CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 67 : [[,,,Chapter 52,,,]] Shrive [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ส.ค. 57

JJ♕




52

Shrive


            “นึกว่าจะไม่ยอมช่วยซะแล้วแน่ะ” เสียงใสดังขึ้นเบา ๆ ภายในลานจอดรถของโรงพยาบาล เวลาดึกสงัดเช่นนี้บรรยากาศดูเงียบเชียบไม่น้อยในขณะที่อากิระจูงมือเธอเข้าไปในบริเวณโซนที่เขาจอดรถซึ่งอยู่ลึกและค่อนข้างมืดสลัวกว่าบริเวณอื่น

            นิ้วมือเรียวของอากิระหยิบกุญแจออกมาปลดล็อกรถก่อนจะโยนถุงขนมที่หอบมาใส่เบาะหลังอย่างลวก ๆ แล้วค่อยเอื้อมมือเปิดประตูรถให้กับไอชา

            “อืม”

            “นายมีอะไรในใจหรือเปล่า ดูเครียด ๆ ไปนะ...”

            “เปล่าหรอก จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากช่วย แต่พอคิดว่าถ้าเป็นตัวฉันเองที่นอนอยู่ตรงนั้น ฉันก็อยากมีโอกาสปรับความเข้าใจกับเธออีก” อากิระค่อย ๆ อธิบายก่อนจะอ้าปากหาวเบา ๆ ในขณะที่ค่อย ๆ ถอยรถออกจากช่องจอดโดยมีตุ๊กตาหน้ารถนั่งนิ่งเป็นกำลังใจให้เงียบ ๆ

            “...ฉันเองก็คิดเหมือนนายนั่นแหละ ดีเนอะที่วันนี้น้องเขาลืมของเลยกลับมาแล้วนายเองก็หัวไวให้น้องเขาไปแอบใต้เตียง ก็เลยได้ยินเรื่องราวจากปากอาชิแบบนั้น”

            “อืม แต่ดวงด้วยแหละ เพราะดันมาลืมเอาตอนประจวบเหมาะพอดี แถมมันก็ตื่นมาตอนนั้นพอดีด้วย” เขาตอบก่อนจะยิ้ม ๆ ชายหนุ่มขับรถยนต์ส่วนตัวซึ่งไม่ได้ใช้มานานออกมาจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

            ไอชาเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาราว ๆ สองทุ่มแล้วอย่างใจเย็น ตั้งแต่ตอนที่เห็นเมรินร้องไห้ฟูมฟายในแต่ละวันที่อาชิตะเป็นแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่แยแสแคร์ความรู้สึกใครถ้าไม่สนิทอย่างอากิระจะแสดงท่าทีที่เปลี่ยนไป เขาดูเครียด... โดยที่เธอไม่รู้และไม่กล้าถามว่าทำไม

            “...น่าสงสารน้องเมรินเนอะที่มารู้ความจริงเอาตอนนี้ เรื่องแบบนี้มันทำใจกันยากเนอะเพราะอาชิเหมือนไม่เคยแสดงอาการ ไม่เคยบอกอะไรกับเขาเลย เอาแต่ทนเก็บไว้กับตัวเอง... ฉันไม่รู้จะสงสารใครถูกดี... นายเองก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่าช่วงนี้นายเองก็เจอหลายเรื่อง เพราะอย่างนั้นมีอะไรก็ระบายออกมาได้นะ”

            “ไม่มีหรอก... ฉันรักเธอนะ”

            “หืม? พูดอีกอย่างตอบอีกอย่างหรือเปล่า?”

            “...พูดเอาไว้อย่างนั้นแหละ เผื่อสักวันไม่มีโอกาสได้พูด” อากิระตอบเพียงสั้น ๆ นัยน์ตาตี่เล็กนั้นยังคงมองไปยังถนนเบื้องหน้าซึ่งการจราจรไม่หนาตานัก แสงไฟสีส้มบนถนนทางหลวงในเดือนหนาวยังคงตัดกับท้องฟ้าสีดำมืดซึ่งถูกแต่งแต้มไปด้วยไฟประดับงานเฉลิมฉลองในช่วงท้ายปี

            มันคือฤดูหนาวปีแรกที่เขาไม่ต้องทนรู้สึกเหงาอีกต่อไป และมันก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดที่เขาจะจดจำมันเอาไว้..



            โดยที่ไม่มีคำพูดใดต่อ โตโยต้า พรีอุสสีแดงสดก็ค่อย ๆ ขับเข้าไปจอดในโรงจอดรถด้านหน้าของบ้านหลังใหญ่ซึ่งมีรถของอาชิตะจอดทิ้งเอาไว้ก่อนแล้ว ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดพาไอเย็นเข้ามาเป็นระลอก อากิระเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่บ่งบอกว่าเขาและไอชาน่าจะมาทันเวลามื้อเย็นพอดี

            บรรยากาศภายในบ้านที่เคยอบอุ่นกลับเหลือเพียงความเงียบงันที่เขาสัมผัสได้ แต่สาเหตุนั้นไม่ใช่เพียงเพราะอาการป่วยของน้องชายฝาแฝดอย่างเดียวหรอก อากิระรับรู้ได้ว่ามันยังมีอะไรที่มากกว่านั้นอยู่

            “คุณจะปล่อยให้มันรอดไปได้เหรอ! ลืมหรือไงอารดาว่ามันทำอะไรไว้กับพวกเรา!” เสียงเข้มของผู้เป็นพ่อดังขึ้นขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่นในห้องทำงานชั้นบนตามด้วยเสียงแตกของข้าวของ

            “ฉันไม่ได้ลืม แต่นี่มันเมืองไทยไม่ใช่ญี่ปุ่นที่คุณจะทำอะไรก็ได้!

