CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 56 : [[,,,Chapter 41,,,]] Sunlight [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 มิ.ย. 57

JJ♕




41

Sunlight

 
 

 “...ไปกันเถอะครับ พวกเราไม่ได้รับคำสั่งมาให้ทำร้ายใคร” เสียงเย็นของโทมะพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ชายหนุ่มปรายตามองลูกน้องของตนให้ลดการตั้งรับลงเมื่อพิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่าผู้มาใหม่นั้นเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา

            “ดะ เดี๋ยวสิ! พวกนายจะฉุดคุณไอชาขึ้นรถตู้นะเฮ้ย!” ชายหนุ่มคนนั้นว่า เรือนผมสีน้ำตาลเรียบร้อยของเขาพร้อมตาสีเปลือกไม้นั้นดูไม่คุ้นตาเลยสำหรับบอดี้การ์ดหนุ่ม โทมะขยับเนคไทในชุดสูทให้เรียบร้อยก่อนจะยิ้มหวาน

            “ไปกันเถอะครับคุณไอชา ถือของหนักนาน ๆ คงเหนื่อยแย่”

            “ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อนไง! คุณไอชาครับพวกนี้มันอย่างกับมาเฟียเลยนะครับ!” ชายหนุ่มพูดขึ้นกับหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ทำให้เธอหันมามองเขาแบบสงสัย โซลาร์เป็นเพื่อนคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เธอรู้จักแม้จะอยู่ต่างคณะเพราะเคยตากฝนด้วยกันมาก่อน

            “เอ่อ... คือ...”

            ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกลูกน้องคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาด้วยความขัดใจ “คำก็มาเฟีย... สองคำก็มาเฟีย ประเทศนี้มันติดละครไปหรือเปล่า อย่ามาเหมารวมพวกเราเป็นคนแบบนั้นสิ!

            “อ้าว! งี้ก็สวยสิ พวกนายจะฉุดผู้หญิงขึ้นรถกลางวันแสก ๆ ยังมาพูดแบบนี้! ฉันน่ะไม่ยอมให้พวกแกทำแบบนี้หรอกนะ!

            โซลาร์พูดขึ้นก่อนจะเอื้อมมือมาดึงหญิงสาวออกไปจากบริเวณนั้นด้วยความรีบเร่งในขณะที่เสียงหักกระดูกนิ้วแสดงความไม่พอใจดังกรุ๊บกรั๊บดังมาจากใบหน้าหล่อเหลาของโทมะที่ยืนนิ่งด้านหลัง

            “คุณหนูไอชาเป็นเพื่อนคนสำคัญของนายน้อยอาชิตะและเป็นผู้หญิงของนายน้อยอากิระ ใครก็ห้ามแตะต้อง!

            เสียงตวาดดังไล่หลังมาจากโทมะที่ยืนตาเขียวทำเอาไอชารู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ร่างกายพิกลในขณะที่โซลาร์ออกแรงดึงเธอให้เข้าไปหากลุ่มคนเพื่อความปลอดภัย

            “ดะ เดี๋ยวก่อนนะคะ คือพวกนั้นน่ะ...”

            “ไม่เดี๋ยวครับ มาเฟียพวกนั้นมันจะฉุดคุณไอชานะ!” เขาบอกด้วยท่าทางเอาจริง เหงื่อมากมายผุดเต็มร่างชายหนุ่มคนกล้าแต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่อำนวยเท่าไหร่นักเพราะธรรมดาแล้วกลุ่มโทมะนั้นเกลียดมากถึงมากที่สุดหากใครจะมาชี้หน้าด่าพวกตนว่ามาเฟีย

            แล้วไหนจะมาพานายหญิงตัวเองเดินหนีไปง่าย ๆ อีก!

            “จะหนีไปไหน” เสียงเข้มของหนึ่งในกลุ่มที่ดักหน้าชายหนุ่มเอาไว้ถามขึ้นในขณะที่พวกการ์ดกรูกันเข้ามาล้อมวงทั้งสองเอาไว้

            “เอาตัวคุณหนูไอชาของนายน้อยอากิระคืนมาเร็ว ๆ เลย...”

            โทมะประกาศเสียงเรียบก่อนเดินไปกระชากคอเสื้อนักศึกษานั้นเอาไว้ด้วยท่าทางเลือดร้อนในขณะที่ไอชาร้องห้ามทั้งสองฝ่าย

            “พอเลยทั้งสองคนนี่มันอะไรเนี่ย!

            “ก็มันฉุดผู้หญิงของนายผม!” โทมะเถียงภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

            “พวกแกต่างหากเห็น ๆ อยู่จะมาจับตัวคุณไอชา!” โซลาร์เองก็ไม่ยอมแพ้ ชายหนุ่มชี้หน้าโทมะแบบไม่พอใจนัก “ไอ้พวกนี้มันมาเฟียชัด ๆ เลย!

            “ก็บอกว่าไม่ใช่มาเฟียไง!” โทมะตะคอกกลับพลางมองลูกน้องหน้าเหี้ยมทั้งกลุ่ม “อุ้มฆ่ามันเลยดีกว่าปากดีแบบนี้!

