CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 47 : [[,,,Chapter 32,,,]] Failure [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 ม.ค. 57

JJ♕



32

Failure


\

            เงาของตึกสูงตระหง่านสะท้อนลงบนผิวน้ำใสของบ่อเล็ก ๆ รายล้อมด้วยสวนไม้ประดับหลากพันธุ์ที่ถูกนำมาจัดวางให้ดูเข้ากันอย่างลงตัว รอบอาณาบริเวณถูกกั้นเรียงรายด้วยไผ่อย่างร่มรื่น ซึ่งสื่อถึงเอกลักษณ์ด้านญี่ปุ่นของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และเพราะความสงบเงียบและร่มรื่นของที่แห่งนี้นั่นเอง จึงมักจะมีกลุ่มนักศึกษาคณะไอซีทีมากมายออกมานั่งจับจองม้าหินอ่อนสีขาวที่ถูกจัดวางไว้สำหรับพักผ่อนและทำงานต่าง ๆ และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาคณะนี้ไม่นิยมออกไปจากอาณาเขตของคณะจนแทบจะไม่ยอมสุงสิงกับคณะอื่นใดก็เพราะความเป็นส่วนตัวที่มีให้ใช้งานได้เฉพาะกับนักศึกษาในคณะนั่นเอง

เสียงปิดประตูรถสปอร์ตดังสร้างความสนใจให้กับเหล่านักศึกษาที่อยู่ในบริเวณนั้น ร่างสูงสง่าซึ่งเป็นที่รู้จักดีของคนในขณะขมวดคิ้วน้อย ๆ อย่างไม่พอใจที่ถูกเรียกตัวมากะทันหันหนำซ้ำยังมาเจอการจราจรวุ่นวายภายนอกพร้อมกับรถ Eco car คันน้อยที่เขารู้จักดีในฐานะน้องรหัสปาดหน้าหนีทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมาก่อนแท้ ๆ

            “...”

            จากตัวลานจอดรถเดินมาไม่ไกลก็จะถึงกับหน้าคณะซึ่งออกแบบเป็นหินอ่อนสีเทาสวยงามขนาดใหญ่ ไอเย็นเฉียบจากภายในลอดออกมาปะทะใบหน้าของผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ราวกับจะช่วยบอกให้ใจเย็นในขณะที่เขากลายเป็นเป้าสายตาของคนในขณะที่กำลังพูดคุยกันเรื่องคะแนนสอบกลางภาคที่เพิ่งจะออกมาไม่นานนัก

            “คะแนนรอบนี้ดีมากเลยแหละ”

            “ใช่ไหมล่ะเนอะ ดีกว่าเทอมที่แล้วเยอะเลย”

            “เนี่ย ไม่อยากเชื่อเลยว่าคะแนนรอบนี้จะสูงกว่าคนที่รหัส 540819x คือจริง ๆ เคยเห็นคะแนนคนนี้เทพมากเลยนะ รอบนี้ดูเหมือนขาดสอบด้วยแหละ” เสียงอีกเสียงดังขึ้นเบา ๆ ภายในกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่สามซึ่งทุกคนก็ให้ความสนใจกันอย่างมากเพราะ เจ้าของรหัสนั้นคือนักศึกชายที่ชื่อว่า อาชิตะ อาคิโมโตะ  

            “...ก็ยินดีด้วยนี่”

            เสียงเรียบไร้อารมณ์ของชายหนุ่มพูดขึ้นเบา ๆ พร้อมกับร่างสูงสง่าที่เดินเข้ามาดูกระดาษที่แปะประกาศเอาไว้ จริง ๆ แล้วเขารู้ว่าเกรดที่ออกว่าตกจนอยู่ในเกณฑ์แย่มาตั้งแต่ที่บ้านแล้ว และที่เรียกมาคุยก็เพราะเรื่องนี้เนี่ยแหละ...

            ...

            “...จาก 3.91 หล่นเหลือ 2.62 นี่มันไม่ธรรมดานะครับ คืออาจารย์ดูจากเวลาที่อาชิเข้าเรียนแล้ว อาชิกำลังมีปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่าครับ? จริง ๆ ปรึกษาอาจารย์ได้นะครับ เป็นห่วงจริง ๆ”

            ชายหนุ่มซึ่งดูวัยห่างกันไม่เท่าใดนักพูดขึ้นเบา ๆ ภายในห้องพักอาจารย์ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสองของตัวตึกคณะดูโอ่อ่า หากแต่ว่ามันก็ไม่ใช่ที่ที่นักศึกษาในวัยรุ่นที่อยากรู้อยากลองออกนอกกฎจะอยากเข้ามาที่นี่นัก

            อาชิตะพยักหน้าเบา ๆ จริง ๆ แล้วในหัวของเขาขาวโพลนไปหมดตั้งแต่วันที่แยกทางจากเมริน เจ้าตัวเคยคิดเสียด้วยซ้ำว่าถึงจะตกหรือได้เอฟอย่างไรเขาก็จะไม่ยินดียินร้ายทั้งนั้น

            หากแต่ที่นี่... อาจารย์กลับเป็นห่วงศิษย์มากนัก

            “...คือผม...”

