CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 51 : [[,,,Chapter 36,,,]] Scare [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    24 มี.ค. 57

JJ♕



36

Scare

           


            ประเทศญี่ปุ่น...

            หิมะสีขาวในช่วงเดือนพฤศจิกายนปกคลุมไปทั่วบริเวณคฤหาสน์ทรงญี่ปุ่นโบราณที่ทอดตัวกลางสวนขนาดใหญ่ปลีกห่างออกมาจากความวุ่นวายในตัวเมือง แสงไฟจากโคมไฟสีนวลซึ่งติดเรียงรายตามทางเดินส่องสว่างให้เห็นความวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมซึ่งบ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

            ลึกเข้ามาในห้องรับรองของเรือนใหญ่กลุ่มชายร่างกำยำผู้ติดตามในชุดสูสีดำสนิทซึ่งยืนเรียงรายพากันเตรียมตัวออกติดตามนายเหนือเจ้าของบ้านผู้ที่ไม่ว่าใครนั้นต่างก็กลัวเกรงจนยอมก้มอยู่ในประกาศิตซึ่งเตรียมเดินทางไปต่างประเทศเพื่อธุระสำคัญที่ต้องจัดการให้สำเร็จ

และการเดินทางครั้งนี้... เขาจะกลับไปในฐานะที่ต่างจากเดิม...

ด้านในสุดของห้องเป็นผนังภาพเขียนชั้นดีจากจิตรกรเลื่องชื่อถ่ายทอดภาพมังกรไฟตัวใหญ่ที่เลื้อยเลี้ยวในดงหมู่เมฆาด้วยสายตาที่ดุดันแล้วน่าเกรงขามประดับเป็นฉากหลังของหิ้งเคารพบรรพบุรุษ ซึ่งปรากฏเป็นใบหน้าชายวัยกลางคนซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่แค่ในความทรงจำของร่างที่เดินออกมาทิ้งความทรงจำนั้นเอาไว้เบื้องหลัง

“...หวังว่าท่านพี่จะไม่อาละวาดหนักจนโดนส่งตัวกลับมานะคะ” เสียงเรียบพูดขึ้นเบา ๆ ในขณะที่อาสึชิหันกลับไปมองเรือนร่างเล็กภายใต้อาภรณ์สีดำขลิบตัดแดงเลือดราคาแพงสมกับที่เป็นน้องสาวที่คลานตามกันมาตั้งแต่ยังเล็ก โทโมมิ อาคิโมโตะ ปรายนัยน์ตาสีเข้มคมปราดมองคนตัวสูงกว่าเชิงหยอกล้อตามประสาพี่ชายน้องสาวซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีใครได้เห็นบ่อยนัก

“เห็นพี่เป็นตัวอะไรกันโทโมมิ?” นายเหนือของครอบครัวเอ่ยถามเสียงสงสัย อาสึชิระบายยิ้มน้อย ๆ มองน้องสาวที่เดินมาส่ง

“...ก็รู้อยู่แก่ใจนี่คะ แต่เอาเถอะ ข้าไม่แซวแล้วก็ได้” ร่างเล็กบ่นอุบ โทโมมิสะบัดเรือนผมที่ถูกปล่อยสยายสีดำขลับช้า ๆ อย่างมีมาด หากแต่สายตานั้นยังจ้องมองคนเป็นพี่ไม่ห่าง หากเทียบกับหญิงทั่วไปในวัยสามสิบกว่านั้นเธอยังคงเป็นสาวสวยที่ดูอ่อนกว่าวัยนัก และความร่าเริงนี้ก็มีไม่กี่คนที่จะได้เห็น ดังนั้นอย่าว่าจะได้แต่งงานเลยแค่จะหาหนุ่มมากล้าจีบสักคนก็ยังยาก

ผู้เป็นพี่ทอดสายตามองน้องสาวจอมเจ้าเจรจาก่อนจะค่อย ๆ เปรยขึ้นเบา ๆ “จริง ๆ ก็สวยนะ หากไม่เป็นสาวโบราณพูดเจ้าข้า ไม่ดุเหมือนแม่เสือก็คงเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับเขาแล้ว”

“พอมีมาท่านก็ไม่สนับสนุนต่างหากล่ะ ข้าถึงได้เป็นสาวแก่มารอเลี้ยงลูกแฝดของท่านพี่แบบทุกวันนี้” หญิงสาวพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจเมื่อนึกถึงคู่หมั้นต่างตระกูลซึ่งไม่ลงรอยกับอาสึชินัก แต่หากนั่นมันก็เป็นแค่การหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น

“...ว่าแต่คราวนี้เจ้าหลานตัวแสบจะยอมกลับมาด้วยจริง ๆ เหรอคะ? ถ้าเป็นอากิระข้าก็พอเข้าใจอยู่ แต่... อาชิตะไม่เคยกลับมาที่นี่หลังจากตอนนั้นเลย”

“...ต้องกลับมาสิ อยู่ทางนี้ก็เตรียมการทุกอย่างให้พร้อมแล้วกันพออาชิตะมาถึงทุกอย่างจะได้ไม่มีปัญหา... แล้วระหว่างรอพี่เองก็จะได้หาเวลาไปคุยกับ เพื่อนเก่าเห็นมันป้วนเปี้ยนอยู่ที่ไทย อุตส่าห์เจอกันทั้งทีคราวนี้คงต้องเลี้ยงน้ำชาให้หนัก ๆ”

ทั้งที่เป็นคำพูดทีแล่นทีจริงแต่ผู้เป็นน้องสาวกับยิ้มด้วยสายตาที่ต่างออกไป ร่างเล็กหันกลับมองใบหน้าของรูปถ่ายที่วางเอาไว้ก่อนจะยิ้มเย็น “ท่านพี่บอกว่าไม่เหมือน แต่ท่านพี่กับท่านพ่อไม่ต่างกันเลยนะ... ข้าจะคอยดูแล้วกันค่ะ เวลาที่ท่านจะเลี้ยงน้ำชาของมันเผื่อพวกเราทั้งหมด”

“พี่ก็จำได้... เรื่องของมันกับพี่ในวันที่เด็กสองคนนั้นถูกบังคับให้เกิดมาดูโลก” ผู้เป็นพี่ชายนิ่งเงียบไปก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติด้วยไม่อยากนึกถึงเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจก่อนจะเดินออกไปหาพวกคิมูระที่ยืนรอรับด้านนอกทิ้งไว้เพียงที่โทโมมิที่ยืนยิ้มส่งเพียงลำพัง

แผ่นหลังของพี่ชายคือสิ่งที่น้องสาวอย่างเธอรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่อบอุ่นและปลอดภัย แต่ในยามนี้ยิ่งเข้าใกล้กลับอาจจะยิ่งโดนลูกหลงเผาตายไปด้วยเปล่า ๆ

...ท่านพี่ท่านเคยบอกข้าว่าไม่ชอบสิ่งที่ท่านพ่อเป็น... แต่ดูตอนนี้สิ... ท่านพี่เป็นใคร... ท่านน่ากลัวกว่าใคร ๆ ในอาคิโมโตะ... เพราะอะไรกัน ความรักที่พ่อมีต่อลูกชายงั้นหรือ? หรือเพราะความรู้สึกผิดต่อเรื่องในวันนั้นที่เป็นต้นเหตุให้ทั้งอากิระและอาชิตะต้อง...

...

