CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 58 : [[,,,Chapter 43,,,]] Undercover [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 215
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 มิ.ย. 57

JJ♕



43

Undercover

  หมอกหนาในยามเช้าตรู่ปลายเดือนพฤศจิกายนปกคลุมท้องฟ้าในเมืองหลวงจนแทบมองอะไรไม่เห็นพร้อมกับอุณหภูมิเย็นยะเยือกที่ลดต่ำลงในรอบหลายปีจะมีแบบนี้สักครั้ง ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีขาวชุ่มไปด้วยละอองไอน้ำที่จับตัวกันหนาราวกับว่าอาจจะมีโอกาสที่ฝนหน้าหนาวตกลงมาเมื่อไหร่ก็ได้

            ภาพเมฆฝนสีเทาดำอันแปรปรวนสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเปลือกไม้คู่สวยที่ยืนเหม่อมองออกไปด้านออกอยู่นานแสนนานจากระเบียงชั้นสองในห้องนอนราวกับว่าเธอได้เคยสัมผัสความหนาวเหน็บนี้มาก่อน...

            และมันก็ชวนให้คิดถึงคนคนนั้น...

            คนที่เป็นทุก ๆ อย่างของเธอโดยที่เขาไม่เคยบอกอะไรสักคำ...

            ...

            “...เมริน...เหม่ออะไรอยู่น่ะลูก?" น้ำเสียงเรียบของผู้เป็นแม่ดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับที่เธอค่อย ๆ ก้าวเดินมาหา ในมือของวดีถือผ้าคลุมไหล่ไหมพรมถักสีนวลอ่อน ๆ มาด้วยหวังว่าจะเอามาให้กับลูกสาวที่ดูซึม ๆ ไปตั้งแต่กลับมาจากโบสถ์เมื่อคืน

            "...แม่คะ...แม่ยังมีอะไรที่แอบปิดปังหนูอยู่อีกหรือเปล่า?"

            ไม่แม้แต่จะหันมามอง... เมรินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเหลือบมองออกไปทางอื่นด้วยไม่ต้องการให้ผู้เป็นแม่เห็นสิ่งที่มันคั่งค้างในดวงตาบอบช้ำคู่นั้น

            "...ลูกหมายความว่ายังไง...?" วดีที่กำลังจะเอ่ยถามต่อก็ชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเธอเห็นสร้อยสีเงินเก่าๆ ในมือของผู้เป็นลูกสาวที่ถือมันอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะแตกสลายหรือเสียหายไปมากกว่านี้

            "...แม่รู้จักสร้อยเส้นนี้ใช่ไหมคะ?"

            "..." วดีถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อย่างยอมรับ นัยน์ตาอ่อนล้านั้นปราดมองราวกับหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมาเพราะเธอก็ไม่คิดเลยว่ามันจะกลับมาอยู่ในมือผู้เป็นลูกสาวได้อีกครั้ง...

 "มันเป็นสร้อยที่เคยเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มีค่าที่สุดของแม่...ในตอนนั้น..."

ไม่ต้องถามก็รู้ว่าใครให้มันมากับเมรินวดีจึงทำได้เพียงมองใบหน้าสวยที่ดูเจ็บปวดนั้น จะโทษอาชิตะที่ปิดบังการมีอยู่ของตัวเขามาตั้งแต่แรกก็ไม่ได้... ในเมื่อเธอเองก็มีส่วนที่ทำให้เมรินต้องเป็นแบบนี้เหมือนกัน

“...อาชิตะคือเด็กผู้ชายที่เมรินฝันถึงใช่ไหมคะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาจริง ๆ อาชิตะคือคนที่เป็นคู่หมั้นของหนูใช่ไหม... แล้วทำไมแม่เองก็ไม่เคยบอกอะไร... จริง ๆ แล้วทุกคนกำลังปิดอะไรเมรินอยู่หรือเปล่าคะ?”

“...มะ เมรินคือ...”

วดีนิ่งเงียบเมื่อเห็นหยดน้ำตานั้น แม้จะรู้สึกผิดต่ออาชิตะที่เธอเคยรับปากว่าจะไม่พูดแต่ในเวลานี้น่ะ...

“...อาชิตะคือคนที่ช่วยลูกเอาไว้จริง ๆ อย่างที่เข้าใจ ตอนนั้นแม่ก็คิดว่ามันคงเป็นสัญญาเล่น ๆ ของเด็กสองคนแม่ก็เลยไม่ได้คิดมาก และแม่ก็ไม่คิดว่าอาชิตะจะมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ด้วย แม่ก็เลยคิดมาตลอดว่าหลังจากตอนนั้นที่เกิดเรื่อง แม่จะไม่พูดถึงมันอีก”

“...!

“แม่ขอโทษนะเมริน... แต่เพราะแม่เองก็ไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะรักลูกมากขนาดนี้ แม่อาจจะเห็นแก่ตัวไปหน่อยที่ไม่อยากให้เมรินต้องสูญเสียอะไรไปอีกโดยเฉพาะคนรักแล้วเพราะว่าหลังจากจมน้ำในตอนนั้น ดูเหมือนลูกจะตื่นมาโดยลืมเรื่องราวในตอนนั้นไปหมด แม่ก็เลย...”

“แม่เลยไม่เล่าให้เมรินฟังว่ามีอีกคนที่ทนทุกข์...?”

“ทั้งหมดที่ทำก็เพราะแม่เป็นห่วงเมริน... เรื่องจริง ๆ ตอนนั้นน่ะ เพราะว่าแม่เผลอคุยกับคนอื่นอยู่ ก็เลยปล่อยลูก เซน แล้วอาชิตะเล่นกัน ธรรมดาแล้วทั้งสองคนนั้นก็ดูไม่มีปัญหาอะไรจนกระทั่งเกิดเรื่อง” วดีหลุบตามองพื้นอย่างสำนึกผิดในขณะที่มองหน้าเมรินที่ยืนฟังเงียบแล้วพยายามนึกถึงภาพลาง ๆ ในเหตุการณ์ตอนนั้น

“...”