            “นั่นไง! มาเฟียชัด ๆ คุณไอชาอย่าไปใจอ่อนครับ เราหนีกันเถอะ” โซลาร์พูดพลางดึงข้อมือเธอจะพาหนีแต่ไอชากับยืนนิ่งถอนหายใจ

            “เดี๋ยวก่อนเถอะค่ะ! นี่คือโทมะ เป็นคนของอาชิตะ... เดือนคณะไอซีทีค่ะ” เธอบอกเสียงแข็งในขณะที่ชายหนุ่มผู้มาใหม่ขยี้ตามอง “...คนของอาชิตะ?”

            “แล้วนี่คือโซลาร์เป็นเพื่อนฉันเอง ไม่ได้จะมาฉุด”

            แค่นั้นพวกโทมะก็ชะงักเงียบไปก่อนจะมองหน้าคนเกือบเป็นคู่อริด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “จริงเหรอ?”

            “...อืม!

            “คนจากเมฮิเมะมีแต่พวกไม่ดีที่กดหัวนายน้อยอาชิตะจนไม่มีที่ยืน! นายน้อยต้องป่วยหนักก็เพราะเครียดเรื่องเพื่อน!” โทมะพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม คิ้วหน้าขอดปมหนักไปยิ่งกว่าเก่า

            “พอเลย! คน ๆ นี้เขาไม่ได้ทำอะไรนายพวกนายทั้งนั้นแหละ อย่ามาทะเลาะกันเพราะฉันเลย ให้ตายเถอะ” ร่างเล็กว่าก่อนจะขมวดคิ้ว “คุณโซลาร์ก็เหมือนกัน ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ พวกนี้เป็นคนของเพื่อนฉันเอง ไม่ได้จะมาฉุดหรอกนะ อีกอย่างพวกนี้ไม่ใช่มาเฟียค่ะ เป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กที่ดูแลอาชิตะเท่านั้นเอง ขอโทษนะคะ” หญิงสาวยิ้ม เหงื่อใสผุดบนดวงหน้าสวย

            “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกครับ!” โทมะมองนายหญิงด้วยสายตาไม่เข้าใจ

            “ก็แล้วพวกนายให้ฉันพูดบ้างหรือเปล่า!?”

            คำถามนั้นทำให้ทุกฝ่ายเงียบลง เหมือนว่าไอชาจะสามารถห้ามศึกครั้งนี้ได้สำเร็จ ร่างเล็กเกาศีรษะเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบของในมือพวกโทมะมาถือด้วยรอยยิ้ม

            “จะเอาค่าเสียหายกี่เยน พวกฉันคิดเป็นค่าเงินบาทไม่เป็น” บอดี้การ์ดหน้าหล่อบอกก่อนจะหยิบธนบัตรฉบับละหมื่นเยนออกมาเป็นปึก ๆ แล้วนับ “สองแสนเยนพอไหม นายก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

            โทมะปรายตามองคู่สนทนาก่อนจะนับเงินเยนส่งให้ สำหรับสองแสนเยนนั้นมีค่าราวหกหมื่นกว่าบาทไทยซึ่งมากพอสำหรับการปลอบขวัญ ทว่า สำหรับโซลาร์นั่นคือการเห็นคนรวยเอาเงินฟาดหัวดี ๆ  นี่เอง

            “ไม่ต้องหรอก ผมไม่รับเงินฟาดหัว”

            “ฉันส่งให้ดี ๆ ฟาดหัวนายตรงไหน!” โทมะรีบเถียงในขณะที่กองเชียร์ญี่ปุ่นด้านหลังก็พยักหน้าเห็นด้วย “ท่านโทมะยังไม่ได้เอาเงินฟาดหัวเขาเลยครับคุณหนูไอชา!

            “ไอ้หมอนั่นกล่าวหามั่ว!

            หญิงสาวแสนสวยรู้สึกปวดขมับตุบ ๆ ทุกครั้งที่สนทนากับพวกผู้ชายเจ้าอารมณ์นี้จึงตัดสินใจตัดบทแยกทั้งสองออกจากกันด้วยกลัวว่าจะเป็นเรื่อง

            “เรื่องเงินนายเก็บไว้เถอะ เดี๋ยวฉันจะไปเรียกเก็บจากอากิระเจ้านายพวกนายเอง... ขอบคุณนะที่อุตส่าห์จะไปส่งแต่ฉันกลับหอทางเดียวกับคุณโซลาร์น่ะเลยว่าจะไม่รบกวนพวกนาย ดูท่าจะมีงานต้องทำกันไม่ใช่เหรอ...?”

            เพราะอีกคนพูดเรื่องานพวกโทมะจึงนึกถึงคำสั่งของอาชิตะได้แถมใกล้จะถึงเวลาต้องกลับไปเฝ้าชายหนุ่มผู้เป็นนายซึ่งนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลโทมะจึงตัดใจไม่ไล่ตามไอชาไป

            “ครับ... แต่ถ้าคุณหนูไอชาเจอนายน้อยอากิระผมรบกวนให้ติดต่อกลับด้วยนะครับ นายน้อยอากิระหนีออกจากบ้านแล้วตอนนี้ สถานการณ์ที่บ้านอาคิโมโตะไม่ค่อยสู้ดีนัก ...นายน้อยอาชิตะคงอยากเจอนายน้อยอากิระ...”