            “จะที่ไหนผมไม่สนใจ! มันไม่เห็นจะเรื่องมากอะไรกับการจัดการคนชั้นต่ำพรรค์นั้นแค่คนเดียว สิ่งที่เซยะมันทำไว้กับเรามันกระทบไปถึงลูกที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แล้วยิ่งตอนนี้ถ้ามันบ้าขึ้นมา ถ้ามันบุกไปทำอะไรอาชิ ถามจริง ๆ ว่าทุกคนที่อยู่ที่นั่นมีใครสู้มันได้ไหม!” เสียงผู้เป็นสามียังคงดังลงมาจนถึงด้านล่างซึ่งพวกเขาไม่เคยได้รู้เลยว่าอากิระนั้นเองก็ยืนนิ่งฟังอยู่

            พวกลูกน้องชั้นล่างถูกเอ็ดจนกระเจิดกระเจิงลงมาจนหมดตามด้วยข้าวของที่แตกกระจาย

            “...มีอะไรกัน”

            “นายใหญ่กับนายหญิง...” คุมะเป็นคนแรกที่วิ่งมาหลบหลังอากิระ ชายร่างท้วมอธิบายเสียงสั่นเนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้พบเห็นได้บ่อยครั้งนักแต่มันก็พอจะทำให้ผู้มาใหม่เข้าใจสถานการณ์ อากิระเอื้อมมือเปื้อนเหงื่อไปจูงไอชาที่ยืนมองเขาด้วยความแปลกใจขึ้นไปในห้องนอนของตน

            ภายในห้องนอนซึ่งห่างกับห้องทำงานของผู้เป็นพ่อพอสมควรทำให้เสียงรบกวนน้อยลง ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยิ้มปลอบ

            “คงไม่มีอะไรหรอก”

            “จริงเหรอ? แต่เขาเสียงดังกันมากเลยนะ เอ่อ... แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะก้าวก่ายเรื่องครอบครัวของนายหรอก แค่ฉันฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกน่ะ ก็เลยไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ...มะ ไม่เป็นไรนะ มีอะไรนายระบายออกมาได้นะ

            เขายิ้มรับน้อย ๆ ก่อนจะเดินไปส่งอีกคนที่ห้องน้ำ อากิระมองเรือนร่างเล็กที่สาละวนกับการหยิบครีมบำรุงผิวเข้าไปในห้องน้ำแล้วจึงตัดสินใจเดินออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกที่เริ่มสงบลง

            “กลับมาเมื่อไหร่” เสียงของร่างที่เดินออกมาจากห้องทำงานเอ่ยถาม อาสึชิเหลือบมองลูกชายคนโตก่อนปั้นหน้ายิ้มบางปลอบ “มาเหนื่อย ๆ กินข้าวกันหรือยังลูก?”

            แม้จะรู้ว่านั่นคือคำปลอบโยนที่เสแสร้งก็เถอะ...

            “เพิ่งกลับมาถึงครับ” ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ อากิระรู้สึกเหมือนไอร้อนที่คุกรุ่นของผู้เป็นพ่อลูบไล้ใบหน้าและร่างกายเขา ความหวาดกลัวลึก ๆ นั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เคยเปลี่ยนไป

            “เดี๋ยวพ่อกับแม่มีเรื่องจะพูดกับลูก สะดวกคุยหรือเปล่า?”

            “เคยมีโอกาสให้พูดว่าไม่สะดวกด้วยเหรอ...” อากิระเล่นลิ้นน้อย ๆ แต่ก็ยอมรับโดยดี ชายหนุ่มเดินตามผู้เป็นพ่อซึ่งกัดฟันกรอดไม่พอใจคำตอบของเขานักไปตามทางเดินกว้างโดยมีอารดาเดินตามไปด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม

 






 

            “เจ็บมากไหม” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ กับร่างที่นอนอยู่บนเตียง อาชิตะเหลือบมองเจ้าของคำถามซึ่งนั่งจ้องเรือนกายที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตมากมายอย่างอ่อนแรง

            เขาไม่รู้ว่าเธอกลับมาที่นี่ได้อย่างไรและไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไม ทั้งที่เขาทำตัวแบบนั้นแต่เธอกลับ...

            “ไม่เป็นไรหรอก...”

            “หายไว ๆ นะ... ยังเหลืออีกหลายอย่างเลยที่เรายังไม่ได้ทำ” ใบหน้าสวยยิ้มบอก เมรินกระพริบตาถี่ ๆ ไล่น้ำตาที่เอ่อล้นนั้นออกไป เธอค่อย ๆ เกาะกุมฝ่ามือของอีกฝ่ายขึ้นมา ก่อนจะก้มลงจุมพิตเบา ๆ ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

            “อือ...” เขายิ้มตอบบาง ๆ อาชิตะเหม่อมองเพดานห้องด้วยความรู้สึกเสียดายอะไรบางอย่างแล้วค่อย ๆ เปิดปากถามสิ่งที่ค้างคามาตลอดในใจ

            “ไม่โกรธเหรอ ฉันนี่จอมโกหกเลยนะ”

            “...ไม่หรอก...พวกเราไม่มีเวลาเหลือพอที่จะมาเข้าใจผิดกันอีกแล้วนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันเองก็ไม่เคยทำอะไรดี ๆ ให้กับนายเลย เอาแต่ทำตัวงี่เง่า คิดงอนไปสารพัด...ไหนจะเรื่องเข้าใจผิดมากมายที่กว่าจะได้ปรับความเข้าใจกัน มันก็เกือบจะสายเกินไปแล้ว..."

