CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 60 : [[,,,Chapter 45,,,]] Undercover III [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ก.ค. 57

JJ♕


45

Undercover III

   เสียงฮืออื้ออึงจากกลุ่มคนนับครึ่งร้อยดังขึ้นภายในบริเวณสวนญี่ปุ่นกว้าง ฝีเท้าหนักย่ำเหยียบบนหญ้าที่เพิ่งงอกยอดอ่อนโผล่พื้นหน้าดินอย่างไร้ความปราณี เสียงกรีดร้องและจังหวะบุกที่ฮึกเหิมทั้งสองฝ่ายดังขึ้นโดยไม่มีใครกลัวเกรงใคร เมื่อกลุ่มชายในชุดดำไม่ทราบสังกัดมาบุกเข้าจู่โจมทุกชีวิตที่อยู่ที่นั่นโดยที่พวกเขาไม่เคยได้เตรียมตัวมาก่อน

            “ทะ ท่านโทมะครับ!?” กลุ่มการ์ดในชุดดำเรียกร่างที่ยืนตระหง่านเป็นเชิงขออนุญาตต่อสู้เพื่อป้องกันตนเองและทรัพย์สินของนายจ้างจากคู่อริที่ไม่ทราบที่มาที่ไป ในขณะเดียวกับพวกที่อยู่บริเวณอื่นในคฤหาสน์ต่างก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบบริเวณราวสังเกตการณ์และคุมเชิง

            “ยืนรออะไร!? เล่นพวกแม่งนี่ให้หมด!

            น้ำเสียงเย็นแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ออกมา ดวงหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักยังคงคลี่ยิ้มพอใจ มือใหญ่ชักดาบวากิซาชิซึ่งซ่อนในอกเสื้ออกมาอย่างรวดเร็วในคราวเดียวกับที่อีกฝ่ายซึ่งไม่ทราบที่ไปที่มาบุกเข้าถึงตัว

            เคล้ง!

            เสียงใสของโลหะกระทบกันพร้อมประกายไฟจากการเสียดกระทบ ร่างสูงสง่าของหัวหน้าการ์ดผู้รักษาความปลอดภัยตั้งมั่นรับการโจมตีจากชายชุดดำปิดบังใบหน้า ไอร้อนจากแรงเสียดสีระหว่างสองดาบซึ่งต่างขนาดนั้นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

            “ดาบเล็กแค่นั้นคิดว่าจะสู้ได้หรือยังไง!” ผู้รุกรานเค้นเสียงเข้มถามด้วยท่าทีขบขัน สายตาคมซึ่งถูกซุกซ่อนในผ้าบังหน้านั้นดูแคลนวากิซาชิในมือของโทมะเหมือนราวคนไม่ได้รู้จักพิษสงอะไร หากแต่สำหรับโทมะ... เขากลับไม่ได้มีอาการตื่นกลัวแม้แต่น้อย

            ราวกับมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสามัญตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา...

            “หึ ก็ลองดูหน่อยไหมล่ะ?”

            ไม่ว่าเปล่า โทมะสกัดและเบี่ยงตัวหลบวิถีดาบคาตานะเล่มยาวอย่างคล่องแคล่ว ปลายคมกริบของดาบเล่มเล็กในมือตวัดตัดผ่านหลอดลมอีกฝ่ายจนต้องล้มทั้งยืน หยดเลือดสีแดงฉานจากเหยื่อรายแรกสาดลงทั่วสวนสวยจนยอดหญ้าเป็นสีแดงสด

            “...”

            ไร้เสียงอื่นใดนอกจากฝีดาบที่กระทบกัน สถานการณ์นั้นดูจะไม่สู้ดีนักเมื่อฝ่ายผู้บุกลุกไม่ทราบสังกัดนั้นมีอาวุธที่เตรียมพร้อมจู่โจมมามากกว่า ราวกับว่ามันไม่ใช่โจรธรรมดาแต่หากมาเพราะเป็นคำสั่งของใครสักคน

            “พวกไอ้ลูกหมาเซยะหรือไงวะ!?” คุมะประกาศกร้าว ร่างที่ท้วมใหญ่ดูอุ้ยอ้ายขัดใจนั้นในยามนี้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วผิดตา ใบหน้าเป็นมิตรนั้นปราดมองฝั่งคู่อริด้วยแววตาตั้งคำถาม

            “...ไอ้อ้วนชั้นต่ำอย่างแกไม่จำเป็นต้องรู้!

            “หา! แกเรียกฉันว่าไอ้อ้วนอย่างนั้นเหรอ!

            คุมะแผดเสียงไม่พอใจ มือใหญ่คว้าคอของอีกฝ่ายมาบีบแน่น กำปั้นใหญ่ระดมอัดเข้าบริเวณหน้าท้องอย่างไม่ยั้ง

            “คิดจะเล่นกับคนของอาคิโมโตะมันยังเร็วไปร้อยปี!

            คุมะตวาดลั่น ร่างสูงใหญ่ละผ่านร่างที่เพิ่งกระทืบจนร้องโอดโอยบนพื้นอย่างไม่ใยดี ในขณะที่ต้องตั้งกับกับศัตรูคนใหม่ที่พุ่งมาต่อกร

            “หักแขนขาแต่เก็บปากมันไว้สอบสวนก่อนโทมะ!” เสียงดังของเขาบอกกับคู่หูที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก ทางด้านโทมะนั้นดูดุเดือดและน่ากลัวผิดแปลกไปจากปกติที่เคยเห็น ใบหน้าเรียบนั้นมีรอยยิ้มออกมาตลอดเวลาทั้งที่เขากำลังไล่ล่าและสังหารมนุษย์ด้วยกัน

            “...สั่งใคร...”

            เสียงเย็นเอ่ยถามกลับ ดวงตาที่เคยเป็นมิตรนั้นแฝงไปด้วยความสุขเสียจนผิดปกติ ดวงหน้าขาวซึ่งเคยเป็นที่จับตามองของหญิงสาวทุกคนที่เดินผ่าน กลับถูกแต่งแต้มด้วยหยดเลือดที่กระเซ็นมาจากร่างศัตรู

            “ไอ้บ้านี่!

            “หักขาแขนเสียเวลา ฆ่ามันไปเลยง่ายกว่างานจะได้เสร็จไว ๆ” อีกฝ่ายตอบหน้าตาย โทมะผลักร่างที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมลงกับพื้นราวกับเป็นผักปลา ท่ามกลางไฟสงครามจากผู้รุกรานที่ปรารถนาร้ายกลับทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตของตนก่อนที่จะเข้ามาอยู่ที่นี่

            “จะบ้าไปแล้วหรือไงวะโทมะ!