            โทมะพูดไว้แค่นั้นด้วยแววตาหม่นหมองทิ้งปริศนาบางอย่างไว้ในใจของหญิงสาวก่อนจะพาพรรคพวกในชุดสูทสีดำราวนักธุรกิจขึ้นรถกลับทิ้งไว้เพียงเธอที่หันมองโซลาร์ หนุ่มร่วมมหาวิทยาลัยซึ่งเกือบถูกรุมซ้อม

            “...พวกนั้นจริง ๆ ไม่ใช่คนไม่ดีหรอกค่ะ ไหน ๆ เพื่อชดใช้ความผิดแทนฉันจะพาคุณไปหาหมอนะคะ”

            ชายนุ่มยิ้มซื่อ ๆ ก่อนจะส่ายหน้า มือกร้านสมเป็นลูกผู้ชายหยิบหมวกกันน็อกที่หล่นอยู่มาใส่ด้วยรอยยิ้ม “แค่เรื่องเข้าใจผิด ผมเองก็ขอโทษครับที่อารมณ์ร้อนเกินไปไม่ทันฉุกใจคิด... ถ้าอย่างนั้นผมแวะไปส่งคุณไอชาที่หอนะครับ ถือของมาเยอะคงขึ้นรถลำบาก”

            แม้จะเกรงใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ไอชาจึงจำต้อนซื้อจักรยายนต์ของโซลาร์กลับไปยังหอของตนซึ่งก็เป็นทางผ่านเพราะชายหนุ่มเองก็อยู่หอพักที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ห้องแถว ผู้ชายแบบเขาถือว่าค่อนข้างหายากในมหาวิทยาลัยเมฮิเมะที่ขึ้นชื่อเรื่องลูกคุณหนูทั้งหลาย แต่กลับเขาซึ่งเป็นคนปานกลางเรียบง่าย ซื่อ ๆ ก็ถือเป็นเสน่ห์ที่แปลกไปอีกแบบดีไม่น้อย...



 

            แสงสีส้มแดงของดวงตะวันยามใกล้ตกดินส่องลอดเข้ามาภายในห้องพักเล็ก ๆ ผ่านประตูด้านหลังห้องซึ่งเป็นมุมระเบียงเล็ก ๆ สำหรับซักล้างถัดไปไม่ไกลนักเป็นราวตากผ้าที่เคยว่างเปล่า ทว่า ในวันนี้กลับมีเสื้อผ้ามากมายถูกซักจนสะอาดหอมตากจนแห้งหมาดผิดไปจากทุกวัน ห้องครัวที่เคยมีแต่บะหมี่ถ้วยตั้งเรียงรายในวันนี้กลับมีไข่เจียวสองฟองที่ทอดหอม ๆ รอใครบางคนกลับมา

            ที่ปลายโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กซึ่งวางกับข้าว ร่างสูงใหญ่ของเจ้าของเรือนผมยาวซึ่งถูกมัดรวบไว้ด้านหลังยังคงทอดสายตามองอาหารในจานด้วยความภาคภูมิใจ นานมากแล้วที่อากิระไม่ได้ทำอาหารง่าย ๆ ด้วยตนเองแบบนี้มาก่อน

            ถึงจะคิดถึงเซนบ้างแต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าระหว่างเขาและผู้ชายคนนั้นมันไม่ทางที่จะมีอะไรดี ๆ กลับคืนมาอีกแล้ว และมันก็ถึงเวลาแล้วเขาควรจะตื่นจากความเพ้อฝันเพื่อออกมาสู่โลกของความเป็นจริงนี้ได้สักที โลกที่เขาและเซนคือเส้นขนาดที่ไม่มาทางจะมาบรรจบกันอีกไม่ว่าจะในหนทางใด ๆ ก็ตาม

            ตลอดเวลาเพียงไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงที่อยู่ที่นี่แต่อากิระกลับปรับตัวได้ง่ายผิดไปจากทุกครั้ง แม้ความเจ็บปวดจากบาดแผลจากการปะทะกบน้องชายฝาแฝดจะไม่ทุเลาลง แต่อย่างน้อยสภาพจิตใจอากิระที่เคยเกลียดและแค้นเคืองน้องชายกลับหายไปจนหมด

            เขาและอาชิตะคือฝาแฝดที่เกิดห่างกันเพียงไม่กี่นาทีเพราะอุบัติเหตุบางอย่างที่เกือบเอาชีวิตกันแทบไม่รอดตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะรู้จักกับความตายดีมากกว่าใคร และเพราะเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน... อากิระจึงไม่อาจจะตัดความรู้สึกห่วงหาได้...

            และทั้งที่รู้ว่าอีกคนจะอยู่กับเขาอีกเพียงไม่ถึงคริสมาสต์นี้...

            เขากลับมัวทำอะไรอยู่... ตอนนั้นที่ทำร้าย เขาทำลงไปได้อย่างไร...

            “...อาชิตะ ตอนนี้นายเองจะรู้สึกแบบฉันอยู่ไหมนะ...”

            น้ำเสียงของผู้เป็นพี่ดูแห้งผาด อากิระกระแอมไอเอาเบาตามประสาคนเป็นไข้สูง ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำมูกเบา ๆ โดยระวังไม่ให้กระทบกับบาดแผลฟกช้ำที่ริมฝีปาก

            รอยฟกช้ำที่อาชิตะน้องชายเพียงคนเดียวได้ทิ้งเอาไว้ให้ดูแทนความคิดถึง...