"..."  คนฟังก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด นัยน์ตาสีเข้มนั้นฉายแววหม่นมองเมื่อนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอด แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของเธอคนเดียวหรอก ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความขี้ขลาดและไม่กล้าของเขาเองที่เอาแต่เก็บงำความกลัวนี้เอาไว้มาตลอด

เมรินยิ้มมองคนตรงหน้าเบา ๆ ทั้งน้ำตาก่อนจะพูดต่อ "...แต่ฉันก็ยังรู้สึกขอบคุณนะ...ขอบคุณที่นายยังไม่ทิ้งฉันไป ขอบคุณพระเจ้าที่ยังให้โอกาสพวกเราได้ปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง... ต่อจากนี้ไปฉันสัญญาว่าจะไม่ทำตัวงอนงี่เง่าใส่นายอีกแล้วนะ เพราะฉะนั้น...ขอให้ฉันได้ดูแลนายบ้างได้ไหม...ช่วยอย่าผลักไสฉันอีกเลยนะอาชิตะ..."

ไม่มีคำตอบใด ๆ จากร่างที่นอนนิ่งนอกจากน้ำตาใส ๆ ที่คลอเอ่ออยู่บนนัยน์ตาคู่นั้น อาชิตะเหลือบมองเธอก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้ารับเงียบ ๆ

อือ...ชายหนุ่มเหม่อมองเพดานห้องด้วยความรู้สึกเสียดายบางอย่างแล้วค่อย ๆ เปิดปากเล่าด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะความเหนื่อยอ่อน

ฉันไม่กล้าบอกกับเธอเรื่องสัญญานั่น เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะยอมคบกับฉัน” เขาตอบด้วยเสียงแผ่วปะปนกับเสียงลมหายใจขาดห้วงเป็นระยะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเลือกที่จะสารภาพในสิ่งที่เขาได้ทำเอาไว้ทุก ๆ อย่าง

“...ส่วนเรื่องโรคที่ฉันเป็น มีครั้งหนึ่งที่ฉันก็เคยคิดจะบอกกับเธอ แต่ว่าฉันก็กลัวว่าเธอจะรังเกียจ หรือไม่อย่างนั้นเธอก็อาจจะต้องมาทนเครียดกับเรื่องของฉันอีกคน...ฉันแค่ไม่อยากเห็นเธอไม่มีความสุขนะเมริน”

ภาพตรงหน้าของเมรินนั้นเลือนรางไปเพราะม่านน้ำตา เขาเองก็รับรู้ได้จึงพยายามบีบมือของเธอเบา ๆ เพื่อปลอบโยน ก่อนจะค่อย ๆ เปิดปากเล่าต่ออีกครั้ง

“ฉันทนไม่ได้จริง ๆ...ฉันก็เลย...ตั้งใจไว้ว่าจะบอกกับเธอเมื่อฉันไม่ไหวแล้วจริง ๆ และถึงตอนนั้นฉันก็จะทำทุกวิถีทางให้เธอเกลียดและทิ้งคนอย่างฉันไป...

“...”

แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ทำใจไม่ได้... วันนั้นฉันเลยตัดสินใจหนีออกมาเพื่อตามหาเธอเขายิ้มบาง ๆ “...ก็ไม่รู้นี่นาว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้

งั้นตอนที่ไปเข้าค่ายนั่น อย่าบอกนะว่านายก็หนีออกไปด้วยน่ะ...!?”

ไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากรอยยิ้มจาง ๆ แววตาของเขาฉายแววสำนึกผิดแกมทะเล้นเล็กน้อยแล้วมันก็ทำให้เธอที่กำลังจะดุกลับกลายเป็นยิ้มทั้งน้ำตา

“...บอกแล้วไงว่าฉันมันเป็นจอมโกหก เป็นจอมฉวยโอกาสที่หลอกกอดเธอ และให้เธอคิดไปเองว่าฉันเป็นอากิระที่ทำไปเพราะความโมโหที่ถูกน้ำจิ้มกระเด็นใส่เสื้อจนเปรอะ” ภาพตอนนั้นผุดขึ้นมาในหัวชายหนุ่ม อาชิตะยิ้มออกมาทุกครั้งที่นึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น ถึงจะพาลโกรธที่อีกฝ่ายจำเขาไม่ได้แต่ช่วงเวลาในตอนนั้นมันก็มีความสุขเหลือเกิน

“...” เมรินพยักหน้าตามน้อย ๆ อย่างเข้าใจ ภาพความสุขในตอนนั้นเองก็ทำให้เธอยิ้มออกมาได้ ถึงจะเผลอเรียกเขาว่าอากิระด้วยความเข้าใจผิดไป แต่นั่นก็คือช่วงเวลาที่เธอได้พบและได้พูดคุยกับเขาเป็นครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์ในสมัยเด็ก...

 “...ก็ตอนนั้นฉันคิดถึงเธอมากจนทำอะไรไม่ถูก...ทั้งเรื่องที่แอบสะกดรอยตามเธอไปที่บ้าน กับที่ร้านหนังสือสมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยมฯ อา...แถมเรื่องแอพ Find my friend ที่ฉันแอบติดตั้งไว้ในมือถือของเธอก็ด้วย...แต่มีอยู่สองเรื่องที่ฉันไม่เคยโกหกเธอ...เรื่องแรกคือฉันรักเธอ และอีกเรื่องคือฉันจะต้องหาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...

“สัญญาแล้วห้ามลืมนะ”

ประโยคนั้นทำให้ริมฝีปากซีดเซียวคลี่ยิ้มกว้างได้อย่างง่ายดาย นิ้วก้อยของเขาคว้าไปเกี่ยวไว้กับนิ้วก้อยของเธออย่างช้า ๆ แทนคำตอบก่อนจะใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ไม่มากนักยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของอีกฝ่ายเบา ๆ อาชิตะยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจแล้วหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน

แต่เพียงเท่านี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับคำสัญญาที่จะเชื่อมโยงหัวใจของคนทั้งสองเอาไว้ด้วยกันตลอดไป...

