CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 64 : [[,,,Chapter 49,,,]] Arrest [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ส.ค. 57

JJ♕



49

Arrest

            สภาพตรงหน้าของตุ๊กตาไร้ชีวิตเป็นอย่างที่เขาได้ยินมาจริง ๆ ไม่มีผิด อากิระก้าวเข้มมาในห้องพักซึ่งผู้เป็นแม่นำทางมาอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งห้องเงียบสงบเพราะอาสึชิผู้เป็นพ่อเพิ่งลงไปซื้อของด้านล่างซึ่งมันก็เป็นเรื่องดีสำหรับเขา

            กองตุ๊กตาหมีถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณมุมห้อง สุดทางเดินเข้าไปเป็นบริเวณมุมพักของคนป่วย เตียงคนไข้อย่างดีอยู่ในสภาพที่ปรับเป็นกึ่งนั่งกึ่งนอน บนเตียงมีกองผ้าห่มหนาและตุ๊กตาตัวใหญ่จนแทบมองไม่เห็นร่างที่อยู่บนนั้น

            “...ไง”

            ต้องเป็นเขาตลอดที่ทักก่อน ฝาแฝดผู้พี่เดินเข้าไปใกล้ขึ้นทุกขณะทั้งที่ในใจก็รู้สึกหวาดเพราะตอนที่จากกันมันเป็นเหตุการณ์ที่จบไม่สวย

            เสียงทักทายของเขาดังพอจะทำให้ร่างเล็กกว่ากันซึ่งซุกอยู่ใต้ผ้าห่มหนาเพราะความเหน็บหนาวปรือตามองช้า ๆ นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเป็นสุขเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เหลือบมองไปรอบ ๆ

            อย่างที่คิดจริง ๆ พี่ชายฝาแฝดที่หายตัวไปนานตัวติดกับไอชาอย่างกับอะไรดี...

            “...คิดถึงจัง...”

            เสียงเบา ๆ ลอดผ่านหน้ากากออกซิเจนไปหาอีกฝ่าย เมื่อฝ้าบาง ๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้งจากการพูดหรือหายใจหายไปอากิระก็เห็นรอยยิ้มจาง ๆ จากอีกฝ่าย

            “นายเป็นไงบ้าง”

            เขาเอ่ยถามต่อ อากิระขยับเข้าอี้มาเผื่อให้ไอชานั่งใกล้ ๆ กับเตียงด้วยก่อนจะค่อย ๆ กุมมือผอมแห้งนั้นด้วยความรักและรู้สึกผิด

            “เราแค่...เล่นกันรุนแรงไป” อาชิตะอมยิ้มน้อย ๆ จริงอยู่ว่ามันคือการทะเลาะที่หมายเอาชีวิตอีกฝ่ายแต่เหนืออื่นใดพี่น้องก็คือพี่น้อง

            “หายแล้วมาเอาคืนนะ”

            แฝดพี่ยิ้มน้อย ๆ ทั้งที่น้ำตาคลอเอ่อ อารดาเล่าอาการโดยรวมคร่าว ๆ ให้กับเขาฟังว่าอาชิตะอาจจะต้องอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ อาการโรคประจำตัวกำเริบหนักจนเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนทั้งยังพลัดตกน้ำเย็น ๆ จนปอดบวมซ้ำอีก

            ทั้งหมดมันก็มีส่วนมาจากเขาเองด้วย...

            “...” ฝาแฝดคนน้องพยักหน้าเบา ๆ “คุณพ่อลงไปซื้อของข้างล่าง เดี๋ยวก็กลับ”

            อากิระพยักหน้าเข้าใจก่อนเหลือบมองแฟนสาวที่นั่งเงียบ ไอชาหันกลับมามองเขาชั่วครู่ก่อนจะทอดสายตามองเพื่อนสนิทด้วยความสงสาร

            “...ว่าแต่พวกนายสองคน” คนป่วยบนเตียงเปิดเกมชิงถามก่อน อาชิตะลอบมองมือที่จับผสานกันเอาไว้แน่นของอากิระและไอชา พี่ชายของเขาดูเปลี่ยนไปมากตั้งแต่วันที่มีเรื่องทะเลาะกันและเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าอากิระจะ...

            “เอ่อ...” คนเป็นพี่อึกอัก อากิระเหลือบมองแฟนสาวตนอย่างไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไรดี ใบหน้าซีดขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นโดยที่ฝ่ายน้องชายก็เอาแต่คะยั้นคะยอทางสายตาด้วยความอยากเห็น

            “ทำอย่างกับเป็นแฟนกันแบบนั้นแหละ”

            “กะ ก็...” ทั้งสองมองหน้ากันอึกอักเป็นคำตอบกลาย ๆ ว่าใช่ดังนั้นน้องชายฝาแฝดผู้เงียบขรึมและไม่มีเพื่อนมานานจึงอดรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากไม่ได้

            “เล่าไว ๆ สิ พอนายหนีออกไปอยู่กับไอชาแล้วยังไงต่อ”

            “ระ รู้น่า แต่นายห้ามตื่นเต้นล่ะ” อากิระกำชับ เขามองแฟนสาวเชิงขออนุญาตแล้วเริ่มเปิดปากพูดโดยที่อารดาออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก “...ก็ตอนนั้นมีคนมาจีบ ๆ ไอชา เป็นคนจาก ม. เดียวกับนาย ฉันเองก็ชอบไอชาเหมือนกันก็เลยหึง แล้วไปรู้มาว่าไอชาก็ชอบฉันเหมือนกัน ก็นะ... ตอนแรกฉันก็นึกไปว่าไอชาชอบนายโซลาร์ ฉันก็เลยไม่กล้าพูดอะไร จนไปเจอของที่ไอชาเก็บเอาไว้กับฉัน เราก็เลยปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตัดสินใจลองคบน่ะ” อากิระอธิบาย ใบหน้าขาวยิ้มจนเขี้ยวโผล่

 “ยังไงก็ยินดีกับพวกนายนะ นายจะได้เลิกคิดว่าฉันเป็นคนชอบไอชาสักที”

“นาย... จำได้ด้วยเหรอ?” อากิระเบิกตามองในขณะที่ไอชาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวเราะคิกคักชอบใจแล้วขอตัวออกไปทำธุระ เธอปล่อยให้สองพี่น้องอยู่ด้วยกันในห้องเพียงลำพังเพราะเห็นว่าคงไม่มีเรื่องบาดหมางใด ๆ อีกแล้ว

“จำได้สิ ช่วงหนึ่งที่ชีวิตฉันมีความสุขมากเลยนี่นะ”

“อื้ม... ฉันเองก็เหมือนกัน” ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ยิ้มออกมาจาง ๆ นัยน์ตาเหนื่อยล้าทอดมองร่างของน้องชายที่นอนอยู่ด้วยความเป็นห่วง อากิระรู้ตัวดีว่าสิ่งที่เขาทำไปในตอนนั้นย้อนกลับมาทำร้ายคงตรงหน้าได้ถึงขนาดนี้ และมันคือการเร่งให้อาชิตะหนีจากเขาและทุกคนไปง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

“ขอโทษนะที่ว่านายว่าเอ๋อ แล้วก็คอยจิกนายบ่อย ๆ เพราะว่าฉันหึง”

“ไม่เป็นไรนี่” คนเป็นน้องชายยิ้มออกมาบาง ๆ ในขณะที่เขารู้สึกว่าอากิระอยากจะพูดอะไรต่อ

“แล้วก็เรื่องตอนนั้นที่นายเข้ามาช่วยฉัน... ช่วงที่ฉันอยู่กับไอชา จู่ ๆ มันก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้น่ะ ฉันลืมถามนายไปเลยว่าวันที่ฉันแข่งบาส ตอนที่สลบไป นายกับเซนมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันรึเปล่า?”