            “เรื่องที่โดนแกล้งหรือเปล่า ก็ได้ยินรุ่นน้องคุณมาพูดเหมือน ๆ กันแหละ... มันมีอะไรกันหรือเปล่าครับถึงได้กระทบผลการเรียนขนาดนี้ จริง ๆ ผมเป็นห่วงคุณนะ เลยคิดว่าปัญหาอะไรแบบนี้มันไม่น่าจะต้องสำคัญขนาดกระทบการเรียนของคุณ... ช่วงมกรามีการแข่งเกี่ยวกับไอซีทีระดับประเทศเลยนะ ผมยังคิดอยู่ว่าจะส่งคุณไป” อาจารย์หนุ่มพูดขึ้นช้า ๆ นัยน์ตาอบอุ่นนั้นมองลูกศิษย์อย่างเป็นมิตร

“ก็ไม่ได้ทำอะไรนะครับ แต่คงไม่ถูกใจใครเอามั้ง... เอ่อ... คืออาจารย์ครับจริง ๆ เรื่องแข่งน่ะผมคง...”

“...”

“ผมคิดแล้วว่าผมอาจจะดรอปช่วงปลายเทอมน่ะครับเพราะว่าต้องไปญี่ปุ่น ส่วนเรื่องโปรเจ็คจบที่ส่งไปเมื่อเดือนที่แล้วที่เพิ่งโดนตีกลับมาแก้ก็อาจจะ...” แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากบอกใคร แต่ถ้าเรื่องมันจะต้องมาถึงขนาดนี้แล้ว...

“หมายความว่าจะ...”

“เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะครับ...”

“...”

“...” ไม่มีคำพูดใดหลุดลอดออกมาอีกนอกจากสายตาที่สบประสานกันนิ่ง อาจารย์หนุ่มเข้าใจดีในสิ่งที่ลูกศิษย์ของตนกำลังอยากจะสื่อออกมา หากแต่ว่าเขาคิดว่ามันยังเร็วเกินไปที่อาชิตะจะคิดแบบนั้น...

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ ยังไงก็อยากให้ลองดูก่อน...ปกติแล้วคุณก็ไม่ใช่คนประเภทที่ยอมถอยกับอะไรง่าย ๆ นี่นา”

“...” ชายหนุ่มเพียงแต่มองเงียบ ๆ ด้วยสายตาที่แสดงความเศร้าออกมาอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากพยักหน้าน้อย ๆ เท่านั้น ก่อนที่จะรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้น เขาจึงได้เบี่ยงหน้าไปอีกทาง

“ผมเคารพในการตัดสินใจของคุณนะ แต่ในฐานะของอาจารย์ที่ปรึกษา ผมก็อยากเห็นคุณซึ่งเป็นนักศึกษาที่ผมภาคภูมิใจ มุ่งมั่นทำงานชิ้นสุดท้ายนี้ให้ดีที่สุด...เพราะนี่คงเป็นการสอนครั้งสุดท้ายที่ผมจะมอบให้คุณได้...”

“...เข้าใจแล้วครับ ผมจะต้องเอาโปรเจ็คมาส่งให้ได้” ถึงแม้เขาจะตอบกลับไปเพียงสั้น ๆ ทว่าสีหน้าและแววตานั้นก็สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกภายในที่เปี่ยมล้นออกมาอย่างชัดเจน มือใหญ่จึงค่อย ๆ เอื้อมมาตบบ่าเขาเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ

“พยายามเข้านะ...ผมจะรอดู”

 

 

ภายในห้องพักอาจารย์การพูดคุยทุกอย่างเป็นไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด สำหรับอาชิตะแล้วเขาไม่เคยเข้าอาจารย์ด้วยเหตุว่ามีปัญหาด้านผลการเรียนมาก่อน ตลอดเวลาที่เข้าคณะนี้มาแม้จะเป็นความชอบอันดับสองรองจากการตั้งใจที่จะเข้าคณะแพทย์เขาก็มักทำได้ดีและครองอันดับดีที่สุดมาตลอด เพียงเวลาไม่นานเขาก็กลายเป็นต้นแบบของคนในขณะทั้งด้านหน้าตา บุคลิก และผลการเรียนที่ส่งผลให้เขากลายเป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด แม้หลายคนจะไม่เคยรู้ว่าเหตุผลจริง ๆ ที่เขามาอยู่ที่นี่เป็นเพราะอะไรแต่สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งทราบทุกอย่างแล้ว เขาจึงรู้ดีว่าอาชิตะเป็นนักศึกษาซึ่งน่าสงสารคนหนึ่ง

จากระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมาสามปี ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกว่าคนตรงหน้ายอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ตัวเองต่อสู้มาเพียงลำพังมาตลอดแล้วจริง ๆ ...

...

โดยที่ชายหนุ่มไม่เคยรู้เลยว่าข้างนอกห้องพักอาจารย์นั้นมีกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นมากมายที่ยืนรอเขาด้วยคำถามบางอย่าง...

“...อะไรวะแค่เกรดตกแค่นี้นายอยากดรอปเลยเหรอ...” จอร์จพูดขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของอาชิตะที่เดินออกมาจากห้องพักอาจารย์พร้อมกับใบคำร้องขอลาพักการเรียนที่กรอกเสร็จแล้วเรียบร้อย

“...”

