CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 65 : [[,,,Chapter 50,,,]] Arrest II [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ส.ค. 57

JJ♕



50

Arrest II

  

            ความว่างเปล่าสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเข้มที่เบิกโพลง อากิระเหลือบมองไปรอบ ๆ ห้องพักที่เงียบสงัดไร้เงาของน้องชายฝาแฝด เหล็กที่เคยกั้นสูงข้างขอบเตียงนั้นถูกดึงลงมาข้างหนึ่ง สายน้ำเกลือและอุปกรณ์มากมายถูกถอดออก ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจาง ๆ บนเข็มให้ดูต่างหน้า ผ้าห่มกองยับย่นอยู่บนเตียงอย่างไม่เป็นระเบียบ บนพื้นใต้เตียงมีชุดผู้ป่วยที่ถูกถอดทิ้งเอาไว้แทนที่เสื้อผ้าและกระเป๋าเงินของเขาที่หายไป

ทั้ง ๆ ที่บอกว่าจะนอนพักผ่อนจนเขาตายใจ...

แต่ สุดท้ายมันก็แค่คำพูดโป้ปดของเด็กเลี้ยงแกะ...

“โธ่เว้ย! ปล่อยให้คลาดสายตาแปบเดียว! นายนี่มันรนหาที่ชัด ๆ” อากิระสบถเสียงไม่พอใจ เขากัดฟันกรอดระบายอารมณ์โทสะ ที่ยิ่งกว่าความโกรธนั้น ก็ยังมีความกังวลและหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ ด้วย

            “มะ มีอะไรครับนายน้อย...” ลูกน้องคนสนิทของผู้เป็นพ่อรีบวิ่งเข้ามา ชายสูงวัยเห็นสีหน้าเคร่งเครียดนั้นจึงอดกังวลไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในขณะที่เขาไม่อยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่อากิระจะบันดาลโทสะเข้ากระชากคอเสื้อสูทหนา

            “นายปล่อยอาชิตะหนีไปได้ยังไง!

            “นะ น้อยอาชิตะ?” พวกการ์ดที่อยู่ด้านหลังมองหน้ากัน ชายคนหนึ่งระลึกได้ว่าคนที่สั่งให้ห้ามเข้ามารบกวนก็คือคนตรงหน้าไม่ใช่หรือ?

            “มันปลอมตัวเป็นฉันแล้วหนีออกไป! ฉันอาบน้ำอยู่จะไปสั่งพวกแกทุกคนแบบนั้นได้ยังไง ปัดโธ่เว้ย!

“หะ หา!

คิมูระ! โทรรายงานคุณพ่อว่าอาชิตะหายตัวไป...ส่วนพวกแกก็รีบออกไปตามมันกลับมา ไม่ต้องหยุดจนกว่าจะหามันเจอ เดี๋ยวนี้!!ชายหนุ่มชี้มือสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อมองสารรูปตัวเองที่ยังนุ่งเพียงแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว แต่กลับเกิดเรื่องวุ่นวายให้เขาต้องคอยสะสางอีกแล้ว

จำเอาไว้ด้วยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมันแม้แต่ปลายเล็บ พวกแกเองก็ต้องชะตาขาดเหมือนกัน!

            นายเหนือตะโกนก้องไล่หลังไปอย่างขุ่นเคือง และทำได้เพียงภาวนาว่าจะไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นเสียก่อนที่คนจากอาคิโมโตะจะตามตัวพบ

            เพราะถ้าหากน้องชายเพียงคนเดียวที่คลานตามกันมาเป็นอะไรไปล่ะก็...เขาเองที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลอาชิตะ ก็ต้องรับผิดชอบด้วยชีวิตไม่ต่างกัน...

 

           

            แท็กซี่คันนั้นค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงเพื่อส่งชายหนุ่มลงตรงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย อาชิตะจ่ายเงินจากกระเป๋าเงินของอากิระที่จงใจหยิบออกมาด้วย หลังจากรับเงินทอนชายหนุ่มก็เริ่มออกตามหาเมรินต่อไปด้วยความเร่งรีบ

            ทันที่ที่ก้าวเข้ามาก็รู้สึกเลยว่าสายตาไม่เป็นมิตรหลายคู่จ้องมองเขาอยู่ด้วยความสงสัย ราวกลับว่าเขาคือส่วนเกินและเป็นคนที่ไม่สมควรได้กลับมาที่นี่อีก

            “สภาพอย่างกับติดยามาเลย ดูสิ ไม่เหลือเค้าเดิมของเดือนมหาวิทยาลัยเลยจริง ๆ” ใครคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นเขาอีกครั้ง ท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาจำนวนมากต่างหันมองเป็นทางเดียวกันจนมันดังไปถึงพวกของจอร์จและเฮเซลที่ยืนอยู่หน้าตึกคณะ

            “...มันกลับมาได้ยังไง...” ใครสักคนในกลุ่มพูดขึ้นในขณะที่ทั้งหมดเดินเข้าไปดักหน้าร่างที่ชุ่มเหงื่อท่าทางอ่อนแรงนั้นเอาไว้

            “แกกลับมาที่นี่อีกทำไม”

            “...”

            ไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากแววตาไร้อารมณ์ที่สะท้อนความเหนื่อยอ่อนออกมาลึก ๆ อาชิตะถอนหายใจอ่อนแรงก่อนจะขอเดินเลี่ยงออกไปด้วยไม่ต้องการทะเลาะ

            “ถามทำไมไม่พูดวะ?”

            “...ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน...” น้ำเสียงอ่อนแรงนั้นฟังดูคล้ายคนป่วยเข้าไปทุกที อาชิตะพยายามหายใจลึก ๆ ทรงตัวยืนให้อยู่

            “จนถึงตอนนี้นายก็ยัง...”