คนบนเตียงหรี่ตามองพี่ชายตัวเองแบบสงสัย อาชิตะหลับตานึกถึงเรื่องในตอนนั้นก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาแทนคำตอบ

“เรื่องมันแล้วไปแล้ว”

“...?”

“มันจำได้ว่าฉันคือคนเดียวกับที่สัญญาเรื่องนั้นที่โบสถ์...” อาชิตะพักหายใจแล้วพูดต่อ “มันก็เลยบอกว่ามันจะเอาชนะฉันทุกทาง ...มันจะทำทุกอย่างให้ฉันกราบแทบเท้ามัน ด้วยการเป็นเจ้าของนายกับเมริน...”

            แค่ได้ฟังเรี่องราวที่น้องชายพูดอากิระก็ถึงกับปรอดแตก คิ้วเข้มหาขอดขมวดเป็นปมพร้อมเสียงกัดฟัน

            “เลว!

            ทั้งไอชาและอาชิตะต่างสะดุ้งเบา ๆ ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพี่ยืนขึ้นทำท่าเหมือนจะออกไปด้านนอก

            “เฮ้! อากิระ นายจะไปไหนน่ะ?”

            “ถามได้ ฉันก็จะไปเตะปากมันไงล่ะไอชา” เขาหันมาตอบเสียงเข้มจนคนบนเตียงถึงกับยกมือก่ายหน้าผากระอาในความใจร้อนไม่มีเปลี่ยน

            “นายก็จะห้ามฉันอีกคนเหรอ?”

            “เปล่า ๆ ...นายจะไม่ฟังให้จบก่อนเหรอ?”

            เพราะได้ยินแบบนั้นอากิระเลยยอมสงบแต่โดยดี แฝดน้องเล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟังว่าเซนนี่แหละที่เป็นตัวการให้เขาอาละวาดจนบ้านอาคิโมโตะแทบแตกแถมเกือบได้วางมวยกันระหว่างฝาแฝด รวมถึงเรื่องที่เขาก็ได้ยินมาอีกทีเหมือนกัน...

            “เมื่อวันก่อนมีคนเข้าไปบุกที่บ้านเรา ไม่มีคนรู้ด้วยว่าเป็นคนจากไหน ฉันแอบได้ยินคุณพ่อพูดมาอีกทีและโทมะก็คิดว่าคน ๆ นั้นก็คือมันน่ะแหละ” คนเป็นน้องชายพูดต่อซึ่งก็สะกิดใจกับความสงสัยของไอชาที่มีมาตลอด

            “ฉันเองก็ลืมบอกนายไปว่ามีหลายคนแล้วนะที่บอกว่าเซนอาจจะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออะไรสักอย่างที่ไม่สะอาดนัก หมอนั่นรวยผิดปกติมากแถมเคยถอยรถป้ายแดงมาให้เมรินถึงหอด้วย”

            “...” สองพี่น้องมองหน้ากันเงียบ ๆ ก่อนจะมองเธอเหมือนอยากให้เล่าต่อ

            “มันโฆษณาแค่ครีมอาบน้ำนี่? จะรวยเกินไปแล้ว”

            “...ไม่หรอก” อาชิตะพูดขึ้นขึ้นมา นัยน์ตาอ่อนแรงเต็มทีนั้นเหลือบมองทั้งสองคนและดูให้แน่ใจว่าไม่เหลือใครอีกแล้วในห้องพักก่อนจะค่อย ๆ พูดในสิ่งที่เขาได้ยินและเห็นมา

            “...มีคนที่ชื่อเซยะโผล่มาที่นี่ด้วย เขามากับคุณแม่และฉันรู้สึกว่าคุณพ่อไม่ชอบคน ๆ นั้น แต่จะให้หาข้อมูลอะไรก็ทำไม่ได้เพราะแบตโทรศัพท์หมด ...ไม่รู้สินะอากิระ แต่ฉันแค่แอบรู้สึกว่าสองคนนี้ให้ความรู้สึกน่ารังเกียจคล้าย ๆ กัน แต่อย่าเพิ่งบอกใครนะเรื่องนี้”

            “...”

            “อยากให้ฉันจัดการแทนสินะ”

            นัยน์ตาตี่เล็กปราดมองอย่างรู้ทัน อากิระแยกยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจเช่นเดียวกับคนบนเตียงที่หาวออกมาเบา ๆ “เปล่าซะหน่อย... ฉันก็แค่ชี้เป้าให้คนโง่ ๆ เท่านั้นแหละ”

            ไอชาหัวเราะพรืดสะใจเบา ๆ ในขณะที่ฝาแฝดผู้พี่นิ่งมองใบหน้าซีดจอมกวนนั้นอย่างคาดโทษ

            “อย่าให้ถึงตาฉันบ้างแล้วกันไอ้เรื่องหลอกด่าเนี่ย... อื้ม! ว่าแต่แฟนนายไม่มาเยี่ยมเหรอ? ฉันจะได้หาเรื่องให้นายอายแบบนี้บ้าง?” ฝาแฝดคนพี่เอ่ยถาม แต่เขากลับได้รับเพียงสายตาที่ดูเจ็บปวดและอ่อนล้ากลับมาแทนเป็นคำตอบ

            "วันนั้นนายก็เห็นแล้วนี่อากิระ ที่เมรินไปกับเดย์ไลท์...มันอาจจะถึงเวลาที่ฉันควรจะปล่อยมือ..."

            “หา? หมายถึงนายจะไม่ติดต่อ ไม่สนใจ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้เหรอ!

            “ใช่! มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอกนะอาชิตะ” ไอชาเองก็ช่วยพูดเสริม จนคนป่วยที่นอนหน้าซีดปลงโลกหันกลับมองอีกครั้งอย่างสงสัย อาชิตะกระพริบตาถี่กลั้นความอ่อนแอนั้นเอาไว้ทั้งที่ในใจอยากจะระเบิดออกเจียนเป็นบ้า

            "เฮ้ย เอ่อ...จะว่ายังไงดีล่ะ" อากิระยกมือขึ้นเกาหัว "ทั้งหมดนั่นนายกับฉันแค่เข้าใจผิดน่ะ..."

            “เข้าใจผิด?”

            “ใช่ ฉันเป็นเพื่อนกับไอ้เดย์ไลท์มาตั้งนานก็เพิ่งมารู้เนี่ยแหละว่ามันกับเมรินเด็กนายน่ะเป็นพี่น้องกัน จริง ๆ แล้วพ่อของเดย์ไลท์เป็นพี่ชายของพ่อเมริน แล้วพ่อกับแม่เดย์ไลท์ก็เสียไปแล้วเขาก็เลยเอาเดย์ไลท์มาเลี้ยงแทน ส่วนเมรินน่ะเป็นลูกแท้ ๆ ที่บังเอิญว่าพ่อแม่เขาแยกทางกัน แต่ตอนนี้เขากลับมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ!” อากิระรีบอธิบาย ชายหนุ่มรู้เรื่องของเดย์ไลท์จากการบอกเล่าของเมก้ากับพิสต้าและหนังสือพิมพ์ที่ลงในตอนนั้น

            “...เอาใหม่ เล่าช้า ๆ ฉันงง...”

            อากิระถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือของเขาจับกรอบหน้าของน้องชายฝาแฝดให้หันมองเขาเต็มตาแล้วทำท่าชี้ไปที่ปากตนเอง “ดูปากพี่นะ... ดูปากพี่... เมรินเป็นลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีที่ชื่อวรินทรซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของเดย์ไลท์”

            “...” นัยน์ตาที่เคยชุ่มไปด้วยม่านน้ำตาบาง ๆ เบิกโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ มันสั่นระริกยิ่งไปกว่าเก่าเมื่อรู้ว่าการเครียมใจและความหวาดกลัวทั้งหมดที่ผ่านมานั้นไร้ซึ่งความหมาย ทั้งหมดแล้วนั้นล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด

            ตลอดมาทั้งเธอและเขาต่างรักกันมาตลอด...

            “...เฮ้ย อยะ อย่าเครียดนะ...”

            “...ไม่ได้เครียด ฉันก็แค่... ช่างมันเถอะ... ไม่มีอะไรหรอก ขะ ขอนอนก่อนแล้วกันนะ ฉันเหนื่อย ๆ น่ะ” ฝาแฝดคนน้องตอบเสียงเบา ๆ เขากระพริบตาถี่หวังให้น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดมันหายไป...

            ยิ่งเวลาสั้นลงมากเท่าไหร่...มันก็ยิ่งทำให้เขาโหยหาที่จะกลับไปเจอเธออีกครั้ง...

            “จะหลับแล้วจริง ๆ เหรอ...”

อากิระเขย่าแขนแห้ง ๆ ที่เจาะให้น้ำเกลือเบา ๆ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับมาจากร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ นอกจากเสียงหายใจเบา ๆ และเครื่องวัดสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าทุกอย่างปกติดีเท่านั้น

            “อะไรของมัน? นี่ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่าไอชา?”

            แม้แต่เจ้าของร่างเล็กเองก็งุนงงไม่แพ้กัน อากิระจึงจัดแจงห่มผ้าให้ร่างนั้นด้วยความเป็นห่วงแล้วชักชวนแฟนสาวออกมาทานข้าวด้านนอกแทน แต่ยังไม่ได้ทำอะไรนัยน์ตาตี่เล็กคู่สวยก็ต้องเบิกโพลงเพราะตกใจกับคนที่อยู่ตรงหน้า

            นัยน์ตาตี่เล็กสีดำสนิทใต้กรอบแว่นหนารับกับเรือนผมตัดสั้น ดวงหน้าขาวที่เขาแสนคุ้นเคยยังคงจับจ้องมอง แรงกดดันและความกลัวมากมายที่เขาเชื่อว่ามันไม่มีจริงกำลังบ่งบอกเขาว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่เขากลัวเป็นที่สุด ผู้ชายคนเดียวที่อยู่เหนือทุกผู้คนในอาคิโมโตะ

            “...” แค่จะเรียกสรรพนามผู้ให้กำเนิดก็ทำเอาต้องกลืนน้ำลายเสียจนอึกใหญ่และดูเหมือนเขาคนนั้นเองก็ดูออก

            “...กลับมาก็ดีแล้ว พ่อมีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วยพอดี”

            แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรก็ตาม แต่ด้วยท่าทางเคร่งขรึมแถมด้วยผู้ติดตามสายโหดที่เขาคุ้นหน้าดีจากญี่ปุ่นหลายคนนั้นมันก็บอกกับอากิระได้เป็นอย่างดีว่ามันไม่น่าใช่เรื่องดีแน่นอน

            แค่กลับบ้านวันแรกก็มีเรื่องใหญ่มาเสิร์ฟถึงที่แล้วหรือ?

 

 

            คืนนั้นทั้งคืนอากิระและไอชาตัดสินใจอยู่เฝ้าอาชิตะที่โรงพยาบาล ทั้งสามใช้เวลาส่วนตัวเพื่อพูดเรื่องเก่า ๆ ซึ่งผ่านมานานมากแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขามีทั้งเรื่องที่สุขและทุกข์ยิ่งพอมาคิดถึงว่าหากสักวันต้องขาดใครสักคนไปทุกอย่างคงขาดหายไปอย่างแน่นอน

            “เมื่อตอนบ่าย ฉันไปคุยกับหมอที่รักษามันมา...”

            อากิระเปิดประเด็นขึ้นภายในห้องพักของญาติผู้ป่วยในขณะที่ทั้งสองปล่อยให้หมอและพยาบาลเข้ามาดูอาการคนที่ถูกเอ่ยถึง

            “เขาว่าไงเหรอ?”

            ร่างเล็กที่นั่งอ่านหนังสือเอ่ยถามเบา ๆ ไอชาเหลือบมองดูว่าไม่มีใครได้ยินแล้วหันกลับมาสบตาเขา อากิระดูเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง นัยน์ตาตี่เล็กของเขาดูแห้งผาดและอิดโรยเต็มทีที่นึกถึงเรื่องเมื่อตอนบ่าย

            “...แต่เดิมมันมีกำหนดการบินไปญี่ปุ่นเพื่อเตรียมผ่าตัด แต่ว่าสภาพตอนนี้... ก็คงต้องประคองอาการอยู่ที่นี่รอปาฏิหาริย์อย่างเดียวว่าจะมีอวัยวะที่เข้ากันกับมันได้ไหม?...นอกจากจะเป็นอวัยวะของฉันที่เป็นฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน”

            “...”

            “คุณพ่อฉันกังวลเรื่องที่เขาจะให้มันสืบต่อวงศ์ตระกูลมาก ก็เลยเปลี่ยนกลับมาเป็นฉันเหมือนเดิมแล้ว แน่นอนว่าเธอจะได้เป็นสะใภ้ใหญ่ที่ถูกต้องตามกฎหมายพอเราสองคนแต่งงานกัน เขาพูดต่อด้วยแววตาจริงจังและสีหน้าที่แลดูเศร้าสร้อยลงไป

            “...”

            “แต่ฉันไม่มีความสุขเลย... ฉันทำใจไม่ได้ ถ้าเกิดว่าไม่มีคนบริจาคอวัยวะให้ อาชิตะอาจจะจากพวกเราไปเมื่อไหร่ก็ได้นะ ตัวมันเองก็รู้ดีกว่าใครด้วย...

