CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 49 : [[,,,Chapter 34,,,]] Relationship II [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    16 ม.ค. 57

JJ♕



34

Relationship I

            “...บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรง...

เสียงพยากรณ์อากาศในช่วงเช้าจากวิทยุนั้นคงเป็นที่คุ้นหูไปเสียแล้วสำหรับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงของ เมธาวดีเพราะในทุก ๆ เช้าหลังจากที่เธอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็จะต้องเดินมาเปิดวิทยุเพื่อรับฟังข่าวสารต่าง ๆ พร้อมกับทำความสะอาดบ้านรับแสงแรกของตะวันไปพลาง จากนั้นก็จะถือบัวรดน้ำสีฟ้าใสออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเช่นเคย

มีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปในวันนี้ คือเสื้อกันหนาวไหมพรมสีน้ำตาลเทาที่เธอสวมอยู่ ราว ๆ สองสามสัปดาห์ได้ที่เมธาวดีลงถือถักด้วยตนเองจนสำเร็จอย่างภาคภูมิใจ และเธอยังได้ส่งไปให้ลูกสาวด้วยตัวหนึ่ง เพราะเป็นห่วงว่าสภาพอากาศเริ่มจะหนาวเย็นลงไปทุกที ๆ แม้แต่บ้านไม้หลังเล็กนี้ก็เช่นกัน ลมหนาวก็ยังไม่ปรานีและยังคงพัดผ่านช่องรอยต่อระหว่างตัวไม้เข้ามาให้หนาวอยู่เป็นระลอก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงกระทำกิจวัตรประจำวันไม่ต่างไปจากเดิม วดีย่อตัวลงมองแปลงผักสวนครัวเล็ก ๆ ที่เธอเพิ่งลงปลูกไว้ข้าง ๆ ตัวบ้านด้วยรอยยิ้มในขณะที่ค่อย ๆ รดน้ำ เธอหวังว่าพืชผลจะเติบโตเร็ว ๆ จะได้ไม่ต้องเดินทางไปตลาดบ่อยนักและยังได้รับประทานผักสดปลอดสารพิษอีกด้วย

และในขณะนั้นเองก็มีรถแปลกตาคันหนึ่งแล่นผ่านมาช้า ๆ ก่อนที่คนขับจะลดกระจกลงและชะเง้อมองไปรอบ ๆ ตัวบ้านของเธอ!

ตุ้บ!

ด้วยท่าทางแปลก ๆ นั้นจึงทำให้หัวใจของวดีเต้นแรงอย่างหวาดกลัว ถึงแม้จะอายุไม่น้อยแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงที่อาศัยในบ้านเพียงลำพัง เธอจึงต้องระแวดระวังเรื่องอันตรายค่อนข้างมาก ทว่าในขณะที่วดีจะได้ก้าวเข้าไปพ้นธรณีประตูบ้านนั้นเอง...

คะ คุณป้าครับ!

เสียงนั้นทำให้เธอต้องเหลียวหลังหันกลับไป และพบชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้น ๆ วิ่งตามเขามาด้วยแววตาที่ทำให้วดีรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่ดูจากเสื้อผ้าวัยรุ่นที่เขาสวมอยู่นั้นกลับทำให้เธอมั่นใจว่าต้องไม่ใช่ลูกหลานคนแถวนี้อย่างแน่นอน ด้วยเสื้อสีเหลืองสดที่มีรูปหัวกะโหลกไขว้เข้าชุดกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มออกดำที่ดูมีราคา ไหนจะบนคอที่ยังสวมปลอกคอหนามอีกด้วย!

เธอเป็นใคร...?” แต่ก็ยังไม่ทันได้ซักไซ้ถามไถ่ให้แน่ชัด หญิงวัยกลางคนก็ต้องชะงักเมื่อหันไปสบตาเข้ากับบุรุษที่มาด้วยกันกับเขาเข้า...

ชายคนนั้นเป็นคนที่เธอรู้จักดี...

แม้จะไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังลืมเขาไม่ลง!

“...คุณเธอเปล่งเสียงอันแผ่วเบาเรียกเขาด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก จนทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอถึงกับต้องหันไปมองตาม ก่อนจะเรียกเขาด้วยสรรพนามที่เธอไม่เคยคาดคิด

คุณพ่อ...

พ่อ...อย่างนั้นเหรอ? งั้นเธอก็คือ...

“...วดี...ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรออกไป ชายวัยกลางคนก็เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่ตรงหน้าเธอด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกที่หลากหลาย ทว่า...

พวกคุณสองคนมาทำอะไรที่นี่!...จนป่านนี้แล้วยังจะคอยรังควานพวกเราสองแม่ลูกไม่เลิกอีกเหรอคะ!?”

วดี!...ทำไมคุณพูดอย่างนั้นล่ะ? ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะจะมารับคุณกับลูกกลับไปอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตานะ...

เฮอะ! พร้อมหน้าพร้อมตางั้นเหรอ...ก่อนที่ฉันจะออกมาจากบ้านหลังนั้น ฉันก็บอกคุณชัดเจนแล้วนี่คะว่า เชิญคุณอยู่กับ ครอบครัวใหม่ของคุณไปเถอะ...ฉันกับเมริน พวกเราอยู่กันได้ ไม่ต้องการมีพ่อ!

เพราะด้วยความขัดแย้งบางอย่างในอดีต ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่อาจสมานสัมพันธ์กันได้เลย จนกระทั่ง...

พรึบ!

เดย์ไลท์...ลูก...

“...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมกับคุณแม่ทำให้คุณป้ากับน้องเมรินต้องลำบาก...ผมต้องขอโทษคุณป้าตรงนี้ด้วยจริง ๆ ครับ...ชายหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ก่อนจะก้มลงกราบแทบเท้าอย่างน่าสงสารจนทำให้วดีต้องรีบพยุงเขาให้ลุกขึ้น

ถึงจะขอโทษไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร...เรื่องของผู้ใหญ่ก็ไม่ควรให้เด็กอย่างเธอมารับผิดชอบ ลุกขึ้นเถอะ...