ร่างเล็กหยุดความคิดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกมาส่งขบวนรถยนต์ที่เคลื่อนออกจากคฤหาสน์ไปอย่างรวดเร็ว อาสึชินั่งเงียบมองทิวทัศน์ที่ขาวโพลนราวทุ่งหิมะด้านนอกด้วยแววตาเหม่อลอยไร้ความรู้สึก ราวสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเขาต้องบินกลับมาที่นี่เรื่องสัปทานที่ได้รับนั้นทำให้ในอนาคตอันใกล้นี้เครือบริษัทอาคิโมโตะจะมีเม็ดเงินรายได้ขนาดใหญ่เข้ามาอย่างแน่นอน แถมหุ้นและรายได้จากสินค้าและบริการของบริษัทเองก็เติบโตขึ้นมากในไตรมาสสุดท้ายของปี

เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่น่าจับตามองคนหนึ่งในตอนนี้แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรมากมายสำหรับเขานอกจากเรื่องที่มีคนมารายงานว่าพบใครบางคนที่เขาตามหาตัววนเวียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร

“...”

“นายครับ... วันนี้คุณเมกุมิไม่วิ่งตามไล่ตะครุบนายเหมือนทุกวันเหรอครับ?” คิมูระซึ่งนั่งอารักขาไม่ห่างเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยหากแต่นายเหนือนั้นส่ายหน้าระอาเบา ๆ แทนคำตอบ

“ไม่ตามมาแหละดีแล้ว” เขาว่าก่อนจะจิบชาอุ่น ๆ ไล่ความหนาวเบา ๆ ในขณะที่ตัวรถยุโรปคันใหญ่และรถยนต์สีดำขลับนับหลายสิบคันด้านหลังจะพร้อมใจทะยานไปยังสนามบินเบื้องหน้าเพื่อโดยสารเครื่องบินส่วนตัวพร้อมผู้ติดตามนับร้อย

ใช่แล้วล่ะ...พวกเขากำลังมุ่งหน้าที่จะกลับไปที่ประเทศไทย แต่ครั้งนี้บางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์ภายในแววตาเข้มคมซึ่งเก็บซ่อนไฟแค้นที่ลุกสุมมาตลอดเวลานับหลายปี ทั้งกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัว... ทั้งสงสาร... ทั้งแคบแค้นใจมันถูกขังภายในดวงตาคู่นั้นจนหมด

หากย้อนเวลาไปได้... ทุกความผิดพลาดในตอนนั้นคงไม่หวนกลับมาทำลายลูกชายที่รักปานแก้วตาในดวงใจของตนทั้งสองคน...

 

 

แม้จะเป็นเวลาดึกเกือบถึงวันใหม่แล้วแต่กลับเมริน ร่างเล็กนั้นกลับไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้ในขณะที่มองดูภาพจากโทรศัพท์มือถือด้วยรอยยิ้ม แม้จะเป็นการคุยครั้งแรกในรอบหลายวันแต่ทุกความรู้สึกนั้นกลับไม่เคยหายไปแม้แต่น้อย

ใบหน้าของคนปลายสายมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นมากกว่าตอนที่เขารับสายใหม่ ๆ อาชิตะซึ่งเอนตัวพิงกับตุ๊กตาหมีโคะรีแรคคุมะตัวใหญ่ดูจะอารมณ์ดีขึ้นมากกว่าครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองเจอกัน วันที่เขาเปลี่ยนตัวเองจากคุณหนูผู้อบอุ่นเป็นผู้ชายเจ้าน้ำตา

“...เรื่องวันนั้น... ขอโทษนะ...”

[หืม... วันไหนเหรอ?]

            “ก็วันที่ฉันตบหน้านายไง... ขอโทษนะ เจ็บมากไหม...” ร่างเล็กได้เพียงแต่พูดขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงสำนึกผิด

            [...] อาชิตะไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากรอยยิ้มบางที่เจือจางบนดวงหน้าแล้วพูดต่อท่าทางทีเล่นทีจริง [มันออกจะไกลหัวใจ...]

            “...เลี่ยน”

            [นี่ฉันออกจะพูดอะไรที่เป็นงานเป็นการเลยนะ ...อืม ว่าแต่พรุ่งนี้เธอว่างไหม? ฉันอยากเจอเธอน่ะ]

            แม้จะรู้สึกงงอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เนื่องจากอาชิตะเองก็ดรอปเรียนไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่แปลกใจถ้าจะไม่เห็นเขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยบ่อยเหมือนก่อน... และเพราะเธอเอาแต่ยุ่งกับการเรียนเธอจึงลืมที่จะนึกถึงบางอย่างไป... มหาวิทยาลัยนานาชาติเมฮิเมะที่ไม่มีอาชิตะแล้ว... มันจะเป็นอย่างไรกันแน่นะ

            “...อืม ก็ตอนเลิกเรียนไง”

            [ให้ฉันไปรับเธอมาที่บ้านฉันได้ไหม... คือจะว่าไงดีล่ะ ฉันมีของที่อยากให้เธอดูน่ะ แล้วก็... มีเรื่องสำคัญมากที่อยากจะบอกเอาไว้... เกี่ยวกับตัวฉัน...] ชายหนุ่มพูดทิ้งช่วงไปพร้อมกับนัยน์ตาที่ดูเศร้าลง แต่มันก็เป็นแค่ชั่ววูบเดียวเนื่องด้วยเขาไม่ต้องการให้เธอรู้ก่อนเวลา

            มันเป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์ซยิ่งใหญ่จากอาชิตะ เรื่องที่เขาคิดว่ามันอาจจะทำให้เธอถึงขนาดเป็นบ้าได้... ที่แล้วมาที่เคยปกปิดเอาไว้สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจที่จะบอกมันในวันพรุ่งนี้

            “ตัวของนาย...? อย่าบอกนะว่านายเป็นเกย์ตามพี่ชายนายไปแล้ว” เมรินแกล้งว่า

            [เซอร์ไพร์ซกว่านั้นอีก... อาจจะเซอร์ไพร์ซจนเธอน้ำตาไหลเลยก็ได้นะ ฮ่ะ ๆ]

            เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องดีที่เห็นเจ้าตัวหัวเราะได้เมรินจึงพยายามลืมความอยากรู้นั้นออกไปก่อนจะถึงเวลาที่เขาบอก สำหรับเธอแล้วในตอนนี้ทั้งเธอและเขาน่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรืออย่างน้อยก็พอคุยกันได้ แค่นั้นเธอก็ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว

            รักโดยไม่ต้องคิดไปไกลถึงอนาคต รักโดยที่ไม่ต้องคิดถึงอดีต รักโดยที่ไม่ต้องคาดหวังอะไรมากมาย รักโดยที่คิดว่าจะรักต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจเวลาว่าจะเหลืออีกเท่าไหร่และรักโดยที่หลงลืมไปว่ายังติดอยู่ใต้ความผิดบาปนั้น

            ความผิดบาปที่ทำไว้ต่ออากิระผู้ซึ่งเกิดมาในฐานะฝาแฝดของเขา...



 

            เช้าวันใหม่ที่บ้านอาคิโมโตะวันนี้ดูครึกครื้นกว่าทุกวันเพราะผู้มาเยือน อาสึชิที่เพิ่งกลับจากสนามบินพร้อมกับอารดาซึ่งออกไปรับเดินเข้ามาภายในห้องโถงด้วยแววตาอ่อนล้าจากการเดินทางหลายชั่วโมงแต่ก็อดแปลกใจกับภาพตรงหน้าไม่ได้

            ลูกชายฝาแฝดที่น่าจะยังนอนไม่ตื่นวันนี้กลับสดใสเป็นพิเศษ อาชิตะที่เป็นพวกนอนไม่ยอมลุกวันนี้กลับอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแถมลงมานั่งเล่นเกมโทรศัพท์บนโซฟาไม่ห่างจากอากิระผู้เป็นพี่ที่นั่งอ่านหนังสือเรียนเล่มหนาด้วยท่าทีมุ่งมั่นผิดไปจากทุกครั้ง

            “...ทะ ทำไมวันนี้ถึง... นี่พ่อกับแม่ตาฝาดไปใช่ไหมเนี่ย?”