“เหมือนเซนจะไม่พอใจอาชิตะ... ก็คงหวงลูกตามเรื่องแบบเด็ก ๆ เพราะอาชิตะเป็นคนนอกที่มาสนิทก็เลยมีปากเสียงบ่อย ๆ แน่นอนว่าอาชิตะสู้คนไม่เป็นก็เลยโดนแกล้งตลอด วันนั้นก็เล่นก็เล่นกันอยู่ดี ๆ แต่เหมือนหนูจะเสียหลักตกลงไปในบ่อน้ำนั่น อาชิตะที่อยู่ตรงนั้นก็เลยกระโดดลงไปช่วยแทน ...เซนน่ะเป็นคนที่วิ่งมาตามแม่เอง แต่พอพวกผู้ใหญ่ไปถึงก็เห็นหนูนอนสลบอยู่ขอบบ่อส่วนอาชิตะ...” วดีนิ่งเงียบ เธอกระพริบตาถี่ ๆ ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนั้น ทว่า มันยิ่งทำให้เมรินที่นิ่งเงียบร้องไห้หนักไปกว่าเก่า

“...มีแต่คนบอกว่าเขาตายตั้งแต่ตอนนั้น เด็กที่ป่วยหนักขนาดนั้น เอาขึ้นมาจากน้ำก็ตัวซีดไปหมด... ไม่หายใจ หัวใจก็ไม่เต้นแล้ว แต่พ่อแม่เขาตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลพร้อม ๆ กับหนู ตอนนั้นแม่ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยให้ให้สร้อยนี่ใส่มือเขาเอาไว้เผื่อว่าพระเจ้าท่านจะคุ้มครอง”  

หยดน้ำตาหล่นลงบนพื้นอย่างเงียบงัน... มือเล็กของเมรินจิกลงบนผ้าคลุมไหล่ทั้งน้ำตา สิ่งที่อยู่ในฝัน... กับความเป็นจริงนั้นน่ะ...

“...อาชิตะ”

“จากวันนั้นมาบ้านนั้นก็ไม่ได้กลับมาที่โบสถ์อีก สมัยนั้นติดต่อสื่อสารยากลำบาก โทรศัพท์แม่ก็ไม่มี ก็เลยไม่รู้ว่าอาชิตะเป็นยังไงต่อ... แต่พูดตรง ๆ นะแม่คิดว่าเขาเสียตั้งแต่ตอนนั้น แถมเมรินดูจำอะไรไม่ได้เพราะกลัวเหตุการณ์ตอนตกน้ำ แม่ก็เลย... ขอโทษนะเมรินที่แม่กีดกันพวกลูกมาตั้งแต่แรกเพราะความเข้าใจผิด”

เสียงสั่นเครือของวดีทำให้หญิงสาวที่พาลจะโกรธกลับรู้สึกสงสารอย่างมากมาย พร้อมกับที่เหตุการณ์เก่า ๆ ในตอนนั้นเริ่มกลับมาอีกครั้ง

เด็กผู้ชายอ่อนแอคนนั้นเติมโตขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จนกลายเป็นชายหนุ่มที่โดดเด่นและเพียบพร้อมจนไม่อยากเชื่อ เขากลับมาเพื่อทวงคำสัญญาจากเธอด้วยการเปลี่ยนเป็นคนใหม่ และมันทำให้เธอมอบหัวใจให้เขาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร

เธอตกหลุมรักคน ๆ เดียวกันถึงสองครั้ง และนี่คือพรหมลิขิตที่พระเจ้าได้กำหนดเอาไว้...

แต่ว่า... มีบางอย่างที่ดำมืดอยู่ในรอยยิ้มของเขาทุกครั้งที่เขากอดเธอพร้อมกับคำพูดเก่า ๆ บางคำที่ดังขึ้นในห้วงความคิด...

...

แต่งงานกันไหมถ้าฉันกลับมา...

มีเรื่องที่ต้องทำมันให้สำเร็จและมีความหมายมากกับชีวิตของฉัน...

หรือบางทีแล้วเขาอาจจะกำลังไป...

“แม่บอกว่าอาชิตะตอนเด็กป่วยหนักเหรอคะ?” เมรินค่อย ๆ พูดด้วยเสียงสั่นคลอ ไม่รู้ว่าทำไมที่เธอจู่ ๆ ก็คิดแบบนี้ออกมา แต่หากเป็นเรื่องจริงแล้วล่ะก็ คำตอบที่ว่าอาชิตะหายไปไหนและกำลังจะทำอะไรจริง ๆ แล้วก็คือ...

วดีพยักหน้าทั้งน้ำตาที่เอ่อคลอก่อนจะตัดสินใจเดินออกไป แต่กลับทิ้งทายเอาไว้เพียงสั้น ๆ ... “เขาเหมือนไม่อยากให้แม่พูด แต่ลูกกำลังจะเป็นหมอ... แม่ว่าเมรินคงเดาได้ไม่ยากหรอกลูก... ทั้งหมดที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็จิตใต้สำนึกลูกเองทั้งนั้นที่ดึงเขาเอาไว้ ลองไปคิดดูดี ๆ นะ...”

เสียงประตูห้องปิดลงพร้อมกับความเงียบงันพร้อมกับหญิงสาวที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง ทว่า ภายใต้ดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคำถามนั้นเบาะแสต่าง ๆ ที่เธอคิดเริ่มผุดขึ้นมาทีละน้อยช้า ๆ

“...อาชิตะเป็นผู้ชายขี้โรคในสายตาคนอื่น? ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ อาชิตะเป็นโรคอะไรและตลอดมาเขาหายไปไหนกันแน่? ทำไมทั้งที่น่าจะไม่รอดถึงยังอยู่?”

เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดค่อย ๆ กลับเข้ามาทีละฉากจะแทบเป็นบ้า ท่าทางสำออยนั่นจริง ๆ แล้วมีอะไรซ่อนอยู่มาตั้งแต่แรกและทั้งหมดนั่น ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม...

แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่เธอแอบรำคาญกับพฤติกรรมนั้นมาตั้งแต่แรก

ขะ ขอโทษนะนี่ฉันก็รีบวิ่งมาที่สุดแล้วนะ

คำพูดในตอนนั้นที่ห้างสรรพสินค้าตอนกลับจากค่าย ตอนแรกเธอก็ไม่ทันได้คิดอะไรหากแต่ว่าพอมาคิดดูดี ๆ แล้วไม่มีทางที่คนปกติเดินในสถานที่ปรับอากาศแอร์เย็นเฉียบจะวิ่งแล้วเหงื่อออกขนาดนั้น แถมด้วยท่าทางแปลก ๆ

ต่อให้ลูกคุณหนูก็ไม่มีทางเป็นแบบนั้น...

และมันก็ไม่ใช่ครั้งแค่ครั้งเดียว... เพราะถ้านับเวลาที่เป็นแบบนี้...

“ตอนปั่นจักรยานก็ไม่ปั่นเอง... เดินไม่ทันตอนไปกินข้าว พอไปอนุสาวรีย์ก็ทำท่างอแงไม่ยอมเดินขึ้นบันได ...ทำอะไรก็เหนื่อยเหงื่อท่วม หอบอย่างกับคนจะขาดใจ หน้าซีดเป็นกระดาษ” นัยน์ตาคู่สวยสั่นระริกพร้อมกับมือเล็กที่จดทุกอย่างลงกระดาษ ถึงแม้ตอนแรกมันจะดูเป็นอะไรที่ไร้สาระและผิวเผินแต่พอมาคิดดี ๆ แล้ว...