            แทนถอนหายใจมองคนตรงหน้าด้วยไม่อยากเชื่อว่าอาชิตะจะยังคิดถึงเมริน เขาไม่เข้าใจเหลือเกินว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มตั้งแต่มีผู้หญิงที่เป็นดาวมหาวิทยาลัยคนนั้นเข้ามาในชีวิต ไหนจะข่าวดังเรื่องที่อาสึชิผู้เป็นพ่อของเขาก่อเรื่องทะเลาะวิวาทอีก

            “ทำไม... ถึงทำเพื่อผู้หญิงคนเดียวขนาดนี้วะ”

            “ปล่อยฉันไปซักทีเถอะ ฉัน... อยากจะเจอเมริน”

             อาชิตะ!แทนกำหมัดแน่นอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าผู้เป็นเพื่อนที่คบกันมาร่วมสามปีจะทำอะไรงี่เง่าแบบนี้ แววตาของร่างผอมแห้งยังคงมองจ้องเขาด้วยความอ่อนล้า อาชิตะตรงหน้าเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนในช่วงเวลาที่เคยทะเลาะกัน

            “ถ้า... นายเหลือเวลาไม่มากแล้วบนโลกนี้ นายจะเลิกถามฉันว่าทำไม”

            “นี่เพ้อใช่ไหมวะ?” จอร์จตะคอกใส่แบบไม่เหลือเยื่อใยใด ๆ สายตาเพื่อน ๆ ทุกคนมองเห็นรอยแผลจากน้ำเกลือที่ข้อแขนของชายหนุ่ม ต่างก็ทำท่าเอือมระอา

            “นี่เป็นขนาดนี้เลยเหรอวะ!? ...แกมันไม่เหลือเค้าคนเดิมแล้วนะอาชิ! แค่ตัวเมียทิ้ง แค่เพื่อนไม่สนใจ แกถึงกับลาออกไปเล่นยาเลยเหรอ! สมองที่มันเคยมีใต้หัวหงอก ๆ นี่มันหายไปไหนหมดวะ!” เดย์เป็นอีกคนที่เดินเข้ามาถามอย่างเหลืออด มือใหญ่ของเขาจับคางของผู้ถูกถามให้หันมา และยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นว่าดูโทรมมากแค่ไหน พวงแก้มนั้นซูบตอบลงไปมาก ไหนจะแววตาที่ดูอ่อนแรงนั่นอีก

            “...เสียใจว่ะที่เคยชื่นชม”

            หมวยเป็นอีกคนที่เดินเข้ามาในขณะที่เฮเซลที่ยืนมองทำได้เพียงตัวสั่นกลัว เขาเองก็ไม่อยากเชื่อภาพที่เห็น... เมื่อในความเป็นจริงเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าเคยไปเยี่ยมพี่รหัสมา...ด้วยอาการของโรคอะไร...

            “ด่าเสร็จหรือยัง... ฉันควรจะไปได้หรือยัง?...”

            น้ำเสียงแหบแห้งพร้อมจังหวะหายใจเร็วถี่นั้นยิ่งยั่วอารมณ์โกรธของพวกเพื่อน ๆ มากขึ้นไปอีก ร่างกายที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่เหลือเค้าให้สงสารมากเท่ากับความรู้สึกขยะแขยง พวกเขาเชื่อสนิทใจเสียแล้วว่าอาการผอมแห้งนั้นมาจากการติดยาเสพติด

            แต่สำหรับอาชิตะ... เขาไม่มีเวลามากพอกับการที่จะต้องมาแก้ความเข้าใจของใครอื่น นอกจากเมรินเพียงคนเดียว...

            “...”

            “ปล่อยมันไป... ถ้ามันจะฉลาดได้แค่นี้” จอร์จบอกกับแทนด้วยท่าทีหัวเสีย ซึ่งแม้จะไม่เต็มใจนักแต่แทนก็ยอมแต่โดยดี ทั้งหมดเดินจากไปเหลือเพียงเฮเซลคนเดียวที่โผเข้ามากอดทั้งน้ำตา

            “ทะ... ทำไมรุ่นพี่ไม่บอกเขาไป! ทำไมรุ่นพี่ยอมให้เขายืนด่าทั้งที่ไม่ได้ทำล่ะครับ!

             อาชิตะชะงัก... นัยน์ตาอ่อนล้าคู่นั้นหันมองรุ่นน้องสายรหัสอย่างอ่อนแรงเต็มที เขารู้มาตลอดว่าเฮเซลนั่นแหละที่เป็นคนทรยศเขาก่อน แต่ทำไม... ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เข้าใจเขาล่ะ...

            “...เพื่อให้ทุกคนเกลียด...”

             นี่รุ่นพี่บ้าไปแล้วจริง ๆ เหรอครับ!?” รุ่นน้องถามด้วยเสียงสูงอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่อาชิตะตัดสินใจผลักเฮเซลออกด้วยความรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน สายตาคู่นั้นฉายแววดุร้ายทั้งที่น้ำตาเริ่มไหลเอ่อ...

            “นายไม่ใช่เหรอ คนแรก ๆ ในคณะที่รู้ว่าฉันเป็นอะไร! นายไม่ใช่เหรอที่เป็นเครื่องมือของไอ้เซนที่พยายามหยิบยื่นความตายให้ฉัน ...นายรู้ดีว่าฉันรักเมรินแค่ไหน แล้วจะมาขวางทำไมวะ!

            ทำได้เพียงตะคอกแล้วเดินจากไปทั้งน้ำตาที่รินไหลลงมา ลมหายใจที่พลุ่งพล่านเพราะอารมณ์โกรธทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าแต่ละย่างก้าวนั้นช่างแสนยากเย็น...แต่หากว่าสุดปลายทางนี้ยังคงมีผู้หญิงที่ชื่อเมรินอยู่แล้วล่ะก็...

 

             อีกด้านหนึ่งของความโกลาหล พิสต้าเองก็ได้รับข้อความจากเมก้าและเมรินให้มาพบกันที่โรงอาหารข้างตึกคณะไอซีที ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากอาชิตะมากนัก แต่ยิ่งอ่านข้อความมากเท่าใดความสงสัยหลาย ๆ อย่างก็ยิ่งบังเกิด

             นัดกันที่โรงอาหาร เวลาเที่ยงครึ่ง... มีโปรเจ็กจะให้ดูที่นั่น...