 

            “กลับมาแล้วล่ะ”

            เสียงใสของเจ้าของห้องพักดังขึ้น เรือนร่างเล็กของไอชาในชุดนักศึกษาก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับของพะรุงพะรังเต็มสองมือ นัยน์ตาคู่สวยเหมือนกวางสาวเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนยิ้มให้ “ไข้ลดหรือยัง... เห็นกล่องยาทำแผลประคบอะไรพวกนี้ไหม?”

            แม้จะงง ๆ แต่อากิระก็จำต้องลุกเดินไปหยิบกล่องยาพลาสติกขนาดกระทันรัดที่วางหลังตู้เสื้อผ้าให้ด้วยใบหน้านิ่งทั้งที่ในใจกลับสั่นระรัวด้วยความกังวลกลัวเจ็บจากการทำแผล

            “แผลฉันยังต้องประคบอีกเหรอ?” เขาถามต่อพร้อมนั่งลงตรงหน้าร่างเล็กอย่างรู้หน้าที่

            “ไม่ใช่นายหรอก” ไอชาพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะรีบถือกล่องยาออกไปด้านนอกทิ้งให้ชายเพื่อนสนิทซึ่งนั่งอยู่ขมวดคิ้วสงสัย จนในที่สุดเพราะความอยากรู้ อากิระจึงเดินตามออกไปในที่สุด ร่างสูงสง่าทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กที่ถือกล่องยาเดินลัดเลาะลงลิฟต์เพื่อไปหาใครบางคนซึ่งนั่งรอที่ม้าหินหน้าหอพัก

            …

            ภาพชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันมีรอยฟกช้ำนิดหน่อยนั่งนิ่งรออยู่ด้านล่างพร้อมกับรถจักรยานยนต์กลางเก่ากลางใหม่แบบที่เห็นได้ทั่วไปจอดอยู่ไม่ห่าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับหญิงสาว แต่น่าแปลกที่ไอชากลับยอมให้เขามารับมาส่งที่นี่ได้

            ทั้ง ๆ ที่คนที่มาส่งไอชาที่นี่แทบทุกวันมันคือเขา ?

            “เจ็บหน่อยนะ” ร่างเล็กพูดขึ้นในขณะที่หยิบลูกประคบค่อย ๆ ประคบต้นคอที่ช้ำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าโดยที่เขานั้นก็ยอมนั่งนิ่งแต่โดยดี อากิระมองคู่ชายหญิงตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหวระรัว ความสงสัยมากมายถูกฟ้องออกทางนัยน์ตาสีเข้มที่เบิกโพลง คล้ายกลับร่างกายชาไปทั้งร่างโดยไร้สาเหตุใด ๆ จนต้องตัดสินใจเดินถอยออกมาเพียงลำพัง

            ผู้มาใหม่เป็นชายอายุรุ่นราวไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ ผิวสองสีมาตรฐานชายไทย เรือนผมตัดสั้นทรงสุภาพในขณะที่เขาผมยาวรุงรังเหมือนคนบ้าจนไม่เหลือคราบลูกชายมหาเศรษฐี ยิ่งเธอพยายามดูแลชายแปลกหน้าคนนั้นเท่าใดในความรู้สึกชายหนุ่มก็ยิ่งร้อนรุ่ม

            ...

            เหมือนคู่รักกันเลย... นั่นน่ะเหรอผู้ชายโง่ ๆ ที่ไอชาบอกชอบ...

          ก็ดูไม่เห็นโง่เท่าไหร่นี่นา?

          ...

 

            “...นายลงมาทำไมเหรอ” ใบหน้าสวยของไอชาหันกลับมามอง ในขณะที่ชายแปลกหน้าผู้นั้นเองก็หันมามองเขาราวกับเป็นคนนอก ทว่าเมื่อเพ่งมองใบหน้าสง่านั้นดี ๆ โซลาร์ก็ต้องชะงักเงียบเบิกตามองด้วยความสงสัย

            “...อะ อาชิตะ อาคิโมโตะ?”

            ร่างสูงได้ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ อากิระที่ยืนในมุมมืดอับแสงตัดสินก้าวออกมาอีกครั้งก่อนฉีกยิ้มจากให้กับอีกฝ่าย แม้จะรู้สึกไม่ค่อยชอบหน้า แต่อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็คือคนที่ไอชาชอบ

            “ฉันชื่ออากิระ... เป็นเพื่อนสนิทของไอชา...”

            “ผมโซลาร์ครับ” ฝ่ายผู้มาใหม่ยิ้มกว้างหวังสร้างมิตรภาพที่ซึ่งอากิระที่ยืนเงียบก็ผงกศีรษะรับพอเป็นพิธี ทว่าสายตาอ่อนแรงนั้นปราดมองคนตรงหน้าก่อนทักทีเล่นทีจริง “ชื่อพวกเราสองคนหมายถึงพระอาทิตย์เหมือนกัน...”

            “นะ นั่นสิครับ...”