อาชิตะเป็นแบบนั้นมาตลอดตั้งแต่แรก!?

แล้วเพราะว่าเขาเป็นลูกคุณหนูเธอก็เลยไม่เคยสังเกตแม้แต่น้อยว่าในท่าทางแบบนั้นมันมีบางอย่างผิดปกติตั้งแต่วันที่เขากับเธอพบกันในมหาวิทยาลัย...

ยิ่งคิดยิ่งเห็นคำตอบและเบาะแสอยู่ตรงหน้า ยิ่งในวันสุดท้ายที่เธออยู่กับเขา ร่างกายบางอย่างของอาชิตะเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่รอน้ำองุ่นชื่อพิลึกนั่นในวันที่เขาพาเธอไปที่บ้าน

นิ้วไปโดนอะไรมาหรือเปล่า... ทำไมเล็บดูออกสีม่วง ๆ ล่ะ?

จำได้ดีว่าเธอถามไปแบบนั้นพร้อมท่าทางที่ดูเครียด ๆ อาชิตะเม้มปากเหมือนคิดอะไรอยู่ แต่มันเป็นเธอเองที่ด่วนสรุปเอาว่าเขาทนหนาวไม่ได้... ทั้งที่นั่นมันแค่ห้องโถงที่เปิดแอร์ไม่ได้เย็นอะไรมาก และยิ่งเพิ่งเดินเข้าไปด้วยกันสองคน ไม่มีทางที่เขาจะมือเย็นอะไรได้ขนาดนั้น...

“ทำไมเล็บเป็นสีม่วง? ...รึว่า!?

คำถามมากมายเริ่มผุดขึ้นมาในความคิดหญิงสาวทีละลำดับ ยิ่งพอคิดดูดี ๆ แล้ว เบาะแสที่เธอเจอในบ้านอาคิโมโตะทั้งลิฟท์ส่วนตัว ฟิสเนตที่อาชิตะไม่ยอมออกแรงล้วนตอบปริศนานี้ได้แทบทุกอย่าง หญิงสาวเริ่มไม่คิดว่ามันคือเรื่องบังเอิญแต่คือคำเฉลยของพระเจ้าที่ไม่ได้เข้าข้างเขาตั้งแต่แรกโดยที่เธอไม่ทันได้ฉุกใจคิดเลยต่างหาก

เมรินเม้มปากใช้ความคิดหนักเบาะแสที่เธอรู้มาทำให้รู้ว่าอาชิตะต้องออกแรงหรือทำอะไรมากไม่ได้ และนอกเหนือจากออกแรงแล้ว...

ไม่แปลกหรอกที่คืนนั้นที่บ้านเธอเขาจะไม่ยอมทำอะไรเธอทั้งที่มีโอกาส

ไม่แปลกที่เขาจะเรียนแพทย์ไม่ได้ทั้งที่สอบติดอันดับหนึ่ง...

ไม่แปลกที่ทั้งใบหน้าและสีผิวจะซีดตลอดเวลา...

ไม่แปลกหรอกที่เขาจะชอบพูดเรื่องชีวิตและกลายเป็นคนเหมือนใจบุญไล่เอาปลาช่อนที่จะโดนฆ่าไปปล่อยแล้วพูดอะไรแปลก ๆ...

ไม่แปลกหรอกที่ตรงนั้นมันจะเจ็บเพราะคำว่าอิจฉา

ไม่แปลกหรอกที่เขาจะเป็นลมใส่เธอตอนที่ถือวิสาสะจูบเธอในลิฟต์ตอนรู้จักกันใหม่ ๆ

ไม่แปลกที่คุณหญิงอารดาจะพูดอะไรแปลก ๆ กับเธอในวันที่ไปส่งที่หอ

ไม่แปลกที่เอแคลร์จะขอร้องให้เธอตามใจและทำให้อาชิตะมีความสุข...

ไม่แปลกที่คนอาฆาตมาดร้ายอย่างอากิระจะดูไม่กล้าสู้กับน้องชายตัวเองตั้งแต่แรก...

            ไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็ตามใจเขา รวมถึงแม่ของเธอเองก็ด้วย...

            ไม่แปลกแล้วล่ะที่เขาจะรักนวลสงวนตัวหวงร่างกายขนาดนั้นตอนที่เธอสั่งให้เปิดประตูห้องน้ำออกมาเอาเสื้อคลุมเปลี่ยน...

            แล้วก็ไม่แปลกเลยที่เจ้าตัวจะอิดออดตอนรับยาลดไข้ที่เป็นแผงบรรจุเสร็จมาจากร้านขายยาที่ตลาดตอนที่ไปนอนซมไข้บนเธอ... ไม่ใช่เพราะว่าไม่อยากกิน... ไม่ใช่เพราะว่ากินยาไม่เป็นอย่างที่เธอเคยคิด แต่เพราะมันมีตัวยาที่เป็นอันตรายไงล่ะ... เพราะตัวยานั่นมีผลถึงตายอย่างที่เขาเคยบอกจริง ๆ

            บางครั้งอาชิตะเองเหมือนจงใจใบ้มาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา... แต่เหมือนการไม่พูดออกมาตรง ๆ นั้นจะทำให้เธอตีความผิดเรื่อยมา

            พอมาคิดดูทั้งหมดดี ๆ แล้ว...

มันก็ไม่ได้แปลกจริง ๆ ...ที่เขาจะหายตัวไปในเวลานี้

เวลา... ที่เธอรู้ทันความลับของเขาเกือบทั้งหมด...

...

“อาชิตะ... นายต้มฉันจนเปื่อยเลยสินะ...” น้ำตามากมายไหลพรุ่งพรูออกมาอย่างไร้สาเหตุ มือเล็กของเมรินทำได้เพียงกอดสร้อยเส้นนั้นแนบอกด้วยความหวาดกลัวอะไรบางอย่าง สัญชาตญาณของเธอบอกว่าเธอรู้ทันเขาแล้วในสิ่งที่เขาพยายามปิดบัง

แต่ในขณะเดียวกันความทุกข์แสนสาหัสที่ค่อย ๆ ล้นทะลักออกมาจากบาดแผลในจิตใจของเขาที่เก็บซ่อนเอาไว้มันค่อย ๆ เปลี่ยนทุกคนรอบข้างเขาให้มีแต่ความหวาดกลัว....