            “อาคิโมโตะมีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ไม่ให้ต้องไปตายข้างถนน แล้วไอ้พวกนี้มันมาหวังร้าย แกคิดว่าฉันจะอยากปล่อยมันไปหรือยังไง!? มันอาจจะมาเพื่อทำร้ายนายน้อยก็ได้! โทมะที่ถูกว่าตะคอกใส่พลางตั้งท่ารับการโจมตีจากชายชุดดำที่ขนาดตัวแทบเท่ากัน สายตาของเขาผู้นั้นจ้องมองโทมะอย่างเกลียดชังเฉกเช่นว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ

            “แกสินะ... คนของไอ้ลูกหมาอาชิตะ”

            “อย่าบอกนะแกน่ะ!

            “ทำพูดดีไปเถอะ เงาหัวพวกแกที่นี่จะหายแล้วยังไม่รู้อีก! น่าสมเพชจริง ๆ ที่เอาความสามารถมาทิ้งให้คนอย่างมันกับพ่อชั่ว ๆ ของพวกมัน!

            “...!

            ชายหนุ่มกัดฟันกรอดไม่พอใจ สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุดก็คือการถูกดูหมิ่นจากผู้อื่น แล้วทั้งอาสึชิและอาชิตะต่างก็ช่วยเหลือเขามาตลอดแท้ ๆ

            ภาพในความทรงจำเก่า ๆ ไหลย้อนกลับมาอีกครั้งแม้จะผ่านล่วงเลยมานับเป็นหลายปีแล้ว แต่คำพูดของคน ๆ นั้นในตอนที่เขายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาซึ่งถูกต้อนจนแทบจนมุมจากอดีตเพื่อนพ้องของตนเอง...

            ไม่ใช่พวกตัวเอง คุณจะยื่นมือเข้ามายุ่งทำไม...

          ‘พวกคืออะไร? แค่แบ่งแยกว่าฉันเป็นใครกับเธอเป็นใครน่ะเหรอ?

          ‘อาสึชิ อาคิโมโตะ... นี่คุณ!’

          ‘ฉันก็เคยถูกทรยศมาเหมือน ๆ กับเธอนั่นแหละ! แต่มันไม่ได้แปลว่าคนทุกคนเขาจะเข้ามาเพื่อทรยศเธอตลอด... ถึงในฐานะเธอมันจะเรียกว่าชั้นต่ำเมื่อมองในมุมมองของฉัน แต่แล้วไง จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนเหมือนกับพวกฉันงั้นเหรอ!?

          ‘…’

            ภาพในอดีตหยุดลงดาบสั้นในมือตวัดตัดพลาดจนร่างใหญ่นั้นหวิดจนเสื้อของอีกฝ่ายขาดวิ่น แผ่นหลังเปลือยเปล่าไร้สังกัดของชายคนนั้นทำให้โทมะรู้สึกอดที่จะสงสัยไม่ได้ แต่ด้วยร่างกายที่ล้ากว่าจากการต่อของชายหนุ่มจึงทำให้เขาอ่อนแรงในขณะที่ดาบยาวเล่มคมนั้นตวัดเข้ามาประชิดตัว

            “โทมะ!

            ...!

            หยดเลือดแดงฉานกระฉูดออกจากร่างยามเมื่อคมดาบตวัดผ่านแม้เบี่ยงตัวหวังหลบ ฮาโอริสีดำสนิทขาดวิ่นเป็นแนวยาวด้านหลังพร้อมกับบาดแผลสดอาบไปด้วยเลือดท่ามกลางความตกใจของทุกคน

            “ท่านโทมะ!” พวกการ์ดอาคิโมโตะจับจ้องมองร่างนั้นซึ่งทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยเสียหลัก คุมะที่อยู่ใกล้รีบรุดเข้ามาหวังประคองแล้วป้องกันหากอีกฝ่ายโจมตีซ้ำแต่กลับถูกอีกฝ่ายตวาดไล่

            “...อย่าเข้ามายุ่ง!” เขาหอบหายใจเหนื่อย โทมะกัดฟันยกแขนขึ้นฉีกเสื้อที่ขาดกระจายนั้นออกอย่างไม่แยแสบาดแผล ท่ามกลางสายตาเบิกโพลงของเหล่าลูกน้องที่ติดตามมานั้นมันสะท้อนภาพรอยสักมังกรตัวใหญ่ที่พันร่างของเขาเอาไว้แทบทั้งตัว

            “...”

            “เห็นแล้วว่าฉันมันเป็นยากุซ่า... แล้วยังไง?” ใบหน้าคมนั้นปราดมองคู่กรณีที่ยืนนิ่งเงียบ นัยน์ดุดันของโทมะไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวด หากแต่เป็นแววตาเคียดแค้น

            ที่ใต้ที่ปิดหน้าปิดตาราวกับนินจานั้น...

            คือคนที่เขาน่าจะรู้จัก...

            “...เข้าใจแล้วว่าทำไมไม่บุกเข้ามาตอนที่คุณเมรินอยู่ หึ! ในที่สุดฉันก็ได้เจอกับแกแบบตัวเป็น ๆ” เขาแค่นหัวเราะ นัยน์ตาเจ็บแค้นปราดมองอีกฝ่ายด้วยไฟที่สุมในอก ความเจ็บปวดที่เห็นนายของตนในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนับครั้งไม่ถ้วนทำให้เขารู้สึกเกลียดชังชายที่ยืนปิดบังใบหน้าอยู่นั้นทั้งที่เลือดแดงฉานยังคงไหลรินออกจากบาดแผลราวก๊อกน้ำที่แตก

            “...!

            “อย่าบอกนะว่า...” คุมะมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาเจ็บแค้นตามกันพร้อมกับพวกอาคิโมโตะที่กรูวงล้อมเข้ามา

            “ไอ้ซะ...”