            “เปล่าหรอกครับ แค่วันนี้จะออกไปข้างนอกเพราะอุดอู้ในบ้านมานานก็เลยมีความสุขนิดหน่อยเท่านั้นเองแหละ” อากิระเป็นคนแรกที่ชิงตอบ ชายหนุ่มกระดิกเท้าเบา ๆ แสดงความสบายอารมณ์ที่แม้แต่คุมะที่ยืนคอยรับใช้ยังแอบรู้สึกแปลก ๆ

            “...ไม่เข็ดจริง ๆ นะลูกคนนี้... ไปกับใครล่ะ? หนูไอชาสะใภ้แม่ใช่ไหม?” อารดาถามด้วยรอยยิ้มชอบใจก่อนจะค่อย ๆ ลูบหัวร่างที่ใหญ่กว่าตนของลูกชายด้วยความรัก

            “...เปล่าครับ ก็แค่เมื่อกี้เดย์ไลท์มันไลน์มาชวนไปงานวันเกิดมันน่ะ คบกันมาสามปีผมก็จำวันเกิดมันไม่ได้” เขาตอบก่อนจะยิ้มแยกเขี้ยวขาว แต่ตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลอากิระก็ยังไม่เคยได้ติดต่อกับเซนเลยสักครั้ง ส่วนร่างกายที่เคยบอบช้ำเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนก็ดูจะดีขึ้นมาก

            “อ๋อ... เดย์ไลท์ลูกชายคุณวรินทร” เธอพูดขึ้นก่อนยิ้มกว้าง “แล้วอาชิล่ะลูก ทำไมวันนี้อารมณ์ดีแต่เช้า ทุกวันต้องอาละวาดข้าวไม่ยอมกิน ยาไม่ยอมแตะแล้วนี่ลูก?” ผู้เป็นแม่หันมาถามลูกชายคนเล็กต่อ

            “...อ๋อ ผมก็แค่ดีกับยัยนั่นแล้วน่ะครับคุณแม่ ถ้าเป็นไปได้ วันนี้ก็เลยคุย ๆ กันไว้ว่าจะพามาที่บ้านแล้วก็พูดเรืองนั้นเลย...”

            “อาชิ...” อารดาพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหันมองสามีที่ยืนนิ่งครู่หนึ่งด้วยแววตาราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง ด้วยหัวอกของคนเป็นแม่ย่อมรู้ดีแก่ใจว่าอาชิตะที่เป็นลูกชายก็กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสไม่ต่างกัน

            “...”

            “...ผมแค่คิดว่ามันคงดีกว่าการที่จะหายไปเงียบ ๆ โดยที่ไม่เคยบอกอะไรทิ้งเอาไว้เลย ผมน่ะ...ไม่อยากทำเหมือนกับที่คุณปู่ทิ้งคุณพ่อกับคุณแม่เอาไว้ อย่างน้อยถ้าผู้หญิงคนนั้นจะโกรธ จะเกลียดผม จะไม่อยากเห็นหน้า จะด่าผม มันก็ยังดีถ้าผมจะยังมีโอกาสรับฟังแล้วขอโทษกับเรื่องวุ่นวายที่ทำมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น... ผมมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับไปแล้ว ผมห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ทั้งที่ก็รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง... แต่นะ ผมก็จะเป็นแบบนี้แล้วก็รักคน ๆ นี้ตลอดไป...” นัยน์ตาอ่อนล้านั้นตอบขึ้นเบา ๆ ความรู้สึกทั้งหมดที่เก็บซ่อนเอาไว้เริ่มพังทลายลงมาช้า ๆ เมื่อนึกถึงวันนี้ซึ่งเป็นจุดจบในขณะที่ฝาแฝดผู้พี่หันมองจ้องใบหน้านั้นนิ่ง

            “แฟนเหรอ...”

            “...” น้องชายที่เหมือนกันราวกับแกะไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าเบา ๆ ในขณะที่อากิระพี่ชายผู้เจนโลกในเรื่องความรักยิ้มกว้าง นัยน์ตาตี่เล็กหันมองกลับมาพร้อมความอบอุ่นที่หาได้ยากสำหรับเขา

            “ก็ดีอยู่แล้วนี่ ฉันก็เห็นนายมีความสุขดีกว่าเมื่อก่อน นายที่อมทุกข์มาตลอดตั้งหลายปีกลับมาร่าเริง กลับมาอ่อนโยนอีกครั้งมันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ... ว่าแต่นะ ตามหามาตลอดตั้งหลายปีฉันยังไม่รู้จักเลย สวยไหมล่ะ... น่ารักไหม... ฉันอยากเห็นหน้าจริง ๆ นะเนี่ย”

            ผู้เป็นพี่ยิ้มกว้างทั้งที่ในใจกำลังพยายามจินตนาการใบหน้าผู้หญิงที่มีศักดิ์เป็นว่าที่น้องสะใภ้ซึ่งตนไม่เคยเห็นมาก่อนแถมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเสียอีกด้วย แต่ชายหนุ่มซึ่งไม่เคยสุงสิงกับผู้หญิงคนไหนกลับนึกอะไรได้เป็นไอชาไปเสียหมด

            แต่กระนั้น... เพราะความเป็นฝาแฝดกัน อากิระจึงเชื่อมั่นว่าผู้หญิงที่อาชิตะเลือกและรอคอยมาตลอดจะต้องเป็นคนที่ดีอย่างแน่นอน ทั้งที่หมดหวังไปแทนแล้วแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แอบดีใจและเอ็นดูหญิงสาวผู้โชคดีซึ่งตนไม่รู้จัก

            “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้นายมีธุระกับเพื่อนไม่ใช่เหรอ?”

            “ไม่สำคัญเท่าการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของนายหรอก ฉันอยากรู้จักจริง ๆ นะ ผู้หญิงคนนั้นน่ะ” พี่ชายใหญ่ยักไหล่ล้อเลียนในขณะที่ดูอารมณ์ดีออกนอกหน้า แต่ก็ต้องจำยอมหยุดชะงักเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางเครียดของคนเป็นน้อง

            “...”

            “อะ... เอาน่า อย่าคิดมากสิ นายอย่ากลัวไปเองสิว่าแฟนนายจะมาเห็นพี่ชายฝาแฝดที่หล่อและรวยมากแบบฉัน กลัวโดนแย่งแฟนหรือยังไงกันอาชิตะ กลัวโดนสาวทิ้งใช่ไหม? คิดมากไปเองทั้งนั้นล่ะ ไม่เอาไม่เครียดสิกุ้งแห้งของพี่” น้ำเสียงที่ดูกวนอวัยวะเบื้องล่างนั้นทำเอาอาชิตะรู้สึกดีขึ้นบ้าง หากแต่ความกังวลของเขาไม่ใช่การถูกแย่งเมรินไปหรอก เพราะอากิระกับเมรินนั้น...

            แต่เพราะมัวแต่เหม่อคิดแบบนั้น พี่ชายฝาแฝดจึงถือวิสาสะสอดมือเข้าไปในเสื้อแถมไล้ลูบแผ่นอกและหน้าท้องของเขาอย่างจงใจก่อกวนโดยที่เขาไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัว

            “แห๊ง...แห้ง...”