โดยเฉพาะกับเธอ... เธอที่กำลังจะสูญเสียเขาซึ่งเป็นคู่หมั้นและคนรักไป...

ท้องฟ้าสีขาวขุ่นมัวค่อย ๆ สดใสอีกครั้งพร้อมแสงอันนอบอุ่นจากดวงตะวันที่สาดส่อง ความเหน็บหนาวที่เคยปกคลุมเริ่มค่อย ๆ หายไปพร้อมกับความมั่นใจของเมริน... มันถึงเวลาแล้วแม้ว่าต่อจากนี้จะต้องสูญเสียอะไรหรือต้องรู้สึกเหน็บหนาวแบบนี้ไปตลอดชีวิตก็ตาม

เมรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความแล้วส่งไลน์ถึงเขา... เผื่อหวังว่าเขาจะได้อ่านมัน... เขาจะได้รับรู้ว่าเธอเป็นห่วงและต้องการเขามากแค่ไหน

[…อาชิตะ...ฉันรักนาย... ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนกันแน่?...]

 

            ไอโฟนสีดำสนิทหน้าจอร้าวที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สีอ่อนข้างเตียงภายในห้องพักผู้ป่วยแจ้งเตือนข้อความจากไอดีไลน์ของเมริน อาการสั่นเบา ๆ ของมันหวังให้ผู้เป็นเจ้านายที่นอนหลับใหลตื่นขึ้นมาอ่าน

            แต่ไม่ว่ามันจะสั่นเรียกเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนเขาจะไม่ตื่นมาสนใจมันอีกแล้ว...

            เจ้าตาเจ้ายายที่ลดตัวมาเยี่ยมเพราะรู้ว่าคงไม่มีโอกาสอีก... ลูกน้องอันรักใคร่พร้อมสมญานามที่ใครต่อใครเรียกว่ามือเปื้อนเลือดที่ยืนอารักขาคุมเขาราวเป็นนักโทษ แม่ผู้สูงศักดิ์ที่ดูเหมือนจะทรยศพ่อที่เป็นสามีด้วยการคุยอะไรบางอย่างกับชายอื่นแปลกหน้าที่ต่อรองเพื่อไว้ชีวิตตัวเขาเอง... พ่อผู้ทรงอำนาจที่กลับไปเดินบนทางเปื้อนเลือดเพราะความแค้นบางอย่างที่มีต่อคนอื่นโดยที่ไม่รู้ว่าแม่ของเขากำลังหักหลัง... พี่ชายฝาแฝดที่หนีหายไปโดยไม่ทราบชะตากรรม และเซนที่คงหัวเราะสมน้ำหน้าเขาอยู่ข้างนอก...

            มันเหนื่อย... มันท้อ... จนไม่พร้อมจะหายใจด้วยตนเองแล้วล่ะ

            เหมือนเขาเองที่ถลำลึกมามากเกินไป ภาพในวินาทีที่ขาดอากาศหายใจในน้ำตอนเด็ก ๆ หวนกลับมาอีกครั้ง... อึดอัดจนไม่อยากหายใจต่อ... กระวนกระวายจนรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงระรัวจนเหมือนกำลังระเบิดออก... สติที่ถูกกลืนหายไปในความมืดและสีขาวสว่างวูบวาบเหลือเอาไว้เพียงเสียงสัญญาณเตือนที่กรีดร้อง

           

       

            น้องชายที่เดินทางสู่ความมืดมิดในจิตใจด้านลึกเพียงลำพัง ช่างแตกต่างเหลือเกินกับอากิระผู้เป็นพี่ที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ในทางที่เขาควรจะเป็น... ถึงจะรู้ดีแล้วว่าความรัก โลภ โกรธ หลงพาพวกเขาออกมาจากชีวิตธรรมดาที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งควรจะเป็นก็เถอะ





 

            แม้จะอากิระจะไม่เต็มใจเท่าใดนักที่ถูกลากออกมาข้างนอกตั้งแต่เช้า แต่เขาถือว่าดีกว่าต้องถูกทิ้งเฝ้าห้องของไอชาในขณะที่วันนี้เธอมีนัดติวหนังสือที่มหาวิทยาลัยกับเพื่อนเพราะใกล้ถึงเวลาสอบเต็มทีแล้ว

            “ไม่ตื่นเต้นเหรอวันนี้ฉันจะพานายไปหอสมุดที่เมฮิเมะนะ” เสียใสของไอชาดังขึ้นข้าง ๆ คนตัวสูงกว่าที่ยืนตัวแข็งหน้าป้ายรถเมล์ที่ถัดไปไม่ไกลนักจากหอพัก ร่างเล็กเจ้าของรอยยิ้มสดใสหันเงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งทำหูทวนลม

            “...”

            “ตื่นเต้นล่ะสิ ขึ้นรถเมล์ครั้งแรกในชีวิตน่ะ”

            “เฮอะ... คนละเรื่องกันเลย” อากิระตอบเบาในลำคอ ทว่ากลับยืนนิ่ง นัยน์ตาตี่เล็กนั้นเบิกมองรถประจำทางหลายสายที่แล่นผ่านไปมาราวกับเด็กเล็กที่ไม่เคยเห็น

“สนใจอยู่เห็น ๆ” ไอชายังพูดต่อไม่หยุด ร่างเล็กขยับมาใกล้เขามากขึ้น ดวงตากลมโตจ้องมองเขาราวกับเธออยากคาดคั้นเอาคำตอบ

“ไม่”

“ก็นายมองอยู่ชัด ๆ”

“ก็บอกว่าไม่” ชายหนุ่มยังยืนกราน อากิระกอดอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะก้มมองร่างเล็กกว่าเขาที่ทำท่าดี้ด้าเหมือนเด็ก

“ไม่เห็นต้องดุเลย อากี้นายก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ ตั้งแต่ไหนแต่ไรฉันก็เห็นนายปากแข็งแบบนี้” ไอชากอดอกยิ้มพร้อมก้มมองนาฬิกาเรือนเล็ก ๆ แบบผู้หญิงที่สวมบนข้อมือ หน้าปัดดิจิตอลของมันบ่งบอกว่าเพิ่งจะแปดโมงเช้าเองซึ่งหากออกเช้าแบบนี้เธอก็คงพอมีเวลาเดินเล่นหรือมีรีบร้อนมากหากรถเมล์จะมาช้า

“...” อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร อากิระปรายตามองกระเป๋าเป้สีฟ้าอ่อนลายตัวการ์ตูนดิสนีย์ที่ไอชาสะพายแล้วยิ้มน้อย ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขารู้สึกว่าเธอดูเป็นหญิงสาวน่ารักน่าทะนุถนอม ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ การเห็นเธอสะพายเป้หลังตุงเป็นเต่าแบบนี้เขาคงต้องหัวเราะออกมาแล้วแท้ ๆ

“เอากระเป๋ามา จะถือให้”

“หา?”