“...ไม่ครับ...เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะผม...ผมนี่แหละที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบทุก ๆ อย่าง...

เธอหมายความว่ายังไง?”

“...ที่คุณพ่อของน้องเมรินรับผมเป็นลูกบุญธรรม ก็เพราะสงสารที่คุณพ่อของผม ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของท่านเสียชีวิตลงตั้งแต่ที่ผมยังเด็ก...ท่านเลยขอรับผมเป็นลูกบุญธรรมเพราะอยากให้ผมได้เติบโตมาและมีพ่อเหมือนกับคนอื่น ๆ...

“...เรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่จริง ๆ แล้ว...เขาก็แค่อยากมีลูกชายแค่นั้นแหละ เขาเลยรับเธอเป็นลูกบุญธรรม...

ไม่ใช่นะครับ...ถ้าคุณป้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้จากคุณแม่ของผม คุณป้าจะเข้าใจทุก ๆ อย่างได้เองครับ...แต่ยังไงคนที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณป้ากับน้องเมรินต้องพลัดพรากจากคุณพ่อ...ก็คือผมเอง...

“...” วดีรับซองจดหมายสีขาวขุ่นจากมือชายหนุ่มมาเงียบ ๆ ก่อนจะเปิดออกอ่าน...

 

ถึง คุณวดี

 

ถ้าคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว บางทีฉันอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วค่ะ แต่แม้แต่วิญญาณของฉันก็ยังรู้ว่าอย่างไรก็คงไม่มีหน้าจะมาพบกับคุณ เพราะความผิดบาปทุก ๆ อย่างที่ฉันกับลูกชายที่เป็นต้นเหตุให้คุณวดีต้องพาลูกสาวออกไปจากบ้าน แต่ฉันก็ยังอยากจะขอโทษจากใจจริงที่เป็นต้นเหตุทำให้พวกคุณต้องพลัดพรากจากคุณวา ทั้ง ๆ ที่คนที่สมควรจะออกไปจากบ้านหลังนี้น่าจะเป็นฉันกับลูกชายมากกว่าแท้ ๆ

ตั้งแต่ที่คุณกรเสียไป ฉันกับลูกก็ไม่รู้ว่าจากนี้ไปควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่เพราะความกรุณาของคุณวาที่เห็นใจพวกเราสองแม่ลูก ท่านบอกให้ฉันกับลูกอยู่ที่บ้านของท่านต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไรคนในบ้านหลายคนก็คัดค้านด้วยความไม่เหมาะสม เพราะสามีของฉันที่เป็นน้องชายของคุณวาได้เสียไปแล้ว ฉันกับลูกจึงไม่มีความหมายที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้อีก มันเป็นกฎของครอบครัวนี้ค่ะ เพราะคุณวาเองก็ทราบดี ท่านจึงได้กรุณารับเดย์ไลท์ ลูกชายเพียงคนเดียวของฉันเป็นลูกบุญธรรม

ตั้งแต่วันนั้นมา ฉันก็รู้สึกตื้นตันในบุญคุณของคุณวามาก และเฝ้าสอนเดย์ไลท์ให้เป็นเด็กกตัญญู เพื่อจะได้ทำประโยชน์ทดแทนบุญคุณของท่านในสักวัน แต่วันนั้นคุณวดีกับลูกสาวก็ได้ออกไปจากบ้าน ฉันที่เพิ่งมารู้สาเหตุทีหลังว่าการที่ฉันกับลูกชายอยู่ในบ้านหลังนี้ได้สร้างความอึดอัดใจเป็นอย่างมากให้กับคุณวดีที่เป็นภรรยากับลูกสาวแท้ ๆ อย่างเมริน ฉันเสียใจจริง ๆ ค่ะ และหลังจากนั้นฉันกับคุณวาก็พยายามตามหาคุณวดีกับลูกสาวกลับมาอย่างสุดความสามารถมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่พบแม้แต่ข่าวคราวใด ๆ

จนเมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันได้ตรวจพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและคงจะมีชีวิตอยู่ได้ในอีกไม่นาน ฉันตั้งใจจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับกับลูกชายเพียงคนเดียวและกับคุณวาจนวินาทีสุดท้าย เพราะฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเป็นห่วงหรือเสียใจกับการจากไปของฉัน เพราะฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่จะต้องตายค่ะ ฉันคิดว่าคงถึงเวลาที่พระผู้เป็นเจ้าจะพิพากษาลงโทษทัณฑ์ให้กับฉันแล้ว และถ้าฉันตายไปแล้ว ขอความกรุณาคุณวดีช่วยเลี้ยงดูเดย์ไลท์ ลูกชายเพียงคนเดียวของฉันด้วยได้หรือเปล่าคะ อาจจะเป็นการขอร้องที่เห็นแก่ตัวมากเกินไป แต่ความโกรธแค้นต่าง ๆ ฉันขอให้คุณวดีช่วยยกทั้งหมดให้จากไปพร้อมกับร่างของฉันเถอะนะคะ เพราะฉันคงจะไม่มีหน้ามาร้องขอการอโหสิกรรมจากคุณวดีอีกแล้ว และแม้ว่าจะต้องถูกสาปแช่งสักแค่ไหน แต่คุณวดีเองก็คงเข้าใจถึงหัวอกของคนเป็นแม่ดีใช่ไหมคะ เพราะอย่างนั้นได้โปรดช่วยอบรมเลี้ยงดูเดย์ไลท์ให้เขาเติบโตขึ้นและเป็นผู้ชายที่ดีด้วยเถอะค่ะ นี่คงเป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายจากผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวอย่างฉัน

         

นภัสสร

             

“...”

หญิงวัยกลางคนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากจดหมายฉบับนั้นด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำและเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำตา ก่อนจะกอดจดหมายฉบับนั้นเอาไว้แนบอก

“...นาง ฉันจะโกรธเธอลงได้ยังไง...ในเมื่อคนที่ผิดก็คือตัวฉันเอง...