            หญิงสาวอ่านทวนซ้ำอีกครั้งอย่างงุนงง ปกติแล้วทั้งสามคนมักจะไปนัดกันทำงานที่ห้องสมุดมากกว่าจะมาที่โรงอาหาร แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรเสียคาบเรียนนี้เธอก็ว่าง

            ร่างเล็กสะพายกระเป๋าด้วยท่าทีรีบร้อนขณะที่เดินฝ่าฝูงชนตรงหน้าไปยังจุดหมาย แต่ในขณะนั้นเองที่พิสต้ารู้สึกราวกับว่าได้ชนอะไรบางอย่างจนล้มลงไป

            “ขอโทษนะคะ... เฮ้ย! เดี๋ยวนะ! นี่นายหล่อตี๋ไม่ใช่เหรอ?” พิสต้าร้องเสียงสูงด้วยไม่อยากเชื่อสภาพของคนตรงหน้า หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าอาการของคนโดนชนไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน

            “...ชะ ช่วยพาฉันไปหาเมรินได้ไหม?”

            “นายเองก็มาหาเมรินเหรอ... ได้สิ เดินไหวไหมเนี่ย” พิสต้าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือเล็กของเขาดึงร่างที่ใหญ่กว่าให้ลุกขึ้นเดินไปด้วยกัน ถึงจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่เธอก็รู้สึกได้เลยว่าเขาเปลี่ยนไปมาก

            อาชิตะหอบเหมือนคนอ่อนแรงเต็มทีในขณะที่เดินตามพิสต้าไป แต่ในตอนนั้นเองที่ทั้งสองได้เห็นภาพของชายหญิงคู่หนึ่งอยู่ตรงหน้า...

...

            “...คุณจะเป็นแฟนกับผมได้ไหมครับ...” เสียงที่คุ้นเคยของใครบางคนพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง ดอกกุหลาบสีแดงสดช่อใหญ่ท่าทางราคาแพงถูกยื่นให้กับหญิงสาวคนหนึ่ง เรือนผมเป็นลอนสีน้ำตาลเข้มของเธอนั้นสะท้อนในแววตาสีเข้มของผู้มาใหม่

            อาชิตะหยุดชะงักมองคนทั้งสองตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ...เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมน้ำตาอุ่น ๆ มันถึงได้ไหลออกมา...ทำไมถึงได้รู้สึกราวกับว่าอะไรสักอย่างหล่นทับขวางอยู่กลางอกจนเจ็บจุกไปหมด...ทำไม...ทำไมใบหน้าของเธอคนนั้นมันช่างเหมือนกับ...           “...”

            “ค่ะ...”

            แม้เพียงประโยคเดียว... แต่เสียงนั้นก็ช่างเหมือนเหลือเกิน เหมือนกับผู้หญิงที่ทำให้เขาพาตัวเองมาถึงที่นี่... รอยยิ้มบนใบหน้านั้นช่างมีความสุขสมยิ่งนัก ในขณะที่ผู้ชายที่อยู่ข้าง  ๆ นั้นกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ

            ทำไม... ทำไมล่ะ... ทำไมเธอคนนั้นถึงเหมือนกันกับเมรินเหลือเกิน...

            “...”

            ริมฝีปากซีดเซียวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม นัยน์ตาสีนิลคู่งามบัดนี้กลับแดงก่ำจากความพยายามกักกลั้นบางอย่างไว้ไม่ให้หลั่งรินลงมามากกว่านี้... ดวงหน้าซีดนั้นส่ายไปมาอย่างแรงราวกับว่าสมองของเขากำลังต้องการปฏิเสธในภาพความจริงที่ได้เห็นตรงหน้า... เมรินกอดคอแล้วยิ้มอย่างมีความสุขมากเหลือเกินกับเมก้า... มีแค่เขาและพิสต้าที่ยืนตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก...







 

            “มะ ไม่จริง... ปะ... เป็นไปไม่ได้...” น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นเบา ๆ อาชิตะส่ายหน้ากับตัวเองพร้อมหยดน้ำตาที่มันไหลออกมาเกินเก็บกลั้น เขาทำใจรับภาพตรงหน้าไม่ได้ ...ภาพความสุขที่เขาวาดฝันเอาไว้พังทลายลงเพียงในชั่วพริบตา เมื่อได้เห็นประจักษ์เต็มสองตาแล้วว่าเมรินนั้นตอบตกลงคบหาดูใจกับเมก้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตนเอง

            “...”     

เขายืนนิ่งตะลึงงันเพราะทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าซูบซีดชาราวโดนตบซ้ำ ๆ หัวสมองเหมือนโดนท่อนเหล็กหนากระหน่ำฟาดใส่จนมันเหลวแหลกไม่เป็นชิ้นดี เขาไม่อาจรับรู้สิ่งอื่นใดนอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นถี่แรงเพราะความกดดัน

            “อะ อาชิตะ?”

            เสียงของเธอเรียกชื่อเขาอย่างไม่อยากเชื่อ นัยน์ตาของหญิงสาวปราดมองมาทางชายหนุ่มเหมือนราวกับเห็นผี เธอผละออกจากอกของเพื่อนฝรั่งจอมทรยศทันทีและตั้งท่าวิ่งกรูมาหา

...ก่อนภาพเบื้องหน้าจะเปลี่ยนไปสีดำวูบจนดับสนิท พร้อมความรู้สึกหัวใจเต้นกระตุกแรงราวกับถูกผลักลงจากผาสูง

            “เฮ้ย!” พิสต้าร้องตกใจเมื่อจู่ ๆ คนข้าง ๆ ก็ล้มตึงลง อาชิตะนอนก้มหน้าอยู่กับพื้นปูนโรงอาหารพร้อมกับบรรดาไทยมุงที่รีบลุกเข้ามาตีวงดู

            “นายหล่อตี๋! นายเป็นอะไร! ทำใจดี ๆ ไว้ก่อน”

            เสียงแหลมนี่น่าจะเป็นพิสต้าที่บอกกับเขา เธอพลิกร่างใหญ่กว่าให้หงายหน้าขึ้นรับอากาศแต่ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นดวงหน้าไร้สง่าราศีนั้นซีดเหมือนกับกระดาษ อาชิตะเบิกตาโพลง คิ้วหนานิ่วขมวดเข้าหากันเป็นปมพร้อมกับจังหวะหอบรุนแรง ทั้งปากทั้งจมูกไล่คว้าหาอากาศเหมือนคนกำลังขาดใจตามด้วยเหงื่อมากมายที่ออกชุ่มร่าง

            “อาชิตะ!” เสียงใสของเมรินเรียกเขาใกล้ ๆ เธอรีบถลาเข้ามาดูอาการคนตรงหน้าด้วยความตกใจ มือไม้สั่นเทาทำอะไรไม่ถูก

            “...” ความเจ็บจุกบริเวณหัวใจทำได้เพียงดันนัยน์ตาอ่อนแรงปรือมองเจ้าของเสียง อาชิตะพยายามขยับเรียวปากขึ้นลงอย่างเหนื่อยอ่อนด้วยอยากบอกอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องหลับตาปี๋กุมมือไว้บริเวณอกแน่นเพราะความเจ็บปวดซึ่งแผ่ออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำจิตใต้สำนึก

            เขาไม่รู้ว่าเธอจะเข้าใจหรือรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นอะไร...