“...ส่งมาเถอะน่า”

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักกับท่าทางหวังดีผิดปกตินั้นแต่หญิงสาวก็ยอมแต่โดยดี ไอชาถอดเป้ที่หลังแล้วยื่นให้ขาด้วยรอยยิ้มสดใสทั้งที่ใบหน้าขึ้นสีชมพูเจืออ่อน ๆ

“ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณอะไรกัน นั่น ๆ รถเมล์สายนั้นไม่ใช่เหรอ?”

นิ้วเรียวของอีกฝ่ายชี้ไปทางรถโดยปรับอากาศคันใหญ่ที่แล่นเข้ามาเตรียมจอดที่ป้าย ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากที่วันนี้มันไม่แน่นขนัดแบบทุกวันแถมทีป้ายนี้ก็มีแค่เธอกับเขาที่รออยู่ ดังนั้น จึงไม่ต้องรีบเร่งเบียดกับใครให้ลำบาก

เธอนำเขาขึ้นไปนั่งบริเวณหลังรถซึ่งยกพื้นสูงกว่าส่วนอื่น ๆ เพราะเป็นเบาะคู่สองคน อากิระเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกด้วยท่าทางซ่อนความอยากรู้อยากเห็นในขณะที่เขากอดกระเป๋านั้นเอาไว้แน่นตอนมีพนักงานประจำรถมาเก็บเงิน

            “นานไหมกว่าจะถึง?”

            “ก็ไม่นานมากหรอก นายถามทำไมเหรอ? ปวดท้องห้องน้ำหรือว่าเวียนหัว?”

            “เปล่า” เขาเงียบ นัยน์ตาตี่เล็กนั้นหันกลับมาสบดวงหน้าใสของหญิงสาว อากิระค่อย ๆ ไล่สายตาลงต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่กางเกงยีนส์ขาสั้นมากสีน้ำเงินแก่ที่ตัดกับผิวขาวใสของเธอซึ่งใส่คู่กับเสื้อยืดสีขาวตัวเล็กเกือบรัดรูปที่สวมทับด้วยเสื้อกันหนาว

            “บนรถอาจมีมิจฉาชีพ คนโรคจิตที่ลวนลามเธอได้หากเธอไปไหนมาไหนคนเดียวแล้วแต่ตัวแบบนี้”

            “...อะ อะไรของนายอยู่ดี ๆ ก็มาบ่นเป็นมนุษย์ลุงไปได้ เมื่อก่อนนายไม่เห็นจะห่วงอะไรฉันแบบนี้เลยน่า นี่เป็นอะไรเหรอ? อย่าบอกนะว่าไข้ขึ้นอีก?”

            ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากคิ้วที่ขมวดเป็นปมจนเธอต้องถอดเสื้อกันหนาวตัวนิ่มนั้นมาคลุมต้นขาเอาไว้ไม่ให้ดูแต่งตัวล่อแหลม และถึงจะไม่เข้าใจนักแต่หญิงสาวก็สัมผัสได้ดีว่าอย่างน้อยก็ยังมีเขาที่เป็นห่วง

            การจราจรในวันหมอกหนาเคลื่อนตัวลำบากกว่าที่คิด ไอหมอกสีขาวขุ่นเคลื่อนตัวเชื่องช้าและแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองแทบไม่เห็นตึกสูงระฟ้าที่อยู่โดยรอบ บนถนนขนาดหลายเลนติดแออัดไปด้วยรถยนต์มากมายที่ต่างฝ่ายต่างก็อยากออกไปทำธุระในเวลาเร่งด่วนกันทั้งนั้น

            “แปลกดีนะ เธอเองก็ขับรถเป็นแต่ไม่ยอมขับรถเอง” อากิระพูดออกมาเบา ๆ โดยไม่มีปี่ขลุ่ยใด ๆ นัยน์ตาที่แอบแฝงด้วยความสงสัยนั้นจับจ้องคนตัวเล็กข้าง ๆ

            “...นายก็รู้ ลูกผู้หญิงทำอะไรก็ไม่ถูกใจ บ้านฉันก็เป็นแบบนี้แหละ พ่อเขามีแต่งานของเขา เขาไม่ได้มาสนใจอะไรอยู่แล้วว่าฉันจะอยู่ยังไงเรียนยังไง เดือนหนึ่ง ๆ เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันได้กลับไปที่บ้านหลังนั้นบ้างหรือเปล่า...”

            อาจจะดูเหมือนคนที่ชินชา แต่เสียงนั้นก็แฝงไปด้วยความเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใน ไอชาถูมือตนเองไปมาเพื่อไล่ความหนาวและความกดดันทุกครั้งที่นึกถึง เธอแอบคิดเหมือนกันว่าถ้ามีใครรู้ว่าเธอทำทุกอย่างและแอบรักอากิระมากมายขนาดนี้ เธอคงดูเหมือนเป็นเด็กสาวใจแตก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับไอชา...

            บ้าน... มันไม่ใช่บ้าน...

            “ตั้งแต่แม่เสียไปนะ นายก็รู้ว่าพ่อฉันก็เอาแต่ทำงานมากขึ้น ๆ พ่อเลื่อนยศทุก ๆ ปีจนกลายเป็นคนใหญ่คนโต พ่อวางแผนชีวิตให้ฉันมีอาชีพที่เอื้อประโยชน์และเกื้อกูลกันได้กับเขา โดยเขาลืม ว่าฉันชอบและรักที่จะเรียนบริหาร... นายก็รู้นี่นาอากี้ ฉันถึงได้ออกมาอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้”

            ลมหายใจอุ่น ๆ ของชายหนุ่มรินรดใบหน้านั้นเบา ๆ อากิระยิ้มจางปลอบอีกฝ่ายด้วยความเข้าใจ

            “เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ...เธออยู่กับฉัน”

            อาจจะไม่ได้เป็นคำที่คิดหรือประมวลผลอะไรออกมามากมายแต่หญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความจริงใจที่เขาสื่อออกมา อากิระเปลี่ยนแปลงไปมากจากตอนที่มาอยู่กับเธอใหม่ ๆ และเธอก็เชื่อว่าเพราะการสูญเสียนั้นที่ทำให้เขาเข้าใจโลกแบบนี้มากขึ้น

            แต่...

