที่เห็นจนชินตา

ทุกวันเมรินจะเลือกมานอนฟุบหลับข้าง ๆ เตียงของอาชิตะ มือข้างที่ไม่ได้ถูกให้น้ำเกลือของเขาจะถูกเธอกุมเอาไว้ไม่ยอมปล่อยราวกับว่าไม่มีเวลาไหนที่ทั้งสองจะถูกแยกออกจากกัน

“...น่ารักเนอะ”

“อืม... ฉันเองก็เหมือนกัน จะไม่มีวันปล่อยเธออยู่คนเดียวอีกแล้ว” เขาบอกเสียงอ่อนโยน อากิระค่อย ๆ พาเธอเข้าไปในส่วนที่ทั้งสองพักอยู่ด้วยไม่ต้องการปลุกให้คู่รักที่หลับใหลตื่นขึ้นมา แล้วค่อยอุ้มไอชาที่ตัวเล็กกว่านอนพักบนเตียง

“แม้แต่เวลาอาบน้ำก็ด้วยหรือไง?”

“ถ้าทำได้ก็อยากทำนะ” เขายิ้ม

ร่างเล็กเหลือบมองด้วยรอยยิ้มจาง นิ้วเรียวเล็กนั้นค่อย ๆ บรรจงลูบไล้ใบบนกรอบหน้าซีดเซียวอย่างทะนุถนอม แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักแม้จะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาด้วยกันก่อนค่อยลากนิ้วปาดคราบน้ำตาที่เอ่อคลอนั้น

“...นายยังเป็นอากิระไม่ว่ายังไง เลิกคิดมากเถอะ”

“...ธะ เธอรู้?”

“เราไม่ได้เพิ่งมารู้จักกันนะ ฉันยังรักนายและรักมากขึ้นกว่าเดิม เรื่องที่จะอยากรับผิดชอบ อยากจะไม่ให้ฉันคลาดสายตาน่ะไม่เป็นไรหรอก... อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ช่างมันนะ”

เพียงแค่นั้น... ทุกอย่างที่อยู่ในใจก็ค่อย ๆ หายไปจนหมด อากิระผ่อนลมหายใจแผ่วเบาออกมาเบา ๆ มือใหญ่นั้นประคองเธอลงนอนด้วยความรักและเป็นห่วงเกรงว่าจนเช้าก็จะพาให้อีกคนไม่ได้พัก

“...ขอบคุณนะ”

ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาอีกจากร่างที่เพิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราเพราะความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เหลือเอาไว้เพียงเขาที่ยังคงไม่อาจจะข่มตาหลับลงเพราะความเคียดแค้นที่ฝังลึกกรีดลงภายในใจ

...ไม่มีทางหลบเลี่ยงกันพ้นอีกแล้วสำหรับเขาและเซน  ไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกแล้ว... นอกเสียจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องหายไปตลอดกาล... เพื่อปกป้องอาชิตะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกของเขาและไอชาที่เป็นคนรัก...

เขาจำเป็นต้องถลำลึกลงแบบนี้...แม้สุดท้ายแล้วมันจะเป็นการทำให้สิ่งสุดท้ายที่พยายามปกปิดเอาไว้ต้องหลุดลอดออกมาก็ตาม...

และเพราะเป็นฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน...

เขาจึงไม่อาจจะหนีพ้นจากความจริงที่ปิดบังใครมาตลอดชีวิต...

 

...

จูบสุดท้ายส่งเธอที่หลับใหลสู่ห้วงนิทราโดยไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนที่อากิระจะเดินออกไปพร้อมกับความรู้สึกที่ตัดสินใจแล้วอย่างแน่วแน่บางอย่าง... 


 

 

 

            จากคืนที่โหดร้ายเปลี่ยนเป็นรุ่งอรุณวันใหม่กลางเดือนหนาว แสงตะวันยามเช้าตรู่ค่อย ๆ ลอดผ่านดงตึกสูงระฟ้าในเมืองใหญ่พร้อมกับทุกชีวิตที่หลับใหลมานานได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องสี่เหลี่ยมหรูหราของโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงลิบลิ่วแห่งนี้

            นัยน์ตาสีนิลกรอกมองไปรอบ ๆ เตียงนอนด้วยความง่วงเพราะฤทธิ์ยาที่ยังไม่หมดดี แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกว่ามันอาจจะดีกว่าการนอนหลับไปเรื่อย ๆ ทั้งที่เวลาทุกอย่างนั้นยังคงถูกนับถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้...