            เพราะไม่รู้ว่ามาไม้ไหนโซลาร์จึงตั้งรับไม่ถูก ชายหนุ่มมองเรือนร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของอากิระแล้วพลันนึกถึงคำพูดโทมะและพวกขึ้นมาได้

            แท้จริงแล้วอากิระอยู่ที่นี่ร่วมกับไอชาอย่างนั้นหรือแล้วทำไม... ใบหน้านั้นถึงได้เหมือนกันกับผู้ชายซึ่งถูกต่อต้านจากคนแทบทั้งเมฮิเมะ...

            “พวกที่มีเรื่องกับผมบอกว่าพวกเขาตามหาคุณ”

            “...เหรอ?” เรียวปากสีซีดขยับเบา ๆ ก่อนจะปราดตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ “หมายถึงอะไร?”

            “คนของน้องชายนายเข้าใจผิดว่าคุณโซลาร์เขาจะมาฉุดฉันก็เลยมีเรื่องกันน่ะ จริง ๆ คุณโซลาร์เองก็ช่วยฉันเยอะนะแถมพามาส่งด้วย”

            “เหรอ?”

            แค่เสียงสูงที่ขานรับเบา ๆ จากอากิระก็ทำให้ผู้มาใหม่อย่างโซลาร์ทำตัวไม่ถูก นัยน์ตาสีเปลือกไม้ทำได้เพียงหันมองไอชาด้วยความสงสัยราวกับต้องการคำอธิบายว่าชายตรงหน้าคือใครกันแน่

            “...เป็นพี่ชายของอาชิตะที่คุณโซลาร์รู้จักค่ะ อากิระเป็นเพื่อนสนิทของฉันเองค่ะ พอดีตอนนี้เขามีปัญหากับทางบ้านนิดหน่อยก็เลยมาพักกับฉันชั่วคราวน่ะค่ะ”

            โซลาร์มองใบหน้าสวยของไอชาสลับกับอากิระที่ยืนเงียบอย่างไม่เชื่อหู แต่ยังไม่ได้ถามอะไรต่อเจ้าของเสียงน้ำเสียงดุกว่าก็พูดย้ำราวกับต้องการข่มเขา “ใช่ เพื่อนสนิทกัน... สนิทมาก”

            นัยน์ตาสีเข้มปราดมองสบประสานกับไอชาด้วยความรู้สึกบางอย่าง “...แต่ก็คงไม่มีสิทธิ์หวงหรอก เล่นพาแฟนมาแบบนี้... นี่ฉันต้องทำตัวยังไงต่อดีล่ะ?”

            “อะ อากิระ?”

            ไม่ทันได้พูดอะไรชายหนุ่มก็หันหลังเดินกลับแต่ไม่วายจะหันกลับมายิ้มเย็นส่งท้ายให้กับโซลาร์ที่รู้สึกเขินกับคำพูดของเขาไม่น้อย “...พระอาทิตย์สองดวงคงอยู่บนฟ้าเดียวกันไม่ได้ ขอตัวไปพักก่อนนะ”

            โดยที่ไม่มีคำพูดใดมากไปกว่านั้นร่างสูงกว่าของอากิระเดินลับเข้าตัวอาคารไปโดยทิ้งไว้เพียงไอชาที่รู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดและท่าทางแบบนั้น เธอไม่ชอบใจในความไร้มารยาทของเขา ไม่เข้าใจเลยทำไมอากิระจะต้องจงเกลียดจงชังคนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอย่างโซลาร์ ทำไม... เขาถึงทำตัวไม่น่ารักแบบนี้ทั้งที่เขาคือคนที่เธอรู้สึกแบบนั้นได้เพียงคนเดียวมาตลอดแท้ ๆ ...




 

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่ให้เรือนร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลสวยเป็นประกายกลับมายืนอยู่ที่นี่อีกครั้งท่ามกลางความเงียบเหงาในคืนวันศุกร์ แสงไฟสีส้มอ่อนในวันก่อน ๆ นั้นยังคงสะท้อนลงกับแม่น้ำสีดำสนิท

            ทิวทัศน์ทุก ๆ อย่างรอบโบสถ์คริสต์หลังนั้นยังคงเหมือนเดิมกับวันก่อน ๆ ที่เมรินได้มาที่นี่ เพียงแต่วันนี้มันไม่มีเงาของผู้ชายที่ชื่ออาชิตะอีกต่อไปแล้ว... ลานคอนกรีตหน้าโบสถ์ที่เคยมีภาพชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมยาวนั่งคุยกับเธอในวันก่อน ๆ บัดนี้เหลือเพียงความมืดมิดและเหน็บหนาวจากอากาศที่ต่ำลงเรื่อย ๆ

            “เกือบสิบปีก่อน... พ่อเห็นเด็กคู่หนึ่งอยู่ที่นี่ เด็กหญิงตัวเล็กที่เอาแต่กอดตุ๊กตากับเด็กผู้ผมสีดำ... ที่มาที่นี่เพื่อหาความสงบในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

            เสียงเรียบเป็นมิตรของชายในชุดสีขาวพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มทักทายกับผู้มาใหม่ที่เขารู้จักดีมาตลอดราวกับเป็นคนในครอบครัว ทว่า คำทักทายนั้นกลับทำให้หัวใจของเมรินสั่นไหว ก ๆ ครั้งที่พูดเรื่องเด็กผู้ชายคนนั้น...