            “นายยังมีบ้าน บ้านที่ควรเรียกว่าบ้าน... แค่นายไม่ยอมกลับไปเอง”

            “อย่างนั้นเหรอ... ไม่รู้สินะ ตอนฉันอยู่ที่นั่น ฉันมีคนเป็นร้อย ๆ ที่พร้อมเอาใจฉันทุกอย่าง ฉันมองเงินในบัญชีของฉันด้วยความรู้สึกว่าฉันนี่แหละที่สามารถซื้อได้ทั้งหมดทุกอย่าง ฉันสามารถบันดาลความปรารถนาของเซนได้ในพริบตา แต่เอาตรง ๆ ว่าฉันไม่เคยมีความสุขแบบตอนนี้มาก่อนเลย”

            “...”

            “มนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งต้องการอะไรมากไปกว่าที่นอนที่ไม่ต้องนุ่มแต่อบอุ่นแล้วหลับสบาย ไม่เห็นจำเป็นต้องมากมายไปกว่ามาม่าหรือข้าวที่ใส่ท้องจนอิ่มแล้วภูมิใจว่ากินหมดจาน ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าสักคนที่ขอกอดได้...” อากิระถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทจ้องมองเขาแบบไม่อยากเชื่อ

            “อากี้...”

            “ตลกล่ะสินะ นี่คนเคยมีเงินเป็นหมื่น ๆ ล้านเขาพูดกันแบบนี้เหรอ”

            “...มันไม่ได้ตลกหรอก แค่นายเปลี่ยนไปมากน่ะ” ไอชายิ้มออกมาด้วยความสุข นัยน์ตาที่เคยหม่นหมองเรื่องครอบครัวเปลี่ยนเป็นสดใสได้เพราะคำพูดพวกนั้น “จริง ๆ นายเป็นคนดีนะไม่ว่าใครจะมองนายยังไง”

            อากิระมองเธอด้วยท่าทีนิ่งเงียบด้วยความเข้าใจในขณะที่รถค่อย ๆ จอดลงตรงหน้าป้ายมหาวิทยาลัยนานาชาติเมฮิเมะ มหาวิทยาลัยที่ไอชาศึกษาอยู่และอีกนัยหนึ่งมันก็คือที่ที่อาชิตะ น้องชายเพียงคนเดียวของเขาเคยศึกษาและต้องดรอปออกมาเพราะทนปัญหาที่รุมเร้าไม่ไหว

            เขารู้... แต่เขาแค่ไม่อยากพูดถึงคน ๆ นั้น...

 

            แต่ก็อดอยากรู้ไม่ได้เหมือนกันว่าที่นี่มันมีอะไรกันแน่



 

            ไอชารู้ดีว่าอากิระคือบุคคลที่อาจจะโดนลูกหลงจากกระแสต่อต้านอาชิตะแต่เธอก็รู้ดีว่าคนทุกคนในมหาวิทยาลัยนี้ก็ไม่ได้คิดร้ายอะไรขนาดนั้น อาชิตะก็เป็นเหมือนคนคนหนึ่งในครอบครัวใหญ่ที่ต้องมีเรื่องกับสมาชิกคนอื่นบ้าง แต่มันก็เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ จากการชิงดีชิงเด่นเท่านั้น

            “นายไม่ต้องทำอะไรถ้ามีใครมามองหน้าหาเรื่องนายเพราะคิดว่านายคืออาชิตะ” ท่าทางเอาจริงของไอชาพร้อมคำพูดที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับบทสนทนาก่อนลงจากรถทำให้อากิระที่นิ่งเงียบหันมองอย่างสงสัย

            “หมายถึง?”

            “นายน่าจะพอรู้ดีว่าคนที่นี่เกลียดอาชิตะเพราะอะไร แล้วตัวการของเรื่องนี้ก็คือเซน อย่าไปสนใจเสียงใครที่เขามาหาเรื่อง เพราะพวกเรามาแค่อ่านหนังสือเท่านั้น...”

            “อืม...”

            อากิระตอบรับด้วยเสียงเบา ๆ ในลำคอ ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีนิ่งสงบมากกว่าเดิมก่อนจะตัดสินใจพูดทิ้งท้าย “ถึงฉันกับอาชิตะจะไม่ค่อยถูกกันแล้ว แต่เราก็มีศัตรูคนเดียวกัน แต่ฉันจะฟังที่เธอพูดแล้วกันนะ”

            หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะค่อยเดินนำเขาเข้าไปทางทางเดินลัดตัวอาคารที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากซึ่งเชื่อมต่อไปถึงหอสมุดขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่อยู่ด้านใน ทางเดินนั้นลัดเลาะผ่านไปด้านข้างคณะไอซีทีที่อาชิตะเรียนแต่โชคยังดีที่ไม่ได้มีใครสนใจหรือพูดอะไรกับเขา

            ไอชาพาชายหนุ่มมาจนถึงหอสมุดซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่วัสดุส่วนใหญ่มาจากปูนและกระจกแก้วใสเพิ่มความสว่าง แม้จะก่อสร้างมานับสิบปีแต่ก็ยังดูดีและเป็นที่นิยมของนักศึกษาเสมอในช่วงไม่มีเรียนหรือใกล้สอบ ตัวอาคารก่อสร้างสูงนับสิบชั้นแต่ด้านล่างเป็นโรงอาหารเล็ก ๆ ปรับอากาศ

            “กินข้าวกันแล้วค่อยขึ้นไป ฉันเองก็จะได้นัดเพื่อนที่นี่”

            เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ที่เป็นร้านขายอาหารตอนเช้าแบบนี้นั้นคนไม่ค่อยพลุกพล่านมาก บรรยากาศจึงค่อนข้างเป็นส่วนตัว

            “อ่ะ... แลกการ์ดมาให้แล้ว”

            “เธอไม่ไปซื้ออะไรเหรอ?”

            “ไปสิ ก็เอามาให้นายนี่ไงใบหนึ่ง อยากกินอะไรก็กินได้เลย” เธอบอกด้วยรอยยิ้ม ไอชาคลี่ยิ้มจางมองเขาก่อนจะดึงแขนให้ลุกขึ้นโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันเหมือนหยอกล้อกับแฟนหนุ่มมากกว่าเพื่อน

            “อือ...” อากิระพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปมองรอบ ๆ แม่ค้าร้านข้าวมองเขาเหมือนรู้จักกันมานานในขณะที่ยิ้มให้ในขณะที่เขากำลังอ่านรายการอาหาร

            “ไข่เจียวปลาหมึกสินะ รอแปบ ๆ”

            “...” เขานิ่งเงียบ ให้ทายแล้วก็คงเป็นเมนูที่น้องชายหน้าบังเอิญเหมือนของเขาทานประจำจนแม่ค้าจำหน้าได้ ถึงจะยังไม่ได้บอกก็เถอะว่าจะทานอะไร แต่ไข่เจียวปลาหมึกก็ไม่เลวเหมือนกัน