            แค่เพียงได้ฟังนัยน์ตาคู่สวยก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยม่านน้ำตา เธอรู้สึกสงสารเขาอย่างจับใจ ภาพความทรงจำเก่า ๆ ยังคงผ่านเข้ามาในสมองของเธอเพราะเขาคือเพื่อนที่แสนดีมาตลอด ในเวลาที่เธอไม่เหลือใครแม้แต่อากิระ ก็มีเพียงอาชิตะคนเดียวที่คอยเข้ามาปลอบโยน

            เธอเป็นคนแรก ๆ ในโรงเรียนที่รู้ว่าเขาชอบเด็กต่างโรงเรียนทั้งที่บรรดาเด็กสาว ๆ ในโรงเรียนต่างพร้อมยอมเสนอตัวให้เขา แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนชายคนสนิทถึงได้หลงรักเด็กสาวคนนั้นมากนัก แต่เธอก็เห็นใจในความพยายามของเขามาตลอด

            เธอดีใจมากในวันที่รู้ว่าอาชิตะและเมรินเป็นแฟนกันจริง ๆ แต่แค่เรื่องเข้าใจผิดตามด้วยทิฐิของทั้งสอง... มันสมควรแล้วเหรอที่เขาจะเลือกจากไปง่าย ๆ แบบนี้...

            “อากี้...”

            “ฉันจะทำยังไงดีไอชา... ฉันกลัวมันทิ้งพวกเราไปจริง ๆ มันยิ้ม... มันหัวเราะที่เห็นเราคบกัน... แต่ฉันรู้ว่าใจจริง ๆ มันไม่ได้มีความสุขหรอก” น้ำตาหยดหนึ่งของฝาแฝดผู้พี่ที่ลืมตาดูโลกมาพร้อม ๆ กันรินไหลลงในขณะที่อธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อากิระตัดสินใจลุกเดินออกไปถามอาการจากแพทย์ที่เข้ามาตรวจตามเวลา สักพักจึงเดินกลับเข้ามาหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอีกครั้ง

            “...ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะอากิระ?”

            คนบนเตียงเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ อาชิตะหรี่ตามองพี่ชายฝาแฝดที่เหมือนตนเองราวกับแกะซึ่งกำลังทำหน้าเครียด

            “เปล่า ๆ”

            “เหรอ... ง่วงก็นอนไปเลยได้นะเดี๋ยวฉันก็จะหลับแล้ว ช่วงนี้ทีวีน่าเบื่อทุกช่องเลย ถ้าวันไหนนายกลับบ้านไปลองหาซีดีเก่า ๆ สมัยเราเป็นเด็ก ๆ มาเปิดดูกันดีกว่าเนอะ”

            อากิระลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ เตียง มือใหญ่กว่าค่อย ๆ ลูบไปบนเรือนผมสวยของน้องชายตนเองเบา ๆ ก่อนพยักหน้ารับปาก

            ถ้าฉันเดินเข้าไปหามันในห้องของนาย แล้วไม่โดนตุ๊กตาหมีหล่นทับจนตายล่ะก็นะ...

            อาชิตะเหลือบมองพี่ชายปากมากของตนด้วยความเอือมระอา อากิระพูดเกินจริงไปเพราะเดี๋ยวนี้เขาเองก็ว่าเขาเก็บตุ๊กตาคุมะเป็นระเบียบดีแล้วแท้ ๆ ติดแค่ว่ามันเยอะเกินไปก็เท่านั้น

            “...สัญญาแล้วนะ B1

            ไม่มีคำตอบใดออกมาจากพี่ชายฝาแฝดที่ซุกหน้าลงข้าง ๆ อากิระเอามือเขี่ยแก้มอีกฝ่ายด้วยความรัก พี่ชายฝาแฝดบรรจงหอมเบา  ๆ บนมือนั้นราวกับกลัวว่าจะไม่มีโอกาสอีก

            “อดทนหน่อยนะ”

            “อือ... รู้น่ะ” ฝ่ายน้องชายตอบเสียงใส หน้ากากออกซิเจนที่เคยครอบปากเพราะเจ้าตัวต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจกลับเหลือเพียงสายออกซิเจนเล็ก ๆ ซึ่งเจ้าตัวก็ดูจะสบายตัวไปกว่าเก่า

            เขาเหลือบมองโทรศัพท์ที่กำลังชาร์จอยู่ไม่ห่างจากเตียงมาก ที่หน้าจอขึ้นแสดงรูปแบตเตอรี่สีเขียวอ่อนที่เต็มเปี่ยม อาชิตะยกมือข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือดึงสายชาร์จออกแล้วหยิบมันขึ้นมา

            “...ทำไมร้าวล่ะ?” พี่ชายตัวดีเอ่ยถาม อากิระมองดูขอบด้านล่างของโทรศัพท์ที่ร้าว ไอโฟนห้าสีดำสนิทในมือน้องชายดูอย่างกับว่าไปผ่านศึกสงครามที่ไหนมา

            “ก็วันที่ชกกันน่ะแหละ ไม่รู้ทำกระแทกอีท่าไหนดีนะไม่ตกน้ำลงไปด้วย”

            “อา... ฉันซื้อให้ใหม่เอาไหม ขอโทษจริง ๆ นะอาชิตะ”

            เสียงผู้เป็นพี่ชายอ่อยลงทันตา อากิระมองดูโทรศัพท์ใกล้ตายเหมือนเจ้าของด้วยความสำนึกผิด แต่ก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อยที่มันทนและอึดได้ขนาดนี้

            “ไม่เป็นไรน่า แบบนี้ก็ยังใช้ได้อยู่” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันตะแคงนอนไปอีกด้านแทน

            “นายโกรธฉันเหรออาชิตะ”

            “เปล่า ๆ ...ความลับน่ะ” น้องชายฝาแฝดตอบเสียงใส อาชิตะไอเบา ๆ ออกมาก่อนจะเลื่อนมือปลดล็อกใส่รหัสผ่านที่หน้าจอ ทุกอย่างในเครื่องยังคงเหมือนเคยตั้งแต่วันนั้น ภาพพื้นหลังหน้าจอรูปเขาและเธอยังคงยิ้มให้กันเหมือนวันก่อน ๆ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดอะไรขึ้น

            แจ้งเตือนนับหลายสิบรายการเด้งเตือนเต็มไปแทบทุกแอพพลิเคชั่น แต่สิ่งที่เขาสนใจก็คือไลน์ ไลน์ที่ถูกส่งมาด้วยชื่อของคนที่เขากล้าพูดเต็มปากว่ารัก...

            [Merin : ...อาชิตะ...ฉันรักนาย...นายอยู่ที่ไหนกันแน่?...]

            หัวใจที่น่าจะหยุดเต้นไปนานกลับทำหน้าที่ของมันต่อ ชายหนุ่มระบายยิ้มทั้งที่กำลังอ่อนแรงเต็มทีออกมา ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อแต่งงานตามคำสัญญาหวนกลับคืนมาอีกครั้งและมันก็เป็นพลังที่ทำให้เขากล้าที่ต่อสู้กับชะตากรรมของตัวเอง

            แค่เพียงได้เห็นหน้าสักครั้ง... ก็เพียงพอแล้ว...

            นิ้วเรียวยาวกดไล้พิมพ์ข้อความตอบกลับเบา ๆ หัวใจเขาพองโตด้วยความสุขซึ่งเหมือนเป็นหยาดฝนแห่งกำลังใจที่รดรินความด้านชาและบาดแผลลึกในหัวใจไปจนหมด

            [I love you too, please wait for me darling. (ฉันก็รักเธอเหมือนกัน รอฉันก่อนนะที่รัก)]

            ไลน์ถูกส่งออกไปเงียบ ๆ ยังผู้รับในยามดึก อาชิตะพลิกตัวกลับมานอนตามเดิมใบหน้าซีดเซียวมองพี่ชายที่หลับสนิทเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน ก่อนที่เขาจะยกมือไล้เรือนผมนั้นเบา ๆ

            เขารู้ดีว่าทุกวินาทีนั้นมีความหมายแค่ไหน...