            “คุณอาชิตะ! ทำใจดี ๆ ไว้ก่อนนะครับ” เมก้าเป็นอีกคนที่บอกเขา ชายหนุ่มรีบปลดคลายซิปที่ยึดตัวเสื้อคลุมสีขาวนั้นออก เพื่อหวังให้อีกฝ่ายหายใจสะดวกก่อนจะรีบโทรเรียกพยาบาล

            “..ระ รักกัน นาน ๆ ...นะ...”

            น้ำเสียงในลำคอแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยินอะไร ทว่ามันก็ทำให้ร่างสูงของเพื่อนสนิทถึงกับสั่นเทา เมก้าลืมตัวกระชากร่างนั้นขึ้นมาด้วยแรง

            “มันไม่ใช่แบบนั้นนะ คือผม...”

            อีกฝ่ายไม่ได้ยินหรือรับรู้อะไรอีกต่อไป อาชิตะยกมือผอมแห้งจิกเล็บลงบนอกเต็มแรงหวังบรรเทาอาการตามสัญชาตญาณ หากเป็นคนในครอบครัวคงจะพอรู้ว่าเขากำลังต้องการยาระงับอาการ แต่เพราะความเจ็บแน่นราวอะไรสักอย่างรัดเขาเอาไว้เขาจึงไม่อาจร้องบอกใคร ความเจ็บในหัวใจทวีอาการมากขึ้น แล้วมันก็มากเสียจนไม่อาจจะครองสติสัมปชัญญะใด ๆ อยู่

            เขากำลังจะตาย...

            หายใจไม่ได้เหมือนกำลังจมลงไปในแม่น้ำที่มืดลงทุกที...

           

            “ไม่นะอาชิ! ทำใจดี ๆ ก่อน!” เมรินพยายามเรียกสติคนในอ้อมกอดกลับ เธอทั้งเขย่าทั้งตะโกนเรียกจนคนที่มุงดูต่างเวทนา บางคนรีบไปตามอาจารย์มาดูอาการ แต่กลับบางคนก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้ดูเสียอย่างนั้น

            “อาชิช็อค!?

            “น็อคเพราะเสพยาอย่างที่เขาโจทย์กันน่ะสิแก!

            “หัวใจจะวายตายรึเปล่าแบบนี้!

            เสียงกลุ่มผู้ไม่สนับสนุนซุบซิบเสียงดัง พิสต้ามองกลุ่มคนนั้นแล้วชี้หน้าต่อว่า “บ้าหรือไง เพื่อนร่วมมหาลัยกันแท้ ๆ นี่เป็นติ่งไอ้ตุ๊ดเซนกันใช่ไหม ไปให้พ้น ๆ เลยนะ!

            “พอก่อนเถอะครับคุณพิสต้า! ตอนนี้เราต้องช่วยคุณอาชิตะนะ”

            “ฮึ่ย!

            “รอแปบนะครับ ผมกำลังโทรให้รถพยาบาลของมหาลัยเข้ามารับ” เมก้ารีบบอกกับเมรินที่เรียกอาชิตะลั่น หญิงสาวทาบนิ้วลงบนข้อมือของชายหนุ่มเพื่อวัดชีพจรที่อ่อนเต็มทน เมก้าเหลือบมองด้วยความเป็นห่วง เขากดต่อสายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยหากแต่กลับถูกห้ามเอาไว้

            “ไม่ได้นะคะ! โรงพยาบาลทั่วไปแถมไกลขนาดนั้นไม่มีทางช่วยทันแน่ ๆ ชะ... ช่วยโทรตามนี้แทนนะคะ!

            เบอร์โทรศัพท์ที่เก็บเอาไว้มานานในเครื่องของหญิงสาวถูกส่งให้กับเขา เมก้ารีบอ่านชื่อเจ้าของเบอร์ก่อนมองผู้ที่ส่งให้อย่างสงสัย

            “นี่มันโรงพยาบาล...”

            ยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกนัยน์ตาคู่สวยเงยมองหน้า เป็นช่วงเดียวกับที่เมรินตั้งสติแล้วก้มลงประกบปากป้อนอากาศให้คนที่หมดสติทันทีที่เธอไม่รู้สึกถึงชีพจรหรือแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจจากเขา

            “ก็ใช่น่ะสิคะ!” เธอตวาดแล้วพูดต่อทั้งน้ำตา มือเล็กกระหน่ำกดลงบนแผ่นอกนอกเสื้ออย่างรีบเร่ง “จริง ๆ แล้วอาชิตะเป็นโรคหัวใจ! ถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่างตอนนี้เขาอาจจะ...” มือเล็กผสานกันแน่นก่อนจะออกแรงกดถี่ ๆ บนบริเวณลิ้นปี่สลับกับประกบปากผายปอดโดยมีพิสต้าคอยพัดให้อากาศถ่ายเทสะดวก

            แค่เพียงแจ้งชื่อผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้ถามอะไรมากความอีก รถพยาบาลกู้ชีพโดยเฉพาะของโรคหัวใจซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูงไว้ถูกส่งมาถึงภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ทันทีที่รถจอดหน้าโรงอาหาร บุรุษพยาบาลตัวใหญ่ก็วิ่งกรูเข้ามาประคองร่างไร้สตินั้นนอนบนเตียงอย่างเร่งด่วน พร้อมกับที่พยาบาลประจำรถรีบเตรียมการกู้ชีพอย่างรีบเร่งโดยมีเมรินติดตามไปกับรถพยาบาล