แม้จะร้องไห้ดังสักแค่ไหน แต่เสียงนั้นก็ไม่อาจส่งไปถึงร่างไร้วิญญาณของผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ได้อีกแล้ว...วดีรู้สึกโศกเศร้าเสียใจในขณะที่ก้มลงตระกองกอดชายหนุ่มตรงหน้าที่รู้สึกไม่ต่างกัน

อ้อมกอดของเด็กหนุ่มที่เหลือเพียงพ่อบุญธรรมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คอยดูแลช่างดูน่าสงสารและเห็นใจมากสำหรับเมธาวดีซึ่งต้องเลี้ยงลูกสาวเพียงคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เมรินอายุได้เพียงสามขวบนั้นเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เธอนึกถึงจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายนั้นซึ่งเธอเองก็มีส่วนก่อในอดีตโดยที่ผลของมันได้ทำร้ายทั้งตัวเธอ เดย์ไลท์ และเมรินที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ

คุณไม่ต้องมายุ่ง!’

เสียงสั่นเครือว่าพลางเก็บเสื้อผ้าในตู้ลงพับในกระเป๋าเดินทาง ภายในอ้อมกอดของหญิงสาวแต่งตัวสมฐานะคุณนายตระกูลผู้ดีมีเด็กหญิงวันสามขวบกำลังน่ารักอยู่ นัยน์ตากลมโตของเธอมองดูผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัยด้วยเหตุใดเธอจึงร้องไห้และเสียงดัง

แต่ว่า...

ไหน ๆ คุณก็อยากได้ลูกผู้ชายมาตั้งแต่แรกแล้วนี่คะ คุณถึงได้เอาอกเอาใจแต่กับลูกชายคนใหม่ของคุณ... แล้วแบบนี้จะรั้งอะไรฉันกับลูกอีก!’ เสียงสั่นเครือตะคอกใส่ น้ำตาของเธอเอ่อรินไหลจนแดงกล่ำด้วยความโกรธซึ่งผู้เป็นสามีก็ทำได้เพียงยื่นนิ่ง

เรื่องนี้ผมอธิบายได้นะคุณวดี... จริง ๆ เดย์ไลท์กับคุณนภัสสรน่ะ...

ไม่ต้องพูดอะไรหรอกค่ะฉันไม่พร้อมและไม่อยากฟัง เชิญคุณอยู่กับ ครอบครัวใหม่ของคุณไปเถอะ...ฉันกับเมริน พวกเราอยู่กันได้ ไม่ต้องการมีพ่อ!

คำพูดนั้นช่างบาดลึกลงในหัวใจของผู้เป็นสามีที่ยืนนิ่งอยู่จนแทบล้มทรุด เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมเรื่องจึงกลายเป็นเช่นนี้ วินทรซึ่งสูญเสียภาสกรน้องชายแท้ ๆ ซึ่งแยกย้ายไปทำธุรกิจต่างประเทศไปอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนได้ตัดสินใจรับอนุเคราะห์เดย์ไลท์ หรือ ภัทรดนัย พรพิพัฒน์ตระกูล ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลานชายแท้ ๆ มาเป็นบุตรบุญธรรมและ นภัสสร ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้มาอยู่ที่บ้าน เนื่องจากสงสารที่ทั้งสองจะต้องออกจากตระกูลตามกฎของบรรพบุรุษรุ่นแม่เขาซึ่งไม่ชอบนภัสสรที่เป็นเพียงอดีตพนักงานบริษัทจึงคิดหาทางขับไล่

จริงอยู่ที่วรินทรต้องการมีลูกชายสืบสกุล แต่สำหรับเมรินลูกสาวตัวน้อยนั้นเขาก็รักปานแก้วตาดวงใจมาตลอด...

อย่าไปเลยนะคุณวดี! เมรินลูกเรายังเด็กอยู่เลย... คุณจะเลี้ยงลูกอย่างไร ลูกโตขึ้นมาจะเป็นยังไงคุณคิดถึงลูกสิคุณวดี!’

แผ่นหลังของคุณนายใหญ่หันให้เขา เธอหยุดนิ่งปรายตามองอดีตสามีด้วยสายตาเลือดเย็น ก็เรื่องของฉันกับลูก ฉันกับลูกยอมอด... เพราะฉันเชื่อว่าฉันจะเลี้ยงเขาได้โดยไม่ต้องมีคุณ! ไหน ๆ คุณก็ไม่ได้อะไรกับลูกอยู่แล้วก็ปล่อยฉันกับลูกไปเถอะค่ะ

เธอเดินออกมาพร้อมลูกสาววัยสามขวบซึ่งยังเด็กจนแทบไม่รู้เรื่องอะไร ชั่ววูบหนึ่งที่เธอหยุดยืนมองเด็กชายเดย์ไลท์ซึ่งเป็นผู้อาศัยใหม่ด้วยแววตาไม่ชอบใจนัก หากแต่เธอก็คิดว่าปัญหานี้มันก็คือเรื่องของผู้ใหญ่ที่จะไม่เอาเด็กมาเกี่ยวข้อง จากวันนั้นเมธาวดีก็หอบลูกหนีตรากตรำไปหลายที่แล้วมาปักหลักอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยการเช่าบ้านจากคนรู้จักคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเธอเลี้ยงเมรินมาด้วยความรักและสอนเธอเสมอว่าพ่อเธอหายสาบสูญไปแล้ว เธอพยายามทำทุกอย่างให้ลูกสาวไม่ต้องเป็นเด็กมีปมด้อย

แต่เนื่องจากฐานะการเงินในช่วงก่อร่างสร้างตัวนั้นฝืดเคือง...เมรินซึ่งเป็นถึงลูกสาวเศรษฐีผิวพรรณดีจึงต้องตกระกำลำบากไม่ผิดแผกต่างจากลูกสาวกรรมกรกำพร้าหาเช้ากินค่ำ จนสุดท้ายหญิงสาวก็เติบโตขึ้นเป็นสาวสวยที่พึงระลึกตนเสมอว่ามาจากดิน เชื่อสนิทใจว่าพ่อแม่ของตนคือคนหาเช้ากินค่ำ

ยิ่งรู้สึกแตกต่างเมื่อพบรักกับคนที่มีฐานะสูงส่งอย่างอาชิตะ...ทั้งที่ความเป็นจริงเมรินนั้น...