            เขารู้ดีว่าคงจะต้องเสียใจไปจนตายถ้าไม่ได้กลับไปปรับความเข้าใจกับคนที่เขารักมากที่สุด...

            ...

            “...ขอโทษนะอากิระ แต่ฉันจำเป็นต้องทำแบบนี้...”
 

 

 

“จะไปเรียนแล้วเหรอ ให้ฉันไปส่งไหม...?” เสียงงัวเงียของใครบางคนที่ยังคงซุกผ้าห่มหนาอยู่บนโซฟาตัวยาว อากิระปรือตาขึ้นมามองร่างเล็กตรงหน้าที่สาละวนวุ่นกับการจัดของใส่กระเป๋าถือตรงหน้า ไอชาหันมองชายหนุ่มที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยรอยยิ้มจางพลางปฏิเสธ

            “ไม่เป็นไรน่า ฉันไปได้ นายนอนเถอะ”

            “ได้ไงล่ะ...แฟนทั้งคน” อากิระเบ้ปากยิ้มน้อย ๆ ดวงหน้าขาวของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อทุกครั้งที่พูดคำหวานซึ่งไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องใช้มันกับเพื่อนสนิทที่กลายเป็นคนรัก

            “ไปได้จริง ๆ เมื่อก่อนไม่เห็นห่วงแบบนี้เลย”

            “ก็นั่นมันเมื่อก่อน ลองเดี๋ยวนี้ใครกล้าเข้าใกล้เธอสิ ฉันจะเชือดมันให้หมดเลยล่ะ” เขายิ้มร้าย อากิระค่อย ๆ ลุกมาช่วยเธอจัดของด้วยรอยยิ้ม แม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาไม่นานนัก แต่เขาก็รู้ว่าเธอต้องทำอะไร วันไหนเรียนวิชาไหน ชอบพกของใช้อะไรหรือไม่ชอบอะไร และทั้งหมดนั้นทั้งสองก็เชื่อว่ามันคือสิ่งที่ตนควรได้รับหลังจากผ่านเรื่องราวร้าย ๆ ทั้งหมดมา...

            “แหม... ใครสอนให้ขี้หึงเนี่ย ฉันแค่ไปเรียนเองน่า อยากกินอะไรไหมเดี๋ยวเลิกเที่ยง ๆ แล้วจะซื้อมาฝาก?” ไอชาถามขึ้นก่อนที่จะหันมายิ้มให้อีกร่างที่นอนมองเธอและอากิระอยู่บนเตียงคนป่วย

            “อาชิตะ... นายอยากกินอะไรไหม?”

            ร่างนั้นได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มจางในขณะที่อากิระมองดูทั้งสองคนที่เข้ากันได้ด้วยรอยยิ้ม ตอนแรกเขาก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอาชิตะจะดีใจมากขนาดนี้ทันทีที่ได้ข่าวเรื่องเขากับไอชา แต่ก็คงถือเป็นเรื่องดีถ้ามันจะทำให้ผู้เป็นน้องชายจะมีความสุขแล้วมีกำลังใจหายหรือดีขึ้นในเร็ววัน

            “อืม งั้นก็ไม่เป็นไร ๆ นอนพักมาก ๆ นะ เดี๋ยวก็หายนะ...” ไอชายิ้มมองชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนแทนก่อนจะหันมายิ้มให้อากิระ

            “ดูแลน้องชายนายเถอะ ทำตัวดี ๆ นะ เดี๋ยวกลับมาจะซื้อขนมมาฝาก”

            “อื้อ ก็ได้ ดูแลตัวเองนะ มีอะไรก็โทรมานะ...” เขาพยักหน้าก่อนจะหยิบกุญแจรถที่วางอยู่ออกมาส่งให้คุมะที่ยืนรอด้านนอกพร้อมสั่งตามประสาคุณชาย “พาไอชาไปส่งที่มหาลัยนะ แล้วก็เสร็จแล้วเอารถไปล้างกับเปลี่ยนยางให้ด้วยเลยแล้วกัน”

            “ครับนายน้อย”

            อากิระมองแฟนสาวและลูกน้องคนสนิทที่เดินออกไปด้วยรอยยิ้มจาง นาฬิกาที่แขวนผนังบอกเขาว่าตอนนี้เจ็ดนาฬิกากว่าแล้วซึ่งใกล้ได้เวลาที่คุณหมอและพยาบาลจะเข้ามาตรวจอาการ รวมถึงเวลาพี่ชายดีเด่นป้อนข้าวให้น้องชายผู้เอือมระอาโลก ซึ่งไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ล้วนต้องแค่นให้กิน ทั้งบังคับจนวุ่นวาย

            กว่าจะจัดการพาน้องชายขี้โรคแปรงฟันล้างหน้าเช็ดตัวบนเตียงจนตรวจอาการประจำวันได้ก็เกือบกินเวลาเป็นชั่วโมง ท่ามกลางท่าทางที่ไม่พอใจนักของอาชิตะที่ดูท่าอยากจะนอนพักไม่ทานอะไรเลย

            “กินอีกคำจะได้มีแรง...”

            โทนเสียงต่ำของพี่ชายฝาแฝดดังขึ้น อากิระค่อย ๆ บรรจงตักโจ๊กอุ่น ๆ หอมกรุ่นไปด้วยไข่ ใบตำลึงและหมูสับชิ้นน้อย ๆ ให้กับร่างเล็กกว่าตนที่กึ่งนั่งกึ่งนอน ใบหน้าของน้องชายบูดเบี้ยว

            “กินเยอะแล้ว...”

            “สามคำเองนะ นายต้องกินเยอะ ๆ กว่านี้สิ เห็นตุ๊กตาคุมะที่นายกอดอยู่ไหม ที่มันอ้วนฉุฉะตุ๊ต๊ะน่ารักก็เพราะมันกินข้าว”

            “อย่าหลอกเด็กเลยอากิระ... นายรู้ดีว่ามันกินนุ่น”

            อาชิตะตอบหน้าตายจนผู้เป็นพี่นั้นต้องวางถ้วยโจ๊กลงหัวเราะ

            “แต่ก็ช่างมันเถอะ แต่นายต้องกินโจ๊กนี่ให้หมดถ้วย ฉันเป็นพี่ชายนาย สั่งอะไรนายต้องทำตกลงไหม?”

            “นายเป็นพี่ฉันแค่นาทีเดียวเอง...ไม่แน่นะ ตอนผ่าคลอดน่ะหมอเขาแค่หยิบนายออกมาก่อนไง นายเลยเป็นพี่ฉัน ทั้งที่ฉันอาจจะเป็นพี่ชายนายก็ได้นะ”

            “นายก็เลยจะไม่กินข้าวตามที่ฉันบอก?”

            “อือ...”

            “มาองมาอืออะไร! กิน ๆ เข้าไปเลย ...นายแค่อ้างเท่านั้นแหละน่า” อากิระตัดบทก่อนจะค่อย ๆ ตักโจ๊กอุ่น ๆ นั้นส่งให้ถึงปากคนที่นอนอยู่ แม้จะไม่ได้สังเกตจริงจังแต่เขาก็ดูออกว่าอาชิตะเปลี่ยนไปมาก จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลาแม้จะป่วยและซีด มันก็ยังดีกว่าร่างที่ใกล้เคียงกับศพที่มีชีวิตแบบนี้...