            ปฏิทินที่วางเอาไว้ข้างหัวนอนรูปโคะรีแลคคุมะถูกขีดฆ่ามันลงไปในช่องวันที่อย่างที่เขาทำมาทุกวันด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ทุกครั้งที่เขาคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็ยังมีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาทำแบบนี้อีกครั้ง...

            ชีวิตที่ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปถึงเมื่อไหร่สอนอะไรให้กับเขาอย่างมากมายจนอาชิตะเริ่มรู้สึกว่าเขาอาจจะดูเหมือนคนแก่ที่ปลงกับโลกใบนี้มากขึ้นไปทุกวันเหลือเกิน จากสมัยเด็ก ๆ ที่เขาเอาแต่ถามพ่อกับแม่ว่าทำไมตัวเองต้องไม่สบาย ทำไมพวกตนไม่เป็นเหมือนเด็กคนอื่น ทำไมต้องทนทรมานกับการผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงวันนี้ที่เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจนหมด และทุกอย่างนั้นก็เพราะเธอคนนั้นที่ทำให้เขารู้สึกสนุกไปกับทุกวันตั้งแต่เด็ก ๆ

            เธอคนที่โชคชะตาพาให้ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้งในเวลาบั้นปลายของชีวิตเขา...

            “...”

            ไม่มีคำพูดใดดังออกไปจากปากร่างที่ยังคงนั่งนิ่งบนเตียงนอกเสียจากรอยยิ้มจาง ๆ ภาพแผ่นหลังของคนตัวเล็กกว่าในชุดลำลองหลังอาบน้ำใหม่ ๆ กำลังเก็บกวาดและเปลี่ยนดอกไม้ที่ลงทุนจัดเองในแจกันดูเป็นอะไรที่ชินตาและน่ารักดีไม่น้อยเหมือนกับว่าพวกเขาคือคู่แต่งงานใหม่ภายในโลกจำลองที่เรียกว่าโรงพยาบาลแห่งนี้

            “...”

            “ลุกมาทำไม? อีกสักพักใหญ่ ๆ หมอถึงจะเข้ามาตรวจนี่นา? นอนพักก่อนนะ” เสียงใสบอกกับเขาด้วยรอยยิ้มจาง เมรินละดอกสโนว์ดรอปในมือลงก่อนจะเดินเข้ามาหาเขาใกล้ ๆ แววตาของเธอนั้นเปี่ยมสุขทุกครั้งที่มองใบหน้ายามตื่นนั่น ด้วยความหวังว่าเธอจะเห็นมันไปทุกวันและนานแสนนาน...

            “ก็... มองดอกไม้เฉย ๆ ...มะ ไม่ได้แอบมองเธอหรอก”

            “อ๋อ เหรอ... ว่าแต่ชอบดอกสโนว์ดรอปใช่ไหมล่ะ?” เมรินถามเสียงใสเหมือนรู้ทัน ร่างเล็กสาวเท้าฉับ ๆ ไปเอื้อมหยิบดอกสโนว์ดรอปเมื่อครู่มาให้ชายหนุ่มแล้วพูดต่อ “นายรู้ไหมว่ามันมีความหมายน่ะแล้วก็เหมือนกับนายในตอนนี้ด้วยนะ”

            อาชิตะเลิกคิ้วมองอีกคนอย่างสงสัย ก่อนจะพลิกมองดอกไม้ในมือไปมาเหมือนเด็ก แล้วเงยหน้าถามต่อด้วยความงุนงง ...เหมือนที่ว่านี่คือสีขาวโพลนเหมือนเส้นผมเขาอย่างนั้นสินะ?

            “...เหมือนตรงไหนเหรอ?”

            “ฮ่ะ ๆ ก็สีขาวเหมือนผมนายไง แล้วก็นะมันชื่อว่าสโนว์ดรอป ฉันเลยนึกถึงนายที่เกิดในเดือนนี้... ถึงมันจะดูเหมือนดอกไม้เหี่ยวใกล้ตาย กลีบก็ไม่ได้บานอะไรเหมือนดอกไม้อย่างอื่นแต่แปลกไหมที่มันเป็นตัวแทนของความหวัง... เหมือนกันกับนายในตอนนี้ไม่มีผิด...”

            เธอบอกกับเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เมรินกุมมือที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นเอาไว้เบา ๆ ราวกับเธอต้องการจะสื่อความในใจทั้งหมดออกไป

            “...”

            “ฉันเชื่อว่านายจะต้องหาย”

            “...”

            คำพูดง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำจากเธอกลับมีเรี่ยวแรงอย่างประหลาด ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่มันอ่อนโยน นุ่มนวล และในขณะเดียวกันก็ห่อหุ้มหัวใจอันอ่อนแอและเหน็บหนาวเอาไว้ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่บังคับให้มันยังคงทำงานได้จนถึงตอนนี้...

            “อย่างที่บอกนั่นแหละ เราสองคนยังมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่ยังไม่เคยได้ทำ แล้วฉันจะไม่มีทางปล่อยนายให้หายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้งหรอกฝันไปเถอะ”

            เธอทำแกล้งทำหน้าเบี้ยว ๆ ใส่ แต่เพียงเท่านั้นมันก็ทำให้คนป่วยบนเตียงแอบหัวเราะออกมาได้

            “เธออยากเป็นหมอเกี่ยวกับประสาทและสมองไม่ใช่เหรอแต่ฉันเป็นโรคหัวใจ แล้วเธอจะดูแลฉันยังไงล่ะเมริน? หืม... ถ้าบอกให้เป็นโรคประสาทเพิ่ม ฉันไม่เอาด้วยนะ”

            “ฉันเปลี่ยนแผนแล้วหรอกย่ะ”

            เธอขึ้นเสียงสูงใส่เบา ๆ เมรินกอดอกน้อย ๆ ก่อนจะชำเลืองแหล่มองคนบนเตียงแล้วแสร้งพูดต่อ “...ฉันจะต่อแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจต่างหาก”

            “...”

            คนบนเตียงนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่เขาจะพยักหน้าเข้าใจเบา ๆ ดวงหน้าซีดเซียวนั่นยังคงมองหญิงสาวที่เป็นความหวังหนึ่งเดียวของเขาด้วยความรู้สึกผิดในใจ

            “ฉันทำลายความฝันเธอหรือเปล่า?”

            “เปล่าหรอก ฉันแค่ไม่รู้จะต่ออะไรในตอนนั้น แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าจะต่ออะไรแล้วทำไปเพื่อใคร ฉันจำได้นะว่านายเคยหลอกถามฉันตอนที่เรากลับจากค่าย ก็นะ... ก็ไม่รู้นี่นาว่าเป็น ก็เลยบอกไปว่าอยากต่ออย่างอื่นทั้งที่ก็ไม่อยากเรียนเท่าไหร่”

            “อ่าฮะ...” ชายหนุ่มพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเข้าใจ แค่คิดภาพว่าวันหนึ่งที่ตื่นมาจะมีคุณหมอประจำตัวอยู่ข้าง ๆ เขาก็รู้สึกไม่อยากตายเสียแล้ว

            แต่ก็นั่นแหละ หมอเล่นไม่ไปเรียนเลยเพราะเอาแต่เฝ้าคนไข้ แล้วเมื่อไหร่จะเรียนจบ!

            “...แต่หมอไม่ไปเรียนเลย...”

            “ก็หมอห่วงคนไข้” เธอทำแก้มปล่องใส่ก่อนจะหันหน้าแดงระเรื่อนั่นหนี... มันไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากไปเรียนหรืออะไร เพียงแต่เมรินเองก็รู้แก่ใจว่าเวลาของคนตรงหน้ากำลังหมดลง ต่อให้ปากจะบอกว่ามีความหวังยังไงก็เถอะ...

            ก็นะ... ไม่มีหัวใจดวงไหนเข้ากันได้กับคนตรงหน้านี้เลย... แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าผ่าตัดจะมีโอกาสหายขาดหรือเปล่า...

            เพราะงั้น...เธอถึงอยากใช้เวลาเพื่ออยู่ที่นี่กับเขาให้นานที่สุด...

            เพราะโอกาสนั้นอาจจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว...

 

            แม้จะไม่เข้าใจอาการเงียบไปของหญิงสาวแต่เขาก็พอจะเดาออกว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องชีวิตที่เหลืออยู่อันน้อยนิดของตนเอง แต่เขากลับไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้เลย...

            “...”