            “ช่วงนี้ดูตัวโตขึ้นนะ ดีแล้วล่ะ ...ป้าเห็นเขาเอาแต่พูดเรื่องเรากันว่าไม่ดีนั่นนี่ แต่ป้าก็ไม่เคยเห็นว่าจะเป็นคนไม่ดีอะไรตรงไหน เห็นหายไปหลาย ๆ วัน สบายดีก็ดีแล้วนะ”

            แม่ค้าอาหารร่างท้วมท่าทางใจดีพูดขึ้นซึ่งอากิระก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับส่ง ๆ ด้วยไม่เข้าใจ แต่เหนืออื่นใด เขาก็ได้รู้ว่าอาชิตะน่าจะเป็นคนดีจนมีแต่คนให้กำลังใจและคุยด้วยอย่างสบาย ๆ ขนาดนี้

            “... เอ่อ ครับ” อากิระพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะยื่นการ์ดสำหรับซื้อแลกอาหารให้แม่ค้านำไปรูดคิดราคาอาหาร ชายหนุ่มมองหาซอสพริกอยู่ครู่หนึ่งด้วยความไม่คุ้นชินแล้วหยิบมันราดลงบนเนื้อไข่

            “ธรรมดาเห็นกินซอสมะเขือเทศ ขอโทษนะจ๊ะไม่ทันได้บอก”

            แม้จะไม่รู้จะตอบอะไรแต่ผู้เป็นพี่ชายก็ยิ้มออกมา ให้ทาย อาชิตะน่าจะเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตัวและเป็นมิตรมาก เพราะคนระดับไหน ๆ ต่างก็เอ็นดูเขา หากเป็นโรงอาหารที่แอนิบีแล้วล่ะก็  คงไม่มีใครกล้าพูดเล่นหัวกับคุณชายอากิระมาดเจ้าพ่อเป็นอันขาด

            ชายหนุ่มกลับมาที่โต๊ะด้วยใบหน้าสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับไอชาที่ยกถาดอาหารของตนเองมาวาง วันนี้ไอชาเองก็เปลี่ยนจากบะหมี่ถ้วยที่ทานประจำมาเป็นสลัดผักตามด้วยผลไม้อีกสองถึงสามอย่าง

            “กินผักเป็นด้วยเหรอเราน่ะ?” เขาแกล้งทัก

            “เป็นสิ เห็นอย่างนี้ฉันก็ดูแลตัวเองนะ” เธอบ่นอุบ ไอชาแอบส่งค้อนเบา ๆ ให้เขาแล้วก้มหน้าก้มตาจับช้อนเตรียมทาน

            แต่ในตอนนั้นเอง...

            “คุณไอชาครับ รอนานไหม?”

            เสียงของผู้มาใหม่บางคนทำให้อากิระถึงกับคิ้วกระตุก ชายหนุ่มเบิกตาโพลงแล้ววางช้อนลงเงยมองต้นเสียงที่วิ่งมาจนหอบเบา ๆ

            “...นาย อีก แล้ว เหรอ!” เสียงสูงของเขาดังโพล่งออกมาแบบลืมตัว อากิระจ้องเขม็งใส่โซลาร์แบบไม่ชอบใจเช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่แอบท้าทายเบา ๆ กลับเพราะพฤติกรรมน่าหมั่นไส้ทั้งไม่ยอมเป็นมิตร

            “พอก่อน ๆ ทั้งสองคน คุณโซลาร์ทานอะไรมาหรือยังคะ? ทานกันก่อนไหมแล้วค่อยไปติวด้านบน คนอื่นยังไม่มากันเลย

            “ไม่เป็นใครครับ ผมทานมาจากหอเมื่อกี้นี้เองล่ะครับ”

            รอยยิ้มใสซื่อปรากฏบนดวงหน้าชายหนุ่มซึ่งมันสร้างความไม่ชอบใจให้กับคนขี้พาลอย่างอากิระ ช้อนส้อมในมือกระแทกจิ้มไข่เจียวจนกระทบจานกระเบื้องเสียงดังด้วยท่าทางอยากมีเรื่อง

            “อากิระ ไหนนายสัญญาแล้วไงว่าจะไม่ทำตัวแบบนี้?”

            เสียงเข้มพร้อมรอยยิ้มนั้นสะกดอากิระอยู่หมัด เขานิ่งเงียบยอมรับความพ่ายแพ้นั้นแต่โดยดีแม้ไปเต็มใจ แต่ก็แอบไม่วายที่จะหาโอกาสข่มโซลาร์ผู้ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับทั้งสองคนนี้เลย

            “นั่งสินั่ง ยืนค้ำหัวคนอื่น มารยาทคนไทยเขาถือไม่ใช่เหรอ?”

            โซลาร์ถึงกับชะงักในความปากคอเราะร้ายของอากิระ ท่อนแขนกำยำลากเก้าอี้ออกมานั่งลงใกล้ ๆ ไอชาแม้จะรู้ดีว่าต้องถูกอากิระต่อปากต่อคำและหาโอกาสข่มเขาแบบไม่ยอมหยุด

            แต่ในท่าทางก้าวร้าวนั้น โซลาร์รู้ดีว่าอากิระทำไปเพราะอะไร...

            ...

            ไม่นานนักกลุ่มนักศึกษาสาว ๆ คณะเดียวกับไอชานับเกือบสิบคนได้ก็เดินเข้ามาที่ซึ่งเป็นจุดนัดหมาย อากิระปราดมองแต่ละคนด้วยความไม่เคยชินแต่ก็พอจะดูออกว่าน่าจะเป็นพวกกลุ่มเด็กเรียนมากกว่าเด็กกิจกรรมหัวรุนแรงบางกลุ่มที่มักสนิทกับดาวและเดือนในคณะ

            “...เอ่อ”

            สาว ๆ กลุ่มนั้นมองหน้ากันเลิกลั่กเมื่อเห็นแขกรับเชิญประจำกลุ่มที่หน้าละม้ายคล้ายคนดังในเรื่องฉาวโฉ่ประจำมหาวิทยาลัยด้วยความแปลกใจ

            “อาชิตะ? นายโผล่มาแบบนี้เดี๋ยวก็โดนดีอีกหรอก” หญิงสาวคนหนึ่งเตือนเขาเบา ๆ แต่อากิระกลับยิ่งมองด้วยความสงสัย

            “อาชิตะโดนอะไรเหรอ?”

