CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 53 : [[,,,Chapter 36,,,]] Retribution [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 มี.ค. 57

JJ♕



38

Retribution

 

 

กว่าจะวิ่งออกมาพ้นเขตบ้านก็แทบเหนื่อยหอบ ร่างสูงของอากิระหยุดยืนนิ่งพิงเสาไฟฟ้าซึ่งอยู่ข้างถนนด้วยท่าทีอ่อนแรง นัยน์ตาหวาดกลัวสั่นระริกทุกครั้งที่หันกลับไปมองบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ห่างไป ดวงไฟทุกดวงเปิดสว่างไสวในยามวิกาล มันสวยงามราวกับมีงานเฉลิมฉลอง ต่างกันสิ้นเชิงกับข้างทางรกชัฏซึ่งมีเพียงแสงสลัวที่เขายืนอยู่...

            เขาเคยภูมิใจและเรียกที่นั่นว่าบ้าน... แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันได้เปลี่ยนไปแล้ว...

            เขาสูญสิ้นทุกอย่าง จากที่เคยมีคอนโดส่วนตัวราคาหลายสิบล้าน มีเงินที่ซื้อบันดาลได้ทุกอย่าง ในยามนี้กลับกลายเป็นเพียงคนไร้บ้านไม่มีที่ไป ไม่มีแม้ที่พักให้ซุกหัวนอน...

            “...”

            ยิ่งพยายามเดินให้ห่างกับบ้านเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกข้างทางเริ่มไร้ผู้คนเข้าไปทุกที ร่างสูงสง่าซึ่งเปียกปอนไปด้วยหยดเหงื่อโชกร่างและคราบเลือดติดพร้อมโชยกลิ่นคาวจาง ๆ ทำให้เขารู้สึกราวกับตัวเองไม่ต่างไปกับขยะซึ่งถูกทิ้ง สกปรก... น่ารังเกียจ... ไม่มีใครรัก...

            ยิ่งคิดเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกขยะแขยงตัวเอง อากิระสะบัดใบหน้าไปมารัว ๆ ราวกับอยากที่จะหยุดคิดเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น  อยากที่จะวิ่งหนีไปเรื่อย ๆ ไปในที่ที่จะไม่มีใครรู้จักหรือพบเห็นเขาอีก...

            แต่วิ่งหนีไปเท่าไหร่... มันกลับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง...

            “...ทำไม... ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย...” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือพร้อมหยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นไหลนองแก้มทั้งสองท่ามกลางถนนสายเปลี่ยวที่ไร้ผู้คน อากิระทรุดเข่าลงนั่งราวคนหมดอาลัยตายอยาก ความเหน็บหนาวจากอากาศภายนอกแทรกซึมเข้าโอบกอดร่างกายไปทุกทั่วอณูขุมขน ความเดียวดายในคืนที่แสนเงียบงันอดที่จะทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่เคยรู้สึกว่าเขามีใครบนโลกอีกคนที่เกิดมาพร้อมกันไม่ได้

            รู้สึกผิดที่ทำร้าย... รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำอะไรสมควรกับคำว่าพี่...

            แล้วก็รู้ตัวดีว่าไม่มีค่าพอที่จะได้รับการอภัย...

            ขอเพียงอย่างน้อย... ก็อยากได้ยินว่าปลอดภัยก็พอ...

            แม้จะรู้สึกกลัวอยู่บ้างว่าจะถูกด่ากลับมา แต่อากิระก็รวบรวมความกล้าควานหาโทรศัพท์ที่เคยใส่ไว้ที่กระเป๋ากางเกง... แต่ไม่ว่าจะหาเท่าไหร่มันก็มีเพียงความว่างเปล่า มีเพียงเศษกระดาษเปื่อย ๆ ซึ่งพอดูได้ว่าเป็นธนบัตรใบละร้อยสองใบและเหรียญบาทอีกแค่สองเหรียญเท่านั้น

            “สองร้อยกับสองบาท...” อากิระมองเงินในมือด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเก่า นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่ใช้จ่ายทีเป็นหลักแสนหลักล้านเขาไม่เคยรู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย... ไม่ว่าจะเป็นอะไรเงินมากมายที่มีก็บันดาลได้ทุกอย่าง มีคนมากมายรุมรัก... รุมเอาใจ... แค่สองร้อยกับอีกสองบาทสำหรับเขาแล้วมันเหมือนเป็นแค่เศษเงินไร้ค่า โยนทิ้งโยนเล่นก็ยังได้

            แต่ถ้าเป็นตอนนี้... ชีวิตทั้งชีวิตจะอยู่ได้อย่างไร...