            ยังไม่ได้ทันพูดอะไรต่อก็ถูกจู่โจมอย่างไว ดาบในมือของอีกฝ่ายเฉียดร่างอาบเลือดของโทมะไปหวุดหวิดในขณะที่คุมะเองก็ตวัดดาบใส่แต่เหมือนทั้งหมดจะหยุดนิ่งเพียงแค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงขบวนรถที่ขับเข้ามาในซอย

            “ถึงพวกแกจะรู้ก็ทำอะไรไม่ได้... เสียดายที่ฉันไม่รู้ว่าไอ้อาชิตะอยู่ที่ไหน ไม่งั้น... การที่มันทำให้น้องเมรินของฉันร้องไห้ มันจะต้องชดใช้ให้มากกว่านี้” ร่างนั้นทิ้งท้ายก่อนจะรุดถอยกำลังไปพร้อมกับลูกน้องส่วนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่โดยมีพวกอาคิโมโตะไล่กวดติดตามตัวไปติด ๆ

            เสียงหอบหายใจข่มความเจ็บดังขึ้นเบา ๆ โทมะทำได้เพียงมองดูเหล่าลูกน้องของตนไล่ตามร่างที่เขารู้จักดีนั้นไปก่อนจะทรุดกายล้มลงเพราะบาดแผลสาหัส ท่ามกลางเสียงหวัดร้องของสาวใช้แม่บ้านและเหล่าลูกน้องที่รุดเข้ามาประคอง

            เขาไม่เข้าใจ... ทำไมกันที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเป็นไปได้มากขนาดนี้...

            เขาไม่เข้าใจ... ทำไมกันที่จะต้องเกลียดชังอาชิตะ ทั้งที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นได้เพียงคนธรรมดาที่ลำพังแค่ต่อสู้กับโรคร้ายยังลำบาก... ทำไมต้องเกลียดคนที่ทั้งชีวิตทำเพื่อคนอื่นขนาดนั้น...

            ทำไมกันที่รักหลายเศร้านี้ดำเนินมาจนถึงทางตันจนต้องพยายามมากมายเพื่อหยิบยื่นความตายให้กับคนที่เกลียด แม้แต่การต้องไปรับใช้คนชั่วช้าอย่างเซยะนั่นหรือ? ไม่ได้รู้สึกถึงพิษสงของเซยะที่แม้แต่โทมะซึ่งอยู่ในโลกมืดของยากุซ่ามาตลอดยังพรั่นพรึง...

            ความรักในแบบของเซนที่มีต่อเมริน... แท้จริงแล้ว... มันเรียกว่าอะไรกันแน่?

            แล้วใครกันล่ะ ที่จะหยุดทุกความสูญเสียครั้งนี้ลง...



 

            รถเมล์ปรับอากาศคันใหญ่ที่มีผู้คนหนาตาค่อย ๆ แล่นผ่านทิ้งบ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงัดของชายหนุ่มเอาไว้ด้านหลัง พร้อมกับดวงตะวันยามบ่ายที่เริ่มเคลื่อนคล้อยลงต่ำเข้าไปทุกที ท่ามกลางเมืองหลวงใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล บนถนนสายหลักเลี่ยงใจกลางเมืองนั้นยังคงวุ่นวายและเต็มไปด้วยรถรามากมายที่แออัดและเบียดเสียด

            เมรินเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยแววตาที่อ่อนล้าเต็มที เรื่องราวมากมายที่ควรจะลืมไปได้แล้วกลับย้อนมาหาเธอเป็นฉาก ๆ ทั้งที่เธอไม่ทันได้นึกถึง ราวกับว่ามันต้องการตอกย้ำถึงตัวตนที่เคยมีอยู่ของเขา

            ภาพวันเก่า ๆ ราวกับรูปภาพสีจางค่อย ๆ ย้อนกลับมาหาเธอทีละฉากเมื่อหญิงสาวยังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง เส้นทางที่ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้เป็นประจำเพื่อไปกลับบ้านและมาเรียนตอนมัธยมปลาย

            ไม่รู้ว่าออกจากเขตกรุงเทพฯ มาเมื่อไหร่แต่พอมารู้สึกตัวอีกทีเธอก็อยู่ไม่ไกลจากหน้าโรงเรียนเก่าเสียแล้ว หญิงสาวก้าวลงจากรถเมล์ด้วยท่าทางเหม่อลอย นัยน์ตาแห้งผาดจากน้ำตาที่ไหลเอ่อมาตลอดค่อย ๆ มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง แม้จะขึ้นรถผ่านมาหลายรอบแต่เมื่อได้ลงมาเดินที่นี่อีกครั้งมันก็ทำให้เธอหวนนึกถึงเรื่องเมื่อราวสามปีก่อนที่เปลี่ยนแปลงทุก ๆ อย่างของเธอและอากิระ

            เบื้องหน้าของเธอเป็นโรงเรียนสาธิตฝ่ายมัธยม ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองติดกับเขตของกรุงเทพฯ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่เพียงไม่กี่เดือนหลังจบแล้วเข้ามหาวิทยาลัย หากแต่การมาอีกครั้งก็ทำให้เธอรู้สึกประหม่าไม่ได้

            “อ้าว พี่เมริน สวัสดีค่ะ” รุ่นน้องสายรหัสที่ยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนร้องทักขึ้นพร้อมรอยยิ้มซึ่งก็เป็นเหมือนเสียงที่ปลุกเธอออกจากภวังค์ชั่วขณะ

            “สวัสดีจ้ะน้ำใส ไม่ได้เจอกันนานนะ เป็นไงบ้างล่ะเราน่ะ?”

            “ก็กำลังตะลุยอ่าน ตะลุยติวน่ะค่ะ อยากทำให้ได้แบบพี่เมรินบ้างจัง ว่าแต่แวะมาแถวนี้มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

            รุ่นน้องยิ้มถามด้วยรอยยิ้ม หากแต่เมรินกลับรู้สึกเศร้าลึก ๆ ในใจ... เพราะเธอมาก็แค่อยากจะได้กลับมาเห็นที่ ๆ เขาเคยอยู่เท่านั้น...

            “...พี่แค่มาเดินเล่นน่ะ แถวนี้เปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ” เธอแกล้งว่าก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ แต่พลันสายตาเจ้ากรรมก็ต้องไปหยุดอยู่ที่ป้ายหินอ่อนหน้าสถานศึกษาฝั่งตรงข้าม

            Harrisburg International School Thailand's campus

            “อาชิตะ...”

            น้ำเสียงแผ่วเบานั้นรำพึงออกมา เมรินกระพริบตาถี่มองเหม่อไปทางอาคารเรียนด้านในโรงเรียนนานาชาติแห่งนั้นด้วยท่าทางนึกถึงอะไรบางอย่าง ...บางอย่างที่ถูกกลบฝังมานานแสนนาน

            เธอคบกับเซนก็ตรงป้านรถเมล์ที่เธอยืนอยู่นี่... และความสัมพันธ์ของทั้งหมดก็เปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์ในรั้วอัลลอยด์สีเงินสง่าซึ่งกั้นขวางเป็นกำแพงอยู่นั้น...