“อาชินี่นายคิดมากไปหรือเปล่า?” หมวยเป็นคนต่อมาที่พูดขึ้น เธอรู้มาจากพวกเดย์อีกที่ว่าอาชิตะถูกอาจารย์เรียกมาคุย ซึ่งมันก็ทำให้เธอและเพื่อน ๆ รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ เพราะว่าเกรงว่าอาชิตะจะพูดเรื่องสำคัญบางอย่างกับอาจารย์...

“...”

“ถามอะไรก็ตอบบ้างสิวะ”มือใหญ่ของจอร์จออกแรงกระชากคือเสื้อคนตรงหน้าอย่างแรงด้วยโทสะ ในขณะที่เดย์กับแทนที่มองมานานตัดสินใจเดินเข้ามาแทรกกลาง

“ไอ้จอร์จใจเย็นก่อน!

“ให้เย็นยังไง! ไอ้เดย์แกก็เห็นอยู่ว่ามันกำลังยั่วฉัน...”

“...”

“นายตั้งใจจะไปจากที่นี่แล้วจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ” แทนถามขึ้นก่อนจะมองจ้องหน้าผู้ถูกถาม เขาคิดเสมอว่าทุก ๆ คนคือเพื่อนและอาชิตะไม่เคยเป็นคนที่เจ็บแค้นอะไรได้มากขนาดนี้

“...ยังไงฉันก็ต้องกลับญี่ปุ่นเดือนหน้า... จองตั๋วเครื่องบินไว้แล้วด้วย”

“เพราะอะไร? แค่ว่านายโกรธพวกเราที่เอาโครงการนายไปแล้วไม่ได้ใส่ชื่อนายใช่ไหม?” ในที่สุดความอดทนก็หมดลง หมวยกระแทกเสียงใส่ร่างสูงกว่าตรงหน้า เธอรู้แก่ใจดีว่าเธอผิดที่ตัดสินไปเองว่าเขาคงไม่ได้เรียนวิชานี้เพราะอาชิตะเอาแต่ลาป่วยมาตลอด แถมวันที่ต้องออกไปพรีเซนต์โครงการชายหนุ่มก็ดันขาดเรียนทิ้งให้เธอซึ่งไม่ชอบการออกไปนำเสนอหน้าห้องต่ออาจารย์และเพื่อนต้องอาย ซึ่งมันก็คงไม่ผิดนักที่เธอจะเอาชื่อเขาออกจากกลุ่ม

ทั้งที่ใจเธอก็รู้ดีอยู่ว่าโครงการนี้เธอได้แนวคิดมาจากอาชิตะล้วน ๆ

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องโปรเจ็คหรอกนะ”

“...แล้วมันจะเรื่องบ้าอะไร! อย่าบอกนะว่าเรื่องผู้หญิงของแกน่ะอาชิ! เรื่องแค่นั้นมันทำให้นายเป็นคนคิดโง่ ๆ ขนาดนี้ได้เลยเหรอวะอาชิ นายโตแล้วนะ” มือใหญ่ของเดย์บีบไหล่ของคนที่ดูจะตัวเล็กกว่ามาก หากเป็นทุกครั้งอาชิตะจะหัวเราะเพราะรู้สึกจั๊กจี้แต่ครั้งนี้บนเรือนหน้าที่ดูดีจนเป็นจุดเด่นของกลุ่มนั้นกลับฉายแววไม่พอใจ

            “ฉันโตพอที่จะไม่เอาเรื่องพวกนั้นมาคิดหรอกนะ! นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่ต้องเอาผู้หญิงคนนั้นมาเกี่ยวข้อง! โปรเจ็คฉันต่อให้พวกนายจะเอาไปหรือยังไงฉันก็ไม่ได้สนใจ แต่ฉันต้องไปญี่ปุ่นจริง ๆ ... พวกเราคบกันมาก็ตั้งนานนะ... ฉันเชื่อว่าพวกนายน่าจะรู้ดีว่าฉันเป็นคนยังไง!

“อาชิ!

“งั้นแน่จริงก็พูดออกมาตรง ๆ สิว่าไปทำไม! ...อย่ามาโกหกเพราะนายก็แค่อยากหนีไปเลียแผลใจเท่านั้นแหละคนอย่างนาย!” หมวยพูดขึ้นอย่างสุดกลั้น มือเล็กของเธอออกแรงผลักร่างสูงกว่าของเขากระแทกกับผนังอาคารเบา ๆ

“เรื่องของฉัน...” นัยน์ตาสีเข้มหรี่เล็กด้วยขัดใจ  “พวกนายจะคิดยังไงก็แล้วแต่แล้วกัน!  ขอตัวก่อนนะฉันมีธุระจริง ๆ”

อาชิตะตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมา ในหัวชายหนุ่มมีเพียงคำถามมากมายว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขาและเพื่อน ๆ ทำไมเขาถึงกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาพวกนั้น ทำไมทั้งที่คบกันมาเนิ่นนาน...

แล้วพวกนั้นก็ไม่เคยรับรู้เลยว่าเขาต้องแบกรับอะไรอยู่บ้าง...!