            เสื้อตัวหนาของอากิระถูกตัดขาดออกจากกันอย่างเร่งด่วนหลังจากที่พยาบาลใส่ท่อช่วยหายใจเสร็จ กรรไกรคมกริบตัดเนื้อผ้าที่บดบังเรือนกายของเขาออกจนหมด อาชิตะที่ว่าขาวนั้นภายในซึ่งไม่เคยผ่านแดดผ่านลมกลับขาวเนียนยิ่งกว่า แผงอกสง่าสะอาดเกลี้ยงเกลากลืนไปกับยอดอกสีอ่อนซีด ถัดลงไปเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องมัดเล็ก ๆ เรียงตัวสวยจนถึงสะดือซึ่งยากและน้อยคนนักที่จะได้เห็นนอกจากหมอประจำตัวและครอบครัว ...มันก็คือครั้งแรกหลังจากสมัยเด็ก ๆ ที่เธอได้เห็น และภาพนี้ก็สร้างความหวาดกลัวให้เธออย่างถึงที่สุด

            แผลเป็นจากการผ่าตัดยาวตลอดแนวกระดูกสันอกถึงลิ้นปี่ แต่โชคดีที่มันเนียนไปกับอกขาวของเขาจนไม่เป็นที่สังเกตเท่าที่ควร เธอเห็นรอบข้างแผลใหญ่นั้นมีรอยผ่าเล็ก ๆ ใต้ราวนมขวาอีกรอยซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเขาต้องเจ็บปวดต่อสู้กับมันมานานแค่ไหน อาชิตะจงใจปิดมันเอาไว้โดยที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน

ที่วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจถูกติดที่แขนขาและแผ่นอกอย่างเร่งด่วน บนจอภาพเล็ก ๆ ตามอย่างในภาพยนตร์ฟ้องความผิดปกติออกมาไม่หยุดหย่อน เส้นสีเขียวสว่างบนพื้นสีดำสลับถี่อย่างรวดเร็ว ตัวเลขข้าง ๆ ประมวลค่าออกมาเป็นอัตราการเต้นที่เธอไม่อยากเชื่อ เมรินนั่งอึ้งปล่อยให้เสียงเล็กของมันหวีดร้องกระชากความรู้สึก

            “460 Bpmแล้วค่ะ”

            พยาบาลรายงานเสียงเครียดขณะที่บีบอากาศป้อนให้กับเขาผ่านท่อ หัวใจอาชิตะไม่ได้หยุดเต้นอย่างที่เธอรู้สึกตอนที่อยู่มหาวิยาลัย

มันยังคงเต้น... แต่เต้นในแบบที่ใช้การไม่ได้แล้ว

ภาพบนกราฟเคลื่อนไหวอย่างเร็วเพื่อจำลองการเต้นของหัวใจเขา

            ในหนึ่งนาทีที่หัวใจคนปกติเต้นกันราว ๆ 72 ครั้ง... หัวใจอันอ่อนแรงเต็มทีของเขาเต้นระรัวยิ่งไปกว่าจังหวะกลองหรืออะไรก็ตาม ก้อนเนื้อก้อนนั้นเต้นไปถึง 460 ครั้งและมีทีท่าว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ...

            หากเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็...

“เตรียมเครื่อง Defib!” หมอซึ่งเป็นผู้ชายร่างใหญ่กว่าร้องบอกพยาบาล เขาหยิบแป้นช็อกหัวใจที่ชาร์ตกระแสตามที่ต้องการเสร็จขึ้นมา รูปร่างของมันเห็นได้ทั่วไปตามละครหลังข่าวก่อนจะวางทาบลงบนเหนือยอดอกขวาและใต้ราวนมของชายหนุ่ม ในขณะที่พยาบาลเตรียมตัวยากระตุ้นหัวใจทางหลอดเลือด

“360 จูล! เคลียร์!

ตึง!

            แผงอกของเขาเด้งขึ้นเหนือพื้นเตียงเล็กน้อยเพราะแรงไฟฟ้าจากการซ็อกหัวใจ คุณหมอกดมือลงปั้มอย่างแรงและเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่าสลับกับการช็อกไฟฟ้า กราฟในจอแสดงชีพจรที่แตะระดับเกือบร้อยครั้งต่อนาทีแล้วเปลี่ยนเป็นเส้นตรงแน่นิ่งพร้อมเสียงหวีดร้อง

รถพยาบาลใช้ความเร็วแทบจะสุดความสามารถทั้งปาดและแซงขอทางรถคันหน้าเพื่อไปยังโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด พยาบาลติดต่อกับทางโรงพยาบาลเสียงดังให้เตรียมการรักษาผู้ป่วยที่อาการวิกฤตเต็มที

“คนไข้หัวใจหยุดเต้นแล้ว!

“ไม่ไหว! ไม่ตอบสนองเลย”

เมรินมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ บนรถพยาบาลเป็นเหมือนสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความโกลาหลมากมายโดยมีเธอที่ไร้ประโยชน์อะไรอยู่ตรงนั้น

เธออยากเจอเขามาตลอดนับตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเขาเป็นโรคหัวใจ... เธออยากจะกอดเขา อยากทำให้เขามีความสุข... คิดเสมอว่าถ้าได้เจอกันอาชิตะเองก็อาจจะมีกำลังใจ...

การพบกันอีกครั้งของเธอและเขามันไม่น่าจะต้องมาเป็นแบบนี้...

“อยะ... อย่าทิ้งฉันไปนะอาชิตะ!