เธอรู้ดีว่าความลำบากของลูกสาวเพียงคนเดียวมาจากสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจผิด... และเดย์ไลท์ตรงนี้เองก็คงต้องทนทุกข์มาตลอดเวลาไม่ต่างไปจากเมรินเลย...

พ่อแท้ ๆ ก็ชิงเสียไปตั้งแต่เด็ก... แม่แท้ ๆ ก็ยังมาสิ้นบุญไปอีก...

เด็กหนุ่มไม่เหลือใครอีกแล้ว... มันควรแล้วหรือที่เธอยังจะต้องคิดเรื่องเก่าโดยถือทิฐิ?

“...เธอคงจะโดดเดี่ยวมากสินะ ตั้งแต่ที่แม่ของเธอเสียไป...จากนี้ไปฉันจะเป็นแม่ของเธออีกคนเองนะ เดย์ไลท์

“...คะ คุณวดี...

อย่าเรียกคุณเลย...หญิงวัยกลางคนคลายกอดแล้วใช้นิ้วเรียวลูบแก้มปาดน้ำตาอีกคนเบา ๆ เป็นผู้ชายต้องไม่เสียน้ำตาง่าย ๆ ต่อหน้าผู้หญิงนะ...ลูกต้องเข้มแข็งรู้ไหม อย่าทำให้คุณแม่นางผิดหวังนะ

“...ครับเดย์ไลท์ก้มพยักหน้าพลางปาดน้ำตาเงียบ ๆ ชายวัยกลางคนที่มองทั้งคู่อยู่เงียบ ๆ มานานจึงค่อย ๆ โอบกอดทั้งคู่เอาไว้อย่างปลอบโยน

จากนี้ไปเราจะเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้งนะ...ครอบครัวคือสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด ถึงแม้ว่าจะต้องพลัดพรากจากกันไป และเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง สายสัมพันธ์นั้นก็จะยิ่งผูกติดกันแน่นขึ้น และจะอยู่ด้วยกันตลอดไป...

“...”

“...วดี...ผมขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกลำบากใจกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด...ผมอยากจะชดเชยให้คุณกับลูกบ้าง ขอโอกาสให้ผมได้รักลูกสักครั้งจะได้ไหม...ผมอยากให้พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้งจริง ๆ

“...” วดีไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้ารับเงียบ ๆ ส่งให้หยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหลั่งรินลงมาจากนัยน์ตาแดงก่ำมากขึ้น ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะสวมกอดเธอด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน นิ้วหยาบกร้านไล้ปาดน้ำตาให้เธออย่างเบามือ เดย์ไลท์มองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาด้วยรอยยิ้มสุขใจ ก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เอ่อ...แล้วน้องเมรินตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอครับ?”

คำถามนั้นทำให้วดีค่อย ๆ ผละออกจากวรินทรผู้เป็นสามี นัยน์ตาแดงก่ำมองเขาเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยตอบกลับไป...

 

 

 

คงจะจริงอย่างที่เขาว่ากันเรื่องที่วันเวลานั้นผ่านไปไวราวกับโกหก คาบเรียนของวันอังคารจบลงไปแล้ว และเธอกำลังจะตรงไปทำงานพิเศษต่ออย่างที่ควรจะเป็น ทว่า...

            กรุ๊งกริ๊ง~

            เสียงกระพรวนหน้าประตูร้านสเต็กดังขึ้นแล้ว แต่ร่างของหญิงสาวกลับชะงักนิ่งเพราะร่างของผู้มาใหม่ที่เข้ามายืนขวางเธอและคว้าข้อแขนตั้งท่าจะลากไปที่ไหนสักที่

            “ไปด้วยกัน...ผู้มาใหม่เอ่ยปากเชิงสั่งด้วยคำพูดสั้น ๆ ทำเอาเมรินรู้สึกขัดใจอยู่ไม่น้อย

            แต่ก็จะไม่ให้ขัดใจได้อย่างไรในเมื่อคนตรงหน้าเธอคือ...

            “จะไปไหนกันคะ พี่เอแคลร์

            “...” หญิงสาวรุ่นพี่ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเดินไปเปิดประตูรถทางฝั่งคนขับและก้าวเข้าไปนั่ง และเมื่อไม่เห็นว่าเธอจะมีทีท่าอยากจะก้าวขึ้นไปบนรถแปลกหน้า เอแคลร์ที่สวมแว่นกันแดดสีชาอยู่จึงลดกระจกลงด้วยสีหน้าหงุดหงิด

            “ขึ้นมาสิ มัวยืนทำอะไรอยู่ได้!

            “...เฮ้อเมรินได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดและไม่เข้าใจ ก่อนจะเอ่ยถามไปอีกครั้ง สรุปว่าเราจะไปไหนกันแน่คะ? ว้าย…!”

            บรึนน...

            ยังไม่ทันจะให้เวลาได้เตรียมใจหรืออะไรทั้งนั้น หญิงสาวรุ่นพี่ก็เหยียบคันเร่งนำรถให้ทะยานออกตัวไปด้วยความเร็วสูงทันที เมรินจึงได้แต่เหลือบมองข้างทางไปเงียบ ๆ พลางคิดในใจไปสารพัดว่าคนตรงหน้าจะหาเรื่องอะไรมาแกล้งเธออีกหรือเปล่า แล้วเธอจะรับมือกับหญิงสาวรุ่นพี่อารมณ์ร้ายคนนี้ได้อย่างไร...

            แต่แล้วเมื่อรู้ตัวอีกที รถคันหรูก็จอดลงที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำ ผู้นั่งประจำตำแหน่งคนขับถอนหายใจเบา ๆ ในขณะที่ถอดแว่นกันแดดสีชานั่นออก ก่อนจะยิ้มออกมาและหันมามองเธอด้วยแววตาที่ยากเกินจะคาดเดาได้

            “ลงไปคุยด้วยกันหน่อยสิ...