แต่อีกแง่มุมหนึ่ง เพื่อน ๆ เองก็คิดว่ามันเกิดอะไร ทั้งที่เมื่อก่อนที่อาชิตะจะเจอเมริน เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน และทั้งที่รู้ว่าเพื่อนเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงคนนั้นมันก็คงสายเกินไปที่จะกลับไปพูดอะไรกันอีก

“ถ้ามันอยากไปก็ปล่อยมันไป แต่จำเอาไว้เลยว่านอกจากพวกเราแล้วน่ะ มหาลัยนี้ไม่มีใครเขาอยากคบคนนิสัยอย่างมันหรอก ก็แค่รวยแต่อ่อนแอทำอะไรไม่ได้สักอย่าง! คนอย่างมันเป็นได้ก็แค่ตัวถ่วงเท่านั้นล่ะ!

จอร์จพูดจาลงหัวลงหางด้วยความโมโหสุดขีด นิ้วชี้อ้วนใหญ่ชี้ตามไล่หลังคนที่เดินออกไปไกลแล้วด้วยความโกรธในขณะที่เสียงนั้นดังเข้าไปถึงภายในห้องพักอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขา...

ที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าความเข้าใจอันผิดพลาดของตนนั้นกำลังนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวงที่ทั้งเขาและอาชิตะจะไม่มีวันลืมมันไปชั่วชีวิต   

 

 

บ่ายวันนั้น...

เสียงฮัมเพลงเบา ๆ ดังขึ้นภายในตึกคณะไอซีทีที่ดูเงียบสงบผิดกับทุกวัน กลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งกลุ่มใหญ่ที่ปกติแล้วหลังจากผ่านช่วงรับน้องมาแล้วจะไม่ค่อยรวมกลุ่มกันในคณะมากนักกลับดูจับกลุ่มซุบซิบกันในขณะที่กลุ่มปีสามซึ่งเรียนวิชาเดียวกับเธอซึ่งกำลังรอเรียนหน้าห้องกันเองก็ดูมีท่าทางแปลก ๆ ราวกับแบ่งเป็นสองฝ่าย

“เอาตรง ๆ พวกนายน่ะแหละผิดที่ไปทำเขาแบบนั้น เป็นฉันนะชกหน้านายหงายไปแล้วไอ้จอร์จ!” เสียงพี่ปีสี่พูดขึ้นด้วยท่าทางไม่พอใจนัก ปกติแล้วปีสีที่ยุ่งกับการฝึกงานและวิทยานิพนธ์จะไม่ค่อยเข้ามาก้าวก่ายอะไรในคณะมาก ดังนั้นปีสามจึงเป็นชั้นปีที่ดูมีอำนาจที่สุดแล้ว

“โห! พี่ครับ เห็นท่ากวนมันหรือยังเถอะ ผมพูดเลยนะที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะติดผู้หญิง เฮอะ! รักนักรักหนาขนาดเวลาเรียนมันยังไปเฝ้าเขาที่ตึก แล้วเป็นไงล่ะ ตอนนี้เห็นไปคบกับไอ้เด็กนิเทศฯ มันก็คงเฮิร์ตแหละพี่ เกรดตกแล้วดรอปไปซะเลย... เฮอะ เห็นมันพูดว่ามันจองตั๋วเครื่องบินกลับไปบ้านมันแล้วด้วย เอาตรง ๆ ผมว่ามันไปเลียแผลใจ แล้วคนแบบนี้พี่ให้พวกผมคบมันลงเหรอ!” เดย์ตอบแทนจอร์จด้วยท่าทางออกรสออกชาติ

“เออ... พี่ก็ได้ยินมาว่าไอ้นิเทศซื้อรถให้แฟนมัน พอดีแฟนพี่พักหอเดียวกัน ป้ายแดงเลยนะ” รุ่นพี่คนนั้นตอบขึ้น เขาลูบคางซึ่งมีหนวดขึ้นจาง ๆ ของตนเบา ๆ ราวกลับกำลังใช้ความคิดแล้วพูดต่อ “แต่ยังไงจอร์จก็แรงไปอ่ะ คือไอ้โปรเจ็คนั่นอาชิตะมันคิดนะ เอาของมันแล้วไม่ใส่ชื่อให้ ปล่อยมันทำคนเดียวพี่ว่าเราแรงไปอ่ะ ...ไหนจะเรื่องที่รถคันเก่ามันโดนทุบอีก บอกตรง ๆ ว่าสงสารมันนะ”

“สงสารทำไมบ้านมันรวย”

“รวยหรือไม่รวยมันไม่สำคัญหรอกน้อง ถ้าเป็นเพื่อนกันน่ะ ชีวิตในมหาวิทยาลัยมันไม่ได้ง่ายนะเดย์ ตอนนี้พวกนายอยู่ได้ก็เพราะมีเพื่อน เพราะมีอาชิมันคอยช่วย แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องไปใช้ชีวิตจริง ๆ น่ะ มันคนละเรื่องกันเลยนะ”

“ผมไม่สนน่ะครับ”

“...อืม ก็แล้วแต่นะ พี่ก็พูดเพราะอาบน้ำร้อนมาก่อนน่ะแค่ไม่อยากเห็นน้อง ๆ มาทะเลาะกัน ช่วย ๆ กันไว้ดีกว่านะ” ผู้เป็นรุ่นพี่ยิ้มบาง ๆ ตอบก่อนจะเลี่ยงเดินเข้าห้องไป ทว่า... ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นร่างเล็กที่เข้ามาใหม่ยืนมองเขานิ่งราวกับอยากจะถามบางอย่าง

“เกิดอะไรขึ้นกับพี่อาชิคะพี่นนท์...?”