            “เอาน่า เดี๋ยวไปเรียนก็ได้ แต่เป็นตอนที่นายดีขึ้นกว่านี้แล้วกันเนอะ”

            “...สัญญานะ” รอยยิ้มจางค่อย ๆ ปรากฏอีกครั้ง อาชิตะยกนิ้วก้อยเกี่ยวกันกับเธอไว้เบา ๆ แทนคำสัญญาในขณะที่หญิงสาวขอตัวไปจัดดอกไม้ให้เรียบร้อยก่อนที่แพทย์ประจำตัวเขาจะเข้ามาตรวจอาการ

            …

            วันนี้ผลการตรวจค่อนข้างออกมาดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก จนคนไข้จอมดื้อขอเปลี่ยนเอาหน้ากากครอบให้ออกซิเจนออกเพราะหายใจเองได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเมรินที่ขอยืนลุ้นอยู่ห่าง ๆ มาก

แต่ทั้งที่เป็นเรื่องน่ายินดีแท้ ๆ หากแต่อาชิตะกลับรู้สึกบางอย่างเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างภายใต้สีหน้าของคุณหมอผู้นั้น จากความกังวลมากมายที่ก่อตัวขึ้น

“...ถ้าเป็นคำว่าผมอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน ผมชินแล้วครับ บอกมาเถอะ”

“ไม่ใช่หรอกอาชิ” ชายสูงวัยกว่าที่เขานับถือเหมือนเป็นอาแท้ ๆ ค่อย ๆ บอกด้วยสีหน้าเครียดทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น “...จริง ๆ มีคนมาติดต่อบริจาคหัวใจให้เธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแหละ หมอคิดว่าอวัยวะของเธอและเขาน่าจะเข้ากันได้ดี แต่ติดที่ว่า...”

“โรคหัวใจบริจาคให้โรคหัวใจเหมือนกันไม่ได้”

            ในความเงียบงันนั้นจู่ ๆ คนไข้ก็พูดออกมาด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย อาชิตะเอนตัวลงนอนถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความขมขื่นแล้วเตรียมพร้อมสำหรับคำถามมากมายที่กำลังถูกยิงออกมาจากปากของเมริน

           

            เขาว่าความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงนี่ไม่มีใครเกิน

 

 

            ท่าทางความลับที่โดนอุดปากไว้นานจะแตกซะแล้วล่ะงานนี้...

 

 

 


 

____________________________________


ไห... ไหจะไม่ลอยมาใช่ไหมเรื่องความลับของอากิระที่เฮียเป็นลูกยากุซ่า
ตรงนี้แอบทิ้งปมมาตั้งแต่แรก ๆ แล้ว <3 หวังว่าไหจะไม่ลอยมานะ
ช่วงนี้เฟซฮิเมะมีแต่ FC อากิระเต็มไปหมดเลย
ยังไงก็ติชมกันได้น๊า (ติมากก็ได้ไม่กัดงับบบ)

ปล. ไปปั่นต่อแล้วน๊า <3 แอบสปอยล์ว่าตอนนี้เราจะได้รู้ความลับของคุณพี่ชายกันรัว ๆ <3


ขอบคุณคห.ที่ 278 นะคะ <3 ฮิเมะยังไม่ลืมอาชิน๊า <3
ยังไงจะรีบอัพให้ถึงฉากนั้นไว ๆ น๊า
เรื่องราวหวาน ๆ ยังไม่จบลงค่า :D


18-09-2014 2:21
อ่า ขอลงก่อน๊า เดี๋ยวกลับมาแก้สำนวนใหม่นะคะ
ง่วงเหลือเกิน แต่ก็ปั่นจบตอนจนได้ ><

 

337 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 กันยายน 2557 / 19:53
    กรี๊ดดดด(?) ฮิเมะใจร้าย หมาป่าออกจะนิสัยดี แบบผมไง(?) ต้องหมาบ้านสิถึงหื่นเสื่อมเถื่อน//โดนเตะ

    ปล.อากิร้าาาาาา น่ารักๆๆๆๆ ฆ่าเลยๆฆ่าให้หมดทั้งโคตรเลย..//โดนเตะอเกน
    #281
    0
  2. #280 รารา (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 18:45
    ขอเรื่องของอาชิเเอนดืเมรินเยอะ ๆ ฟิน ๆด้วยค่า
    #280
    0