            “เฮ้ย! ไอ้บ้านี่!” อาชิตะร้องเสียงสูงไม่พอใจพร้อมผลักคนตรงหน้าออก ท่าทางโกรธแบบเอาจริงนั้นกลับยิ่งสร้างความขบขันให้กับอากิระโดยที่ไม่รู้เลยว่าในสายตาของใครบางคนมันกลับยิ่งทำให้เขาเครียดมากขึ้นไปอีก

            “แหม... ไม่กวนก็ได้ งั้นฉันออกไปเดินห้างรอเจ้าเดย์ไลท์มันแล้วกัน กะว่าจะไปซื้อมือถือแทนอันเก่าที่หาย แล้วนายล่ะจะฝากซื้ออะไรไหม พ่อคนอินเลิฟ?

            “ไม่น่ะ ไปเถอะ... ไปแล้วไม่ต้องกลับมา” ฝั่งน้องชายตะโกนเบา ๆ ไล่หลังกลับในขณะที่อากิระหยิบกุญแจรถเตรียมเดินออกไปโดยที่ผู้เป็นแม่ยังคงอดห่วงไม่ได้

            “อากี้! แล้วอย่าไปขับรถปาดใครเขาอีกนะลูก คดีเก่าเจ้าทุกข์เขายังไม่มาเคลียร์เลย!

            “ใช่ ๆ” ลูกคนโปรดได้ทีตะโกนสนับสนุน แต่ได้ไม่ทันไร อาชิตะก็ต้องเงียบเสียงลงเมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อที่ปรายมองตน

            “...”

            “แน่ใจแล้วใช่ไหม? ว่าทำแบบนี้แล้วตัวเองจะไม่เสียใจ?” ผู้เป็นพ่อถามขึ้นอีกครั้งโดยที่ชายหนุ่มเองก็ทำได้เพียงพยักหน้าพร้อมกับสายตาที่ดูอ่อนล้ากับการตอบคำถามเดิม ๆ กับสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

            “...งั้นพ่อก็เข้าใจ เย็นนี้ก็ไปรับเขามาแล้วกัน จะให้ที่บ้านจัดการทำอาหารเลี้ยงรอ... พ่อก็มีเรื่องที่อยากจะพูดกับหนูเมรินเหมือนกัน แล้วส่วนเรื่องหมั้น ถ้าเป็นไปได้จะมาหมั้นกันอีกรอบให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมอะไรผู้ใหญ่รู้เห็นหมดก็ดีนะ

            เพราะคำพูดสั้น ๆ นั้นเองที่ทำให้คนเป็นลูกยิ้มจางออกมาได้ จริง ๆ ชายหนุ่มนึกว่าผู้เป็นพ่อลืมเรื่องนี้ระหว่างเขากับเมรินไปแล้ว แต่ที่ไหนได้...

            “ถ้าเย็นนี้จะไม่โดนเมรินเกลียดขี้หน้าไปซะก่อนนะ”

            เขาทิ้งท้ายก่อนจะขอตัวเดินออกมาโดยที่มีโทมะตามออกมาเป็นเงาด้วย สำหรับอาชิตะโทมะนั้นคือพี่เลี้ยงเด็กซึ่งคนเป็นพ่อส่งมาให้ หลายวันมานี้เขาก็ได้โทมะนี่แหละที่คอยเป็นธุระให้ในหลาย ๆ เรื่อง ในขณะที่ผู้ติดตามกลุ่มใหม่ที่เพิ่งมาจากญี่ปุ่นต่างทักทายเขากันอย่างดีใจที่อย่างน้อยก็ยังได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง

            แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ ...ครั้งสุดท้ายแล้วก็ตาม...

            ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเหตุการณ์ในวันนี้จะออกเป็นหัวหรือก้อย รักหรือเกลียด แต่สุดท้ายความจริงก็คือสิ่งที่ต้องสารภาพ...

 

 

            คาบเรียนยามบ่ายของเมรินจบลงในที่สุดโดยวันนี้เป็นวันแรกที่หญิงสาวรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เนื่องด้วยมีนัดสำคัญกับอาชิตะแฟนหนุ่มที่ห่างหายไปนานนับสัปดาห์ในขณะที่เธอยังคงนึกถึงท่าทางไม่สบายใจของเดย์ไลท์เมื่อตอนเช้า

            “อยู่ดี ๆ จะไปเข้าถ้าเสือแบบนั้น เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าอากิระอันตรายแล้วก็ดุแค่ไหน?” ผู้เป็นพี่ชายพูดขึ้นเบา ๆ ทันทีที่ได้รู้เรื่องของน้องสาว เดย์ไลท์วางช้อนข้าวลงบนจานด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างจริงจัง

          “เพราะรู้จักกันมาดีก็เลยรู้ว่ามันอันตายเกินไป”

          “แต่ว่า... เมรินรับปากอาชิเอาไว้แล้วนะคะว่าจะไป อีกอย่าง... เมรินน่ะตัดสินใจแล้วค่ะว่าถ้าเจอหรือโดนด่าก็คงไม่เป็นไร เพราะว่าคนที่ทำอากิระเอาไว้ก่อนก็คือตัวเมรินเอง...” ร่างเล็กพูดขึ้นด้วยแววตาเหนื่อยล้าก่อนจะทรุดลงนั่งบนโซฟา

          “หมายความว่าไง?”

          “...ก็เรื่องวันที่เขารถคว่ำนั่นแหละค่ะ ผู้หญิงที่อยู่บนรถพี่เซนก็คือเมรินเอง อากิระมาเห็นก็เลยไม่พอใจมากขับไล่มาตลอดทางจนเกิดอุบัติเหตุค่ะ” ผู้เป็นน้องสาวเล่าขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาในลำคอ ใบหน้านวลถอดสีทุกครั้งที่คิดถึงภาพในตอนนั้นซึ่งเธอเห็นในข่าว ใบหน้าและร่างกายที่ไม่ต่างอะไรกับอาชิตะนั้นนอนแน่นิ่งจมกองเลือดภายในซากรถราคาแพง คือสิ่งที่เธอลืมเลือนมันไปไม่ได้

          “...จะบอกว่าเรื่องทั้งหมด... เซนเองก็มีส่วนใช่ไหม... เซนรู้มาตั้งแต่แรกว่าอากิระเกิดอุบัติเหตุอย่างนั้นเหรอ”

          “เปล่าหรอกค่ะ... พี่เซนน่าจะมารู้เอาตอนที่อาชิตะไประเบิดใส่...” ร่างเล็กคาดคะเนก่อนทิ้งช่วงไปทำให้พี่ชายของเธอพอจะเข้าใจเรื่องราวได้ เดย์ไลท์ไม่คิดมากก่อนเลยว่าเซนจะทำถึงขนาดนี้กับอากิระที่พูดได้เต็มปากว่าหลงเซนหัวปักหัวปำมาตั้งแต่ไหน ๆ

          “เอาเถอะ เดี๋ยวพี่จะไปจัดการกับอากิระให้แล้วกัน ทางเมรินก็นั่นแหละธุระของเราไป ไม่ต้องคิดมากนะ”

          แต่ถึงจะบอกแบบนั้นมันก็อดแอบกังวลไม่ได้อยู่ดี... แต่ทว่าอย่างน้อยสำหรับเมรินมันก็คงเป็นเรื่องดีที่จะสารภาพทุกอย่างกับอาชิตะ ถ้าในวันนี้เขาต้องเกลียดต้องโกรธ เธอก็จะภาวนาให้ผลของมันนั้นลงที่ตนเพียงคนเดียว

            ร่างเล็กเดินออกมาจากลิฟท์ด้วยสีหน้ามุ่งมั่นและรีบร้อนในขณะที่เธอต่อสายถึงเขาเพื่อนัดแนะกันให้มารับเหมือนเคย ทุก ๆ วันตรงหน้าคณะจะต้องมีฟอร์จูนเนอร์สีดำหรือไม่ก็เป็น Lamborghini สีขาวซึ่งเคยเป็นประเด็นให้เธอโมโหคันนั้นมาจอดแต่ในยามนี้มันดูว่างเปล่าไปหมด

            คงไม่ได้เบี้ยวใช่ไหมน่ะ...