“อาชิตะเกรดตกมากเพราะเรื่องโปรเจ็ค แถมเมื่อเช้าก็มีเรื่องกับเพื่อน ๆ อีก... ตะ ตอนนี้ก็เลยลาพักทั้งเทอมไปแล้ว” แม้จะไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่คนตรงหน้าก็คือน้องรหัสของอาชิตะ บางทีสถานการณ์ที่ดูเลวร้ายลงแบบนี้เธออาจจะเป็นคนผสานรอยร้าวนี้ก็เป็นได้...
 

 

 

“พี่เซนคะ! เดี๋ยวก่อนค่ะ!” เสียงใสร้องเรียกชายหนุ่มซึ่งเดินออกมาจากคณะนิเทศศาสตร์ร่างเล็กเจ้าของเรือนผมยาวสีน้ำตาลสวยพูดขึ้นก่อนจะรีบวิ่งมาหา เมรินหอบเบา ๆ ก่อนจะส่งกุญแจรถยนต์ที่ใส่กระเป๋ามาคืนให้อีกฝ่าย

“...หืม อะไรกัน เหนื่อยก็อย่าวิ่งอีกรู้ไหม?” คนตัวใหญ่หยุดหันมามองก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เซนเก็บโทรศัพท์มือถือของตนใส่ลงในกระเป๋าเป้ด้วยรอยยิ้มแล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้หญิงสาว

“แฮ่ก ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เมรินก็แค่จะเอามาคืนพี่เซน”

“หา อะไรกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เขาว่าก่อนจะลูบหัวเธอเบา ๆ “พี่น่ะตั้งใจซื้อให้เมรินนะ”

“ตะ แต่ว่าเมริน...!

“เอาไปเถอะ พี่ให้ก็คือให้สิ เอามาคืนแบบนี้พี่ก็เสียน้ำใจแย่เลย อีกอย่างพี่จะเอารถไปเก็บไว้ที่ไหนกันล่ะ เยอะแยะขนาดนี้” ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะหัวเราะเบา ๆ โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยว่ามีใครบางคนที่แอบหลบมองด้วยความเจ็บปวด

จากที่ตรงนั้นไม่ไกล อาชิตะมองคู่ชายหญิงตรงหน้าด้วยแววตาปวดร้าว อาชิตะรู้สึกอยากเข้าไปหาเธอตรงนั้น อยากกอดเหมือนอย่างเคย แต่เขากลับทำไม่ได้..

“...ทำไมเธอต้องอยู่กับมัน”

คำถามที่เอาแต่ถามตนเองนั้นดูปวดร้าวเต็มกลืน ทุกครั้งที่เขาแอบตามไปเฝ้าดูเธอห่าง ๆ เซนก็ยังคอยติดตามอยู่กับเธอแจ เธอดูยิ้ม... เธอดูมีความสุข... แม้ข้างกายเธอจะไร้เงาเขา...

ช่างแตกต่างกับเขาที่ทานข้าวทานปลาแทบไม่ได้ ทรมานกับวันทุกวันมากมายจนต้องแอบมาหา... มาเพื่อดูหน้าคนที่ทิ้งเขาไป...

แม้จะไม่รู้ว่าพูดอะไร...มันก็เจ็บเกินทน...

“รู้ข้าวหรือยังเธอว่าเมรินเลิกกับอาชิแล้วน่ะ” นักศึกษาสาวคนหนึ่งพูดขึ้นกับเพื่อนที่ยืนห่างมาไม่ไกลจากชายหนุ่มนัก นิ้วเรียวสวยชี้ไปทางสองร่างที่ยืนพูดคุยกันอยู่โดยที่ไม่ได้ทันสังเกตว่าอาชิตะยืนอยู่ไม่ห่างไปนัก

“อ้าว ทำไมล่ะเธอ! ใครผิดล่ะนี่ ต๊าย! ถ้าเลิกกับอาชิตะนี่ก็โง่สิ้นดี... เพราะต่อให้ฉันจะไม่ค่อยชอบนิสัยอาชิตะนะ แต่ก็คิดว่ายัยเมรินน่ะมากรักเกินไป มาเกาะแกะพี่เซน... คิดจะเอาอะไรอีกล่ะ” เพื่อนสาวเธอตอบ

“ใช่ สำส่อน...” เธอว่าก่อนที่ทั้งสองจะพากันหัวเราะคิกคักเบา ๆ ก่อนที่จะต้องสะดุ้งเฮือกใหญ่เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของชายหนุ่มหันมองอยู่ไม่ไกลนัก

“...อุ๊ย! ขะ ขอโทษนะคะ...ปะ ไป ๆ ๆ” กลุ่มนักศึกษาสาวที่พูดจากันออกรสรีบก้มหน้างุดหนีออกไปทันที ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองทั้งคู่

แต่ที่ตรงนั้นกลับหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า...