            “...ไปทวงคอนโดเราคืนมาดีไหมนะ” ความคิดชั่ววูบเกิดขึ้นในสมอง อากิระขมวดคิ้วไม่พอใจเมื่อนึกถึงใบหน้าของเซน... จริงอยู่ว่ากำลังถูกทิ้ง... รู้ก็รู้ว่าถูกทรยศมา... แต่แปลกเหลือเกินที่หัวใจดวงนี้รู้สึกว่ามันไม่เจ็บปวดเท่ากับการถูกเฉดหัวออกมาจากครอบครัว...

            หรือจะเป็นเพราะเขาทำใจเอาไว้มาตั้งแต่แรกแล้วนะว่าทุกอย่างจะต้องจบลงแบบนี้...

            เดินมาเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เริ่มเข้าใกล้เขตหลังหมู่บ้านจัดสรร แสงไฟสลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นหลอดนีออนสว่าง ข้างทางที่เคยเงียบงันเห็นเพียงแสงไฟสว่างรำไรริมขอบฟ้าและตึกสูงที่เปิดไฟสว่างยามค่ำคืนรอบทุกทิศทาง

            ไม่ไกลออกไปนักเริ่มเป็นถนนที่จะตัดเข้าสู่ถนนเส้นใหญ่ ตึกรามบ้านช่องเริ่มเจริญขึ้นเป็นลำดับ ชายหนุ่มพาร่างที่โชกไปด้วยบาดแผลและหิวโหยไร้เรี่ยวแรงเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคน

            “...แถวนี้มีตู้โทรศัพท์ไหม...”

            ชายหนุ่มถามขึ้นกับหญิงสูงวัยซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารบนทางเท้าเพื่อขอความช่วยเหลือ หากแต่ทว่าดูจะไม่ได้ผล

            “ป้า! ก็ถามอยู่ว่ามีตู้โทรศัพท์อยู่บ้างไหม?

            ถามไปก็ได้แต่เอามือกุมท้องข่มความหิวไป และอาจจะเป็นเพราะชายหนุ่มใช้น้ำเสียงซึ่งดังกว่าเดิมจึงทำให้ลูกค้าซึ่งโดยมากแล้วเป็นกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำหันมองกันอย่างสนใจ ลูกค้าคนหนึ่งซึ่งดูแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นพนักงานระดับล่างของบริษัทใดบริษัทหนึ่งใกล้ ๆ นั้นเหลือบมองเขาหัวจรดปลายเท้าด้วยท่าทีรังเกียจ

            “เจ๊ไม่ไล่ไปล่ะคนบ้ามายืนหน้าร้านเนี่ย!

            “เออ ข้าก็คิดงั้น! นี่รีบเดินไปไกล ๆ เลยนะ ดูสิผมเผ้ายาวรุงรัง เสื้อผ้าสกปรก... มียืนหน้าร้านฉันนี่ลูกค้าฉันจะซื้อยังไง รีบ ๆ ไปเลยนะ!” แม่ค้าซึ่งได้ลูกยุจากพนักงานเงินเดือนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ ตะโกนบอก มือหนึ่งเธอถือมีดปังตอชี้หน้าเขา

            “นี่จะบ้าเหรอ! ฉันไม่ได้บ้า มาพูดอย่างนี้รู้หรือเปล่าว่าฉันน่ะลูกใคร!

            ความเดือดดาลดำเนินมาถึงจุดสุด อากิระชี้หน้าบ้านร้านข้าวกลับด้วยความไม่พอใจ มีอย่างที่ไหนคิดไปได้ว่าลูกชายมหาเศรษฐีอย่างเขาเป็นคนบ้า!