            ใบหน้าสวยออกอาการงอนจริตจก้านสมเป็นหญิงมากนัก เมรินกลอกตาไปมามองหาก่อนที่จะสะดุดตากับรถยนต์สีดำซึ่งแอบจอดไว้หลังพุ่มไม้ ดูกี่ทีก็ยังใช่แต่ไม่ลงมาหานี่มันน่าโกรธนัก

            “นี่คุณชาย... ทำไมไม่ลงไปเหมือนทุกทีล่ะ?”

            คนตัวสูงที่นั่งเงียบที่เบาะหลังส่ายหน้าเบา ๆ เป็นนัยน์ว่าไม่อยากตอบหรือพูดถึงในขณะที่เมรินขึ้นมานั่งข้าง ๆ ยิ่งใกล้กันยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ร่างกายสง่างามในฐานะเดือนมหาวิทยาลัยผ่ายผอมลง ริมฝีปากซีดเซียว เรือนผมที่เคยทำสีเริ่มถูกปล่อยให้สีดำซึ่งเป็นผมจริง ๆ ขึ้นมาแซม มันคือความเปลี่ยนแปลงที่มากมายเกินจะเชื่อว่าเป็นเขา

            “...ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ อ๊ะ!” น้ำเสียงใสเอ่ยขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มสวมกอดเธอเอาไว้ วันนี้เขาไม่ยอมขออนุญาต ไม่มีการบอกล่วงหน้านอกจากกอดรัดเอาไว้แน่น ความคิดถึงมากมายเอ่อล้นออกมาจากนัยน์ตาคู่สวย ลมหายใจอ่อนโยนรินรดร่างกายเธอเบา ๆ ทุกสัมผัสแนบแน่นและอ่อนโยนที่บ่งบอกได้ว่ามีแค่เขา... แม้มันจะดูอ่อนแอลงไปมากเพราะตัวเธอก็ตาม...

            “...อาชิตะ...”

            “...ฉันคิดถึงเธอมาตลอด” น้ำเสียงแผ่วเบาของเขาหยุดทุกอย่างลง ร่างเล็กค้างอยู่เนิ่นนานในภวังค์ ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาเอ่อล้นทั้งความเสียใจ ความรู้สึกผิด หรือแม้แต่กระทั่งดีใจทั้งที่รู้ว่าเป็นได้แค่ในฐานะคนบาป

            ทำร้ายเขาแล้วแต่กลับดีใจมากมายเพียงแค่ได้ยินว่าเขาคิดถึง... เพียงแค่ถูกกอดเอาไว้...

            ทั้งสองปล่อยเวลาในผ่านไปเนิ่นนานกับความรู้สึกโหยหากันลึก ๆ ในใจ ไม่มีการล่วงล้ำกันไปมากกว่านั้น ทว่า สัมผัสของเขาต่างกับเซนแม้เธอจะพยายามหลอกตนเองมาตลอด เช่นเดียวกับเธอที่เป็นคน ๆ เดียวในชีวิตของเขา ผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้เขาเลือกที่จะกลับมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

            บนรถซึ่งขับกลับบ้านอาคิโมโตะโดยโทมะซึ่งติดตามมาเงียบสงบ มีเพียงร่างสองร่างที่นั่งไม่ยอมห่างกันไปไหน สายตาอ่อนโยนอบอุ่นนั้นแอบฉายมองอีกคนเป็นระยะ ตรงกันบ้าง แอบมองฝั่งเดียวบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรที่มันทำให้ต่างฝ่ายหัวใจเต้นแรงแบบนี้มาก่อน...

            “...ทำเหมือนกับพวกเราไม่เคยเจอกันอย่างนั้นแหละ... ฉันน่ะอยู่กับเธอมาจะ 10 ปีได้แล้วนะเมริน”

            น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นพูดขึ้นเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง อาชิตะถอนหายใจแผ่วเบามองหน้าคนตรงหน้าซึ่งมันยิ่งสร้างความสงสัยให้กับเมริน ร่างเล็กผูกปมคิ้ว เริ่มมองเขาด้วยสายตาจริงจัง

            “10 ปี?... สิ่งที่นายพูดมาตลอดมันคืออะไรกันแน่อาชิตะ?” นัยน์ตากลมโตจดจ้องหน้าชายหนุ่มราวกับต้องการคำตอบ ความสงสัยมากมายเริ่มสะกิดทุก ๆ คำพูดหรือเหตุการณ์มากมายตลอดเวลาที่เธออยู่กับเขา หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นระทึก ทั้งสัญชาตญาณและความอยากรู้ทำให้เธอเริ่มที่จะเพ่งพินิจสิ่งที่คิดว่ากำลังไม่ปกติหรือเปลี่ยนไปของคนตรงหน้า

            เขานิ่งเงียบไร้ทีท่าใด ๆ ว่ายังกังวลหรือสับสนแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังสนใจและจับจ้องเท่ากับ...

 

            “สร้อยคอสีเงินนั่น...?”

 

            ล้อแมกซ์อัลลอยด์อย่างดีของโตโยต้า พรีอุสสีแดงสดหยุดหมุนลงช้า ๆ หน้าร้านกาแฟชื่อดังริมถนนใจกลางเมืองซึ่งพลุกพล่านไปด้วยรถรายามเย็น แสงแดดยามบ่ายเริ่มคล้อยต่ำลงทุกทีในขณะที่ร่างสูงหุ่นดีภายใต้แว่นกันแดดสีชาจะก้าวลงมาจากรถ

            “ไม่ได้เจอกันนานนะครับ” พนักงานต้อนรับซึ่งรู้จักกับเขาดีเอ่ยทักทายขึ้นพร้อมค้อมศีรษะนอบน้อมกับลูกค้าขาประจำ อากิระพยักหน้ารับสองสามทีตามมารยาทก่อนจะใช้นิ้วเรียวเสยผมยาวสลวยที่ปิดหน้าให้เรียบร้อย

            “โต๊ะที่เดย์ไลท์จองไว้อยู่ทางไหน?”

            “ทางนี้ครับ เชิญครับ” พนักงานคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพลางนำเขาไปทางด้านในสุดซึ่งเป็นบริเวณส่วนตัวติดกับผนังกระจกใส บนโซฟากำมะหยี่นุ่มตัวใหญ่สีเกือบดำมีหมอนอิงลายน่ารักวางอยู่ ส่วนบริเวณโต๊ะสำหรับวางสิ่งของและแก้วกาแฟเป็นไม้เนื้อดีสีสว่างที่ถูกบรรจงออกแบบมาให้เข้ากับโต๊ะ

            อากิระเลือกที่จะไม่สั่งอะไรรอเพื่อนสนิทแต่กลับเลือกที่จะเอนตัวลงนั่งพิงไปบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ในขณะที่หยิบไอโฟนสีขาวทองรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งซื้อออกมากดเล่นทั้งที่ยังแอบสงสัยไม่หายว่าเครื่องเก่าของตนนั้นหายไปได้อย่างไรกัน ทั้งข้อมูล รูปภาพความสัมพันธ์ของเขาและเซน ตลอดจนข้อความมากมายที่เคยเป็นความทรงจำเก่า ๆ ก็เหมือนหายออกไปจากชีวิตของเขาด้วย...