“พะ พี่อาชิ…!

ในฉับพลันที่เสียงแหลมนั้นร้องเรียก มือเล็กก็ควงเกาะกุมเข้าที่แขนเขาอีกครั้ง...

“...แคลร์...”

“แฮ่ก...แคลร์ตามหาซะทั่วเลยค่ะ ฮึก พี่อาชิจะดรอปจริง ๆ เหรอคะ...มะ ไม่จริงใช่ไหม? บอกแคลร์สิคะว่าไม่จริง...”

“...” ชายหนุ่มยังคงไม่ตอบอะไรกลับไป ก่อนที่จะก้มมองมือเล็กแล้วค่อย ๆ ยื่นมือของตัวเองคว้าข้อแขนของเธอออกไป

“...!”

“...ขอโทษนะ...”

แค่เพียงประโยคสั้น ๆ จากเขาก็แทบจะทำให้เธอล้มทั้งยืน แต่เอแคลร์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากมองตามแผ่นหลังอันเดียวดายนั้นไปลับสายตา ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่จริงจัง

นิ้วเรียวหยิบไอโฟนจากในกระเป๋าหรูราคาแพงใบใหม่ ที่เพิ่งได้เป็นของขวัญวันเกิดจากผู้ชายที่เธอพูดได้เต็มปากว่า รักแล้วกดโทรออกหาใครบางคน...

“ฮัลโหล...ค่ะ นี่แคลร์เองนะคะ...คือว่า...”

 

 

หลังจากซุ่มรอโอกาสอยู่นานในที่สุดเวลาที่เขารอคอยก็มาถึงเสียที อาชิตะยืนเงียบนิ่งมองกลุ่มคณะนักศึกษาชั้นเรียนเดียวกับเซนที่กรูกันออกมาจากห้องเรียนภายในตึก ในยามตะวันใกล้ตกเช่นนี้อาคารนิเทศจะเงียบเป็นพิเศษซึ่งก็พร้อมสำหรับการทวงคืน

“...” ร่างสูงซึ่งดูปราดเปรียวเดินลัดเข้ามาภายในตัวตึกที่เงียบสงบ เขารู้ดีว่าเซนน่าจะมาใช้ห้องน้ำชายแห่งนี้เพราะอยู่ใกล้กับทางที่จะไปยังลานจอดรถของตนมากที่สุด อาชิตะมองทางเดินที่ใกล้ถึงเป้าหมายที่เงียบสงบ รู้สึกแน่วแน่ว่าวันนี้กับสิ่งที่เห็นเขาจะต้องตอบแทนให้ถึงที่สุด

...อย่างที่คิดจริง ๆ เซนเดินเข้าห้องน้ำไปเห็นหลังไว ๆ ฝีเท้าของคนที่ตามมาเงียบ ๆ จึงเดินให้เบาที่สุด กำปั้นกำแน่นหนาพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน

มีเรื่องกับคนอื่นครั้งสุดท้ายที่ไม่ใช่เซนน่าจะประมาณปีหนึ่ง มันนานมากแล้วจริง ๆ สำหรับเขา...

ภายในห้องน้ำตึกนิเทศใหญ่โอ่อ่าไม่แพ้ตึกไอซีที ระหว่างอ่างล้างมือและส่วนห้องน้ำถูกกั้นไว้อย่างเป็นระเบียบ อาชิตะยิ้มร้ายนิด ๆ ในขณะที่มองคนตรงหน้ากำลังทำภารกิจบางอย่าง ฝ่ายนักล่าดูจะนิ่งเงียบใจเย็น เสียงหายใจหอบเหนื่อยจากการไล่ตามถูกสะกดให้ต่ำที่สุดเอาไว้

“...”

“...ไม่คิดว่าจะโรคจิตขนาดนี้...” เหยื่อตัวใหญ่หัวเราะเบา ๆ เซนผิวปากอารมณ์ดีในขณะที่จัดการเสื้อและกางเกงให้เรียบร้อย นัยน์ตาเข้มหรี่มองร่างตรงหน้าซึ่งเหมือนอากิระราวกับแกะ

“...”

คนตัวเล็กกว่าไม่ได้พูดอะไร อาชิตะปราดมองคนตรงหน้าอย่างเก็บอารมณ์ให้ปกติที่สุด หากแต่ความโกรธเกลียดทุกอย่างกำลังทำให้เขาควบคุมตนเองไม่ได้

ใช่... ชั่ววูบหนึ่ง อาชิตะมาที่นี่เพื่อฆ่าเซน หากแต่...

“มองหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง”

“...สนุกมากไหมกับการคาบแฟนคนอื่นไปน่ะ” อาชิตะเค้นเสียงต่ำถาม ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก คลื่นอารมณ์แปรปรวนราวสึนามิกำลังโหมพัดเข้าสู่ศัตรูของตนด้วยกำลังแรง

“พูดอะไรแบบนั้นกัน... ฉันน่ะกลับมาแล้วนะ ...มันก็ถึงเวลาที่ฉันจะมาทวงน้องเมรินของฉันคืนไปจากนาย”

“...ของนายอย่างนั้นเหรอ?” เสียงสูงแค่นหัวเราะ อาชิตะยิ้มน้อย ๆ นัยน์ตาเข้าปราดมองอีกฝ่ายเย้ยหยัน “งั้นช่วยบอกมาทีสิ... สาเหตุที่เมรินตกน้ำตอนนั้นมันเป็นเพราะไอ้หน้าไหนกัน? คนขี้ขลาดอย่างนาย... ไม่มีค่าพอที่จะได้เมรินไปหรอกนะ”

แทนที่จะกลัว... แต่คนตรงหน้ากับหัวเราะชอบใจ เซนสาวเท้าเข้ามาใกล้ก่อนจะมองหน้าราวต้องการข่มอีกฝ่ายให้รู้สึกกลัว

“แปลกดีนะ ฉันเคยเจอเหตุการณ์นี้แต่เป็นตอนที่พี่ชายของนายแพ้บาสฯ ฉันสมัย ม. ปลาย... นายน่าจะรู้ดีนะอาชิตะว่ากำลังหาเรื่องกับใคร? แล้วนายจะโดนอะไร? ...เฮอะ อย่าดีกว่าน่ากับพฤติกรรมก้าวร้าวแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับคุณหนูอย่างนายหรอก”

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง... ฉันกำลังถามไอ้เด็กผู้ชายขี้ขลาดคนนั้นที่ทำให้ยัยนั่นตกน้ำที่โบสถ์... ฉันขอเตือนนะเซน ฉันกับเมรินรักกันมากและพวกเรากำลังจะแต่งงานกัน ...ออกไปจากชีวิตเมรินได้แล้ว”

“นั่นมันคำพูดฉัน... จะบอกอะไรดี ๆ ให้เอาไหม?” เซนยิ้มน้อย ๆ ก่อนที่เขาจะมองอีกคนผ่านกระจกเงาห้องน้ำ “เรื่องทั้งหมดที่นายทะเลาะกันน่ะ มันก็มาจากตัวของนายเองโดยที่ฉันไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย... รุ่นน้องของนายที่ชื่อเอแคลร์น่ะ...”

“...!

“เป็นฉันฉันก็รับไม่ได้หรอก  คนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของน้องเมรินโดยการพาผู้หญิงคนอื่นไปน่ะ ฉันรู้มา... เกาะแขนกันแจเลยนี่นะ แล้วแบบนี้ใครเขาจะทนกัน?”

นัยน์ตาสีนิลเบิกโพลง อาชิตะกัดฟันกรอด

เขาอยากเถียง... อยากอธิบาย แต่เหมือนว่าครั้งนี้... หลักฐานมันจะรัดตัวเขามากกว่าที่คิดเอาไว้!

“...คนที่เลือกเดินออกมาจากนายเองคือน้องเมริน และถ้านายดูแลผู้หญิงที่ฉันรักไม่ได้ ฉันว่านายก็อย่ามาเกะกะเลยจะดีกว่านะ... ถ้านายรักน้องเมรินจริง ๆ”

หมัดที่กำแน่นสั่นเทาไปหมดในตอนนี้ถูกย้ายไปกระทบใบหน้าเข้มของเซนอย่างจัง ร่างสูงกว่าเซถลาไปด้วยไม่ทันตั้งตัวก่อนที่อาชิตะจะย่างสามขุมเข้าไปอย่างเร็วด้วยความเดือดดาล

เขาไม่รู้ว่าควรจะเดือดอะไรก่อนดีระหว่างเซนที่พูดมันออกมา เอแคลร์ที่เป็นคนต้นเรื่อง เมรินที่ไม่เคยบอกอะไรกับเขา หรือแม้แต่ตนเองที่โง่และปล่อยให้มันบานปลายมาถึงตอนนี้!

“โธ่เว้ย...!

น้ำเสียงสบถแสดงอาการไม่พอใจอย่างถึงที่สุด อาชิตะได้โอกาสกระชากคอเสื้อเซนมาแล้วเตรียมต่อยซ้ำ หากแต่เรี่ยวแรงที่น้อยกว่านั้นเซนผลักเขาล้มลงไปกระแทกขอบประตูห้องน้ำได้เสียก่อน

โครม!

อาชิตะกระแทกเข้ากับประตูห้องน้ำอย่างจังผิดท่ากับคนที่เดินเข้าไปหาเรื่องก่อนแท้ ๆ แรงกระแทกทำให้ร่างนั้นเสียหลักพิงสุขภัณฑ์ห้องน้ำไม่เป็นท่า

“...ธาตุแท้นายมันอันธพาลดีนะ” เซนยิ้มเย็นมอง รู้สึกเหมือนเห็นสัตว์ร้ายน่าเกลียดที่โดนปราบแต่กลับยังแยกเขี้ยวใส่อาฆาตพาลให้เขาที่กะจะเดินหนีออกไปเพราะไม่ต้องการมีเรื่องอดนึกถึงอากิระในตอนนั้นไม่ได้

เหลือเชื่อว่าพี่กับน้องนั้นเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน...