            “เงินเดือนแกทั้งชีวิตยังไม่เท่าวันหนึ่งที่ฉันใช้เลย อย่ามาปากดี! พวกแกมันก็แค่ขี้ข้า... แต่ฉันน่ะ...” ชายหนุ่มพูดอย่างเหลืออด หากธรรมดาไม่ว่าใครก็ต้องยอมก้มศิโรราบให้แล้วแท้ ๆ แต่คนกลุ่มนี้กลับหัวเราะชอบใจ

            “เออ มันบ้าจริง ๆ นี่หว่า! ไปเลยนะให้พ้น ๆ ถุย... พูดจาอย่างกับลูกเศรษฐีแต่สภาพเหมือนหมา... ไม่ไหวนะ นี่ขนาดหน้าหนาวเดินไปไหนกระไอออกปาก ยังจะมีคนบ้าอีก!

            น้ำเสียงคนมากมายในเมืองใหญ่หัวเราะชอบใจจนอากิระรู้สึกราวผิวหน้าร้อนผ่าวไปหมด ชายหนุ่มได้เรียนรู้อีกอย่างนอกจากความสำคัญของครอบครัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร คำพูดจะหมดความทันทีหากอีกฝ่ายมองแค่สิ่งของและสภาพภายนอก

            พ่อเป็นมหาเศรษฐีชนิดที่ใช้เงินทั้งชาตินี้ก็ไม่หมด แม่เป็นเชื้อพระวงศ์องค์เจ้าติดยศหม่อมราชวงศ์นำหน้าชื่อ แต่หากลูกชายคนโต... กลับกลายเป็นได้เพียงคนบ้าข้างถนน...

            “...ถ้ารู้แบบนี้ยอมตายไปตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ คงดีกว่า...”

            น้ำเสียงสั่นเครือบอกตัวเองในขณะที่เขานั่งลงกอดเข่าหลบลมหนาวในตรอกแคบ ๆ แสงไฟยามดึกสลัวจนหากไม่สังเกตก็ไม่น่าจะมีใครพบเห็นเขา... สุนัขตัวเล็กผอมแห้งซึ่งนอนอยู่ก่อนในตรอกนั้นหันมองผู้มาใหม่ด้วยท่าทางสงสัยและเป็นมิตร นัยน์ตากลมโตจับจ้องมาที่เขาราวกับจะถามว่ามาจากไหน ซอยนี้มันที่นอนของหมานะ...

            ชายหนุ่มมองมันเงียบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจขดตัวนอนด้วยความหนาว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เล็บทั้งสองข้างม่วงคล้ำเพราะอากาศเย็น แถมยังไม่ทันได้หลับก็ต้องรู้สึกถึงน้ำค้างเย็น ๆ ที่หล่นพรมร่าง...

            “คนอย่างฉันน่ะเหรอ ต้องนอนที่นี่...”

            อากิระรำพึงกับตัวเองเบา ๆๆ ในขณะที่สายตาอ่อนล้าซึ่งใกล้จะปิดเต็มทีเหลือบเห็นอะไรบางอย่างเข้า...





 

            ตู้โทรศัพท์เก่า ๆ ริมถนนดูจะเป็นทางรอดเดียวของชายหนุ่ม ร่างสูงที่ดูอ่อนแรงของอากิระพยายามเดินเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มยกหูโทรศัพท์ดูให้แน่ใจว่ามันยังคงใช้การได้... แม้สภาพจะเก่าและดูสกปรกไปบ้างแค่มันก็คงดีกว่าการกลับไปนอนในตรอกข้างถนน

            เหรียญบาทเหรียญแรกถูกหย่อนลงในตู้ นิ้วมือเรียวของอากิระตัดสินใจกดหมายเลขเพื่อที่จะโทรถึงเซน หากทว่าหัวใจชายหนุ่มกลับสั่นระรัวและสับสนในขณะที่รอสาย...

            ...

            [ใครครับ...] ปลายสายพูดขึ้น น้ำเสียงปกติดูไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ในขณะที่มันทำให้หัวใจคนฟังรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย ไม่ใช่ว่าเขากลัวคนปลายสายหรือยังคิดอยากคืนสัมพันธ์ แต่ในวินาทีนี้... เขารู้สึกว่ามันน่าเกลียดเกินไปที่จะกลับไปทวงคอนโดคืนในสภาพราวคนบ้าวิกลจริต

            “...”

            ไม่รู้จะตอบไปยังไงดีในตอนนี้ อากิระปล่อยตัวทรุดลงนั่งกับผนังกระจกของตู้ เขาไม่รู้จะหาทางรอดอื่นใดที่จะหลุดพ้นไปจากที่นี่... ที่ ๆ เขาไม่คุ้นชินกับมันมาก่อน...