            “...” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถปฏิเสธหรืออะไรได้เลย หญิงสาวจึงต้องจำยอมก้าวลงจากรถตามลงไปอย่างว่าง่าย ก่อนที่เอแคลร์จะพูดในสิ่งที่ทำให้เธอยิ่งสับสนหนักขึ้นกว่าเดิม

            “พรุ่งนี้ฉันจะบินไปฝรั่งเศส...จองตั๋วเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ฉันจะไปเรียนต่อที่นั่น

            “ทะ ทำไมกะทันหันจังเลยคะ?”

            “...” เอแคลร์ไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มน้อย ๆ ให้เธอ ก่อนจะถอนหายใจยืดยาวในขณะที่ทอดสายตามองแม่น้ำยามเย็นที่อยู่เบื้องหน้า “...ที่จริงแล้วฉันอยากเป็นดีไซน์เนอร์น่ะ ฮะ ๆ ตลกดีนะ...ความจริงแล้วตอน ม.6 ฉันแค่แอบหลงรักผู้ชายคนหนึ่งที่งาน Open house น่ะ...ตอนนั้นเขาเป็นเดือนมหาวิทยาลัย เรียนอยู่คณะไอซีที นิสัยก็ดี รุ่นน้องคนไหนมาเห็นเป็นต้องชอบ... เขาเป็นสุภาพบุรุษที่ช่างเอาอกเอาใจ แต่ความจริงค่อนข้างจะหงอผู้หญิงอยู่พอตัวเลยล่ะ ฮ่า ๆ...ใช่ คนที่ฉันชอบคือพี่อาชิ...คนที่ทำให้ฉันยอมทิ้งความฝันทุก ๆ อย่างและสอบเข้าคณะเดียวกันกับเขา ทำทุก ๆ อย่างจนได้เป็นน้องรหัสของเขา...ขอแค่สักนิดที่ได้มีตัวตนในสายตาของเขาบ้าง...

            “...” เมรินยืนฟังเงียบ ๆ พลางคิดตาม

            “ฉันเคยคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ไม่เป็นไร...อย่างน้อยก็ยังได้อยู่ใกล้ ๆ กับเขา แต่มันก็ไม่ใช่...

            “...”

            “ตั้งแต่ได้เป็นรุ่นน้องเขา ฉันถึงได้รู้ว่าพี่อาชิไม่เคยมองผู้หญิงคนอื่นเลยทั้งที่มีหลาย ๆ คนรวมถึงฉันเสนอตัวให้... ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาแค่ว่าเขามีผู้หญิงที่เขาชอบอยู่แล้วตอนสมัยประถม และเขายังตามหาผู้หญิงคนนั้นมาโดยตลอด...”

            เอแคลร์อธิบายช้า ๆ นัยน์ตาของเธอเหม่อมองออกไปไกลสุดปลายน้ำที่ไหลผ่าน ดวงอาทิตย์กำลังอัศดงส่องแสงสีส้มแก่ผ่านตึกสูงระฟ้ามากมายในเมืองใหญ่

“ตั้งแต่ที่เห็นเธอครั้งแรกที่โรงอาหาร ...ฉันก็รู้ดีกว่าใครว่าพี่อาชิกับเธอรักกันมาก...แล้วฉันก็คิดว่าเรื่องที่เธอกับเขาทะเลาะกันก็คงมาจากฉันใช่ไหม?”

“...”

แต่เธอรู้อะไรไหมว่าตั้งแต่วันนั้นมา พี่อาชิเปลี่ยนไปคนละคนเลย เขาเอาแต่เก็บตัว ไม่ยอมทานอะไร ต้องถูกคนทั้งในทั้งนอกคณะนินทา แล้วก็โดนแกล้ง ยิ่งนับวันพี่เขาก็ยิ่งดูแย่ลง เหมือนคนที่เอาแต่อมทุกข์บรรยายไปหญิงสาวก็ค่อย ๆ ปาดน้ำตาไป เอแคลร์ไม่เคยลืมเหตุการณ์ในตอนนั้นที่เธอเห็นกับตาสำหรับความโหดร้ายที่อาชิตะได้รับ ชายหนุ่มนั่งทานข้าวด้วยไม่สบายต้องหาอะไรรองท้องเพื่อกินยาหากแต่ดันถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเดินมาก่อกวน

อาชิตะในตอนนั้นพยายามอธิบายแต่ไม่มีใครสักคนอยากฟังเขา อีกฝ่ายได้ทีจับจานข้าวนั้นราดลงบนศีรษะเขาด้วยความชอบใจทั้งที่รู้ว่าอุปนิสัยชายหนุ่มนั้นมักไม่สู้คนเมื่อไม่จำเป็น

ทำไมพี่อาชิถึงต้องทนคะทั้งที่คนพวกนั้น...

เธอเคยถาม... ถามไปร้องไห้ไปเพราะเจ็บแทนแต่อาชิตะกลับส่ายหน้าแล้วตอบด้วยคำตอบที่เธอไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนบนโลกใบนี้คิดได้

ยิ่งทำแบบนั้นยิ่งถูกเกลียด... พี่ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกกับคนที่ได้ยินอะไรมาข้างเดียว

แม้ว่าจะต้องโดนทำร้ายอยู่คนเดียวน่ะเหรอคะ! ทำไมจะต้องพยายามเป็นคนดีอะไรขนาดนี้ด้วย... ดูสภาพพี่อาชิตอนนี้สิ ...พี่อาชิเหมือนคนโดนทำร้ายจนจะตรอมใจตายเข้าไปทุกวันแล้วรู้ไหม

...ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย อย่าคิดมากเลยน่า

            “...” ไม่มีคำตอบใดจากเมรินนอกจากน้ำตาที่เอ่อคลอออกมา เธอรู้ดีว่าเอแคลร์ไม่ได้โกหก... แต่เธอก็เพิ่งได้รับรู้ว่าตั้งแต่วันนั้นเขาต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดไหน

            “เธออาจจะไม่ต้องเชื่อคนอย่างฉันก็ได้ เพราะยังไงฉันก็เหมือนคนที่พรากเขาไปจากเธอ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่เขาไม่เคยแสดงออกเลยว่ามีฉันอยู่ ผู้ชายคนนั้นคิดถึงแต่เธอ ซื่อสัตย์แค่กับเธอ...จนฉันยอมแพ้แล้วล่ะเมริน

            “...พี่เอแคลร์...