            เรียวปากซีดออกม่วงจาง ๆ ขยับรับโจ๊กอุ่น ๆ จากปลายช้อนแบบไม่พอใจนักแต่ก็จำยอมทานจนเกือบหมดท่ามกลางความพอใจของพี่ชายฝาแฝดที่บรรจงเอาผ้าสะอาดนุ่ม ๆ เช็ดปากและใบหน้าให้อย่างไม่รังเกียจ

            “นายต้องหายนะ”

            น้องชายพยักหน้าน้อย ๆ อย่างเข้าใจ อาชิตะมองดูร่างกายที่ผ่านผอมของตนเองแล้วอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ เขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมากลายเป็นคนป่วยหนัก ร่างกายที่เคยสมส่วนแม้จะดูผอมในตอนนั้นยังดีกว่าเนื้อหุ้มกระดูกในตอนนี้  เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตเขาและจบลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีให้หลังมานี้ ตั้งแต่การได้รู้จักกับเมรินอีกครั้งในฐานะที่เธอเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเดียวกัน รวมถึงความสัมพันธ์และมิตรภาพกับเพื่อน ๆ ที่สะบั้นลงเพราะความไม่เข้าใจ

            จากวันที่สั่งให้โทมะไปทำเรื่องดรอปแต่มีอันต้องยุติไปก่อนเพราะเขาอาการทรุดนั้นก็ผ่านมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ความรู้สึกด้านชาในตอนที่ตื่นขึ้นมาโดยไม่มีเมรินในช่วงหลายวันนี้เป็นเหมือนแผลเป็นที่กำลังอักเสบจนหมดวิธีที่จะรักษานอกจากการรอเวลาเท่านั้น

            ทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตวัยรุ่น...และมันก็เร็วเกินไปด้วยซ้ำที่จะต้องมาอยู่ในสภาพนี้... สภาพน่ารังเกียจที่ไร้เรี่ยวแรงจะมีชีวิตต่อไป... สภาพที่เขาได้หายไปจากความทรงจำของทุกคนในเมฮิเมะ...

            “...ฉันทุเรศตัวเอง...”

            “...อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็หายแล้วน่า” อากิระปลอบคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ผู้เป็นพี่ค่อย ๆ กุมมือเขาเอาไว้ด้วยความรัก ด้วยความผูกพันเสมือนเป็นคนเดียวกันของฝาแฝดอากิระจึงรับรู้ถึงความเจ็บปวดนี้ดีมากกว่าใครทั้งหมด และหากว่าวันหนึ่งต้องสูญเสียอีกคนไปล่ะก็... ถึงจะมีไอชาอยู่ข้าง ๆ แต่โลกทั้งใบเขาย่อมต้องไม่มีทางเหมือนเดิม

            “กลัวต้องอยู่คนเดียวเหรอ ไม่เอาน่า เดี๋ยวนี้นายมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วนะ ฮ่ะ ๆ ...ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเราไม่เจอกันกี่วัน แต่นายรู้ไหม ตอนนี้กับตอนนั้น... นายเหมือนคนละคนกันเลย”

            “...”

            “เพราะงั้นแหละ นายจะอยู่ได้ เชื่อฉัน”

            “จะมีประโยชน์เหรอถ้าไม่มีนาย? พระอาทิตย์จะขึ้นใหม่ได้ก็ในวันพรุ่งนี้ หากมีวันพรุ่งนี้ก็ย่อมมีพระอาทิตย์... การมีอยู่ของนายคือการมีอยู่ของฉัน เราเกิดมาพร้อม ๆ กัน มีอะไรในตัวที่เหมือน ๆ กัน... คนบนโลกมีมากเป็นล้าน ๆ คนเลยนะ แต่เราสองคนกลับเกิดมาเป็นฝาแฝดคู่กัน ฉันอยู่ไม่ได้หรอก แล้วฉันก็จะเชื่อด้วยว่านายต้องหาย”

            อาชิตะที่กำลังจะหลับตาได้ยินก็ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองอีกครั้ง ใบหน้าของผู้เป็นน้องชายฉายแววสงสัย เสียงหัวเราะขมขื่นเบา ๆ บ่งบอกกับพี่ชายตนเองว่าคงเป็นไปไม่ได้

            “ทำไมคิดแบบนั้น...”

            “เพราะมันมีแค่นายที่คิดว่าตัวเองจะต้องตายก็เลยยอมแพ้... นายเชื่อว่าพระเจ้ากำหนดเอาไว้ให้นายต้องตายก่อนฉัน แต่ตอนที่ฉันเป็นแบบนาย ฉันคิดมาตลอดว่าฉันนี่แหละที่จะไม่ยอมแพ้... ชอบเหรอ รับได้แน่ ๆ เหรอที่จะตายแบบเสียชาติเกิดแบบนี้? เที่ยวผับไม่เคยเที่ยว ผู้หญิงไม่เคยมั่ว ผู้ชายไม่เคยลอง เหล้าไม่กิน พ่อแม่ไม่เคยได้เลี้ยงดู... ตายตอนนี้นายว่านายเหมือนเด็กไปหรือเปล่า? ...เกิดมานี่นายจะทำแค่ตามคำสัญญาที่มีให้กับผู้หญิงคนเดียวเหรอ? เจอเขาแล้วแต่งงาน แต่งงานเสร็จก็ตายหายห่วง นี่นายคิดแค่นี้เหรออาชิตะ?”

            เหมือนอะไรสักอย่างขึ้นมาจุกที่อก อาชิตะเหลือบมองผู้เป็นพี่แล้วคิดตามอย่างเข้าใจก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา

            "เดี๋ยวนี้ได้ทีก็บ่นเป็นมนุษย์ลุงเลยนะ"

            "เอ้อ! ฉันสงสัยมานานแล้ว ไอ้มนุษย์ลุงอะไรเนี่ยมันหมายความว่ายังไงฮะ?" อากิระขมวดคิ้วเป็นปมถามขึ้นด้วยความสงสัย หากจำไม่ผิดชายหนุ่มได้ยินไอชาเรียกตนแบบนี้เมื่อครั้งที่ไปอยู่ด้วยกัน แต่การถูกเรียกซ้ำ ๆ มันก็ชักทำให้เริ่มสงสัย

            “ฉันเดานะ คงเป็นชายแก่คร่ำครึทางปัญญา แต่ส่วนมากแล้วก็มีแต่คนอายุมาก ๆ เอาแต่บ่น ๆ ตรรกะอยู่ไหนฉันไม่สน ฉันจะบ่นอย่างเดียว” อาชิตะบัญญัติศัพท์ให้พลางหันมองพี่ชายฝาแฝดตนอย่างขบขัน

            “ไอ้เด็กนี่มันน่าดึงสายออกซิเจนที่เสียบรูจมูกออกจริง ๆ นะ”

            อากิระค้อนตามอง ซึ่งผู้เป็นน้องชายก็ทำได้เพียงหัวเราะเบา ๆ พร้อมท่าทางเหนื่อยอ่อน อากิระจึงจำตัดบทสนทนาไว้เพียงแค่นั้นแล้วค่อย ๆ ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาห่มให้จนถือคอเพื่อความอบอุ่น

            “นอนได้แล้วไอ้ลูกหมา...ปากมากแบบนี้อีกไม่นานก็หาย”

            แม้จะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแต่อาชิตะก็ยิ้มเป็นสุข นัยน์ตาคู่นั้นยังคงมองจ้องผู้เป็นพี่ชายที่นั่งคุยไลน์ท่าทางมีความสุขกับไอชาที่อยู่ข้าง ๆ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของพี่ชายดูมีความสุขเสียเหลือเกิน แต่มันก็ดีแล้วล่ะในความคิดของชายหนุ่ม...