มือที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นถูกวางราบลงบนเตียงอีกครั้ง พร้อมกับมือเล็กที่ยังคงเกาะกุมเอาไว้ไม่ห่าง เมรินซุกหน้าลงบนขอบเตียงในขณะที่นัยน์ตาสวยเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องซึ่งบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ความเงียบงันภายในโรงพยาบาลทำให้เธอรู้สึกว่าวันเวลานั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่นั่นก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเขาและเธอในตอนนี้...และแม้ว่าจะเป็นห้องพักฟื้นของผู้ป่วยหนักก็ตาม แต่ก็โชคดีมากที่ทางโรงพยาบาลยังอนุญาตให้ญาติสามารถอยู่เฝ้าไข้ได้ตลอด... หญิงสาวหาวออกมาเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า เธอรู้สึกว่าเปลือกตาทั้งสองช่างหนักอึ้งจนยากที่จะลืมตา ก่อนที่ท้ายที่สุดก็ผล็อยหลับตามเขาไปอย่างช้า ๆ...

ม่มีใครสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ แต่หญิงสาวก็ยังเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ยังมีเขาอยู่เคียงข้าง ทั้งสองจะสามารถข้ามผ่านทุก ๆ เรื่องที่เลวร้ายในภายภาคหน้าไปด้วยกันได้ แม้กระทั่งเรื่องของเซน... ต่อให้เขาคนนั้นกลายร่างเป็นปีศาจร้ายภายใต้คราบของมนุษย์ เพียงเพราะความทะเยอทะยาน มักมาก และเจ้าคิดเจ้าแค้น เธอก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นใด ๆ อีกต่อไปแล้ว ตราบใดที่ 'วันพรุ่งนี้' ของเธอยังคงมีอยู่...


 



 

วันรุ่งขึ้น...

ตั้งแต่วันที่อาชิตะถูกหามเข้าโรงพยาบาลต่อหน้าต่อตาคนในมหาวิทยาลัยก็ผ่านมาร่วมสัปดาห์แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงความเป็นข่าวเด็ดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างหนาหูภายในคณะ ซึ่งทุก ๆ คนต่างเชื่อสนิทใจเสียแล้วว่าชายหนุ่มมีปากเสียงกับเพื่อนสนิทและหญิงคนรัก จนหลงเดินทางผิดไปพึ่งพายาเสพติดในที่สุ

ความเกลียดชังที่สะท้อนอยู่ในสายตาของเพื่อนสนิท นับวันก็ดูยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่องว่างมากมายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหมือนรอยร้าวที่ยากเกินประสานไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าอาชิตะอยู่ที่ไหน... เพราะเขาไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับอาการป่วยยกเว้นเพียงอาจารย์ที่ปรึกษาและเฮเซลที่เป็นน้องรหัสเพียงเท่านั้น แล้วในตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะกลับมาที่นี่อีกหรือเปล่า

แต่มันก็ไม่ได้เจ็บปวดไปกว่าการที่บางส่วนเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว... ตายไปจากโลกใบนี้ และตายไปจากการที่เคยได้รับตำแหน่งอดีตเดือนมหาวิทยาลัยผู้มากด้วยความสามารถคนนั้น...

Formal Language and Automata เทอมนี้ออกสอบเรื่องอะไรบ้างนะ?”

ใครสักกลุ่มปีสามเอ่ยขึ้นมาภายในมุมอ่านหนังสือเมื่อนึกถึงเวลาสอบซึ่งเหลืออีกไม่ถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเกิดขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อคนที่เคยทำหน้าที่ติวหนังสือสอบให้ถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม ดังนั้นสมาชิกที่เหลือจึงต้องรับมือกับผลกระทบครั้งนี้ด้วยการเตรียมตัวอ่านเอง

“...ยากอะไรแบบนี้ นี่ถ้าอาชิมันอยู่ก็ดีสิ!

ในที่สุดแทนผู้เงียบขรึมและมีหลักการก็เป็นฝ่ายพูดออกมาคนแรก ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้าหลังจากที่อ่านมานานก็ยังไม่เข้าใจ แทนนึกถึงสมัยก่อนที่มีอาชิตะอยู่ คน ๆ นั้นเคยอธิบายและสรุปเนื้อหาที่ค่อนข้างยากให้เขาจนเข้าใจ ...แต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว

“...” ทั้งกลุ่มเงียบกริบแล้วมองสบตากันก่อนเดย์จะส่งสายตาไม่พอใจนักให้กับเพื่อนสนิท

“พูดถึงมันไปก็เท่านั้น นั่นมันอดีต”

“ปล่อยมันไปเถอะ... อาชิมันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” หมวยพูดขึ้นเบา ๆ เธอยังคงอ่านหนังสือตรงหน้าเงียบ ๆ เช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ที่พยักหน้าเข้าใจ

แม้ในความเป็นจริงเธอและคนอื่น ๆ จะผูกพันกับอาชิตะมากเท่าไหร่แต่เมื่อความไม่เข้าใจนั้นยากเกินประสานต่อ การพยายามตัดขาดแล้วทำใจลืมจึงเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าสำหรับพวกเขา... ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็มักต้องพบกับความรู้สึกขาดหายเป็นธรรมดา...