            ครั้นพอนึกอยากกระโดดไปให้รถชนตายก็นึกถึงความลำบากยากเย็นที่ต่อสู้มาเพื่อมีชีวิตอยู่...

            “จะไปไหนดีวะ...”

            เขาได้เพียงแต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ มือหยาบกร้านเต็มไปด้วยฝุ่นดินทึ้งหัวตัวเองแรง ๆ อากิระสบถเสียงรำคาญใจ คิดมาตลอดว่าอยากให้ทุก ๆ อย่างนี้เป็นเพียงความฝันหากแต่มันก็ทำไม่ได้

            ตอนนี้เหลือเพียงเหรียญบาทเหรียญเดียวเท่านั้นภายในมือ และหากไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้... ก็อาจจะเหลือเพียงคน ๆ เดียวที่เขาไม่มีวันลืมเบอร์โทรศัพท์นั้น...

 

            ...

            อีกด้านหนึ่งของความวุ่นวายในเมืองหลวง นัยน์ตาแห้งผาดเหม่อมองเพดานสูงเหนือศีรษะตนอย่างอ่อนแรง เสื้อยูกาตะอย่างดีที่เคยเปียกปอนด้วยน้ำจากสระในบ้านค่อย ๆ หมาดลงจนเกือบแห้งสนิทต่างกับเหงื่อเม็ดโตที่ยังคงอาบร่างเพราะความเครียดที่สะสมมานานไม่ต่างกับภรรยาที่นั่งหันหลังสะอื้นเบา ๆ อยู่ข้างเตียงนอน

            ดวงหน้าของอารดาซึ่งซีดเผือดจากการเป็นลมแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วย นัยน์ตาคู่งามสีเปลือกไม้บวมแดงไปด้วยอาการร้องไห้หนัก เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยในชีวิตว่าเธอและครอบครัวจะต้องกลับมาเจอเรื่องราวอันโหดร้ายแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “...คุณจะไม่ตามลูกกลับมาอยู่ด้วยกันจริง ๆ เหรอคะ...”

            อาสึชิหันมองร่างนั้นด้วยท่าทีนิ่งเงียบ... รู้อยู่แก่ใจดีว่าอย่างไรก็คงถูกถาม ทั้งที่ความเป็นจริง เขาก็ไม่ใช่พ่อซึ่งจะตัดลูกชายแท้ ๆ ในไส้ออกไปได้อยากเลือดเย็นหากแต่สถานการณ์ตอนนี้การละเลยสภาพจิตใจที่ดูบอบช้ำของอาชิตะตามหาอากิระที่กำลังคุ้มคลั่งกลับมามันจะเป็นวิธีที่ดีจริง ๆ แล้วอย่างนั้นเหรอ...

            “...”

            “คุณอาสึชิ...”

            ผู้เป็นภรรยาเรียกเข้าซ้ำอีกครั้ง ใบหน้าสวยสง่าอ่อนล้าหันกลับมามองผู้เป็นสามีที่ยืนเงียบไร้คำพูดใด ๆ นอกจากถอนหายใจเบา ๆ เท่านั้น

            “ผมไม่ได้ลำเอียง... แต่บางทีการออกไปแบบนั้นอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้อากี้เข้าใจโลกใบนี้... เพราะกลัวเสียไปมาตั้งแต่แรกพวกเราถึงเลี้ยงเขาให้กลายเป็นคนแบบนั้น เพราะอย่างนั้นแหละ ปล่อยให้เขาได้ออกไปอยู่กับตัวเอง”

            “...แล้วถ้าแกเกิดคิดทำอะไรบ้า ๆ ล่ะ!” อารดากวาดสายตาแม่เสือใส่ ใบหน้าสวยสบถเสียงในลำคอแสดงความหงุดหงิดในใจ

            “คุณรู้ดีว่าอากิระไม่มีวันคิดบ้า ๆ แบบนั้น... เด็กพวกนี้น่ะอาจจะรู้จักความตายและความหมายของมันดีกว่าพวกเราเสียอีกนะ...”