            “ช่วยดูแลพี่อาชิ ทำให้พี่เขากลับมามีความสุขได้ไหม ช่วยอยู่ข้าง ๆ เขา ทำให้เขามีความสุขเหมือนเดิมได้ไหมเมริน...มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่จะทำได้

            “...”

            “...คนเราน่ะไม่รู้หรอกว่าจะมีวันที่ได้อยู่ด้วยกันไปอีกนานแค่ไหน ยิ่งผู้ชายดี ๆ อย่างพี่อาชิด้วยแล้ว...จะให้ฉันกราบเธอก็ได้! แต่ฉันขอร้อง...ช่วยดูแลผู้ชายคนนั้น ช่วยดูแลหัวใจของผู้ชายคนนั้นไปจนวันสุดท้ายเถอะนะไม่ว่าเปล่า แต่หญิงสาวรุ่นพี่ก็ทำท่าจะก้มลงไปกราบเธอจริง ๆ จนเมรินต้องรีบรุดไปคว้าตัวเอแคลร์ให้ลุกขึ้นด้วยความตกใจ

            “...เมรินเข้าใจแล้วค่ะ...”

            “อืม... ช่วยดูแลพี่อาชิด้วยนะเมริน” เอแคลร์ย้ำอีกครั้งทั้งน้ำตาก่อนจะยื่นแผนที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งเธอบรรจงเขียนด้วยลายมือตนเอาไว้ให้ “ในนี้เป็นที่อยู่บ้านพี่อาชิ... มีแผนที่คร่าว ๆ กับเบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย” เธอบอก

            “ทำไมถึงเป็นแผนที่บ้าน...ล่ะคะ...”

            “...ลืมบอกไปจริง ๆ ว่าตอนนี้พี่อาชิไม่ค่อยสบายน่ะ แล้วก็มีปัญหากับคนในคณะเลยดรอปไปแล้ว... ฉันก็แค่คิดว่าสักวันมันอาจจะจำเป็นแล้วสำคัญกับเธอก็ได้...”

            รุ่นพี่สาวพูดขึ้นด้วยแววตาเอาจริง เอแคลร์มองดูเวลาซึ่งใกล้ค่ำเต็มทีจึงตัดสินใจชวนเมรินกลับไปที่มหาวิทยาลัยด้วยกัน ตลอดทางอากาศหนาวยามเย็นพัดผ่านตัวรถเบนซ์เปิดประทุนซึ่งบ่งบอกความหรูหราสมกับที่เป็นเธอ เรือนผมสีบลอนด์ประกายพลิ้วสะบัดไปมาในอากาศด้วยความเร็วที่เคลื่อนผ่านไปด้านหน้า

            เธอนึกถึงถนนเส้นนี้... นึกถึงเวลาเก่า ๆ ...นึกถึงความสุขที่กำลังกลายเป็นอดีตของตัวเอง...

            นึกถึงเรื่องราวระหว่างเธอและเขาที่ไม่ว่าใคร ๆ ต่างก็อิจฉา...

          รถยนต์สองคันวิ่งไล่แข่งกันบนถนนมอเตอร์เวย์ที่โล่งและค่อนข้างใช้ความเร็วได้มากกว่าถนนปกติภายในตัวเมืองซึ่งจริง ๆ แล้วบางครั้งมันก็ไม่ได้เป็นทางกลับบ้านของพวกเขานักหรอก...

          Mercedes-Benz เปิดประทุนสีบลอนด์ป้ายแดงพยายามปาดซ้ายขวาแซง Lamborghini สีขาวซึ่งแล่นไปด้วยความเร็วปานกลางราวจะหยอกล้อให้เล่นด้วยตามประสาวัยรุ่นในขณะที่อีกฝ่ายดูจะไม่สนใจอะไรนักเพราะรู้แก่ใจว่าคนตรงหน้าที่ขับมานั้นเป็นเด็กผู้หญิงแต่พอโดยแหย่บ่อย ๆ ก็ชักรำคาญขับหนีจนกลายเป็นการเล่นด้วยกันไปเสียทุกครั้ง

          มันเป็นกิจกรรมอันตรายที่ทั้งเธอและเขามีความสุขตามประสาวัยรุ่น...

ซึ่งพอเธอมาคิดดูดี ๆ เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเธอทำไปได้อย่างไร... เธอคิดว่าผู้ชายอย่างเขาน่าจะชอบความเร็วเหมือนคนอื่น ๆ ถึงได้ขับรถคันนั้น เธอถึงพยายามทำทุกอย่างที่จะเข้าใกล้โลกของเขาแม้กระทั่งยอมขับรถเร็วเพื่อไล่ตามและหยอกแกล้ง

ตลอดเวลา... เธอพยายามปรับตัวเองเข้าหาเขา... เพื่อให้ใครต่อใครยอมรับว่าเธอนี่แหละที่คู่ควร...

“...แคลร์ชนะนะวันนี้” เธอพูดก่อนจะปรายตามองชายหนุ่มที่เดินลงจากรถตนเพื่อเข้ามาหา

“ก็ไม่ได้ตั้งใจนี่นา... ถ้าพี่ตั้งใจนะ หึหึ” เขาหัวเราะเล็ก ๆ พร้อมเขี้ยวขาวที่แยกจนเธอรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ว่ายังไงสำหรับเธอเขาก็ดูใช่และใช่ทุก ๆ มุม

“งั้นพรุ่งนี้จะลองไหมล่ะคะ แคลร์ไม่ชอบคนขี้โม้นะ”

ตอนนั้นเขายิ้ม... มือนั้นลูบหัวเธออย่างรักใคร่จนเธอรู้สึกว่าตนพิเศษทั้งที่นัยน์ตา อาชิตะรู้สึกและกำลังนึกถึงแค่ผู้หญิงคนอื่น...