เฮเซลซึ่งนั่งเงียบอยู่ไม่ห่างไปนักมองกลุ่มรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกไม่พอใจลึก ๆ แต่ก็ไม่อาจจะพูดอะไรออกไปได้ เขาคนนี้รู้อยู่เต็มอกมาตั้งแต่แรกว่ารุ่นพี่ในสายรหัสป่วยเป็นอะไรตั้งแต่เข้ามาเป็นนักศึกษาที่นี่ใหม่ ๆ บอกตรง ๆ ว่าเขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าอาชิตะจะเป็นได้ถึงขนาดนั้น แต่มันก็อาจจะเพราะกำแพงแห่งความกลัวของเจ้าตัวเองก็ด้วยที่ไม่กล้าทำตัวอ่อนแอออกมา

เฟซบุคของพี่รหัสถูกเปิดขึ้นในโทรศัพท์มือถือพร้อมกับข้อความแชทที่ทักไปนานมากแล้วแต่ไม่มีการอ่าน บนหน้าไทม์ไลน์ของอาชิตะไม่มีการอัพเดทสถานะใด ๆ มาตั้งแต่ช่วงเกือบเดือนก่อน ไม่การตัดพ้อใด ๆ กับเพื่อน ๆ นอกจากข้อความสุดท้ายที่เขียนสั้น ๆ ว่า ขอโทษนะเท่านั้น

เฮเซลไล่อ่านโพสต์เก่า ๆ ของพี่รหัสตนไปเรื่อย ๆ อย่างรู้สึกผิดลึก ๆ อาชิตะไม่ค่อยได้อัพเดทสถานะใด ๆ มากมายนักเพียงแต่เป็นรูปที่โพสต์ผ่านอินสตาแกรมมาอีกที นอกจากนี้ก็มีแต่ข้อความของผู้ติดตามบางคนที่เขียนในเชิงด่าทอต่อว่าเพราะข่าวเรื่องที่เขาเป็นคนไม่ดี

“...”

“คิดถึงมันเหรอ?” จอร์จที่เดินกลับมาจากซื้อขนมในโรงอาหารใกล้ ๆ เอ่ยถาม น้ำเสียงกวนนั้นทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเขา

“...แล้วพี่จอร์จไม่คิดถึงพี่อาชิเหรอครับ?”

ใบหน้าใหญ่ของรุ่นพี่ร่างท้วมเบ้ปากไปมากแทนคำตอบว่า ไม่ จอร์จถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะระบายความรู้สึกในใจออกมาสั้น ๆ

“คิดถึงมัน แต่เป็นมันคนเมื่อก่อน ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นทิ้งเพื่อนฝูงที่เคยกอดคอกันมา ไม่สนใจเรียนทั้งที่สมองก็ดี แต่ดันไปติดยา บ้าผู้หญิง... พี่ไม่อยากนับคนแบบนี้เป็นเพื่อนหรอก”

“มิตรภาพของคำว่าเพื่อนมันแผ่วเบาขนาดนี้เลยเหรอครับ? ทั้งที่พี่เขาอาจจะกำลังสู้กับโรคร้ายอยู่ก็ได้นะ”

“เฮ้ย! แล้วยังไงล่ะวะ เอาตรง ๆ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพี่นะเนี่ย ...แกคิดถึงมันก็คิดไปสิ แต่พวกพี่เอือมมันแล้วไง เรื่องโรคน่ะพี่ไม่เถียง ติดยางอมแงมหมดสภาพนั่นไงโรคร้ายที่พี่เห็นกับตา ช่วยไม่ได้นะ มันทำตัวมันเอง” จอร์จยักไหล่ไม่แยแส ชายหนุ่มเดินถือถุงขนมไปทางเพื่อน ๆ โดยที่เฮเซลไม่มีโอกาสได้พูดอะไรต่อ

แต่เดิมมากลุ่มของจอร์จนั้นเป็นกลุ่มที่มีอำนาจและเป็นที่เคารพที่สุดในบรรดาปีสาม สมาชิกแต่ละคนนั้นเป็นรุ่นพี่ที่ลงไปช่วยปีสองดูแลกิจกรรมรับน้อง จึงไม่แปลกนักที่หลาย ๆ คนจะเกรงกลัวเขาที่เคยเป็นพี่ว๊ากเพราะเสียงดังแถมตัวใหญ่

เมื่อทัศนคติต่างกัน สุดท้ายเด็กหนุ่มจึงแยกตัวออกมาด้านนอกเพียงลำพัง เฮเซลตัดสินใจโทรหาพี่รหัสเพราะความเป็นห่วงแม้จะรู้ดีว่าอาชิตะนั้นยังโกรธเคืองตนเรื่องในค่ายก็ตามที...

[...ขอโทษนะคะ อาชิตะหลับอยู่ค่ะ] ไม่นานนักก็มีคนรับสาย ปลายสายนั้นไม่ใช่พี่รหัสของตนอย่างที่คิดหากแต่เป็นเสียงหวานของผู้หญิงซึ่งเขาคาดว่าน่าจะเป็นเมริน

“ธะ... เธอ เมรินรึเปล่า? ฉันไงเฮเซลเอง” เขารีบแนะนำตัวบอกน้ำเสียงเลิ่กลั่ก

[อ๋อ! ขอโทษจริง ๆ นะ แต่อาชิตะคุณหมอให้ยานอนหลับมาตั้งแต่เช้าแล้วน่ะ อีกพักใหญ่คงจะตื่น มะ... มีอะไรหรือเปล่า?]

เพราะได้ยินแบบนั้นเฮเซลก็พลอยคลายกังวลลงไปด้วย ดูท่าทางแล้วเขาเดาเอาเองออกว่าอาชิตะน่าจะอยู่โรงพยาบาลแล้วถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

“...ฉันมีเรื่องที่ทำผิดมาตลอดอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องพี่เซน” เฮเซลเหลือบมองไปรอบ ๆ ก่อนเบาเสียงลง พร้อมกับที่ปลายสายเงียบไปสักครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นอีกเสียง

[เซน? ทำไม?]

เสียงทุ้มเกือบคล้ายกับอาชิตะดังขึ้นแทน เฮเซลรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นอากิระที่เป็นฝาแฝดเสียมากกว่า แล้วถ้าเจ้าของเสียงนี้เป็นอากิระล่ะก็... บางทีมันอาจจะถึงเวลาต้องพูดเรื่องสำคัญที่เขาทนเก็บมาตลอดแล้วก็ได้...