            แต่นะ... เขาเองก็อยากมีความสุขกับเจ้าของไลน์เมื่อคืนแบบนี้บ้าง...

           

            [Merin : …อาชิตะ...ฉันรักนาย...ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนกันแน่?...]

 

            ข้อความเดิม ๆ ยังคงถูกเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาชิตะสังเกตว่าข้อความที่เขาส่งไปนั้นยังไม่ถูกอ่านจากอีกฝ่าย แต่มันก็ไม่ได้แปลกอะไรเพราะมันเป็นช่วงใกล้สอบปลายภาคแล้ว บางทีเธออาจจะกำลังเคร่งเครียดเรื่องการเรียนอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้

           

            “เป็นอะไรรึเปล่า?” อากิระเหลือบมองด้วยท่าทีสงสัยเมื่อเห็นน้องชายตนเงียบเสียงไปนาน ผู้เป็นพี่ชายวางโทรศัพท์ตนลงกับโต๊ะแล้วเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ

            “เปล่า แค่กำลังคิดวิธีหนีในคุกกี้รัน”

            จริง ๆ เกมเก่าแบบนั้นอาชิตะเลิกเล่นมันไปตั้งแต่ก่อนเข้าโรงพยาบาลแล้ว เพียงแต่แค่ลองคิดเล่น ๆ แล้วมันก็เหมือนกับสิ่งที่เขาอยากทำเหมือนกันนะ...

            หนีออกจากโรงพยาบาลยังไงล่ะ

            “ยากตรงไหน... แค่กด ๆ วิ่ง ๆ กระโดด ๆ เอาก็ผ่านแล้ว จะหนีทั้งทีสมองไม่ต้องใช้มากหรอก เอาแค่ใจฮึดสู้วิ่งไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะชนะแล้ว” แฝดผู้พี่พูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ วางโทรศัพท์ตนลง อากิระมองน้องชายที่นอนสนใจโทรศัพท์อยู่บนเตียงด้วยท่าทางเอ็นดู

            “ฉันสอนให้เอาไหม?”

            “ไม่ต้องหรอก ฉันจะนอนแล้ว... คุกกี้ขี้โรคจะไปทำอะไรได้”

            “ก็คิดโทษตัวเองแต่แบบนี้ ก็ถึงได้ไม่หายสักทีไง ...ผู้ป่วยที่เขาเป็นมะเร็งหรือลูคิเมียอีกตึกที่เขาเป็นหนักจริง ๆ เขายังไม่มานั่งย่อท้อแบบนายเลยนะ แต่นายนี่สติหลุดจริง ๆ ว่ะ เดี๋ยวอยากนอน เดี๋ยวอยากเล่นเกมส์ เดี๋ยวมีอารมณ์ว่าฉันแก่ เดาใจไม่ถูกจริง ๆ เฮ้อ!

            อาชิตะมองพี่ชายจอมบ่นของตนเองด้วยรอยยิ้มจางก่อนจะเริ่มแหย่ “ฝาแฝดครับ... นับวันพี่จะแมนมากขึ้นนะครับเนี่ย นอกจากความคิด คำพูดคำจา ...ผมมองดี ๆ ผมเห็นหน้าพี่มีสิวเสี้ยนฝ้าแดดด้วยล่ะ... ฮ่ะ ๆ ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับแหละนะอากิระ ว่านายเหมือนมนุษย์ลุงแล้ว...”

            “อาชิตะ! นี่นายอยากโดนดึงสายออกซิเจนจริง ๆ ใช่ไหม ห๊า!

            “พูดมากปากเหม็นน่า ไปอาบน้ำไปอากิระ...จะเที่ยงแล้ว ไม่ต้องเฝ้าก็ได้ ฉันจะนอนพักสักหน่อย เดี๋ยวหมอเข้ามาอีก ไม่ได้นอนพอดี...”

            เพราะอีกฝ่ายพูดแบบนั้น อากิระที่เห็นด้วยก็เลยพยักหน้าเข้าใจ ชายหนุ่มพยายามลืมเรื่องเสียหน้าที่ถูกแซวอ้อม ๆ ว่าปากเหม็นไปแล้ววางแผนว่ากว่าตนจะอาบน้ำเสร็จ น้องชายฝาแฝดตัวแสบก็คงหลับเพราะฤทธิ์ยาบวกกับอาการอ่อนเพลียอยู่แล้ว เขาก็คงจะออกไปหาอะไรทานด้านล่างได้ไม่ยากเย็นนัก

            เพราะห้องน้ำที่นี่นั้นไม่สะดวกสบายเท่าบ้านแม้จะเป็นห้องพิเศษระดับมหาเศรษฐีนอนจนมีห้องติดกันสำหรับคนเฝ้าไข้ตลอดจนเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง แต่อากิระก็ยังไม่คุ้นชินมากนัก ทั้งยังอยู่กันแค่สองคนกับฝาแฝดที่เห็นกันมาทุกส่วน ผู้เป็นพี่ชายเลยตัดสินใจที่จะถอดเสื้อผ้าชั้นนอกที่เป็นเสื้อกันหนาวตัวหนาที่ใส่คลุมทับเสื้อยืดตัวบางทีขาวด้านในพร้อมกับกางเกงยีนส์ดูมีราคา พร้อมกับกระเป๋าเงินซึ่งดูท่าจะมีเงินไว้ในในยามฉุกเฉินอยู่พอตัวด้านใน

            “...” แผ่นหลังสีขาวนวลของผู้เป็นพี่นั้นฉายสะท้อนในแววตาของน้องชายที่นอนมองด้วยความรู้สึกบางอย่าง อากิระรวบผมยาวถึงเอวขมวดเป็นปมก่อนจะเอายางรัดลวก ๆ แล้วเดินนุ่งผ้าขนหนูเข้าไปด้านในแต่มิวายตะโกนสั่งพวกคิมูระด้านนอกให้คอยระวังคนเข้ามาทำอันตรายน้องชายฝาแฝด

            อาชิตะยิ้มมองส่งท้ายให้กับอากิระด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก แค่เพียงคล้อยหลัง ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ฮึดแรงพาร่างที่ไร้แรงนั้นลุกขึ้นช้า ๆ บนเตียง แววตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นที่จะหนีออกไปในขณะที่ค่อย ๆ แกะเข็มน้ำเกลือที่หลังมือออกช้า ๆ แม้จะพอมีเลือดติดออกมาอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร อาชิตะที่คุ้นชินกับการเป็นคนป่วยหนักมองดูเครื่องติดตามชีพจรแล้วตัดสินใจปิดมันเพื่อไม่ต้องการให้มันส่งเสียดังเมื่อตรวจสอบสัญญาณชีพไม่ได้ ถึงแม้ในอีกไม่ช้าหมอและพยาบาลจะต้องกรูกันเข้ามาเพราะคิดว่าเขาหัวใจหยุดเต้นหรือเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่มันก็คงพอซื้อเวลาให้หนีออกไปจากที่นี่ได้ไม่ยากเย็นนัก

            “ขอโทษนะอากิระ... ฉันแค่อยากเจอเมรินเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นเอง แล้วฉันจะรีบกลับมานะ...”