เธอร้องไห้กอดตัวเองแน่น ดวงหน้าสวยเปรอะไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อไหล นัยน์ตาที่แสดงความหวาดกลัวที่สุดออกมาสะท้อนภาพชายหนุ่มคนรักที่กำลังถูกยื้อชีวิต

หลังจากปั้มหัวใจไปพักใหญ่ก็ดูท่าสวรรค์จะเข้าข้าง หัวใจอาชิตะถูกกระตุ้นจนกลับมาเต้นต่อ หากแต่คราวนี้นั้นมันช่างดูอ่อนแรงและพร้อมหยุดลงได้อีกทุกเมื่อ

ใบหน้าอาชิตะเปลี่ยนจากซีดเหมือนกระดาษเป็นจ้ำเขียวคล้ำ เรียวปากที่เคยพร่ำบอกคำรักและสัญญาอย่างดีกลับเหมือนคนตายแล้วไม่มีผิด ไม่มีการตอบสนองใด ๆ กลับมาอีกแล้วไม่ว่าเธอจะพยายามเรียกและบอกว่ารักเขามากเท่าไหร่

หยดน้ำตาของเขาค่อย ๆ ไหลรินลงอาบแก้ม เปลือกตาคู่สวยนั้นปิดสนิทราวกับไม่ต้องการต่อสู้อะไรอีกในขณะที่รถพยาบาลคันใหญ่ยังคงฝ่าการจราจรบนถนน

เธอไม่รู้ว่าเวลาด้านนอกมันผ่านไปนานแค่ไหน เพราะทุก ๆ อย่างในตอนนี้เหมือนมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชากเขาออกไปจากเมรินซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความหวาดกลัวจนถึงโรงพยาบาล



 

 

            มินิคูเปอร์คันเล็กถูกขับมาด้วยความเร็วต่ำบนถนนสายหลักในเมืองหลวง การจราจรบนถนนสายหลักนั้นช่างคับคั่งและเบียดเสียดจนแทบขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ ภายในรถอากาศเย็นยะเยือกผิดกับผู้โดยสารทั้งสองที่เหงื่อโทรมกาย

            นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองออกไปนอกกระจกข่มอารมณ์เสียและตื่นตระหนกเมื่อผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อครู่มา ภาพชายหนุ่มที่เป็นแฟนของรูมเมทอาการโรคประจำตัวกำเริบตรงหน้ายังคงติดอยู่ในความทรงจำ

            แต่มันก็ไม่ได้เท่ากับสิ่งที่เธอและอาชิตะเห็นพร้อม ๆ กัน...

            “นายชอบเมรินเหรอ”

            “ผม...”

            ชายหนุ่มที่นั่งตำแหน่งคนขับไม่ตอบอะไรกลับมา นัยน์ตาสีน้ำทะเลเหม่อมองออกไปอีกด้าน มือใหญ่ค่อย ๆ บีบนวดขมับตนเองจากความตึงเครียด

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้นเหตุทั้งหมดมันคือเขาเอง...

            “นายเมก้า!” เธอเรียกเสียงแหลม พิสต้าสบถเสียงไม่พอใจ มือเล็กกระชากคอเสื้อคนตรงหน้าหวังให้เขาหันมาพูดกันให้รู้เรื่อง “นายรู้ดีว่าสองคนนั้นรักกันมาก! นายทำแบบนี้ทำไม!”           “...”

            “นายกับนายหล่อตี๋เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ... ทำไมถึง... ทำไมล่ะ...”

            เขาไม่ยอมตอบอะไรกลับมานอกจากแววตาปวดร้าว เมก้าเองก็ไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาแต่ทุกอย่างที่เขาทำไปน่ะ...

            “ผมไม่ได้ชอบคุณเมรินและไม่เคยคิดมาก่อนว่าคุณอาชิตะจะมาที่นี่ จริง ๆ คืนวันก่อนผมไลน์ไปหาคุณเมรินเพราะว่ามีเรื่องอยากให้ช่วย นั่นก็คือเรื่องที่ผมจะสารภาพรักคนที่ผมชอบ...”

            พิสต้ามองเจ้าของคำสารภาพอย่างไม่เข้าใจ “นายพูดจริงเหรอ?”

            “ครับ วันนี้ผมนัดผู้หญิงคนนั้นเอาไว้แล้วก็ให้คุณเมรินเป็นคู่ซ้อมให้เพราะเธอน่าจะเข้าใจผู้หญิงคนนั้นที่สุด แต่เหมือนเธอจะมาก่อนเวลาพร้อมกับคุณอาชิตะ”

            นัยน์ตาโตนั้นสั่นระริก แม้จะไม่อยากเชื่อมาก่อนแต่ต่อมความช่างสงสัยของเธอมันกลับดันบอกว่าเขาไม่ได้โกหก...

            แต่ถ้าเขาไม่ได้โกหก คนที่พาอาชิตะมาที่นี่มันก็คือเธอเอง

            “...”

            “ผมตั้งใจจะสารภาพรักคุณต่างหากคุณพิสต้า... ไม่รู้จริง ๆ เหรอครับว่าผมชอบคุณ?”

 


 

            อีกด้านหนึ่งของเมืองที่วุ่นวายเจ้าของร่างเล็กในชุดนักศึกษายังคงนั่งเหม่อลอยหน้าห้องฉุกเฉินท่ามกลางชายในชุดสูทสีดำที่ยืนออกันด้านนอกนับสิบคน ดวงหน้าสวยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่ร้องไห้มาอย่างหนักอย่างไม่อายทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น

            ในบานประตูกระจกนั้น...ที่ ๆ ที่เขาอยู่...

            เขาคนนั้น... คนที่เธอน่าจะจำได้ไม่เคยลืม... เด็กผู้ชายที่โบสถ์ที่เธอได้พบในวันนั้น...

            คนที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอบนความหวาดกลัวมาตลอด...

            ...

            “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงพูดว่าความตายจะพรากนายไปจากฉันไม่ได้... ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไม... ทำไมนายถึง...” หยดน้ำตาหล่นร่วงลงบนจอโทรศัพท์ไม่ขาดสาย ภาพของเขาที่มีแต่รอยยิ้มนั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตาของหญิงสาว ข้อความสั้น ๆ ในไลน์ที่อาชิตะส่งมาเพิ่งถูกเปิดอ่านและมันก็ยิ่งตอกย้ำความผิดบาปนี้...

            ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ... เขาก็คงไม่เป็นแบบนี้...

           ร่างเล็กไร้แรงเดินลอบมองเข้าไปในประตูกระจกนั้นด้วยความหวาดกลัวและกังวล เธอเห็นเขาอยู่ท่ามกลางหมอมากมายที่เข้ามารุมล้อมยื้อชีวิตต่อสู้กับความตายที่เธอหยิบยื่นมันให้กับเขา ในนั้นมีอารดาและอาสึชิรวมถึงอากิระอยู่ด้วย เพราะความเป็นห่วงตลอดจนอภิสิทธิ์พิเศษที่คณะแพทย์ซึ่งทำการรักษาไม่มีสิทธิ์ขัด

            ทุกคนวุ่นวายกันไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำไมถึงเป็นขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเข้าใจผิด...