 

 

 

“จะไปไหนน่ะ?” เสียงใสของเมรินเอ่ยถามคนที่ลุกขึ้นจากโซฟาตัวกว้างหลังจากที่วันทั้งวันเขาเอาแต่ขดตัวนอนเอานิ้วถูไปมาบนจอไอแพดส่วนตัวอยู่ตรงนั้นไม่ยอมไปไหน ร่างสูงกว่าเมื่อได้ยินจึงหันกลับมามองต้นเสียง

“จะฝากซื้อของหรือไง?”

อากิระเหลือกตามองคนถามที่นั่งติดขอบเตียงไม่ยอมขยับเขยื้อนไม่แพ้เขา ชายหนุ่มหยิบเสื้อกันหนาวขึ้นมาพาดไหล่ก่อนจะค่อย ๆ เดินเลี่ยงไปหยิบกุญแจรถที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงคนป่วยด้วยกลัวจะทำให้แฝดน้องรำคาญ

“ปละ... เปล่า นี่นายจะไปตามที่นัดกันเมื่อกี้กับเฮเซลเหรอ?”

“อืม... ก็ใช่ แล้วก็ไปรับไอชาตอนเลิกเรียนด้วย” อากิระตอบเบา ๆ ใบหน้าผู้เป็นพี่ชายซึ่งอดหลับอดนอนเฝ้าน้องชายมาหลายวันดูโทรมลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นพอมาอยู่ร่วมกันจริง ๆ เธอกลับรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ดูเป็นพวกห่วงรูปลักษณ์เหมือนเกย์แบบเมื่อก่อนที่เธอเคยคิด

“...ตั้งแต่มีแฟนนี่ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นนะ” เสียงใสของ ว่าที่น้องสะใภ้เอ่ยกวนเบา ๆ แต่นั่นก็พอแล้วสำหรับการกระตุกหนวดเสือแบบเขา

“หมายความว่าปกติฉันมันไม่ใช่คนหรือยังไงฮะ!” เสียงสูงสวนกลับทันควัน อากิระเพ่งตาเล็ก ๆ ของเขามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีแกมโกรธแกมเล่น

“กะ... ก็นายเป็นแฝดอาชิตะแท้ ๆ แต่นิสัยนายนี่ไม่เห็นเหมือนอาชิตะเลย อาชิตะเรียบร้อย น่ารักกว่านายเยอะ นายน่ะเอะอะ ๆ ก็โมโห อาละวาด เอาตรง ๆ นะ นายน่ะไม่น่ามีแฟนสวยระดับพี่ไอชาได้เลยจริง ๆ” พูดจบร่างเล็กกว่าก็ยักไหล่เบา ๆ จนอากิระซึ่งเป็นพวกเลือดร้อนเดือดง่ายเดินเข้ามาจนชิดเตียงอีกฝั่งอย่างลืมตัว

“เออ! ก็ใช่สิเธอเป็นแฟนมันไงเธอก็ชมมัน ฉันเป็นแฟนไอชา ไอชาก็ต้องชมว่าฉันน่ะหล่อกว่าอยู่แล้ว อาชิมันเป็นผู้ชายประเภทพระเอกขี้โรคน่าสงสาร แต่ฉันนี่! แบบนี้เขาเรียกว่าเซ็กซี่ดูดีมีระดับต่างหาก! อย่า... อย่าคนระดับฉันไปเทียบเลยกับไอ้เด็กแห้งนี่!” เขาเถียงไม่หยุดจนหลุดสำเนียงญี่ปุ่นออกมาเพราะความรีบเร่งอยากเอาชนะ พูดไปก็ชี้มือเปรียบเทียบตนกับน้องชายฝาแฝดที่นอนหลับเพราะฤทธิ์ยาไปด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้จนเมรินถึงกับเถียงเขาไม่ทัน

“นี่นายเป็นลูกครึ่งนะ! แต่เถียงทีผู้หญิงไทยอย่างฉันนี่อายเลย!

“หึ! แล้วถึงหน้าจะเหมือนกันแต่เวลาไปพารากอนน่ะ สาว ๆ เขากรี๊ดฉันมากกว่านะไม่อยากจะอวด!

เมื่อไม่มีทีท่าว่าจะเถียงทันเมรินจึงจำต้องเล่นมุขตอบโต้แบบกำปั้นทุบดิน มือเล็กแสร้งกรีดกรายให้อีกฝ่ายเห็นว่าหยิบกระดาษทิชชูแล้วทำเหมือนจะเช็ดหน้าให้กับร่างที่นอนอยู่

“ทำอะไรน่ะ?”

“ก็นายพูดเสียงดังขนาดนั้น ก็ไม่รู้ว่าน้ำลายขี้โม้จะกระเด็นมาโดนหน้าอาชิตะหรือเปล่าน่ะสิ ไม่ได้เลยนะหน้าตาก็ดี เสียดายก็แต่มารยาทของนายจริง ๆ เฮ้อ! ไอ้หล่อแบบบาร์เกย์นายก็หล่ออยู่หรอก! แล้วไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน รู้ได้ไงว่าเขากรี๊ดนาย เขาอาจจะกรี๊ดผิดคนก็ได้ เพราะหน้าตาพวกนายสองคนเหมือนกันไง แต่ว่านะ... ยังไงอาชิก็นิสัยดีกว่านายหลายขุม

ฝ่ายน้องสะใภ้ป้ายแดงก็จีบปากจีบคอไม่หยุดจนอากิระไม่รู้จะเถียงอะไรต่อไป ได้แต่ยืนชี้หน้าคาดโทษอีกฝ่ายพลางคิดในใจว่าหากนี่ไม่ใช่คนที่น้องชายเขารักนักรักหนาคงมีทีท่าว่าจะได้โดนส่งไปขายเป็นเนื้อสดตามชายแดนเพราะความหมั่นไส้

แต่เอาเข้าจริง ๆ เขาเองก็รู้สึกตลกเสียมากกว่าจะเคียดแค้นจริงจัง พอมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ชายหนุ่มคิดไม่ออกเหมือนกันว่าเคยเกลียดแค้นเมรินเพราะแย่งผู้ชายกันไปได้อย่างไร...