            “สวัสดีค่ะคุณพ่อ”

            “สบายดีหรือเมริน... พ่อไม่เห็นเราที่นี่เป็นเดือนแล้ว” ชายสูงวัยกว่าถามด้วยเสียงเป็นมิตรทว่าในดวงตาคู่นั้น คุณพ่อเปโตรกลับหม่นหมองเมื่อเห็นสร้อยสีเงินที่ห้อยบนคอหญิงสาว

            “...อ่า คือว่า...”

            “...ไม่เป็นไรนะ...” ไม่ต้องถามต่อก็ถูกตัดบทเสียก่อน “ลูกกลับมาเพื่อระลึกความหลังที่เขายังอยู่อย่างนั้นเหรอ...”

            “...อาชิตะคือคนที่ช่วยชีวิตหนูเอาไว้ในตอนนั้นใช่ไหมคะ... แล้วทำไมเรื่องราวทุกอย่างตอนนั้นถึงหายออกไปจากความทรงจำของหนู ...ทำไมหนูถึงจำอาชิตะในตอนนั้นไม่ได้ แล้ว... เวลาที่ผ่านมาทั้งหมดเขาอยู่ที่ไหนกันแน่คะ...”

            น้ำเสียงของเมรินสั่นเทาทุกครั้งที่เอ่ยชื่อของเขาเรื่องราวมากมายและคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของเธอถูกระเบิดออกมาผ่านนัยน์ตาบอบช้ำ คราบน้ำตาแห่งความเจ็บปวดนั้นไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ยอมหายหรือทุเลาลงไป

            “...” คุณพ่อเปโตรนิ่งหน้า ชายสูงวัยกว่าก้าวเดินท่าทีสำรวมพาเธอไปยังบ่อน้ำซึ่งเป็นสระขุดขึ้นมาประดับสวนน้ำตกจำลองหลังโบสถ์ สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดที่พาให้เขาและเธอต้องเจอกับจุดเปลี่ยนสำคัญ

            “อาชิตะเป็นเด็กที่กล้าหาญนะ... เท่าที่พ่อจำได้เด็กผู้ชายคนนั้นรักหนูมากและเราทั้งคู่ก็เป็นเด็กดีกัน จนกระทั่งวันที่หนูพลัดตกลงไปที่บ่อน้ำนี่แม้พ่อจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่คนที่เสี่ยงชีวิตลงไปช่วยก็คือเขา... อาชิตะช่วยหนูเอาไว้ได้อย่างปลอดภัยโดยแลกกับ...” คุณพ่อเปโตรหยุดนิ่งหายใจในขณะที่เขายังคงมองใบหน้าของเมรินที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            “...แลกกับชีวิตตัวเอง”

            เหมือนลมแทบจับ เมรินชะงักร่างด้วยไม่อยากได้ยินกับหูแม้เธอจะรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนที่ช่วยเธอเอาไว้ แต่ถ้ามันต้องเป็นเรื่องใหญ่ที่แลกกับชีวิตตัวเขาเองแล้วล่ะก็... อาชิตะยังมีอะไรที่ปิดบังเธอเอาไว้อีกอย่างนั้นเหรอ?

            “...ชะ ชีวิต?”

            “...ใช่” เขาพยักหน้าในขณะที่ทอดสายตามองรูปปั้นพระแม่มารีย์และบริเวณโบสถ์ราวกับช่างใจ... “...ตอนที่เอาขึ้นมาจากน้ำพร้อม ๆ กับหนู เด็กคนนั้นเหมือนไม่มีชีวิตแล้ว ไม่หายใจ... ไม่หลงเหลืออะไรสักอย่าง... แต่ทุกอย่างพ่อเชื่อว่ามันเป็นไปตามลิขิตของพระเจ้าเขาจึงรอดกลับมาอย่างปาฏิหาริย์”

            “...อาชิ?”

            น้ำตาเริ่มเอ่อคลอดวงหน้าใสเข้าไปทุกทีเมื่อพยายามนึกถึงเรื่องตอนนั้นที่มันถูกลบหายไปจากความทรงจำ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไม...

            “พ่อไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้หนูลืมเขา แต่บางที... มันอาจจะดีก็ได้นะเพราะคนเรา หากไม่รับรู้อะไรอาจจะไม่ต้องมานั่งปวดใจก็เป็นได้... อดีตระหว่างหนูและเขาอาจจะไม่สำคัญเท่ากับวันนี้หนูและเขาเป็นอย่างไร... มีชีวิตเพื่อคนในปัจจุบันและเพื่อครอบครัวเถอะ”

            ใบหน้าเรียบนั้นยิ้มน้อย ๆ เป็นกำลังใจให้ในขณะที่เมรินพยักหน้ารับ ถึงจะบอกว่าอย่างนั้นแต่เธอก็จะทำทุกอย่างเพื่อหาสาเหตุบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งคุณพ่อก็ยิ้มปลอบเบา ๆ

            “...เวลาคนเรามีเท่ากันในแต่ละวัน แต่ชีวิตของคนเราอาจจะยืนยาวไม่เท่ากัน... แต่ทั้งหมดไม่สำคัญเท่าลูกได้ทำในสิ่งที่ตัวเองพึงกระทำหรือยังและพ่อเชื่อว่าอาชิตะได้บรรลุสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว...”