            แค่นั้นเองจริง ๆ

            ...

            รุ่นน้องที่คุยด้วยกลับไปก่อนเพราะรถสายประจำทางที่ผ่านบ้านแล่นมาถึง อากาศยามเย็นชักหนาวลงทุกทีจนเธอต้องกอดไหล่ตัวเองคลายความหนาว ท้องฟ้าสีแสดคล้อยต่ำลงทุกทีด้วยใกล้หมดวันพร้อมกับที่มันถูกแต้มสีเข้มของรัตติกาลที่เงียบเหงา

            ไฟถนนสีส้มส่องสว่างไปทั่วบริเวณ แล้วเนื่องด้วยว่าเขตนี้ค่อนข้างเป็นย่านการค้าเพราะมีผู้พักอาศัยเยอะจึงดูไม่ค่อยวังเวงเท่าใดนัก เมรินเดินลัดเลาะไปตามทางเท้าข้างถนนที่ตัดตรงไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำด้านหน้าพร้อมใบหน้าเซื่องซึมไร้ชีวิตทุกครั้งที่หวนนึกถึงช่วงเวลาเก่า ๆ

            โดยเฉพาะคืนนั้น...

            คืนที่อากิระ เซน และเธอเองต้องแตกหักกัน... และคน ๆ หนึ่งในตอนนั้นที่เธอไม่เคยจดจำหรือสนใจมาโดยตลอด...

 


 

            สามปีก่อนช่วงที่เซนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วใหม่ ๆ

            หญิงสาวยังจำได้ดีว่ามันเป็นช่วงฤดูฝน แม้เพียงบ่ายจนถึงเย็นฝนก็มักตั้งเค้าเป็นเมฆสีดำทะมึนบนฟ้าแล้วตกลงมากระหน่ำพร้อมเสียงฟ้าร้องดังในทุก ๆ ครั้ง อากาศช่วงนั้นแปรปรวนเพราะมรสุมที่พาดผ่านเข้ามาจนหลาย ๆ ครั้งที่เธอมักติดฝนกลับบ้านไม่ได้อยู่ในร้านหนังสือซึ่งเป็นตึกแถวสามคูหาเยื้องกับโรงเรียนนานาชาติแห่งนั้น

            เพราะคุ้นเคยกันกับเจ้าของร้านอยู่แล้วจึงทำให้เมรินรู้สึกสบายใจที่จะหาหนังสือเรียนกลับไปอ่านที่บ้านระหว่างรอหลบฝนไปพลาง ๆ แต่ที่นั่นไม่ได้มีแค่เธอหรือเด็กฝั่งโรงเรียนสาธิตที่เข้ามาอ่านหนังสือแต่ยังรวมไปถึงเด็กจากโรงเรียนนานาชาติเองก็ด้วย

            บรรยากาศร้านราว ๆ สามปีก่อนแตกต่างกับตอนนี้ค่อนข้างสมควรในสมัยนั้นที่เปิดแบบไม่ค่อยหวังกำไรทางธุรกิจเท่าใด ทางร้านถึงกับมีโต๊ะเก้าอี้ให้เด็กได้นั่งลองอ่าน ไม่พอใจหรือยังไม่ใช่เล่มที่ต้องการก็ไม่ต้องซื้อกลับไปก็ได้ ทำให้มันค่อนข้างเป็นที่นิยมของเด็ก ๆ พอสมควร

            โดยเฉพาะที่เธอที่ใฝ่ฝันจะเป็นหมอให้ได้แม้ทางบ้านจะมีฐานะไม่เอื้ออำนวยเท่าใด...

            “หยิบให้ไหม?”

            เสียงสำเนียงพูดภาษาไทยไม่ชัดดังขึ้นด้านหลังในมุมหนังสือวิทยาศาสตร์พร้อมกับผีเท้าที่ก้าวเข้ามา เมรินคุ้นหน้าเขาดีในฐานะที่เขาเองก็มักแวะมาที่นี่เพื่อซื้อหนังสือกลับบ้านไปโดยไม่เคยนั่งลองอ่าน

            ใบหน้าขาวใสตัดกับเรือนผมสีดำเข้มเป็นมันสวยซึ่งถูกตัดสั้นทรงรากไทรถึงคอที่เคยได้รับความนิยมสมัยก่อนรับกับคิ้วหนาและนัยน์ตาสีดำสนิทที่เป็นมิตรของเขา ก่อนหน้านี้เธอมักเห็นเขาอยู่ในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติเรียบร้อยคลุมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาอ่อนตัวหนา แต่ในช่วงหลัง ๆ มานี้เขามักใส่แต่ชุดลำลองมาที่นี่

            “...” เมรินจำได้ดีว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา ขนาดตัวที่สูงกว่าเธอมาเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มหนาให้เธอด้วยรอยยิ้มจาง

            “อันนี้หรือเปล่า?”

            “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

            เธอรับมาเหมือนเช่นทุกครั้งแล้วยกมือไหว้ หากแต่ครั้งนี้แทนที่เขาจะปล่อยให้บทสนทนาจบแบบทุกครั้งกลับเป็นการพูดต่อ

            “เธออยากเป็นหมอเหรอ?”

            เมรินพยักหน้า ในใจคิดอยากเดินหนีด้วยว่ายังไงเธอก็มีคนรักแล้วนั่นก็คือเซน การคุยกับผู้ชายแปลกหน้ามันก็ไม่ใช่อะไรที่ควรทำด้วยถึงเขาจะไม่ได้มีท่าทีใด ๆ ก็เถอะ

            “...สู้ ๆ นะ”

            “ค่ะ” เมรินตอบเหมือนพยายามตัดบทด้วยไม่เข้าใจเจตนาของคนตรงหน้า หญิงสาวไม่ได้มองหน้าเขาอีกในขณะที่ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามาแทรกระหว่างกลางอาชิตะและเธอ

            นัยน์ตาเข้มของเซนปราดมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ก่อนอย่างไม่พอใจนัก ริมฝีปากหนาขยับขึ้นลงเบา ๆ เหมือนราวอยากบอกอะไรกับอาชิตะแต่ก็ตัดสินใจหันกลับไปโอบไหล่เมรินที่ยืนนิ่งเสียก่อน

            “เลือกได้แล้วสินะ งั้นเรากลับกันเลยไหม เดี๋ยวจะกลับถึงบ้านดึก”

            เมรินพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเดินหยิบหนังสือออกไปจ่ายเงินด้านหน้า เธอคิดมาตลอดว่าผู้ชายคนนั้นที่เธอเห็นคือคนทั่วไป... เธอไม่เคยรับรู้เลยว่าเขากลับมาที่นี่เพื่ออะไร... เขาตามติดเธอตลอดมาเพื่ออะไร...