            รอยร้าวจากวันนั้นที่ทะเลาะกันจนถึงวันที่เกิดอุบัติเหตุมันนานมากจนชายหนุ่มเริ่มชินชากับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมของตน ไม่มีเซน ไม่มีเรื่องต้องให้ทะเลาะกัน ไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องถูกทำร้าย จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากว่ามันไม่หลงเหลืออะไรในใจนอกจากความทรงจำเก่า ๆ และความเจ็บแค้นที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

            ทั้งตัวเขาและเซนในตอนนี้เปลี่ยนไปมาก ...มากเสียจนแอบรู้สึกว่ามันอาจจะต้องกลายเป็นเส้นขนานไปในสักวันหนึ่ง

            “เดย์ไลท์ นี่นายอยู่ที่ไหนแล้ว?”

            [เอาน่า อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก ใจร่ม ๆ แล้วกินอะไรรอไปก่อนละกัน แคนี้นะ ฉันกำลังขับรถอยู่น่ะ ขอโทษที...]

            ปลายสายพูดแค่นั้นก่อนจะตัดไปทิ้งไว้เพียงเจ้าของนัยน์ตาสีเข้มที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่มองไปรอบ ๆ วันนี้บรรยากาศภายในร้านดูเงียบสงัดทั้งที่เปิดเพลงคลาสสิกคลอเบา ๆลูกค้าที่มีก็ไม่กี่คนนักมันจึงทำให้เขาค่อนข้างรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว บ้างก็มาเป็นคู่รักชายหญิง บ้างก็เป็นวัยทำงานที่เข้ามาติดต่อธุรกิจกัน แต่กลับลูกค้าอีกคนที่นั่งหันหลังค่อนติดไปทางฝั่งทางออกนั้น

            ...!

            หัวใจของเขาแทบหยุดลงเมื่อเห็นภาพบางอย่าง อากิระเบิกตาตี่เล็กนั้นมองคนตรงหน้าที่หันหลังให้อย่างเหมือนถูกสะกด เรือนผมสีดำละเอียดที่เคยลูบไล้ ต้นคอระหงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยฝากรอยรักและคมเขี้ยวในฐานะเจ้าของพร้อมกับความคิดหลายอย่างประดังประเดเข้ามาเพื่อยืนยันว่าคน ๆ นี้...

            “เซน!?!

          เสียงเรียกนั้นดังก้องไปทั่วตัวร้านความเงียบงันทุกอย่างเกิดขึ้นในบันดล พนักงานและทุกชีวิตที่อยู่รอบข้างชะงักเงียบราวถูกสะกดต่างกับเสียงหัวใจที่เต้นแรงระรัวของอากิระ

            “...อะ อากิระ!?!

          น้ำเสียงของเซนสั่นด้วยความแปลกใจพร้อมกับนัยน์ตาที่เบิกโพลงมองร่างตรงหน้าที่คิดและเชื่อมาตลอดว่าตายไปตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งนั้น อากิระไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะเป็นนัยน์ตาตี่เล็กที่แสดงความรู้สึกต่างกับอาชิตะ เรือนผมยาวสีเงินสลวย หรือแม้จะเป็นการแต่งตัวที่บ่งบอกถึงฐานะ หรือแม้แต่อาการตกใจจนหน้าซีดยกมือทาบอกนั้น

            ไม่มีทางเป็นคนอื่น... ไม่มีทางใช่อาชิตะ...

            นอกจากเขา... อากิระ อาคิโมโตะ...

            ...




 

            รถยนต์ของอาชิตะค่อย ๆ ขับเลียบไปกับรั้วคอนกรีตผสมอัลลอยด์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก ในขณะที่เมรินซึ่งนั่งบนเบาะหลังเริ่มสังเกตถึงความเร็วที่ค่อย ๆ ลดระดับลงเรื่อย ๆ ในขณะที่สองข้างทางนั้นประดับประดาไปด้วยไม้ประดับสวยจนเธออดที่จะยิ้มไม่ได้ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าในเมืองใหญ่แบบนี้นั้นจะมีสถานที่ดูดีและเป็นธรรมชาติได้ถึงขนาดนี้

            “...ที่นี่สวยจัง”

            “เธอชอบเหรอ...” เสียงอู้อี้ของร่างที่นอนพิงเบาะถามขึ้นเบา ๆ นัยน์ตาอบอุ่นนั้นมองเธอก่อนจะยิ้มจาง ๆ ในขณะที่โทมะค่อย ๆ ชะลอรถบริเวณหน้าประตูใหญ่ นัยน์ตากลมโตกวาดไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัยในขณะที่เหลือบเห็นป้ายอย่างดีหน้าประตู

            บ้านอาคิโมโตะ

            แค่เห็นชื่อบ้านร่างเล็กของเมรินก็แอบสั่นไปทั้งตัว เธอรู้มาตลอดว่าเขาตั้งใจพามาที่นี่แต่ครั้นพอถึงเข้าจริง ๆ มันกลับรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่เคยคิดว่าบ้านของพ่อเธอจริง ๆ นั้นใหญ่บัดนี้ลืมไปได้เลย ตัวคฤหาสน์ใหญ่ราวกับวัง แล้วไหนจะคุณหญิงอารดาที่เธอเคยคิดว่าเป็นแค่ไฮโซแม่บ้านนั่นอีก แค่คิดก็พาลอยากกลับเอาเสียดื้อแล้ว

            “...ตื่นเต้นเหรอ” เขาถามซ้ำทั้งที่ดูออกแล้ว มือใหญ่ที่กุมมือเธอมาตลอดทางบีบเบา ๆ หวังให้เธอคลายกังวลซึ่งก็พอช่วยได้บ้าง

            “ก็... มันทำตัวไม่ถูกนี่นา ฉันทำนายเจ็บตัวซะขนาดนั้นแถมยังดูโทรมขนาดนี้ จะไม่ให้คิดอะไรเลยได้ไงเล่า...”

            “คิดอะไรมากขนาดนั้นเล่า” อาชิตะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจาง ความรู้สึกหนึ่งที่เมรินพบเขาอีกครั้งดูเปลี่ยนไป จากคุณชายอ่อนโยนที่ดูเหมือนเด็กร่าเริงคนนั้นบัดนี้กลับเหมือนคนป่วยหนัก ที่เก็บงำความรู้สึกเอาไว้คนเดียวลึก ๆ ในใจ

            “...ก็ไม่รู้นี่นา”

            ร่างเล็กตอบขึ้นเบา ๆ ในขณะที่โทมะค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงแล้วจอดตรงหน้าประตูใหญ่ พร้อมกับอารดาที่เดินออกมาต้อนรับพร้อมคนรับใช้สาวสองคนที่เดินเข้ามากุลีกุจอช่วยถือกระเป๋า

            “มากันแล้วเหรอจ๊ะ เข้ามาดื่มน้ำนั่งพักก่อนสิ วันนี้แม่เตรียมทำอาหารไว้เยอะเลยนะ เดี๋ยวจะได้ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนกลับ” น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอทำให้เมรินรู้สึกเคอะเขินเป็นพิเศษในวันนี้ ร่างเล็กชะเลืองมองไปรอบ ๆ ตัวห้องโถงขนาดใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างดีเข้าชุดกัน ถัดไปด้านในเป็นโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ติดแนบตัวไปกับผนังและตู้โชว์ซึ่งบรรจุถ้วยรางวัล ประกาศนียบัตร ตลอดจนเครื่องแก้วของสะสมที่ดูมีราคา ด้านบนศีรษะซึ่งเป็นเพดานสูงมีลวดลายมังกรตัวใหญ่สีทองอร่ามม้วนตัวเป็นวงกลมเหนือโคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่ห้อยระย้าลงมาให้แสงสว่าง