            “...เขากำลังจะกลับไปที่ญี่ปุ่นค่ะ... แล้วเรื่องของหนูกับเขาอาจจะต้องจบลงแค่นี้ หนูทำลายครอบครัวเขา ทำให้เขาต้องมีปัญหากับทางบ้าน...แต่ยังไงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเพื่อหนู หนูจะต้องหาทางตอบแทนเขาค่ะ... จะรบกวนไหมคะ... ถ้าหนูอยากจะถามว่าอาชิตะจริง ๆ แล้วเขาเป็นอะไรกันแน่?” น้ำเสียงของร่างเล็กดูสั่นเครือลง เมรินปาดน้ำตาเบา ๆ ด้วยความหวาดกลัวคำตอบบางอย่าง

            ภาพที่เขาหลับ... ทุกความรู้สึกเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าอ่อนแอมันยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจ... ใต้ใบหน้าและท่าทางแสนดีเป็นมิตรนั้น... บางอย่างฟ้องเธอว่ากำลังมีอะไรผิดปกติ...

            “...คำตอบนั้น...เขาเคยบอกลูกไปแล้วและมันสิ่งที่ทำให้ลูกยืนอยู่ตรงนี้ไง... ใช้หัวใจมองคนที่ลูกรักเถอะ อย่าได้ถามจากสายตาพ่อเลย...” คุณเปโตรยิ้มจางในขณะที่อดคิดถึงคำขอร้องของชายหนุ่มไม่ได้ อาชิตะคงไม่พอใจหากเขาต้องพูดในสิ่งที่เจ้าตัวตั้งใจปิด และมันจะเป็นเรื่องดีมากกว่าถ้าเขาจะเอาชนะความกลัวภายในใจแล้วสารภาพมันออกมา

            ถ้าเป็นอย่างนั้น... กำแพงที่เรียกความไม่เข้าใจและหวาดกลัวคงพังทลายลง...

            แต่มันจะทันเวลาหรือเปล่านะ... ในเมื่อหัวใจของเขาที่สูญเสียทุกอย่างไปเพราะความไม่เข้าใจกลับเริ่มดำมืดลงพร้อมยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา...

 

            ...

            “...พามาที่นี่แล้วสงบใจขึ้นบ้างหรือเปล่า?” น้ำเสียงเป็นมิตรของเดย์ไลท์เอ่ยถามร่างเล็กที่เดินกลับมาที่รถที่จอดเอาไว้เพียงลำพัง จริง ๆ แล้วชายหนุ่มตัดสินใจพาเธอมาที่นี่เพื่อปลอบใจเรื่องที่เมรินกำลังเครียดโดยไม่เคยรู้เลยว่ามันจะทำให้เธอได้ยินได้ฟังเรื่องราวของอาชิตะ...

            “...พี่เดย์ไลท์รักพี่ไอเดียมากไหมคะ?”

            แม้จะไม่เข้าใจคำถามที่ออกมาจากปากน้องสาวแต่ชายหนุ่มก็พยักหน้า เดย์ไลท์ค่อย ๆ ถอยรถออกจากที่จอดและมุ่งหน้ากลับบ้านที่กรุงเทพฯ โดยทิ้งบ่อน้ำแห่งนั้นเอาไว้เบื้องหลัง

            “ถึงจะเพิ่งคบกันไม่นานมากแต่พี่ก็รักไอเดียมากนะ ยัยจอมโหดนั่นน่ะเป็นคนที่ทำให้พี่หายเป็นคาสโนว่า เลิกทำตัวเส็งเคร็งถึงจะมากลับตัวเป็นคนดีได้ตอนมหาลัยแล้วก็เถอะ ฮ่ะ ๆ”

            “...ก็คงเหมือนกันน่ะค่ะ... แต่พี่อาชิ... ทำเพื่อเมรินตั้งแต่เขาอายุไม่ถึงสิบสองขวบ... เมรินไม่ทันได้บอกพี่เดย์ไลท์จริง ๆ ว่าที่นี่คือที่ที่เมรินเจอเขาและพี่อาชิก็เกือบตายที่นี่เพื่อเมริน... ต่อให้พี่อาชิจะเกลียดเมริน เมรินก็จะซื่อสัตย์กับความรักและความดีของเขาค่ะ”

            ...!?

            “อย่าบอกนะ... ว่าจะกลับไปยุ่งกับคนบ้านนั้นอีก! อากิระมีหวังเอาเธอตายแหง ๆ พี่รู้จักนิสัยมันดี อากิระน่ะมันบ้าเลือด ตอนมันไปญี่ปุ่นมันพาลูกน้องมันไปกระทืบคนปางตายนับไม่ถ้วน แล้วทำไมเธอถึงไม่เข็ด?”

            เรือนร่างเล็กของน้องสาวเอนตัวพิงเบาะด้วยสายตาเหม่อมองภาพบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือตัวเอง... ภาพชายหนุ่มที่มัดผมม้าด้านหน้าเหมือนสุนัขชิสุห์ที่เธอเคยล้อเขาในตอนนั้นก่อนจะยิ้มจาง...