            ใครจะไปเชื่อ...ว่าเขาคือคน ๆ เดียวที่กับที่เธอได้ให้สัญญาเอาไว้ว่าจะแต่งงานด้วย...

อาชิตะก็ตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ แววตาแห่งความผิดหวังฉายออกมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกที่คาดเดาไม่ออก ชายหนุ่มหยุดมองทั้งสองคนที่เดินจากเขาไปด้วยความรู้สึกอยากบอกเธอว่าเขานี่แหละเป็นใคร แต่แล้วก็จำต้องตัดสินใจเดินห่างออกไปพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น

            แม้จะไม่ใช่เรื่องของเธอนักแต่ใบหน้าของเขาก็ยังติดตรึงอยู่ในดวงตาทั้งสอง แม้จะไม่ใช่คนรู้จักกันแต่เธอก็อดห่วงเขาไม่ได้ ถึงแม้จะแอบได้ยินว่ากำลังกลับเพราะมีคนมารอรับก็เถอะ

            และคน ๆ นั้นที่มารับเขาก็กำลังเปลี่ยนอนาคตของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตลอดกาล...

            “เซน?”

            น้ำเสียงแปลกใจจากร่างที่อยู่ด้านหน้าดังขึ้น อากิระในตอนนั้นไว้ผมยาวสลวยคล้ายกับปัจจุบันจดจ้องมองเซนที่ตามเธอออกมาจากร้านด้วยท่าทางไม่พอใจนัก นัยน์ตาสีเข้มเบิกมองเมรินด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

            “อากิระ นี่นายกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วเหรอ?”

            “...ถ้ายังไม่กลับก็ไม่รู้สิว่านายเป็นคนแบบนี้ เป็นไง สนุกกันมากไหมช่วงฉันไม่อยู่” น้ำเสียงเย็นของอีกฝ่ายเค้นออกมาตามไรฟัน  อากิระเดินเข้ามาหมายฉุดกระชากเมรินแต่กลับมีเซนที่ตัวใหญ่กว่าเข้ามาขวาง

            “...ไว้อารมณ์นายเย็นเราค่อยคุยกัน”

            อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ค่อนข้างอารมณ์เย็นมาแต่ไหนแต่ไร เซนกันหญิงสาวขึ้นรถด้วยท่าทีเป็นห่วง รถเก๋งเก่า ๆ สีดำของตาสมซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงเซนดูจะเป็นที่กำบังอย่างดีไม่ให้อากิระซึ่งกำลังเดือดดาลเข้าใกล้เธอได้

            “ไม่! ลงมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!” เขาตวาด อากิระตบมือลงบนกระโปรงท้ายรถในขณะที่เซนตัดสินใจขับหนีหวังให้พ้นจากเขา

ในตอนนั้นที่เมรินไม่เคยได้ล่วงรู้

“เป็นอะไรของนายอากิระ” น้ำเสียงอ่อนแรงจากอีกคนที่เดินมายืนข้าง ๆ เอ่ยถามแบบช่างใจ นัยน์ตาสีเข้มนั้นเหม่อมองรถเก๋งสีดำที่ขับออกไปไกลก่อนเหลือบมองพี่ชายแท้ ๆ ของตนเอง

“เห็นอยู่แล้วยังมีหน้ามาถาม!

คนเป็นพี่สบถเสียง อากิระเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำสนิทที่มีแสงฟ้าแลบไปมาแบบชั่งใจ สภาพถนนด้านหน้าดูไม่ดีสักเท่าไหร่เพราะปริมาณน้ำฝนที่มากจากการระบายลงท่อไม่ทัน

แต่ถึงอย่างนั้น...

“...ระ เรากลับโรงพยาบาลกันเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว...”

ผู้เป็นน้องชายที่นิ่งเงียบพูดตัดบท อาชิตะค่อย ๆ จับมือพี่ชายของตนจูงไปยังรถสปอร์ตหรูซึ่งจอดหลบฝนอยู่ที่ข้างร้านและมันก็คือคันที่อากิระขับชนจนเกิดอุบัติเหตุเพราะไล่ตามเซนนั่นเอง

“นี่! อย่าเพิ่งมาสำออยตอนนี้ได้ไหมฮะ! ถ้าเหนื่อยกลัวตายก็รอฉันอยู่นี่! ฉันจะไปเอาเรื่องมัน! นังเด็กนั่นวันนี้ต้องมีเรื่องเพราะมายุ่งกับเซนของฉัน!” แฝดผู้พี่ประกาศกร้าว ความเดือดดาลทำให้เขาเลือกที่จะทิ้งน้องชายที่คลานตามกันมาเอาไว้เบื้องหลัง

เพราะโรคประจำตัวที่คุกคามชีวิตมาตลอด ทำให้เขาติดตามไปห้ามพี่ชายไม่ทัน อาชิตะจึงทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตให้พี่ชายแท้ ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าอากิระจะไปเจ็บแค้นอะไรมากมาย แต่ที่เขารู้คือผู้หญิงที่ถูกชี้หน้าด่าคือคน ๆ เดียวกับผู้หญิงที่เขารักจนทำให้เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อมาเจอกับเธออีก

เรื่องราวในตอนนั้นเบื้องหลังที่เมรินไม่เคยได้ล่วงรู้ถูกผลัดเปลี่ยนเป็นภาพในความทรงจำชุดใหม่ที่แทรกเข้ามา เหตุการณ์ต่อเนื่องในภาพฝันวันที่เธอแอบหลับค่อย ๆ ผุดกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อากิระที่ขับรถหรูมาดักหน้าเธอและเซนด้วยความโกรธเคืองเล่นบทตัวเอกที่น่าสงสารขู่จะฆ่าตัวตายเพราะแฟนหนุ่มที่ปันใจคบซ้อน เขาพูดเรื่องของเขาและเซนออกมาเป็นฉาก ๆว่าทั้งสองรักกันมากแค่ไหนจนสุดท้ายเซนก็เลือกเขา ...ส่วนคนอย่างเธอก็จบลงตรงที่เป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลาจนต้องยอมถอยมาเพราะศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง

เมรินในตอนนั้นพ่ายแพ้จนแทบไม่เหลือความหวังอะไรต่อไปในชีวิต ทำได้เพียงมองชายหนุ่มที่จากไปกับอากิระทั้งน้ำตาที่คลอออกมาเพื่อตอกย้ำ ชีวิตการเรียนของหญิงสาวพังทลายเพราะความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

แสงไฟที่พร่ามัวของรถยนต์ที่ตรงมายังเธอในตอนนั้น...