            “ฉันมันเลวเอง... ถ้าไม่มีฉันในตอนนั้นนายก็คง...”

            เมรินได้เพียงพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์มากมายไหลวนกลับมาเหมือนน้ำหลาก เรื่องราวมากมายทั้งตอนเด็กและปัจจุบัน เรื่องราวของเธอและเขาในคืนนั้นและทุก ๆ อย่างผลักเธอลงสู่ห้วงเหวแห่งความเลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

            อัตราการรอดจนหายเป็นปกติสำหรับโรคหัวใจนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะกับเขาที่มีหัวใจพิการมาตั้งแต่กำเนิด

            ...

            ประตูกระจกถูกเลื่อนออกด้วยกำลังแรง ร่างของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เธอตะลึงงันอยู่ไม่น้อย ในเสื้อยืดตัวบางสีขาวสะอาดตัดกับกางเกงยีนส์สีดำสนิทก้าวออกมาจากห้องฉุกเฉินด้วยความไว เรือนผมยาวถึงเอาด้านหลังถูกมัดรวบเหมือนกันกับอาชิตะ หากแต่ว่าแววตาของคนผู้นี้...

            “...อะ อากิระ...”

            “...” กำลังแรงดุจพญาช้างสารชุดร่างเธอให้เข้ามาใกล้ อากิระกระชากคอเสื้อร่างเล็กกว่าเข้ามา สายตาเจ็บแค้นมองหน้าเหมือนราวอยากกินเลือดกินเนื้อ

            “เธอมันตัวซวย!” เขาเริ่มตวาด แรงแขนมหาสารฉุดกระชากเธอให้เธอมาพ้นบริเวณห้องฉุกเฉินโดยที่ห้ามลูกน้องทั้งหลายเข้ามาช่วยเหลือใด ๆ

            “...”

            “ทำไมวะ! คนที่ตายมันน่าจะเป็นเธอไม่ใช่น้องชายฉัน! พี่ชายฝาแฝดเปิดฉากด่าทอ อากิระมองลึกลงไปในแววตาอ่อนแอนั้น ชายหนุ่มส่งผ่านความเจ็บแค้นและรังเกียจอย่างถึงที่สุด หากทำได้เขาเองก็อยากแหกอกควักหัวใจหญิงตรงหน้าออกมากระทืบเสียให้หายแค้น

            “ตาย? นะ นายพูดเรื่องอะไร...” เสียงใสสั่นเครือลงทุกขณะ เมรินส่ายหน้าราวกับไม่อยากเชื่อ... ตายที่ว่า...

            อาชิตะเหรอ?...

            “อย่ามาโง่!” เสียงมือใหญ่กระทบใบหน้าเป็นเสียงแรกที่เมรินได้รู้สึกก่อนจะรู้สึกชาไปหมดทั้งร่าง อากิระสะบัดหลังมือใส่ใบหน้าเธอด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด เขาสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยความเจ็บแค้น “ตลอดเวลาที่คบกับมัน เธอไม่รู้หรือยังไงว่ามันเป็นอะไร เป็นนักศึกษาแพทย์ไม่ใช่เหรอ แค่อาการคนเป็นโรคหัวใจทำไมดูไม่ออก! ...ทำไมถึงปล่อยให้มันเป็นขนาดนี้! ฉันถามจริง ๆ เหอะ นอกจากจะทำร้ายจิตใจมันไปวัน ๆ เธอเคยคิดผ่านสมองโง่ ๆ นี่บ้างไหมว่ากี่ครั้งแล้วที่มันเฉียดตายก็เพราะเธอน่ะ!

            ถึงจะเป็นการพูดด้วยโทสะ...แต่มันก็ถูก เธอเพิ่งมารู้ว่าเขาป่วยเอาก็หลังจากเรื่องเมื่อวันนั้น...

            “...”

            “ฉะ ฉัน...” คำแก้ตัวไม่สามารถหลุดออกจากปากจำเลย เมรินทำได้เพียงร้องไห้ออกมาเหมือนคนบ้าพร้อมกับที่พวกเมก้าและพิสต้าเข้ามาที่นี่...

            “อะ อย่าทำอะไรรุนแรงสิครับ ค่อย ๆ พูดกัน...” เมก้าร้องบอก อากิระกดร่างเมรินเข้ากับผนักแล้วหันมามองด้วยสายตาท้าทาย

            “อย่ามายุ่ง!

            “อะ อากิระ...” เมรินเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ความจุกเจ็บที่ลำคอทำให้เธอออกเสียงแทบไม่ได้ความดุร้ายของคนตรงหน้าในเวลานี้นั้นหากเอาตัวเข้ามาขวางไม่ว่าเป็นใครคงถูกฉีกเล่นเป็นชิ้น ๆ ลูกชายเจ้าพ่อเขี้ยวลากพื้นปราดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันกลับมามองเมรินในอุ้งมือ

            “น้องชายฉันหัวใจวายเฉียบพลัน ตอนนี้ยังไม่พ้นขีดอันตราย! ทั้งหมดมันก็เพราะพวกแก” อากิระบอกเสียงเครียด เขาสบถในลำคออย่างขื่นขมและเจ็บปวด คำพูดของหมอที่บอกกับเขาเมื่อครู่นั้นยังดังก้องไปทั่วโสตประสาท

            “อาชิตะ...อาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้... และฉันจะพูดให้พวกโง่ ๆ อย่างเธอฟังแค่ครั้งเดียวว่าอาชิมันเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เสี่ยงตายผ่าตัดซ่อมมาไม่รู้กี่รอบก็ไม่ยอมหาย ...ที่มันทนมาตลอดก็แค่เพราะไอ้สัญญาปัญญาอ่อนที่ว่าคนอย่างเธอจะเป็นหมอช่วยมัน! จะไปแต่งงานกับมัน! มันรักเธอ... มันเคยจมน้ำจะตายแล้วฟื้นมาอีกก็เพราะว่าไอ้สัญญาปัญญาอ่อนของเธอ มันทิ้งโอกาสผ่าตัดที่ญี่ปุ่นสิ้นเดือนนี้ ทิ้งอาคิโมโตะกุมิมาก็เพราะเธอ... แล้วยังไงวะ! เธอตอบแทนมันด้วยการฆ่ามันแบบนี้เหรอ!