“ไม่เอาหรอกอันตรายเปล่า ๆ น่าเป็นผู้หญิงน่ะขับรถแบบนี้มันเสี่ยง... อีกอย่างพอดีวันนี้พี่ครบกำหนดได้รถที่จองเอาไว้แล้วด้วยน่ะ จริง ๆ ไม่ได้ชอบรถสปอร์ตแบบนี้เท่าไหร่ พี่เลยหยอดกระปุกซื้อเองใหม่ เป็น Fortuner สีดำน่ะ ดูแล้วรู้สึกว่าไม่แพงมากแล้วก็ดูใส่ของใส่ตุ๊กตามาเรียนได้เยอะดี”

แค่พูดแค่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของเธอก็พังทลายลง...

ผู้ชายคนนี้ยิ่งเข้าหายิ่งรู้ว่าไม่ใช่... ทั้งที่เธอก็ไม่รู้ว่าทำไม...

และทำไมที่เธอยังรักเขามาตลอดจนถึงตอนนี้...

...

แปะ...

ใต้แว่นกันแดดสีชาน้ำตาอุ่น ๆ ถูกสายลงแรงพัดหายและเหือดแห้งไปในอากาศ เอแคลร์รู้ดีแล้วว่าความรักและเทอดทูนพาเธอมาไกลถึงตอนนี้ แต่เธอก็ไม่เสียใจหากสุดท้ายวันพรุ่งนี้เธอจะต้องกลับไปเพื่ออยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง

เธอเปลี่ยนให้เขามารักเธอไม่ได้และเธอก็เชื่อว่าเขาเองก็สั่งให้เธอไปรักคนอื่นไม่ได้เหมือนกัน ...มันไม่สามารถมีใครเปลี่ยนหัวใจเปลี่ยนความคิดของใครได้ นี่คือกฎและบทลงโทษที่เท่าเทียมที่สุดของโลกใบนี้ที่ผู้หญิงเห็นแก่ตัวอย่างเธอสมควรได้รับในท้ายที่สุด...

“เมริน...เธอจะห้ามฉันไหมถ้าฉันจะขอคิดถึงเขาต่อไป...”

ทั้งที่รู้ดีว่าแพ้ แต่ทุกคนนั้นย่อมต้องการข้อลดหย่อนต่อให้จะต้องแลกมาด้วยความละอายใจก็เถอะ

“...” ร่างเล็กที่นั่งข้างยิ้มตอบเธออย่างอบอุ่น ราวกับแสงสว่างที่อ่อนโยนพัดมาจากรอยยิ้มเป็นมิตรนั้นช่วยปัดเป่าความกังวลที่เธอกลัวออกไปจนหมด... มันอบอุ่นและงดงามแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะทำตัวไม่ดีเอาไว้ก็ตาม

“...อย่าคิดมากนะคะพี่เอแคลร์ คนทุกคนมีสิทธิ์คิดถึงใครก็ได้ค่ะ เมรินบังคับอะไรใครไม่ได้หรอก... ดีซะอีกที่ยังมีคนรักอาชิตะ”

“...สมแล้วจริง ๆ ที่เขาเลือกแล้วรอเธอมาตลอด ขอโทษจริง ๆ และขอให้ผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกันนะไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคต...”

หญิงสาวรุ่นพี่ทิ้งคำพูดไว้เพียงแค่นั้นก่อนจะจอดส่งเธอบริเวณหน้าหอพัก เอแคลร์มองรุ่นน้องที่เธอได้ฝากฝังคนที่เป็นเหมือนหัวใจเอาไว้ก่อนจะตัดสินใจขับรถกลับเพียงลำพัง... อาชิตะยังคงไม่รู้เรื่องการตัดสินใจอันเด็ดขาดของเธอครั้งนี้แต่เธอก็หวังว่ามันอาจจะดีกับทั้งเธอและเขา

เธอเชื่อว่าโชคชะตานั้นจะพัดพาเขาและเธอกลับมาพบกันอีกก็เป็นได้ถ้านั่นคือความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และในตอนนั้นเธอเองก็อาจจะทำใจและดีใจได้ที่มีพี่ชายซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เธอฝ่าฟันทุก ๆ อย่างเข้ามาสู่รั้วเมฮิเมะแห่งนี้...

 

 

 

สายลมเย็นยะเยือกท่ามกลางฤดูหนาวพัดมาอีกครั้งทว่าครั้งนี้มันไม่เดียวดายอีกแล้ว แล้วครั้งนี้เธอก็เชื่อว่ามันจะพาหัวใจของเขาและเธอกลับมาพบกันอีกครั้งแล้วจะมันเชื่อมโยงกันเอาไว้ตราบนานเท่านาน

มือเล็กควานหาโทรศัพท์ซึ่งทะนุถนอมไว้อย่างดีในกระเป๋าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นิ้วเรียวสวยไล้หารายชื่อเบอร์คนโปรดด้วยความสุขก่อนที่เธอจะกำลังกดโทรออก...

“เมริน... ทำอะไรอยู่เหรอลูก แม่กำลังโทรหาหนูอยู่พอดีเลย” เสียงเรียบของวดีดังขึ้นก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาหา วันนี้ผู้เป็นแม่ที่เคยนุ่งผ้าถุงแต่งตัวเรียบง่ายของเธออยู่ในชุดกระโปรงเนื้อดีตามสมัยนิยม เรือนผมเกล้ามัดเรียบร้อยพร้อมพวงแก้มที่ประทินผิวมาราวไม่ต่างจากคุณหญิงอารดาหรือเศรษฐีในละคร

“มะ... แม่มาที่นี่ได้ยังไงคะ...”

เธอไม่อยากเชื่อเพราะมันราวเหมือนภาพฝัน วดี หรือชื่อจริงคือ เมธาวดี ยืนยิ้มให้กับเธอพร้อมกับที่มีชายแปลกหน้าสองคนเดินมาด้วยกันซึ่งเธอพอคุ้นตาสำหรับชายหนุ่มหากแต่ผู้ชายท่าทางใจดีที่อยู่ในชุดสูทนั้น...

“...”

วดีมองดูลูกสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินเข้ามากอดเมรินเบา ๆ ริมฝีปากสวยค่อย ๆ เอื้อนเอ่ยคำที่เธอไม่คิดจะได้ยินมาตลอดชีวิตว่า... “เมรินจ๊ะ... นี่คือคุณวรินทร พ่อแท้ ๆ ของเมรินจ้ะ...”

...

ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของลูกสาวนอกจากเสียงสะอื้นที่ดูสั่นเครือ... คนที่เธอไม่เคยต้องการและคิดว่าจะอยู่ได้โดยไม่มีเขา... บัดนี้คนตรงนั้นอยู่ตรงหน้าแล้วอย่างนั้นเหรอ...

แต่ในเมื่อแม่สั่งให้เรียก ในเมื่อวดีที่เลี้ยงเธอมาโดยไม่เอ่ยปากถึงเขามาตั้งนานแล้วสั่ง... คน ๆ นี้ก็น่าจะเป็น...

“...พ่อ?”

ไม่มีเสียงใดดังขึ้นนอกจากการสวมกอดครั้งแรกในรอบสิบหกปีของเมริน... ใบหน้าเล็กซุกกอดผู้ชายแปลกหน้าที่เธอจำเขาไม่ได้มาเนิ่นนาน ความโกรธทุกอย่างมลายหายไปพร้อมกับความจริงครั้งยิ่งใหญ่ที่เธอต้องปรับตัว

วรินทรหันมองเดย์ไลท์ที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ กับความประทับใจเบื้องหน้าซึ่งภายในมือก็ยังมีจดหมายของแม่ตนที่ถือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย...

ถึงแม้ทุก ๆ อย่างต่อจากนี้มีแค่เขากับแม่นภัสสร...

“ใครให้ไปยืนร้องไห้คนเดียวล่ะเดย์ไลท์... แม่กับน้องของลูกก็อยู่ตรงหน้าแล้วนะ” วดีผู้เป็นแม่บอกก่อนที่วรินทรจะพูดต่อด้วยคำถามที่แทงใจดำอีกฝ่าย “ลูกไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วเดย์ไลท์”

“...คะ ครับ...”

ไม่มีเสียงอะไรดังขึ้นอีกนอกจากพ่อ แม่ ลูกสาว และลูกชายที่สวมกอดกันก่อนที่วรินทรจะพาทั้งหมดขึ้นรถตู้เพื่อไปยังสถานที่ที่เรียกกันว่า บ้าน

ตลอดทางเดย์ไลท์ซึ่งนั่งมองน้องสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางตื่นเต้น เขายิ้มและหัวเราะทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนักด้วยรู้ดีว่าเธอน่าจะยังอยู่ในช่วงทะเลาะกับอาชิตะ

“...เรื่องเมื่อตอนนั้นต้องขอโทษด้วยนะที่เสียมารยาทน่ะ” เขาค่อย ๆ พูดด้วยรอยยิ้มเขินอายผู้เป็นพี่ชายยิ้มสดใสอีกครั้ง “พี่ฝากตัวด้วยนะ”

“เมรินก็ด้วย...ฝากตัวด้วยนะคะ”

น้องสาวยิ้มอย่างดีใจเธอปาดน้ำตาที่รินออกช้า ๆ ด้วยเป็นสุขในขณะที่รถนั้นเคลื่อนเข้าสู่บ้านสวยทรงยุโรปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนน บ้านหลังใหญ่ที่เธอแทบไม่เชื่อสายตาตนว่าที่นี่คือที่เกิด...




 

___________________________TALK WITH HIME
พละ พลิกล็อคกันไหมคะ T//T
เป็นอะไรที่อยากกรี๊ดมาก จิกหมอนตลอดเลยกับบทน้องแคลร์
แถมเจอปมใหญ่เรื่องพ่อเมรินไปอีก T_T ตอนนี้จุกมากและช็อคแบบนอนสต็อปปุ(?)
สำหรับคุณเดย์ไลท์ เพลย์บอยเพื่อนแสบของอากิระ ชื่อ 
'ภัทรดนัย พรพิพัฒน์ตระกูล'
แล้วนี่จึงเป็นสาเหตุที่เราไม่เคยแนะนำตัวละครหรือชื่อจริงเลย 555 หล่อเกินพระเอก 
เรื่องนี้จริง ๆ ถามว่าแลดูใกล้จบไหม ขอตอบว่ายังแน่นอนค่ะ
(ทนอ่านกันก่อนนะคะ ขอโทษจริง ๆ) เพราะว่ายังมีเซอร์ไพรซ์อีกหลายตอน
และอาจจะช็อกกุ(?)มากกว่านี้ >w<


แล้วต่อจากนี้จะเป็นยังไงกันต่อละเนี่ยเมื่อ
เมรินน้องสาวของเดย์ไลท์คนสนิท VS. อากิระพี่(เขย)ชายหลายเพศ(?)
... ณ จุดจุดนี้...งงอึ้งแทนอาชิตะค่ะ รายนั้นจะว่าไงดีเนี่ย(?)

ปล. ติชมได้นะคะสำหรับตอนนี้เพราะมันพลิกล็อคเกิน ;___;

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #300 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 18:58
    ตอนนี้เป็นตอนที่ทำให้คิดถึงเรื่องราวต่อไปได้หลายรูปแบบมากเลย^w^
    #300
    0
  2. #227 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 09:12
    เอดคลร์เปลี่ยนไป =[]= กลายเป็นสาวน้อยที่ตัดใจเรื่ิองพี่อาชิแล้ว
    ว่าแต่ทำไมต้องเกลียดอาชิตะขนาดนั้นด้วย(เอาข้าวราดหัว.....)
    #227
    0
  3. #222 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 14 มกราคม 2557 / 22:51
    เมรินเป็นน้องเดย์ไลท์.. // และแอแคลร์ก็ไปแล้ว... เมรินยังไม่ได้เอาคืนเลย(?) // แล้วต่อไปจะเป็นไงต่ออ่า ไรเตอร์บอกช้อคยิ่งกว่านี้ =0= // รู้สึกว่าทุกอย่างดูรวดเร็วมากเลยคะ ตั้งตัวไม่ค่อยทัน55555555555
    #222
    0