“เมริน!” ยังคิดคำตอกกลับไม่ออกแต่เรียกชื่อข่มไว้ก่อน อากิระชี้หน้าอีกฝ่ายก่อนจะสะดุ้งเบา ๆ เพราะสายตาที่ใครบางคนมองอยู่

“...ทั้งคู่นั่นแหละ...” เสียงอู้อี้ของคนที่นอนอยู่ดังขึ้น อาชิตะปรือตามองทั้งสองคนที่ยืมประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งเตียงแบบไม่มีใครยอมใครแล้วถอนหายใจออกมาจนเป็นฝ้าสีขาวขุ่น แขนข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือยกขึ้นเกาศีรษะน้อยก่อนจะหาว

“พี่... ไปหล่อนอกประตูนะ เสียงดังจนไม่เป็นอันหลับเลย ...ที่รักก็อยู่นิ่ง ๆ นะครับ เสียงแหลมเข้าหูจนนอนไม่หลับแล้ว...”

“เอ่อ...” ไปไม่ถูกทั้งคู่เมื่อเจอคำพูดสกัดดาวรุ่งจากคนป่วย อาชิตะเหลือบตามองทั้งคู่ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ พร้อมนัยน์ตาที่เปี่ยมสุข

“เข้ากันได้ดีจัง...”

“จะกัดกันตายอยู่แล้วไม่อยากจะบอก!” อากิระตอบเสียงสูงก่อนจะปรายตามองคู่กรณีตัวแสบที่ยังมองจิกเขาไม่เลิกจนคนป่วยต้องกระแอมห้าม

“...ว่าแต่...จะไปไหนเหรอ?”

“...เอ่อ...”

คนบนเตียงมองจ้องแบบเหมือนต้องการคำตอบก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“ไปหาเฮเซลใช่ไหม?”

“...”

“ฉันได้ยินหมดแล้ว...” อาชิตะพูดขึ้นเบา ๆ ดวงหน้าซีดเหลือบมองพี่ชายฝาแฝดคล้ายกับว่าเขากำลังครุ่นคิดบางอย่างในใจก่อนจะตัดสินใจค่อย ๆ พูดออกมา

“...นายนัดกันที่ตึกคณะฉันใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น... ฉันรบกวนนายเรื่องหนึ่งได้ไหม? คือฉัน...”

ถ้อยคำขอร้องนั้นดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้องเงียบ อากิระเหลือบมองหน้าเมรินซึ่งดูตกใจกับคำขอนี้ไม่น้อย แต่หากมันเป็นความต้องการของอาชิตะแล้วล่ะก็... พี่ชายที่กลับตัวกลับใจมารักน้องชายจนยอมตายแทนกันได้อย่างเขาก็จำต้องทำตาม...









 

 

จากเวลาสายเปลี่ยนเป็นบ่ายคล้อยเต็มที ในหน้าหนาวเช่นนี้ดูเหมือนจะมืดไวกว่าเวลาอื่น ความเหน็บหนาวนั้นทำให้ภายในบริเวณหอพักนักศึกษาเงียบลงเพราะทุกคนต่างก็เข้าไปพักในห้องตน และมันก็เป็นเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เขาไม่ได้พบกับเธอคนนั้นอีก

นัยน์ตาสีไพลินคู่สวยเหม่อมองขึ้นไปภายในอาคารหอพักที่เริ่มเปิดไฟแล้วตามห้องต่าง ๆ และแน่นอนว่าต้องเป็นห้องพักของเธอคนนั้นที่เขามายืนรอก็ด้วย

แต่จนแล้วจนเล่า เมก้าก็ไม่เคยเห็นเธอคนนั้นอีกเลยจากตอนนั้น...

 

ผมชอบคุณนะ

คำพูดคำเดียวที่หนักปากในตอนนั้นนำพาความเหินห่างมาสู่ทั้งสอง ทั้งที่เขาเอ่ยมันออกมาจากใจจริงที่อยากให้เธอเข้าใจว่าเขาไม่ได้รักเมรินแบบนั้น

แต่ก็ดูเหมือนหลังจากตอนนั้น... เธอจะห่างจากเขา...

 

ไม่มีแม้แต่คำตอบว่าชอบหรือเกลียดกลับมาจากพิสต้า... ทุก ๆ อย่างกลายเป็นความสัมพันธ์ที่กำกวมตั้งแต่ตอนนั้นที่เขาไม่รู้ว่าควรจะจบเรื่องนี้ลงอย่างไรดี

หรือมันจะเป็นคำตอบสั้น ๆ ที่ทิ้งไว้แทนคำ ปฏิเสธรัก

 

“อาจจะดีแล้วใช่ไหมครับคุณพิสต้า กับคนที่มันเป็นแบบผม?”

คำถามนั้นสุดท้ายมันก็หายไปตามสายลมอย่างที่เขาคิด เมก้าทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มของมินิคูเปอร์คันน้อย ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้น ความผิดเล็ก ๆ ในใจที่เป็นต้นเหตุทุกอย่างทำให้อาชิตะกับเมรินผิดใจกันดูเป็นเรื่องใหญ่มากมายสำหรับเขา...

แล้วอะไรกันล่ะที่เขาจะสามารถลบล้างความผิดในใจครั้งนี้ลง...

อะไรกันล่ะที่เธอจะหันกลับมาสนใจเขาได้อีกครั้ง...

            ...

            หรือจะลบล้างความผิดด้วย เรื่องนั้นกันนะ?

            เรื่องที่เฮเซลเคยบอกกับเขาในตอนนั้น...