            ประตูห้องถูกเปิดอีกครั้งพร้อมกับพวกลูกน้องด้านนอกที่ให้ความเคารพเสมือนว่าเขาคืออากิระ อาชิตะพยายามทำกิริยาท่าทางทุกอย่างตามพี่ชายตนหวังตบตาคนที่เฝ้าด้านนอก โชคยังดีที่โทมะและคุมะไม่อยู่ส่วนคิมูระก็ดูท่าจะยุ่ง ๆ ลูกน้องระดับล่าง ๆ จึงแทบไม่มีใครแยกเขาและอากิระออกจากกันได้

            “นายน้อยอากิระอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอครับ?”

            “อืม พอดีรีบอาบ เดี๋ยวฉันจะออกไปธุระด้านนอกสักพัก...”

            “ละ แล้วแบบนี้นายน้อยอาชิตะล่ะครับ?” ลูกน้องคนหนึ่งถามขึ้นซึ่งอาชิตะที่รอโอกาสอยู่จึงยิ้มเมื่อแผนการเข้าทาง

            “อ๋อ! อาชิบอกฉันว่ามันเหนื่อย ๆ อยากนอนพักเงียบ ๆ ห้ามใครเข้าไปรบกวนล่ะ ...พวกนายก็รู้นี่นะว่าห้ามขัดใจมัน” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ทั้งในใจอยากหลุดหัวเราะออกมา แต่ช่วยไม่ได้ที่ต้องโกหกเพราะสิ่งที่เขาต้องการนั้นคือการได้พบกับเมรินอีกสักครั้ง

            ไม่มีโอกาสอื่นนอกจากตอนนี้เท่านั้น...

            พวกลูกน้องทำท่าเข้าใจจนอยากขอตามแต่โดนห้ามดักคอไว้เสียก่อน โชคจึงเข้าข้างให้เขาหนีออกมาได้ อาชิตะรีบเดินให้พ้นสายตาของเหล่าการ์ดของตนเพื่อลงลิฟต์มาด้านล่างจนสำเร็จ

            ปกติแล้วเขาเคยได้ยินว่าด้านล่างไม่ไกลนักน่าจะพอมีแท็กซี่รับส่งผู้โดยสารจอดรออยู่ และถ้าเดินทางด้วยแท็กซี่ล่ะก็หากไปไหนไม่ถูก แต่อย่างน้อยก็คงไปถึงที่หมายได้โดยไม่ถูกตามตัวง่าย ๆ

            “ไปไหนครับ?”

            “อ่า... เมฮิเมะครับ”

            เขาบอกอย่างมั่นใจก่อนจะเดินเข้าไปนั่งด้านในรถ แม้จะมีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นง่าย ๆ แต่โชคอาจจะดีมากที่คนขับดูจะไม่สนใจอาการผิดปกติอะไรเขานอกจากข่าวการเมืองในวิทยุที่เปิดเสียงดัง

            แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือไม่ถึง 10% นั้นเริ่มถูกใช้หนักขึ้นจากการหาพิกัดของอีกฝ่ายด้วยแอพพลิเคชั่นตามหาเพื่อนผ่านไอโฟน อาชิตะเป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่ารอบคอบมาตั้งแต่แรกที่จงใจซื้อโทรศัพท์แบบเดียวกันกับของเขาทั้งยังแอบเปิดใช้แอพพลิเคชั่นนี้สำหรับการติดตามเมริน และเขาก็เชื่อว่าเธอที่ไม่ค่อยประสาเรื่องเทคโนโลยีจะตามเขาไม่ทัน

            พิกัดของเป้าหมายอยู่ห่างจากที่นี่ไปอีกไม่ไกลมากในขณะที่โรงพยาบาลที่ถูกทิ้งเอาไว้ด้านหลังน่าจะเกิดเรื่องโกลาหลขึ้นแล้วล่ะ...

 

 

 

 



 

______________________________________





ตอนนี้อาจจะยาวนิดนึงหรืออาจจะแบ่งครึ่งลงเป็น 
Arrest I กับ Arrest II เหมือนตอนก่อน ๆ นี้นะคะ
แต่เป็นช่วงที่เนื้อเรื่องชวนใจหายใจคว่ำที่สุด
ใครที่รอลุ้นอาชิตะกับเมรินเตรียมกระทืบฮิเมะได้เลยน๊า <3

ไม่กล้าบอกว่ามันจะดราม่าเพราะมันก็ดราม่าทุกตอน
ตอนนี้ทุกคนเดาออกหรือยังคะว่า
อาชิตะป่วยเป็นอะไร
ถะ ถ้าเดาออกรอบหน้าเข้ามาอัพจะได้ถือหมวกกันน็อคเข้ามาด้วยน่ะค่ะ
รู้ตัวว่าทำรุนแรงกับพระเอกมากไป T//w//T
เดา ๆ กันได้นะคะ เดี๋ยวมาเฉลย <3


ยังไงก็ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะคะ
เดี๋ยวปิดเทอมนี้จะกลับมาให้รัว ๆ เลยน๊า :D

 

แอร๊ยยยย อัพครบ 100% แล้วค่ะจริง ๆ น่าจะเกินด้วย คำเฉลยอยู่ในตอนหน้านะ
ปล. สอบเสร็จแล้วค่า พรุ่งนี้จะอัพเยอะ ๆ นะ (งานเชือดคนเราถนัด)
ภาพประกอบที่ชอบทำเองตรงหัวตอนขอแปะไว้ก่อนนะคะ
เพราะว่าจะวาดเองค่า แต่เมาส์ปากกาอันเก่าตาย
เดี๋ยวรอกลางเดือนก่อนนะ จะไปถอยมาใหม่ค่าาา

 

ปล. แจ้งตรงนี้เลยนะว่าอาจจะเข้ามาไล่แก้คำผิดทั้งหมดเร็ว ๆ นี้ค่า :D

 

 

//รีบมุดลงท่อนิรภัย

 






 

337 ความคิดเห็น

  1. #326 3818 (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 13:33
    ดราม่าจริง ไรจริง อ่านไปก้มโนไปยิ่งเห็นภาพอชิอชิน่าสงสารมากขึ้น ..จุก จนอยากร้องให้ออกมา ....ถ้าได้อ่านตอนฝนตกนี่ยิ่งเพ้อใหญ่
    #326
    0
  2. #271 rose (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 14:56
    อาชิตะ เป้นโรคหัวใจชัยม่ายย เลยต้องรอเปลี่ยนหัวใจ ปล. หวังว่าน่าจะเดาถูกนะ เเต่จะเศร้ายังงัยก็ด้าย สุดท้ายขอหัยอาชิตะรอดเเละคู่กะเมรินก็พอ...
    #271
    0