            พูดได้แค่นั้นก็นิ่งเงียบลง นายเหนือของบ้านอาคิโมโตะแตะไหล่ร่างของเธอเบา ๆ หวังให้คลายกังวล สายตาอ่อนล้าของผู้เป็นพ่อทอดมองร่างที่นอนหลับสนิทบนเตียงด้วยแววตาหม่นหมอง อาชิตะถูกเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ทรงกิโมโนแถมผูกไหล่ด้านข้างสีขาวสะอาดที่ระบุชื่อโรงพยาบาลอย่างดี ใบหน้าซืดเผือดหลับใหลภายใต้ผ้าห่มหนาพร้อมกับที่กอดตุ๊กตาหมีโคะรีแรคคุมะเอาไว้แน่น

            ภาพเหตุการณ์น่ากลัวที่เห็นลูกชายฝาแฝดฆ่ากันเองค่อย ๆ หายไปและโดยไม่ช้ามันก็ถูกแทรกซึมด้วยความกังวลใจเรื่องที่เกิดเป็นผลกระทบอันร้ายแรงตามมา...

            น่ารัก... ถึงจะโตแล้วก็ยังน่ารัก... และมากกว่านั้น... ลูกชายคนเล็กก็สร้างความหวาดกลัวขึ้นภายในหัวใจของเขาทุก ๆ ครั้งที่นึกถึงมัน... และคำพูดที่ได้ฟังมาก่อนที่จะเข้ามาที่นี่...

            “...ทั้งที่คิดว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี... ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย... แค่นี้ก็ลำบากพอแล้วไม่ใช่เหรออาชิ...”

            เขารู้ดีว่าคำถามนี้คงไม่มีทางทางอีกฝ่ายจะตอบกลับมาและนี่อาจจะเป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่ท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทรุดเขาลงหมดอาลัยตายอยาก... ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดแบบนี้มาก่อน...

            เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง... เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง... วันพรุ่งนี้และดวงตะวันจะต้องไม่มีทางแยกจากกันชั่วนิจนิรันดร์...

 

            ปลายสายถูกตัดทิ้งไปพร้อมกับเงินที่หมดลง ใบหน้าเรียบของอากิระเกิดความกังวลว่าคนที่เขาบอกนั้นจะหาทางมาช่วยถูกไหม... อยู่ดี ๆ ความเกรงใจมันก็เกิดขึ้นทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยต้องเป็นแบบนี้มาก่อน

            ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาวลงทุกขณะจากน้ำค้างที่เริ่มหล่นเม็ดถี่ลงมาเต็มทีในขณะที่ชีวิตในมหานครเมืองใหญ่ดูจะไม่ได้หลับใหลหรือซบเซาลงไปเลยแม้แต่น้อย บนทางเท้าริมถนนยังคงมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่จนบางครั้งก็ไม่ได้มีใครสังเกตเห็นร่างที่อ่อนแอลงและขดตัวหนาวอยู่ในตู้โทรศัพท์

            โชคอาจจะยังดีที่คนสมัยนี้พกมือถือติดตัว อากิระจึงได้ที่หลบซ่อนใหม่ซึ่งสว่างและดูปลอดภัยจากงูหรือสัตว์อันตรายจากตรอก พอมาคิดดูถึงตรงนี้แล้วเจ้าตัวก็รู้สึกอดขำไม่ได้ ชีวิตเขาพลิกผันและตลกร้ายยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่เคยดูเองเสียอีก...

            ยิ่งนั่งนานเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกง่วงเท่านั้น อากิระหาวน้อย ๆ ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเหมือนราวกับจะเป็นไข้เพราะอากาศที่ไม่คุ้นเคย ความเหน็บหนาวและอ้างว้างภายนอกบ้านเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดีแต่ในเมื่อมันต้อองสู้... ก็คงต้องสู้ต่อไป...

            ...

            ความเงียบเหงาวังเวงดำเนินต่อไปช้า ๆ ...ในขณะที่เสียงผีเท้าคู่หนึ่งวิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบแล้วชันตัวลงนั่งมองเขาอย่างไร้ท่าทีหวาดกลัวใด ๆ  นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายปราดมองร่างนั้นด้วยไม่อยากเชื่อกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากหน้าเป็นหลังมือ

          “... นะ นี่... อะ อากิระจริง ๆ ใช่ไหม...”

 

 

          ...