            ไม่แปลกหรอก... มันก็สมกับฐานะที่ต่างกันของเขาและเธอแล้ว แล้วยิ่งแม่ซึ่งมีคำนำหน้าว่าหม่อมราชวงศ์มาทำดีด้วยกับเธอแบบนี้เมรินยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ต่างกับอาชิตะที่เดินไปเดินมาเอาหมอนอิงและสิ่งของโน่นนี่มาอำนวยความสะดวกให้

            “อยากได้อะไรอีกไหมเมริน... อยากกินอะไรรองท้องไหม? เอาน้ำอะไรดีล่ะ?” อาชิตะถามขึ้นในขณะที่หยิบตำราทำอาหารเครื่องดื่มออกมาเปิดด้วยท่าทางมีความสุข รอยยิ้มมีความสุขมากมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดขาว

            “เอาอันนี้ไหม? น้ำองุ่นคอนคอร์ดปั่น” เขาไล้มือไปที่รูปภาพน้ำผลไม้ปั่นสีออกม่วงอ่อนที่ประดับประดับด้วยลูกองุ่นสวยงามในหนังสือ หากแต่ชื่อที่ประหลาดไม่เคยได้ยินนั้นทำให้ร่างเล็กใน อ้อมกอดรู้สึกเขินอายปนอดที่จะแอบหวาด ๆ กับรสชาติเจ้าน้ำผลไม้ประหลาดนี่ไม่ได้

            “กินได้เหรอ...”

            “บ้า อร่อยนะ” เขาบอกพลางหัวเราะร่า อาชิตะเหลือบมองคนใช้สาวที่ยืนอยู่เชิงบอกให้ไปทำตามที่สั่งครู่หนึ่งก่อนจะหันมาให้ความสนใจร่างเล็กในอ้อมกอดในขณะที่เปิดหนังสือดูน้ำผลไม้นั่นนี่ไปเรื่อย ๆ

            “อันนี้ก็น่าชิมเนอะ...”

            “พอเถอะ ...อันไม่กี้ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่ามันจะกินได้ไหมน่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่มองนิ้วเรียวของอีกคนที่ไล้ไปตามรายการน้ำผลไม้ต่าง ๆ ในหนังสือ อาจจะรู้สึกว่ามือคู่นี้ผอมซูบลงไปมาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่น่าแปลกเท่ากับ...

            “นิ้วไปโดนอะไรมาหรือเปล่า... ทำไมเล็บดูสีออกม่วง ๆ ล่ะ?”

            “...เอ่อ...” คิ้วเข้มหนาของเขาขมวดเล็ก ๆ เป็นปม อาชิตะเม้มปากมองดูเล็บมือตนที่มีสีม่วงระเรื่อมากขึ้น มันเป็นรอยเส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ ที่สีเข้มขึ้น แต่เนื่องจากเป็นคนผิวขาวจึงไม่แปลกเท่าใดที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน

            “แอร์มันเย็นไปเหรอ? เดี๋ยวนี้ทนหนาวไม่ได้แล้วเหรอคุณหนู” เมรินแกล้งแซวเขาเบา ๆ ซึ่งมันก็พอเรียกรอยยิ้มจางอีกฝ่ายได้

            “สงสัย ๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า”

            “อือ”

            ร่างเล็กตอบเบา ๆ ในขณะที่อาชิตะตัดสินใจขอตัวไปห้องน้ำซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่อารดาที่เดินลงมาพร้อมกับอาสึชิผู้เป็นสามีที่เพิ่งทำงานเสร็จพอดี สองสามีภรรยายิ้มให้หญิงสาวที่จะเข้ามาเป็นลูกสะใภ้คนเล็กในอนาคตด้วยความเอ็นดูในขณะที่อารดาผู้เป็นแม่เริ่มออกปากชวนเมรินเดินเล่นภายในบ้าน

            “อาชิไปไหนซะแล้วล่ะจ๊ะ”

            แค่ถาม หญิงสาวก็แทบสะดุ้งตกใจ อารดาในมาดคุณหญิงนั้นดูสูงส่งกว่าที่คิดไม่เหมือนคุณแม่จอมเฮี้ยวคนก่อนเลยในความคิดหญิงสาว เมรินกลืนน้ำลายเบา ๆ เมื่อมองดูอีกคนศรีษะจรดปลายเท้าซึ่งอยู่ในชุดและเครื่องประดับชั้นดี ในขณะที่อาสึชิสามีเองก็อยู่ในชุดยูกาตะเรียบง่ายสีกรมธรรมดา ทว่าดูเกรงขามอย่างเห็นได้ชัด...

            “อะ ...ออกไปเข้าห้องน้ำ... จะ เจ้าค่ะ”

            “หะ... หา...” เรียวปากสีชมพูอ่อนแทบจะหัวเราะร่าออกมาด้วยไม่คิดว่าอีกคนจะดูท่าทางเกร็งขนาดนี้

            “ไม่เอาน่า ไม่เอานะจ๊ะหนูเมริน เรียกคุณแม่เหมือนเดิมเถอะ... บะ แบบนี้รู้สึกจั๊กจี้อย่างไรก็ไม่รู้จ้ะ” อารดาหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่เธอนั่งลงข้าง ๆ หญิงสาวโดยไม่มีท่าทางถือตัวแม้แต่น้อย

            “แล้วนี่ไม่มีใครเอาอะไรมาให้รองท้องเลยเหรอ” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นบ้าง หากแต่เป็นคำพูดที่ทำเอาแม่ครัวคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่เผลอแอบสะดุ้งเล็ก ๆ

            “อ๋อ อาชิตะสั่งไปแล้วน่ะค่ะ”

            “อ๋อ อื้ม... แล้วนี่เจ้าตัวแสบได้พาไปเดินดูอะไรหรือยังล่ะ บ้านออกจะกว้าง ปล่อยแฟนมานั่งกร่อยแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” อาสึชิพูดขึ้นในขณะที่แอบส่งสายตาคาดโทษไปทางลูกชายที่อยู่ในห้องน้ำ

            “ไอ้นี่... เจอสาวทีไรเข้าห้องน้ำทุกที...”

            “แหม... คุณก็ไปว่าลูก เอาแบบนี้ละกันนะจ๊ะเดี๋ยวแม่จะพาหนูเมรินไปเดินเล่นแก้ขัดอาชิเอง” อารดาว่าในขณะที่ค่อย ๆ จับข้อมูลลูกสะใภ้สาวเดินนำขึ้นบันไดบ้าน ตลอดทางลูกกรงบันไดประดับไปด้วยสีทองสว่างสวย พื้นปูพรมหนาสลักลายมังกรตัวใหญ่เลื้อยเลี้ยวไปมาตลอดแนวที่เลี้ยวขึ้นด้านบน หากแต่เมรินที่เดินไปมากลับเห็นลิฟท์แก้วซ่อนอยู่มุมหนึ่งของบ้านด้วย

            “...ลิฟท์นั่นสร้างไว้ตั้งแต่สมัยอาชิกับอากี้ยังเด็กแล้วล่ะจ้ะ แม่ไม่อยากให้สองคนเหนื่อยก็เลยคิดว่าทำเอาไว้ด้วยน่าจะดีกว่า อีกอย่างก็ใช้ลงไปเอารถที่จอดเก็บไว้ใต้ถุนบ้านนี่ได้ด้วยนะ”

            “อ่า...” ร่างเล็กไม่ได้พูดอะไร เมรินรู้สึกว่าครอบครัวนี้จะตามใจลูกชายแล้วเลี้ยงมาแบบไข่ในหินจริง ๆ

            แค่ขึ้นบันไดเองก็กลัวลูกจะเหนื่อย... จะรักอะไรขนาดนี้...