เมรินได้ฟังก็พูดอะไรไม่ออก ตัวสั่น น้ำตาไหลเหมือนคนบ้า ส่วนเมก้ากับพิสต้าก็ยืนอึ้งกิกี่เพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ อากิระก็เลยได้ทีระเบิดต่อด้วยความเจ็บแค้น

“เอาสมองโง่ ๆ คิดดูแล้วกันนะว่ามันรู้สึกยังไง... แล้วจำใส่กะลาหัวไว้ว่าอย่าสะเออะมาให้รำคาญตาน้องฉันอีก เพราะถ้ามันเป็นอะไรไปล่ะก็... ฉันคนนี้แหละที่จะเอาเลือดหัวฆาตกรอย่างเธอออก!

มือของเขาผลักเธอลงนั่งบนก้าวอีกอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มเดินไปหาอาสึชิและอารดาที่เดินออกมาหน้าซีด อารดาอยู่ในอ้อมกอดสามีของเธอราวกับไร้เรี่ยวแรงเดินเพราะห่วงลูกชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจ

น้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลปริ่มจะขาดใจร่อมร่อจนอาสึชิต้องกอดเอาไว้แน่น ดวงหน้านายใหญ่แห่งอาคิโมโตะเองก็ซีดเผือดไร้สีเลือดเพราะความตื่นตระหนก...

“คะ คุณพ่อคุณแม่คะ... คือหนู...”

เมรินพูดทั้งน้ำตา มือเล็กของเธอพนมกราบแทบเท้าอย่างสำนึกผิด เป็นเพราะเธอคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ทุกอย่างต้องวุ่นวายไปถึงเพียงนี้...

เพราะเธอคนเดียวที่ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลย...

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการจากลามันเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมขนาดนี้...





_______________________________
มีคนทายไว้ถูกจริง ๆ #ผิดประเด็น
อาชิตะเป็นโรคหัวใจจริง ๆ ค่ะ แต่ว่ารายละเอียดเพิ่มเติมไว้อธิบายในเรื่องเนอะ
กลัวสปอลย์ค่ะ แต่พูดกันตรง ๆ ว่าหลายคนอาจจะคิดไว้แล้วก็ได้
จริง ๆ ฮิเมะพยายามแอบใส่(หรือวางกับดักไว้ค่อนข้างเยอะตั้งแต่เปิดเรื่อง)
เกี่ยวกับอาการของอาชิตะ หวังว่าอ่านมาถึงตรงนี้ต้องมีสะดุดกันแน่เลย

สำหรับฉากที่ Defib (ย่อมาจาก Defibrillation) ฮิเมะค่อนข้างพยายามให้อิงจากความเป็นจริงมากที่สุดเพราะเป็นคนชอบบ่นละครเวลาที่แสดงไม่สมจริง ฮิเมะมีปมกับโรคหัวใจค่ะ(?) เข้าใจเค้าหน่อยน๊า T/\T

แต่ถ้าถามกันว่าตอนจบเรื่องนี้จะ Bad Ending หรือเปล่าขอบอกเลยค่ะว่าไม่เด็ดขาด
แต่ทำไมถึงไม่ ยังไงก็ติดตามกันต่อนะคะ เหลืออีกไม่มากแล้วประมาณสักสิบกว่าตอนได้
(ภาคนี้ใกล้จะจบเริ่มใจหายนะเนี่ย)

ยังไงถ้ามีผู้รู้มาอ่านสามารถแนะนำได้นะคะ เรื่องบางเรื่องเราแลกเปลี่ยนความรู้กันได้
ไม่ต้องกลัวกัดนะคะ :D นิยายเรื่องนี้ต้อนรับทั้งนักอ่านเงาและขาประจำค่า


*bpm ย่อมาจาก beat per minute
โดยปกติหัวใจคนปกติจะเต้นกันราว ๆ 72 หรือไม่เกิน 100 ครั้งค่ะ
แต่ในกรณีหัวใจเกิดความผิดปกติมันอาจจะเต้นได้ถึง 300 - 600 ครั้งต่อนาที
เฉพาะบางภาวะอย่างในของอาชิเป็นตัวอย่างค่ะ ซึ่งมันก็มีหลายส่วนซึ่ง
จำนวนครั้งที่เต้นกับอาการก็อาจจะแตกต่างกันไป

เป็นเรื่องอันตรายค่ะ รักษาสุขภาพกันเนอะ
เพราะอย่างที่เห็นน่ะค่ะ ถ้าเราเป็นอะไรไป
ยังมีครอบครัว มีคนที่รักที่เขาจะเสียใจเนอะ :)

 


พรุ่งนี้อาจจะเข้ามาแก้สำนวนพาร์ทที่ลงตอนตีสามนี่น๊าาาาา

 

337 ความคิดเห็น

  1. #308 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 27 มกราคม 2558 / 21:44
    อาชิตะนายอย่าเป็นไรนะTT
    #308
    0
  2. #272 โรส (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2557 / 22:04
    ไง เป้นงั้นละ ต้องเป้นการซ้อมละครเเน่เลย แต่อ่านปัยก็สงสารอาชิตะมาก อุตสาห์ดั้นด้นมาหา ดันมาเจอสะไพร๊ชุดใหญ่ซะงั้น (อีพวกนั้น คิดปัยดั้ยเนอะว่าอาชิตะติดยา โห ที่เห็นเเผลเจาะนำ้เกลือ คงคิดว่าฉีดยาบ้าเเน่เรยย กรรม คนเขาจะตายยู่เเรว อยากรุ้นักว่าถ้าพวกนั่นรู้ความจริงเรื่องอาชิตะเป้นอะรัย จะรุ้สึกยังงัย)

    รออ่านตอนต่อไปยู่นะค่ะ สุ้ ๆ หวังว่าอาชิตะจะมัยตายนะค่ะ
    #272
    0