“เฮ้ย! คุณ! ระวัง!!

 

...

            ความรู้สึกในตอนนั้นที่เธอจำได้คือใครสักคนที่เข้ามาผลักเธอออกไป น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาตะโกนก้องพร้อมเรี่ยวแรงมหาศาลที่ดึงร่างไร้สติของเธอให้พ้นจากหน้ารถที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว...

            อ้อมกอดของเขา... น้ำเสียงของผู้ชายคนนั้น...

            ไม่มีวันเป็นใครคนอื่นนอกจาก...

 

            ภาพความทรงจำหยุดอยู่เพียงแค่นั้นพร้อมกับเสียงแตรรถที่บีบไล่ เมรินรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่เสียงรถคันตรงหน้าเบรกกะทันหันด้วยไม่คิดว่าจะมีใครมาเดินเหม่อกลางถนนในเวลาพลบค่ำ

            แสงไฟดวงใหญ่หน้ารถสว่างวาบเข้าในดวงตาหญิงสาวจนพร่ามัว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพอมองออกว่าอีกฝ่ายมีทีท่าไม่พอใจ ฟอร์จูนเนอร์สีดำสนิทที่เมรินเห็นในตอนนี้บีบแตรไล่เธออย่างไม่ใยดี

 

...

“อาชิตะ...”

            …

            “ไม่ชนก็บุญเท่าไหร่แล้ว! เดินเหม่อขวางถนนแบบนี้ ถามจริง ๆ ไม่กลัวตายหรือไง!?

            กระจกรถสีดำทึบถูกเลื่อนลงพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มรุ่น ๆ ที่ตะคอกใส่เธอ ใบหน้าคมเข้มซึ่งแตกต่างจากคนที่คาดหวังเอาไว้จ้องมองกลับมาด้วยแววตาหงุดหงิด ก่อนที่จะเร่งเครื่องยนต์ปาดหน้าไปอย่างหัวเสีย...

            เขาไม่ใช่อาชิตะ...

            และที่นี่... ก็ไม่มีคนคนนั้นอยู่อีกต่อไปแล้ว...

            ...

            เธอเสียเวลากับการเป็นผู้หญิงโง่งมและอ่อนแอมานานมากเกินพอแล้ว ทั้งความคิดที่เอาแต่ยึดติดกับอดีตของตัวเองว่าจะไม่มีวันเปิดใจให้ใครอีก และทั้งเรื่องที่เห็นแก่ตัวและขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมสารภาพว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้อากิระประสบอุบัติเหตุและตั้งใจจะปิดบังเอาไว้ตลอดไป เพราะหลงเชื่อมาตลอดว่ามันจะทำให้เขามีความสุข

            แต่เปล่าเลย...เพราะทุก ๆ อย่างที่เธอทำลงไปกลับทำร้ายอาชิตะมาโดยตลอด

            และกว่าที่เธอจะรู้...มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

            “...ฉันจะต้องตามหานายให้เจอ...”

            น้ำเสียงหนักแน่นบอกกับตัวเอง เมรินลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังปรายมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่นิ่งที่โรงพยาบาลเฉพาะทางโรคที่เธอคิดว่าเขาเป็นแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก และเธอจะเริ่มตามหาเขาที่นี่

            หา... จนกว่าจะหาเจอ...

            รัก... แม้ถูกรังเกียจจากความผิดซ้ำ ๆ ที่เธอกรีดมันลงในหัวใจเขา...

            วันที่ในปฏิทินที่ถูกขีดฆ่าเริ่มถูกนับถอยหลังลง และครั้งนี้มันก็คือเดิมพันที่จะตัดสินทุก ๆ อย่างในความรักของเขาและเธอ...

 

            

            เสียงโทรทัศน์ช่วงข่าวภาคค่ำยังคงดังออกมากลบความเงียบภายในห้องพัก หน้าจอแอลซีดีทีวีแนบผนังแสดงภาพข่าวประจำวัน ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หากแต่ว่ามันกลับไม่ได้เป็นที่สนใจของชายหนุ่มและหญิงสาวที่นั่งเงียบกันอยู่คนละมุม

            แก้วน้ำในมือถูกบีบด้วยความกดดันที่ส่งผ่านออกมาจากจิตใจที่เขาไม่รู้ว่าทำไม ภายในห้องเงียบไร้ซึ่งบทสนทนาใดเช่นเดียวกับอีกร่างที่นั่งเงียบอ่านหนังสือข่มอารมณ์

            “...”

            นัยน์ตาคู่งามของไอชาลอบมองชายหนุ่มผ่านหนังสือเรียนเล่มหนา ท่าทางของเขาที่เธอรู้สึกได้นั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงโกรธจัดมากทีเดียวกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา แต่ในขณะนั้นเองที่...

            เสียงไลน์จากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ข้างตนดังขึ้นทำลายบรรยากาศภายในห้อง ไอชาหยิบมันขึ้นมาปิดเสียงโดยใช้ปุ่มด้านข้างเครื่องอย่างคุ้นเคย แต่ในตอนนั้นเองที่เธอสบตากับคนที่มองกลับมา

            “...”

            “...” อากิระยังคงนิ่ง ทว่า นัยน์ตาตี่เล็กนั้นกลับไม่ยอมหลบสายตาใด ๆ มือใหญ่ที่บีบแก้วน้ำนั้นเกร็งจนเห็นเป็นเส้นเอ็นได้ชัด

            “...” เพราะรู้ตัวว่ายิ่งจ้องหน้าตอบคงยิ่งเป็นเรื่องกับคุณพระอาทิตย์ซึ่งกำลังแผ่รัศมีร้อนแรงเป็นแน่ หญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะออกไปสงบสติมุมอื่นแทน

            แต่ในตอนนั้นเอง...

            “สำหรับเธอฉันมันเป็นควายเหรอ?”