            “เอ๊ะ! นายไม่ใช่อาชิตะหรอกเหรอ บ้าหรือเปล่า จำไม่ได้หรือไงที่นายถูกแบนเอากับข้าวราดหัวน่ะ”

            เพราะได้ยินดังนั้นอากิระก็เข้าใจ ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงเพื่อให้บรรยากาศนั้นคลายความตึงเครียด

            “...ฉันเป็นพี่ชายฝาแฝดของอาชิตะ ชื่ออากิระ แล้วก็เป็นเพื่อนรักของไอชาเท่านั้นเอง ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ” อากิระอธิบายช้า ๆ พร้อมกับไอชาที่นั่งฟังแล้วพยักหน้าเสริมก่อนจะพาทุกคนเดินขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสามซึ่งเก็บรวบรวมสมุดเอาไว้

            “ใช่ ตานี่เป็นพี่อาชิตะ”

            “อ๋อ งั้นก็โล่งไป แต่ฉันก็เพิ่งรู้นะว่ามีฝาแฝดด้วยน่ะ ...แต่หน้าตาเหมือนกันแบบนี้ก็ระวังตัวหน่อยนะ พวกเซนน่ะมันเหมือนกัดใครไม่ปล่อย”

            อากิระเหลือบมองนักศึกษาคนนั้นก่อนจะพยักหน้าเข้าใจทั้งที่ในอกตอนนี้เหมือนไฟสุม เขาเกลียดอาชิตะที่ไม่เคยฟัง แต่เขาก็รับไม่ได้ถ้าน้องชายที่เห็นมาตั้งแต่เกิดจะถูกสังคมตัดสินเพียงเพราะมีเรื่องกับเซน

            แต่นั่นมันเป็นแค่ปัญหาเล็ก ๆ ปัญหาใหญ่ของเขาในตอนนี้คือนายโซลาร์ต่างหากล่ะ

            





 

______________________________________________

…ขอโทษที่ช้าไปวันนึงนะคะ เจอ Programming แล้วกลับบ้านมาพูดภาษาจาว่าเลย
เมื่อวานเหมือนจะค้างเรื่องตอบเม้นท์สินะ ๆ


ตอบ คุณหมาป่า รักในมโนเถอะค่ะ คุณหมาป่าอยู่ในบอร์ดนักเขียนเหมือนกันน่าจะรู้เพศฮิเมะนะคะ แต่เราเป็นเพื่อนกันได้แน่นอนค่ะ ใครก็ตามที่เข้ามาอ่าน ถ้าฮิเมะเห็นไอดี ก็รู้สึกดี จำได้ ทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด อยากให้มีความรู้สึกเหมือนมาอ่านแล้วติชมนิยายของเพื่อนนะ มันดีกว่าไรต์อย่างงั้น ไรต์อย่างงี้ :) ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน อะไร ๆ ก็คุยง่ายกว่า ไม่ค่อยรู้สึกเขินเนอะ >_<
ตอบ คุณ ITaSari อ่านออกเสียงภาษาไทยยังไม่กล้า กลัวผิด แหะ ๆ ชีวิตอาชิน่าสงสารนะคะในความคิดฮิเมะ แต่พอมองดี ๆ มันก็คงเหมือนคนปกตินี่แหละค่ะ คงไม่มีใครมีชีวิตที่เพอร์เฟ็ค จริง ๆ ฮิเมะอยากทำนิยายแนวลำบากตัวละครแบบนี้นะ ฮ่าาา ดีใจนะคะที่ชอบแนวดราม่าสวนกระแสรักมุ้งมิ้ง จากนี้จะขยันขึ้นเยอะ ๆ เลยค่ะ >_< ตอนแรกเคยคิดว่าอยากตีพิมพ์นะ แต่ดูท่าละไม่ใช่แนวเลย ทุกวันนี้เลยเขียนแบบที่อยากเขียนค่ะ ปมนี่กำหนดไว้มาตั้งแต่แรก อย่างฉากอาชิตะที่แอบใส่ความผิดปกติต่าง ๆ เอาไว้ เขียนแบบนี้สนุกกว่าเขียนฉากขึ้นเตียง เอะอะ ๆ ก็ข่มขืนเยอะเลย รู้สึกอ่านได้ทุกวัย (ถ้าเขาชอบดราม่านะ 5555)

... เดี๋ยวมาแก้คำผิดทีหลัง + อดิทฉากที่ลงใหม่ทีหลังนะคะ ง่วงแล้วหนอ
แล้วก็ฝนตกบ่อย อย่าลืมดูแลตัวเองนะคะ...




ปล. อย่าลืมนะคะว่ามันคือเรื่องเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ~
 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #256 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 22:59
    น่าร๊ากกก อ่ะ อากิระกับไอชา หวานนะเนี่ย เนี่ย เนี่ย (เอกโค่)
    อากิระดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมามากเลย ทำเอาไอชางง 555
    แต่ อากิระ ปัญหาครอบครัวก็ต้องสำคัญเท่ากับปัญหาโซล่าร์เซ่! นายเนี้ยนะ 555
    ไรต์แต่งแบบนี้แหละ ชอบที่สุดแล้ว มันเหมือนชีวิตคนในสมัยนี้ดีค่ะ ชอบมากๆ
    ชอบตัวละครปัญหารุมเร้าค่ะ เพราะชีวิตมันต้องสู้!!!
    ป.ล. พอดีช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นคอม แต่เล่นเมื่อไหร่จะเข้ามาอ่านทันทีค่ะ
    #256
    0
  2. วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 13:17
    ใช่ไหมๆ ฮิเมะ เพื่อนกันดีกว่าเนอะ // กรีดร้องให้กับความเป็นชายที่มากขึ้นของอะกิระ//ทำไมไม่ชอบผู้ชายต่อ กับอะชิก็ได้ใครก็ได้ //โดนฮิเมะตบ
    #255
    0
  3. #254 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 16:06
    อืม เดาไม่ออกอ่ะ ถึงคิดไว้บ้างแล้ว แต่ไม่แน่ใจอ่ะ555
    ความจริงเปิดเผยไปเยอะแล้วนะเนี้ย ชีวิตอาชิช่างน่าสงสาร
    อากิระเริ่มใหม่อาชิก็กำลังจะตาย(?).
    เรื่องนี้ซับซ้อนดีค่ะชอบมากกกกกก มีอะไรให้ลุ้นตลอดเวลาเลยยย
    อัพอีกน้าาาา
    #254
    0
  4. วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 14:32
    จริงๆสินะ...ฮิเมะหล่อเท่น่ารักน่าฟัดที่สุด ผมรักฮิเมะ(?)(ในมโน)//ผมก็เปลี่ยนเพศได้ตลอดเวลานะ ฮิเมะ...เราเป็นเพื่อนกันได้สินะครับ
    #253
    0