            ประตูห้องพักในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยเมฮิเมะถูกเปิดออกพร้อมกับร่างที่เดินนำเข้ามาก่อน จากบริเวณห้องพักชั้นสามซึ่งอยู่ริมติดผนังค่อนข้างจะเงียบและเป็นส่วนตัวเล็กน้อยต่างจากบริเวณอื่นและยิ่งเป็นเวลาดึกดื่นแบบนี้ด้วย

            “เข้ามาสิ”

            น้ำเสียงเป็นมิตรพูดขึ้นกับเขาในขณะที่ร่างเล็กเดินนำเข้าไปเปิดไฟในห้องพร้อมกับหยิบจัดหนังสือกองหนาที่วางอยู่บนเตียงขนาดหนึ่งคนนอนสีฟ้าน่ารักที่อยู่ถัดไปไม่มากนัก นิ้วเรียวสวยกดเร่งแอร์ให้เย็นขึ้นก่อนจะหันมามองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู

            “วันนี้นายเป็นอะไรของนายอากิระ? ทำอย่างกับไม่เคยมาที่นี่อย่างนั้นแหละ” น้ำเสียงใสถามขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่เจ้าของเสียงปล่อยผมยาวสลวยสีดำที่มัดเอาไว้ลวก ๆ ให้เหยียดตรงกลางหลัง ใบหน้านวลใสมองชายหนุ่มในสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและดินซึ่งผิดวิสัยด้วยท่าทีเป็นห่วงไม่ได้

            เขาไม่ได้ดูน่ารักในสายตาใครอีกต่อไป... ยกเว้นก็แต่เธอเอง...

            มอมแมม... เหมือนคนบ้าแบบที่ใคร ๆ ก็มอง...

            ไม่เห็นเหมือนนายเกย์ปากมากจอมคุณหนูคนนั้นเลย...

            “...” อากิระนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองจ้องใบหน้าสวยนั้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่น้ำตาซึ่งควรแห้งหายไปกลับพาลจะไหลอีกครั้ง รอยยิ้มอันอบอุ่นของเธอคนนี้เหมือนเป็นที่พึ่งพิงที่สุดท้าย...

            ราวกับอากาศหนาวที่แสนทรมานรอบตัวเขาค่อย ๆ อุ่นขึ้นด้วย... เธออ่อนโยน... เธอเป็นมิตรและอบอุ่นไม่ต่างอะไรไปจากชื่อของเธอที่ผุดขึ้นมาในความคิดเขาช่วงที่ทุกข์ใจและไม่มีความสุขหลายต่อหลายครั้ง...

            “...ไอชา ฉันไม่เหลือใครนอกจากเธอแล้วจริง ๆ”

            ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดเมื่อร่างสูงกว่าของเขาโผกอดเธอเอาไว้ ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นดินถูกชะล้างด้วยน้ำตาแห่งความเจ็บปวดทั้งที่เชื่อมาตลอดว่าตัวเองไม่เคยอ่อนแอ เขาคืออากิระ... คนที่เคยแข็งแกร่งและพยายามที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มามากกว่าใคร ๆ คนที่ชนะมาแล้วทุก ๆ อย่างแต่กลับพ่ายแพ้ในสิ่งที่เขาโหยหามาตลอด...

            ความอบอุ่นนั้นที่ตามหา... กลับถูกส่งมาจากเพื่อนต่างเพศคนสนิทมากกว่าคนเคยรักของตัวเอง... เหมือนสิ่งที่ตามหามาตลอด... เริ่มเด่นชัดขึ้นในหัวใจของเขาเองเสียแล้ว

            “...ฉันไม่ว่าหรอกถ้านายจะร้อง... ไม่เป็นไรนะ มีอะไรก็ระบายออกมาเถอะ” ร่างเล็กบอกด้วยรอยยิ้มจาง ไอชามองหน้าชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความสุข นิ้วเรียวลูบแผ่นหลังที่สะอื้นไห้นั้นราวกับอยากจะปลอบ...

            ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าทำไม... รู้แค่เธอจะเป็นคนสุดท้ายที่จะจับมือเขาเอาไว้ก็พอ...