            น้ำเสียงไม่พอใจของอากิระดังลอดไรฟังออกมาพร้อมแก้วในมือที่ร้าวจนบาดลึกเข้าไปในเนื้อ หยดเลือดสีแดงสดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งพร้อม ๆ กับที่มันหยดแหมะลงบนพื้นกระเบื้องสีขาวหยดแล้วหยดเล่า

            “...มีอะไรทำไมไม่เคยบอกฉัน ทำไม ทั้งเธอทั้งอาชิตะก็มองว่าฉันมันเป็นตัวซวยเหรอ! ปล่อยฉันโง่ ปล่อยฉันไม่รู้ แล้วสุดท้ายก็มาเกลียดมากลัวฉันเพราะฉันอาละวาดที่เข้าใจผิด ถามจริง ๆ ว่าฉันมันเป็นตัวตลกหรือยังไง!

            “อากิระ! แต่ว่าพวกฉัน...”

            “ไม่ต้องมาพูด เพราะทั้งเธอแล้วก็อาชิตะไม่ได้ไว้ใจฉันมาตั้งแต่แรกแล้วยังไง เธอปล่อยให้ฉันคิดไปว่ามันเป็นเกย์ ทั้งที่เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันกับอาชิตะเป็นพี่น้องกัน คนที่ควรจะปลอบแล้วหยุดมันได้คือฉันคนเดียว!” ชายหนุ่มตะคอกใส่แล้วลุกเดินมาใกล้จนหญิงสาวต้องถอยกรูดหนีระวังตัว

            “ก็เพราะนายมันโมโหร้ายอย่างนี้ไง ถึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร!

            ลมหายใจร้อนพ่นออกมาจากจมูกหญิงสาวไม่ต่างกัน ในแววตาคู่นั้นของไอชาสะท้อนภาพคนตรงหน้าที่ดุร้ายด้วยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ

            “...”

            “เพราะนายมันเป็นคนแบบนี้ไง นายถึงไม่ควรรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!” หญิงสาวเริ่มหมดความอดทนบ้าง ไอชามองหน้าเขาด้วยความเจ็บปวดแบบสุดกลั้น เพราะเธอรู้ดีว่าความรักที่เธอเก็บมาในใจทั้งหมดหากวันหนึ่งที่เขารู้...

            หยดน้ำตาของหญิงสาวหล่นลงบนพื้นไม่แพ้เลือดของชายหนุ่ม ความรู้สึกในตอนนี้มันเหมือนราวฟ้าถล่มดินทลายพร้อมกับไฟที่ลุกโชนในใจคนทั้งสอง

            “...แม้แต่เธอที่ฉันไว้ใจก็ยัง...”

            อากิระสบถในลำคอน้ำเสียงขมขื่น ด้วยความสูงและไวกว่าเขาชิงเข้ามาประชิดร่างเล็กของไอชาที่แนบติดผนังด้วยความเกรงกลัว กำปั้นหนักทุบลงกับผืนผนังซีเมนต์อย่างไม่พอใจทั้งที่รู้ว่ามันยิ่งทำให้เสียเลือดแถมบาดแผลฟกช้ำมากไปกว่าเก่า

            “...”

            “ทำไมล่ะไอชา... ไม่ว่าจะเรื่องอะไร... ทำไมฉันต้องเป็นคนที่รู้คนสุดท้ายตลอด! รวมถึงเรื่องไอ้โซลาร์อะไรนั่นของเธอด้วย!

            “อากิระ!” คนตัวเล็กกว่าตะคอกเสียงดุ มือเล็กของเธอรัวทุบแผ่นอกคนตรงหน้าอย่างแรงหวังให้เขาถอยออกไปอยู่คนละมุมเหมือนเดิมแต่ยิ่งพยายามเท่าใดก็ดูจะไร้ผล

            “ทุบสิ เอาให้ตายไปตรงนี้เลย! ฉันมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอยู่แล้วนี่” ชายหนุ่มอ้าปากท้า นัยน์ตาสีเข้มจ้องดวงหน้านั้นอย่างไม่ยอมลดละตามด้วยท่ายืนนิ่งให้อีกฝ่ายทุบทำร้าย

            “นี่อย่าพาลไปมั่วได้ไหม คุณโซลาร์เกี่ยวอะไรด้วย”

            “ก็เธอรักมันไม่ใช่เหรอ!” อากิระตะคอกใส่ นัยน์ตาสีเข้มนั้นเอ่อคลอด้วยม่านน้ำตาที่แดงกล่ำเพราะความน้อยใจ “เรื่องของฉันเธอได้รู้เป็นคนแรก แต่กับเธอ...”

            “ไปกันใหญ่แล้ว”

            “ไม่หรอก เธอรับฟังไม่ได้มากกว่า อย่านึกว่าฉันไม่เห็นนะว่าเธอกับมันส่งสายตาหยาดเยิ้มกันแค่ไหน อะไร ๆ ก็มัน... กับฉันอะไร ๆ ก็ปิดบัง! จริง ๆ แล้วเธอเข้าใจอะไรฉันมากแค่ไหนไอชา! มอง... มองที่ตาฉันสิ มองแล้วเธอเห็นไหมว่าฉันมันรู้สึกยังไง!

            คนตัวใหญ่กว่าบีบไหล่ร่างเล็กด้วยความโกรธที่ไม่อาจควบคุม อากิระหอบหายใจเบา ๆ ทว่าไม่ยอมลดสายตาใด ๆ

เขาต้องการให้เธอรู้... ว่าจริง ๆ แล้ว...

“อะ... อากิระ...”

“ฉันมันไม่ดีกว่าอาชิตะ... กว่าไอ้คนที่เธอรักตรงไหน... ทำไมไม่ว่าใคร ๆ ก็เอาแต่ทรยศฉัน... ฉันแค่มีความรัก ฉันแค่เป็นของฉันแบบนี้ ทำไมล่ะ... ทำไมต้องเกลียดต้องกลัว ต้องปิดบังฉันกันหมดทุกคน!” น้ำตาหยดแรกที่เธอได้เห็นหยดลงพร้อมความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ลมหายใจร้อนรินรดเธออย่างแผ่วเบา...

เขาไม่ได้อยากเป็นคนแบบนี้... เป็นคนที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งถูกทรยศจากคนที่รัก...

ใครก็ตามที่เขาฝากหัวใจให้...

สุดท้ายก็...

...

ชีวิตที่ช่วงชิงและต่อสู้กับบางอย่างมาตลอดของชายหนุ่มดูไร้ค่าไปในทันทีเมื่อรู้ตัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งไอชาและอาชิตะต่างเก็บเป็นความลับมาตลอด อากิระกัดฟันกรอดแน่นพร้อมทั้งที่นัยน์ตาแสดงออกมาแต่ความเจ็บปวด

“มันไม่ได้มีใครอยากทำแบบนี้หรอกอากิระ... แต่พวกเรา...”