            “เพราะเมรินรักพี่อาชิ... ถึงจะจำเรื่องพี่อาชิไม่ได้ก็เถอะ แต่เมริน... รู้ดีว่าตัวเองควรทำอะไร เคยมีคนบอกว่าอนาคตอาจจะต้องสวนทางกับหัวใจ... แต่เมรินก็อยากลองนะคะ ชีวิตคนเราไม่ได้ยืนยาวให้รักใครได้หลาย ๆ คนซะหน่อย... พี่เดย์ไลท์เองก็เหมือนกันนี่นา?”

          “ไม่ไหวเลยนะหัวใจคนเราพอมีความรักเนี่ย... จะให้พี่ช่วยอะไรดีล่ะ?”

          น้องสาวร่างเล็กยิ้มออกมาในขณะที่นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยฉายแววยิ้มสดใส แค่เพียงครู่เดียวที่นึกถึง คนคนนั้นขึ้นมาได้เธอก็รู้เลยว่าความทรงจำที่หายไปทั้งหมดเธอจะตามมันกลับมาได้อย่างไร...

          เวลาหนึ่งเดือนที่เธอรู้และหนึ่งสัปดาห์ที่เขาจะเต็มใจทนอยู่...

 

          ภารกิจเพื่อหาคำตอบของเรื่องทุกอย่างกำลังเดินทาถึงจุดสำคัญเสียแล้วสิ

 




 

_____________________________________
Talk with Hime
 จบตอนได้แบบปาฏิหาริย์มากกกกก แต่สารถาะเลยว่า
เขียนแอบเล่นไปนิดหน่อยเลยลงดึกมากกกก
ขอโทษจริง ๆ นะคะ TT สำหรับเพลงนี้ที่เขียนอยู่บนรูปตอน
(อิมเมจไอชาคือ Misaki Chan หรือพี่กุ๊กไก่นะคะ)
คือเพลง Taiyo to Himawari หรือ ดวงอาทิตย์กับดอกทานตะวันนั่นเอง
เพราะเพลงที่ฮิเมะฟังมานานแล้วแล้วก็ชอบเนื้อเพลงมา นึกถึงไอชากับอากิระมาก ๆ เลย
สำหรับใครที่อยากอ่านเนื้อที่เหลือ ก็จิ้มตรงนี้ นะคะ
ขอบคุณทางผู้แปลไว้ ณ ตรงนี้ด้วยเนอะ

สำหรับเม้นท์ที่ 243 อยากบอกว่าคำว่าอาชิตะฮิเมะนี่กระทบและดาเมจฮิเมะมากค่ะ
ชอบเหลือเกิน อ่านทีไรก็ขำ เห็นภาพตัวเองรวมร่างกับอาชิเกิดเป็นโกโกครั้นซ์เลย
และก็ขอบคุณ ItaSari นะคะสำหรับทุก ๆ เม้นท์
อ่านแล้วดีใจมาก ๆ เลยค่ะ ขอบคุณที่ติดตามเรื่อยมานะคะ

ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ค่ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ว่ากันใหม่เนอะเผื่อจะปั่นได้อีกซักตอน 
>____<


ปล. ฮิเมะอาจจะเข้ามาแก้สำนวนบางสำนวนนะคะ ขอแจ้งไว้ก่อนเลยเพราะว่าเดี๋ยวมันขึ้นแล้วเหมือนอัพหลอก
 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #247 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 00:37
    อากิระมีหึง 555 ตอนนี้อากิระแอบน่ารักน้าา ขำตอนที่บอกว่า สนิท สนิทมาก 555
    ไอชานี้ไม่รูจริงๆหรอ เขาหึงเธอน้า
    บทตัดไปที่เมริน จะทำยังไงล่ะเนี่ย ต้องรอลุ้น
    ตอนแรกอ่านไปอ่านมา สงสัยความลับของอาชิตะต้องเปิดเผยจากพ่อเมรินนี่แหละ ลุ้นนน
    เปิดเผยเหมือนกันแต่ไม่หมด แต่ถ้ารู้จากอาชิตะเองก็คงดีกว่าละมั้งงง
    ป.ล.มาเม้นช้านิดหน่อยแต่ก็มาน้า
    ป.ล.ฟังเพลงแล้วเพราะจริงๆค้าา
    #247
    0
  2. วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 10:38
    เผลออ่าน"เมรินกับอาชิตะฮิเมะ" "อาชิตะฮิเมะ" "เจ้าหญิงอาชิตะ" - - อ๊ากกกกก ...แต่เข้ากันดีนะ เจ้าหญิงอาชิตะใกล้...แล้ว//โดนตบ
    #245
    0
  3. #244 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 12:30
    แอบฮาตรงที่เถียงกัน 555
    พอชื่อโซลาร์. อ๋อคนที่ร่วมตากฝนในวันนั้นจำได้ๆค้า.  
    ตอนที่แล้วก็แอบเดาว่าอากิระรึเปล่าแต่การเรียกลูกน้องมันแปลกๆสุดท้ายเป็นโซลาร์ เหนือความคาดหมายยยยย
    สงสัยดวงของไอชาจะขึ้นอยู่กับพระอาทิตย์555
    สนุกมากๆค้าไรต์
    #244
    0