            “...ทุก ๆ คนเกลียดฉันแล้ว... ทั้งเซน ทั้งคุณพ่อกับคุณแม่ หรือแม้แต่อาชิตะ...” เสียงสั่นเครือค่อย ๆ เปรยออกมาช้า ๆ ก่อนจะนั่งทรุดตัวกอดเขากับพื้นห้องแล้วเริ่มเล่าต่อ “ฉันเลิกกับไอ้เซนแล้ว... เพราะตลอดมามันไม่เคยรักฉันเลย แล้วฉันก็จะไม่มีวันโง่อีก... พอฉันกลับไปที่บ้านอาชิตะก็พาแฟนมันมา... ฉันผิดตรงไหน... ที่เตือนน้องชายตัวเองให้ห่างจากเมริน เด็กผู้หญิงแพศยาคนนั้น... ฉันไม่เคยอิจฉาอาชิตะมันเลยแค่อยากให้มันไม่โดนแบบฉันเท่านั้น... แต่... ทำไมล่ะไอชา... ทำไมอาชิตะต้องมาเกรียดฉัน ต้องมาขอตัดความเป็นพี่เป็นน้องก่อน... ฉันยอมรับว่าฉันหงุดหงิด พวกเราก็เลยมีเรื่องกันรุนแรงแล้วฉันก็โดนเฉดหัวส่งออกจากบ้าน...” ชายหนุ่มระบายความอัดอั้นที่มีทั้งหมดออกมาจนหมด

            ใช่แล้วล่ะ... ถึงจะดูเลวแค่ไหน... ที่ทำไปตอนนั้นเขาก็แค่คิดจะปกป้องน้องชายตนเองเท่านั้น...

            “...อืม” เธอไม่ได้พูดอะไรอีก ไอชามองใบหน้าคนตรงหน้าที่เปื้อนน้ำตาแล้วยิ้มน้อย ๆ แม้ภายในจะแอบดีใจมากเท่าไหร่ที่อากิระกับเซนเลิกกันเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่เคยต้องการให้เขามาเป็นแบบนี้

            ของที่ถูกทิ้ง... ตุ๊กตาชายหนุ่มอันไร้ค่า... ถึงจะถูกเซนย่ำยีมาแต่เธอก็ยังชอบมันมากอยู่ดี

            “ก็ไม่เห็นต้องอะไรเลยนี่นา นายก็อยู่ที่นี่กับฉัน อยู่ได้จนนายสบายใจ... นานเท่าไหร่ก็ได้เลยนะ” ร่างเล็กบอกเสียงใส ไอชาพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติเพื่อให้แขกผู้มาเยือนสบายใจที่จะอยู่ที่นี่

            เอามาอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ต่อให้ต้องทนเก็บอารมณ์ว่าแอบชอบแอบรักมานานแค่ไหน ก็ดีกว่าทนปล่อยไปอยู่ข้างถนนล่ะนะ...

            “...ทำไมถึงดีกับฉันล่ะ...”

            แม้จะไม่มีมากนักแต่อากิระก็หลุดน้ำเสียงเกรงใจออกมา ชายหนุ่มมองหน้าเธอด้วยแววตาสงสัยหากแต่เพื่อนสาวคนสนิทกับยิ้มจาง

            “ไว้... ฉลาดแล้วจะบอกนะ ไปอาบน้ำได้แล้วจะได้มากินอะไรกัน ตัวอุ่น ๆ ด้วยอย่าอาบนานล่ะ” หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้มสวยก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวกับชุดคลุมอาบน้ำซึ่งคะเนว่าคนตรงหน้าคงพอใส่ปิดคลุ่มร่างได้มาให้เขา

            “ใส่นี่ไปก่อนแล้วกัน” เธอบอกในตอนที่ร่างสูงกว่าเดินคล้อยหลังไป อากิระมองดูชุดคลุมอาบน้ำนี่แล้ววูบหนึ่งที่นึกถึงหน้าของอาชิตะน้องชายขึ้นมาเสียอย่างนั้นจนเจ้าตัวต้องไล่สะบัดความคิดนี้ออกไป

            “...ทำไมฉันจะต้องนึกถึงนาย... ฝาแฝดตัดพี่ตัดน้องสายสัมพันธ์มันก็ควรจะจบ ๆ กันไปสิ ไม่เห็นต้องมานึกถึงไอ้เด็กบ้าอย่างนาย นายจะมาเคยทำอะไรใส่ชุดผู้หญิงนอนแบบนี้เหรอ... ก็เปล่า ไอ้ลูกคุณหนูเอ๊ย...”