“...เธอไม่เคยเข้าใจฉัน...ไม่เคยรักฉันเลย ไอชา...” เขาตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับจ้องมองใบหน้านวลใสที่ผุดพรายหยดเหงื่อมากมาย ไอชาตั้งท่าจะแย้งออกไปแต่กลับต้องชะงักนิ่งเมื่อได้เงยมองนัยน์ตาแดงก่ำที่ฉายแววปวดร้าวและเดียวดายคู่นั้น...แววตาซึ่งเธอรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดีในยามที่เขาต้องเจ็บปวดจากเรื่องราวมากมายที่ผ่านมา และก็มีเพียงเธอทุกครั้งที่คอยเยียวยามันให้หายเป็นเหมือนเดิมได้...แต่ทว่าคราวนี้กลับแตกต่างออกไปจากทุกครั้ง...

มือเล็กกำแน่นเพราะความเจ็บปวดจากข้างในอกซึ่งตอกย้ำซ้ำ ๆ ว่าเธอกลายเป็นผู้แพ้ที่ได้ทำร้ายเขาด้วยตัวเอง...ทำร้ายคนคนเดียวที่เธอรักและพยายามปกป้องเขามาโดยตลอด...

เส้นผมยาวสีดำปิดลู่ลงมาบดบังใบหน้าของเธอ ในขณะที่ได้แต่ยืนก้มหน้าเม้มปากนิ่งเพื่อกลั้นไม่ให้เสียงสะอื้นดังลอดออกมา พร้อมกับหยดน้ำตาใส ๆ ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นเพราะความกดดันภายในใจ

“...”

เมื่อมีเพียงเสียงพ่นลมหายใจของอากิระแทนคำตอบ ร่างสูงจึงตัดสินใจเดินละออกไปอีกมุมหนึ่งพร้อมกับไอร้อนจากอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเพราะพิษไข้ ทว่าอากิระก็ยังเลือกที่จะหันแผ่นหลังเดียวดายนั้นให้กับเธอแล้วล้มตัวลงนอนนิ่ง ๆ บนพื้น

หยดน้ำตาที่มีเพียงความเจ็บปวดค่อย ๆ เลือนหายไปอีกครั้ง หลงเหลือไว้ก็เพียงแต่แววตาหนักแน่นจากการตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกทางเพื่อออกไปจากที่นี่ ถึงแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าบ่อเกิดของความรู้สึกไม่พอใจส่วนใหญ่นั้นจะมาจากไอชากับโซลาร์ในตอนนั้น...และตลอดเวลาหลายปีที่เขาได้รู้จักกับเธอมา มันก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เขายังไม่เคยได้บอกกับเธอ...

 

            ...

            อีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ได้ไกลจากกันเลย นัยน์ตาแดงก่ำชุ่มตาของไอชายังคงมองตามร่างของชายหนุ่มอยู่เงียบ ๆ หยดเลือดแดงสดที่หยดลงบนพื้นกระเบื้องถูกชะล้างไปด้วยคราบน้ำตา...เธอทนไม่ได้ที่เห็นเขาต้องเจ็บปวดแบบนี้และอยากให้เขาได้รับรู้เหลือเกินว่า...

            คนคนเดียวที่เธอตกหลุมรักมาตลอดตั้งแต่แรกพบ...

คนคนเดียวที่ไม่สามารถมีใครมาทดแทนได้...

ก็คือ...อากิระ...

 

...มีเพียงชายหนุ่มที่นอนหันหลังให้เธออยู่ในตอนนี้แค่คนเดียวเท่านั้น...


 

_____________________________
ฮิเมะไม่ได้ตั้งใจอัพหลอกนะคะ TT แค่เค้าอยากอวดภาพประกอบอ้ะ >//<
อย่างที่คุณ ItaSari คห. 263 บอกนั่นแหละค่ะ ช่วงนี้โทมะเด่น(?)
จริง ๆ ก็ไม่ได้พิเศษอะไรหรอกแค่ถึงช่วงคลายปมของเจ้าตัวเขาน่ะค่ะ
จริง ๆ เรื่องนี้มันอืดตรงที่ทุกคนทำคดีไว้นี่แหละค่ะ ฮ่าา 
แต่โทมะบางคนอาจจะงงว่าพี่แกเด่นได้ไง จริง ๆ แล้วแกเป็นพระเอก
ในเซตเรื่องนี้ของฮิเมะกับพี่เมล่อนค่ะ เนื้อเรื่องก็เกี่ยวกับยากุซ่านี่แหละ
เขียนไปเขียนมาเลยกลายเป็นว่าเอามาเป็นเซตร่วมกันได้ซะอย่างเฉย
เพราะว่าธีมเรื่องมีจุดร่วมเหมือนกันกับภาคนี้
(ตั้งชื่อเล่นให้เมื่อกี้ว่าภาคมโนของอาชิตะ(?))
เพราะอย่างนั้นอย่าเพิ่งงงกันนะคะ :) 
ส่วนคุณหมาป่า คห. 262 ก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ ฮิเมะมีเรื่องให้แซวอีกเยอะเลยล่ะ
อย่างน้อยก็เป็นตาลุงหัวหงอกปั่นนิยายอยู่นี่ไงคะ TwT//

วันนี้วันทานาบาตะค่ะ มีใครขออะไรแล้วเอาไปผูกกับกิ่งไผ่หรือยังเอ่ย?
ถ้าใครขออะไรก็ขอให้สมหวังกันทุกประการนะคะ

เมื่อกี้ดู Schedule ส่วนตัวมา คิดว่าเดือนนี้ฮิเมะน่าจะหยุด 11 - 17 / 19  - 20 /
22 - 24 นอกเหนือจากนั้นก็พุธ เสาร์ - อาทิตย์ตามปกติ
ซึ่งก็พอมีเวลาว่างบ้าง (นอกเหนือจากงานคอลัมป์นิสต์ที่ทำประจำ)
ฮิเมะจะปั่นเยอะ ๆ นะคะ
แล้วก็อาจจะเข้าไปรีไรท์บางส่วนของตอนที่แล้วนะคะ
หากอัพแล้วมันเด้งแจ้งเตือน ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ TT

ปล. อธิบายศัพท์นิดนะคะ ฮากามะคือกางเกงแบบญี่ปุ่นค่ะ ส่วนฮาโอริคือเสื้อที่ใส่กับฮากามะนะคะ

337 ความคิดเห็น