          ...

            ไม่นานนักก็ขึ้นมาถึงตัวบ้านชั้นสองซึ่งออกแบบให้เป็นโถงกว้าง การตกแต่งยังคงเป็นรูปแบบเรียบหรูเหมือนเดิม หากแต่เน้นโปร่งสบายมากขึ้น เดินมาไม่นานก็เป็นจุดชมวิวซึ่งเป็นผนังกระจกใส มองเห็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ด้านหลังตัวบ้านและด้วยน้ำตกจำลองของสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ซึ่งปลูกเรือนพักแบบญี่ปุ่นเอาไว้ด้านในด้วย จากมุมตรงนี้สมาชิกในบ้านสามารถที่จะชมวิว นั่งทำงาน หรือแม้กระทั่งออกกำลังกายไปด้วยก็ยังได้เพราะติดตั้งลู่วิ่งออกกำลังกายเอาไว้ราวเป็นฟิตเนสขนาดย่อม

            “ที่บ้านแม่ก็เตรียมทุกอย่างเอาไว้นะ แต่ไม่รู้เป็นอะไรกัน พ่อตัวดีของหนูน่ะไม่เอาไหนเรื่องนี้เลย บอกให้ออกกำลังกาย ออกไปได้นิดเดียวก็เลิก ปิดห้องไปนอนกอดกับตุ๊กตาบ้างเล่นเกมส์บ้าง” เธออธิบายไปหัวเราะไปในขณะที่มองไปทางห้องนอนซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกล หน้าห้องเป็นป้ายชื่อรูปโคะรีแรคคุมะแถมเขียนอธิบายไว้ด้วยว่าห้ามรบกวน ไม่ได้ล็อคประตู

            แค่ตรงนี้เมรินก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว...

            อย่าบอกนะว่าคุณหญิงอารดาจะพาเธอมาทัวร์ห้องนี้...

            “อะ เอ่อ...จะเข้าไปดีเหรอคะ” ร่างเล็กออกอาการเสียงสั่น ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่ากำลังตื่นเต้นอยู่ นี่คือห้องนอนของเขา... จู่ ๆ ...จะให้เดินเข้าไปมันก็ดูไม่ค่อยสมควรเท่าไหร่...

            ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบอารดาก็ดึงเข้ามาภายในแล้วเสร็จสรรพ ร่างที่เล็กกว่าเล็กน้อยผู้เป็นเจ้าของบ้าน ภายในห้องนอนกว้างขวางเงียบสงัดมีเพียงเสียงแอร์เบา ๆ ที่เปิดทิ้งเอาไว้ ถัดจากเตียงหลังใหญ่น่านอนออกไปคือกองตุ๊กตารีแรคคุมะนับหลายสิบตัวทีวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์จนล้นลงมาด้านล่าง หรือแม้แต่จอไอแมคเครื่องใหญ่ก็ยังติดสติกเกอร์รูปหมีเอาไว้ด้วย

            หากใครไม่บอกว่านี่คือห้องนอนของผู้ชายเธอคงคิดว่ามันเป็นห้องนอนลูกคุณหนูผู้หญิงที่ไหนสักคนเป็นแน่...

            ร่างเล็กเริ่มสำรวจภายห้องด้วยสายตาคร่าว ๆ เพราะใจหนึ่งก็แอบอยากรู้และอีกใจก็เกรงใจ แค่คิดว่ามันคือที่ ๆ เขาอยู่ทุกวันหัวใจเจ้ากรรมก็เต้นกระสับกระส่ายแล้ว

            “อาจจะคิดว่ามันแปลก ๆ ที่จู่ ๆ ก็พามาดูห้องนอนลูกชาย... แต่แม่น่ะก็อยากให้เมรินได้ชินเอาไว้...”

            “หมายความว่ายังไงเหรอคะ?”

            ร่างของหญิงสูงวัยกว่าที่ยืนมองออกไปด้านนอกค่อย ๆ หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มจาง นัยน์ตาคู่สวยซ่อนประกายหม่นหมองในขณะที่หันมองดูรูปลูกชายคนเล็กในวัยเยาว์ที่ตั้งอยู่ ภาพเด็กผู้ชายน่าตาน่ารักผมสั้นสีดำทำให้เธออดที่จะรู้สึกเสียใจไม่ได้

แต่... มันก็ไม่มีอะไรที่เธอจะสามารถทำได้ในตอนนี้เหมือนกัน...

“...พี่อาชิอาจจะอยากบอกหนูด้วยตนเองก็ได้นะจ๊ะ”

“...พี่อาชิ?” แม้จะเคยได้ยินอาชิตะพูดเซ้าซี้ให้เรียกแบบนั้นมาหลายครั้งแต่เธอก็ไม่เคยคิดใส่ใจ ยิ่งพังคำนี้ทีไรก็อดที่จะนึกถึงเอแคลร์ที่คอยตามติดอาชิตะไม่ได้

“...”

            อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่ตัดสินใจเดินออกห่างจากกรอบรูปนั้น ข้าง ๆ กันมีซองกระดาษสีน้ำตาลที่เขียนข้อความบางอย่างเอาไว้พร้อมตั๋วเครื่องบินแต่เธอก็ไม่ต้องการให้มันเป็นเป้าสนใจของเมริน...

            ปมปัญหาที่อาชิตะเป็นคนก่อ...เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะแก้มันด้วยตัวเอง

 

            แม้สุดท้าย... ผลของมันจะเป็นโทษทัณฑ์ความเจ็บปวดที่เจ้าตัวจำต้องได้รับก็ตามที... 






 

____________
TALK WITH HIME

จะคลายปมแล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่คนปั่นลุ้นตัวโกงพอ ๆ กะกดคุ๊กกี้รันเลยนะ
อาทิตย์ที่ผ่านมาฮิเมะได้ไปทะเลมาด้วย คิดถึงฉากตอนที่ทะเลมากมาย
คุณปลิงทะเลน่ารักมากถึงมากที่สุด <3 #ชักจะนอกเรื่องละ

ก็แอบพักเรื่องอากี้กะเซนไว้ตอนหน้านะคะไว้ติดกันเดี๋ยวไม่ลุ้น ฮ่าาา
อย่าเพิ่งปาหม้อปาไหมานะ T__T แค่เงียบกันไปก็อึนละค่ะตอนนี้
แต่ก็จะอัพต่อนะ <3 

ปล. จะหมื่นวิวแล้ว ขอบคุณมากมายค่ะ T///T
ใครแคปรูปตอน 10,000 วิวให้ทันรบกวนแปะให้หน่อยนะคะฮิเมะ
มีของรางวัลอยากให้ แต่ยังคิดไม่ออกเลย ฮ่าา

ติชมและเม้นท์ได้นะคะ <3 







ปล. ตัวละครใหม่นี่ใบ้ไปจากเพจแล้วค่ะ (ลงวันที่ Aug 21,2013)



 เรียงจากซ้ายไปขวา
1. เฮเซล (น้องรหัสอาชิตะ)
2. โทโมมิ อาคิโมโตะ (อิมเมจ คุณทับทิม VRZO)
3. แลนด์มาร์ค (น้องชายเมก้า)
4. อารดา อาคิโมโตะ (แม่ของอากิระและอาชิตะ)
5. อาสึชิ อาคิโมโตะ (พ่อของอากิระและอาชิตะ)
6. เมกุมิ
7. แม่ของเมก้าและแลนด์มาร์ค

8. คุณพ่อของเมก้าและแลนด์มาร์
9. เซยะ สุมิมูระ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

337 ความคิดเห็น