            ผู้เป็นพี่ได้แต่ส่งเสียงโวยวายเล็ก ๆ เหมือนเด็กน้อย อากิระดูจะเริ่มปรับตัวกับชีวิตใหม่ของตน ชีวิตที่ซึ่งวุ่นวายและไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

 

 

            “ไม่รู้ไม่สนว่าทำไมถูกไอชาบอกว่าโง่ทุกครั้งที่ถามเรื่องแฟน แต่ก็เอาเถอะ บางทีนายอาจจะต้องรับความจริงแล้วกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้แล้ว... อากิระ”

 


 

____________________________________
Talk With Hime โหมดพูดมาก
คนบ้าได้คนรับไปเลี้ยงแล้วนะเย่ <3
หลายคนอาจจะคิดอยู่แล้วว่าคงลงแบบนี้(?)
แต่เรื่องราวความรักของคนบ้าต้องไม่จบง่าย ๆ แน่นอนค่ะ
ยังไงก็มาลุ้นกันต่อไปเนอะ ว่าจะลงเอยยังไง
อีกคนก็ซื่อบื้อ อีกคนก็ปากหนักไม่ยอมบอก

สำหรับตอนหน้าจะเป็นยังไงนั้นเดี๋ยวคงได้กลับมาปั่นนะคะ
เดี๋ยวขอไปเรียนก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมาค่า <3


**March 29, 2014 16:00 เข้ามาเพิ่มรูปภาพอากิระ ภาพขนาดเต็ม Full HD สามารถกดกินได้ที่นี่  **

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #267 นูรุ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 14:24
    เมื่อรัยจะชะเลยว่าอาชิตะเป็นอะรัย ...สงสารอาชิตะ เเล้วไปญี่ปุ่นทามมัยอ่ะ

    เกียดเซนเข้าไส้เลย เเอบเชียรอากี้กะไอชา
    #267
    0
  2. #239 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 18 เมษายน 2557 / 08:41
    ไอชาเป็นนางฟ้าของอากิระจริงๆด้วย ~
    #239
    0
  3. #235 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 21:55
    ไว้ฉลาดแล้วจะบอก <<ฮาอ่ะ 555
    อากิระนายจะรู้มั๊ยเนี่ยว่ามันมีความนัยน่ะ 555
    ไอชาก็น่ารักจริงๆ เป็นความรักที่สุดยอดมากเลย
    ถึงจะตัดพี่น้องยังไงลึกๆก็นึกถึงอาชิตะอยู่ล่ะสิ เฮ้ออ~
    ตอนนี้จบด้วยอากิระมีคนรับไปเลี้ยง 5555
    ลุ้นๆๆๆ
    #235
    0
  4. #234 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 22:42
    คิดถึงทั้งคนไข้และคนบ้าเลยค่ะ 555 ยังไงก็ยังน่ารักทั้งคู่(?)
    อัพบ่อยไม่รำคาญแน่นอนค้าา ~
    ส่วนเรื่องส่งข้อความ ไม่รำคาญหรอกค่ะ (สำหรับเรานะ) แล้วแต่ไรต์เลยค้าา

    อากิระทำไมต้องโทรไปหาเซน! ปล่อยไปเถอะๆ โทรหาไอชาสิๆ ~
    ทางด้านอาชิตะนั่นเป็นอะไรอ่า ทำไมอสึชิต้องกังวลขนาดนั้นด้วยอ่ะ

    ป.ล. รูปตอนนี้ สวยค่ะ ~ ตอนก่อนหน้านี้ก็สวยทุกตอนเลย~ ^^
    ป.ล.เห็นคะแนนโหวตเซนแล้วก็สงสารเหมือนกันค่ะ

    ขอบคุณไรต์มากๆค้าาา สนุกมาก~~~
    #234
    0
  5. #233 ~ITaSari~ (@raaak) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 29 มีนาคม 2557 / 02:26
    อากิระ จะเห็นค่าของเงินก็คราวนี้แหละ
    แต่ยังไงก็สงสารอ่ะน่ะ ไล่ออกจากบ้านก็เกินไปหน่อยน้า
    อากิระจะให้เจ็บกว่านี้ก็ได้ค่ะ 555 (รับได้ทุกอย่าง 555)
    ตอนนี้ไรต์บรรยายได้ใจมากเลย เห็นภาพความยากลำบากของชีวิตที่(เคย)เป็นลูกเศรษฐี ของอากิระเลย

    ป.ล.ขอบคุณไรต์มากค้าาที่ทำเรื่องนี้ให้อ่านกัน ชอบมากๆเลย ^^
    #233
    0