 

เมก้าถอนหายใจช้า ๆ ก่อนตัดสินใจขับรถออกไปจากบริเวณหอพัก ตลอดทางนั้นมีแต่ต้นไม้ประดับที่ลู่ยอดไปกับลมหนาวที่พัดผ่าน แสงดวงตะวันสีอ่อนเริ่มคล้อยลงต่ำเต็มทีทั้งที่เพิ่งจะบ่ายสี่โมงเย็นแท้ ๆ

กลุ่มนักศึกษายังมีให้เห็นบ้างในช่วงนี้ซึ่งก็ทำให้เขาไม่รู้สึกเงียบเหงาอะไรมากนัก ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังขับรถผ่านไปยังประตูหน้าซึ่งเป็นทางออกเขาก็พบกับอะไรบางอย่าง...

ภาพของรถยนต์ที่เขาคุ้นเคยว่าเป็นของเพื่อนสนิทสะท้อนอยู่ในแววตา ฟอร์จูนเนอร์คันใหญ่ทะยานขับเข้ามาท่ามกลางสายตาของกลุ่มนักศึกษาโดยรอบ กระจกรอบคันถูกติดด้วยฟิลม์กันแดดอย่างดีจนมองด้านในไม่เห็นอะไร ชุดไฟแต่งสีฟ้าด้านหน้าพร้อมกับตัวถึงสีดำขลับเป็นมันตัดกับกรอบป้ายทะเบียนรูปรีแรคคุมะสีฟ้าทำให้เขาถึงกลับชะงักงัน

มันไม่ใช่แค่เหมือน แต่มันคือใช่...

“...รถของโอ้?”

เขาตัดสินใจหมุนพวงมาลัยเลี้ยวตามรถคันนั้นไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อรู้สึกว่าเรื่องนี้เริ่มไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่างเพราะเพื่อนสนิทของเขาไม่น่าจะกลับมาที่นี่ในตอนนี้...

...



ฟอร์จูนเนอร์คันนั้นหยุดลงจอดหน้าตึกคณะอย่างไม่กลัวเกรง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นที่จอดสำหรับวิทยากรและอาจารย์ระดับสูงเท่านั้นในขณะที่สาว ๆ ในคณะซึ่งเดินออกมาต่างก็มองกันเป็นไก่ตาแตก

“อะ อาชิตะเหรอน่ะ”

“...ผีหลอกรึเปล่านะแก?”

“มัวแต่เมาท์กันอยู่ได้พวกแกน่ะ รีบไปห้ามเถอะ พวกพี่จอร์จกับพี่เดย์อยู่ข้างใน ขืนเห็นพี่อาชิล่ะก็เดี๋ยวพวกแกก็ได้ดูมวยกันหรอก! เขาตัดเพื่อนกันแบบไม่ยอมเผาผีแล้ว!

รุ่นน้องหน้าคณะต่างหยุดการซุบซิบเสียงดังไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะวิ่งเข้าไปในขณะในขณะที่เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต่างมองคนที่กำลังลงมาจากรถด้วยความกลัวลึก ๆ  และพร้อมเข้าขวางหากเกิดการปะทะ...

ไม่มีใครรู้ว่าเขาคนนั้นกลับมาที่นี่ทำไม...

และไม่มีสักคนที่รู้ว่าคนคนนั้นซึ่งเข้ามาที่นี่จริง ๆ แล้ว เขามาเพียงเพราะต้องการพบกับเฮเซลเพื่อพูดเรื่องเซนและเพราะคำขอร้องครั้งสุดท้ายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายฝาแฝดต่างหาก...

            อาชิตะต้องการจบทุกความสัมพันธ์ขัดแย้งจากความเข้าใจผิดที่ดำเนินมาตลอด ก่อนที่มันจะสายเกินไปกว่านี้

            แต่กลับการไหว้วานคนเลือดร้อนอย่างอากิระ...เรื่องนี้มันจะจบลงได้จริง ๆ แน่เหรอ?


 

________________________________________________
Talk with Hime
สวัสดีค่า หายไปสองสามวันเพราะติดภารกิจ(?)
พอดีถูกรางวัลแจ็กพอต(?) ช่วงนี้เลยมีเวลาปั่นนิดเดียวขอโทษนะคะ
แต่เดี๋ยวปั่นมาชดเชยนะ แล้วก็ได้รับคำวิจารณ์แล้ว (ดีใจมาก)
พวกเราจะพัฒนาต่อไปนะคะ อยากทำนิยายที่สมจริงมากกว่านี้ออกมานะ
เพื่อความรู้และความสนุกของทุกคน
>___<

CMM ภาคนี้ใกล้จะจบเต็มทีแล้ว (แต่ก็อีกหลายตอน Orz)
ถ้าจะจบแล้วฮิเมะกับพี่เมล่อนจะเข้ามารีไรท์นะคะ
(แก้คำผิด, ปรับแก้บางอย่างให้งานออกมาโอเคที่สุด)
เพราะอย่างนั้นถ้าใครมีข้อติชมตรงไหนบอกกันมาได้นะคะ
ขอบคุณจริง ๆ ค่ะที่ตามอ่านมาตลอด เพราะ CMM เป็นนิยายเรื่องแรก
ที่ไม่รู้ยาวขนาดนี้ได้ยังไง <3

ส่วนภาคหน้าถ้าพร้อมเปิดเผยรายละเอียดแล้วจะเอามาแปะนะคะ
(ไม่รู้จะมีใครตามไปถึงตอนนั้นไหม แต่เขียนเพราะความสุขจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ <3)

ปล. ฮิเมะไม่ได้ลืม อชิระจังที่อยู่ SERIES II นะ ไม่ได้ลืมมมมมมมมม


337 ความคิดเห็น

  1. #328 นนouj (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 16:40
    ชอบเรื่องนี้มาก จะติดตามต่อไปนะค่ะ เริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ
    #328
    0