ร่างใหญ่กว่าเดินเข้ามาในห้องน้ำด้วยยิ้มร้าย เซนออกแรงผลักหัวอาชิตะชิดกับซอกหลังโถสุขภัณฑ์ซึ่งเป็นมุมที่เล็กเกินอีกคนจะขยับเขยื้อนไปไหนมาไหนได้ตามใจตน

“...นายคิดผิดที่หาเรื่องฉัน!” เขาตะคอก มือใหญ่ออกแรงกดศีรษะของอีกฝ่ายราวกับจะบีบให้เละคามือ เรือนผมสีเงินยาวสลวยที่มัดรวบไว้ด้านหลังยุ่งเหยิงตามแรงอีกฝ่ายที่ยีไม่หยุดจนในที่สุดหนังยางรัดผมที่มันไว้อย่างรวด ๆ ก็หลุดออก...

...!

เหตุการณ์ทุกอย่างชะงักนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับภาพซ้ำที่เคยเห็นมาก่อน เซนเบาแรงทีบีบลงในขณะที่อาชิตะทำได้เพียงหอบหายใจเหนื่อย กลิ่นห้องน้ำอันสกปรกตรงหน้านี้ยังขยะแขยงได้ไม่เท่ากับมือของคนบาปที่กดหัวเขา เพราะหากเป็นผลไม้มันก็คงแหลกเละไปคามือแล้ว

ทั้งจุกและเจ็บ... ทรมานและคับแค้นใจ...

ไม่ต่างกับเซนที่นึกถึงแววตานี้ของอากิระ ...อากิระที่จากเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ... อากิระที่มักปล่อยเรือนผมยาวสลวยพร้อมกับผมเส้นใหญ่นิ่มสลวยซึ่งไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้สัมผัส...

“...อะ อากิระ...”

แค่เพียงพึมพำเบา ๆ ของอีกคนที่ยืนหน้ามาใกล้ก็ทำให้หัวใจคนที่ฟังเต้นแรงถึงขีดสุด อาชิตะรู้สึกตัวเลยว่าขนแขนของตนกำลังลุกชัน ความสะอิดสะเอียดที่ไม่เคยได้รู้สึกมาก่อนมันคละคลุ้งจนแทบอาเจียนออก

เซนเห็นเขาเป็นอากิระ...!

นี่มันบัดซบชัด ๆ !!!

ชั่ววินาทีที่มือใหญ่ของเซนบีบคางของอีกฝ่ายไม่ให้ขยับนิ่ง ริมฝีปากหนาพร้อมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้ราวกับจะทำในสิ่งที่ชายหนุ่มรู้สึกอัปยศทุกครั้งที่เห็นฝาแฝดอันเป็นส่วนหนึ่งของตนมีอะไรกับเซน

พลันร่างเล็กนั้นก็คว้าถังขยะอันเหมาะมือซึ่งอยู่ด้นหลังครอบหัวคนตรงหน้าเอาไว้ทันที!

“...แกมันทุเรศที่สุด!” อาชิตะแผดเสียงกร้าวใส่คนตรงหน้า เขายอมรับว่าตนเองนั้นเลวไม่ต่างกันกับเซนมากนักแต่สาบานได้ว่าเขาไม่มีทางเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจเช่นนี้ เซนในตอนนี้คบกับเมรินแฟนของเขาแท้ ๆ แต่กลับเขาที่หน้าเหมือนอากิระเซนก็ยัง...

            นรกชัด ๆ !! ทั้งที่ตนนั้นคือฝ่ายล่าแต่คราวนี้อาชิตะกลับรู้สึกกลัวเสียเอง... ในตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรแล้วทั้งผู้หญิงที่ตนรัก ทั้งเพื่อนพ้อง ศักดิ์ศรีของคนที่เหนือกว่าในทุกด้าน หรือแม้แต่แค่น้ำหน้าที่จะมองกระจกของตนเอง!

            ...

เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองผู้ชายน่าสะอิดสะเอียนที่พยายามคลำหาทางภายในถังขยะที่สวมแน่นเข้ากับศีรษะคนนั้นอีก สติที่เตลิดกระจายของอาชิตะพาตัวเขากลับมาอยู่หน้าประตูตึกคณะนิเทศในที่สุด อากาศยามพบค่ำเย็นยะเยือกพร้อมกับหยดน้ำค้างที่หล่นลงโดนแก้มขาวที่มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเกาะพราว

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะครบยี่สิบเอ็ดปี นี่เป็นสิ่งที่เขารู้สึกขยะแขยงที่สุด... เซนฝากรอยแค้นลงในใจเขาทุกวัน และแน่นอนว่าต่อให้เมรินจะไม่รักเขาก็ตาม แต่เขาจะไม่มีวันยกเธอให้กับผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด!

“อ้าว พ่อหนุ่ม... ลุงจะปิดตึกแล้ว ไม่มีใครอยู่แล้วใช่ไหม?”

ชายวัยกลางคนที่เขาไม่คุ้นเคยร้องถามจากข้างหลัง ทำให้อาชิตะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านต้องสะดุ้งตัวโยน ก่อนจะละล่ำละลักตอบพลางพยักหน้ารัว ๆ

“คะ ครับ... มะ ไม่มีใครอยู่แล้ว”

ถึงจะฉุกคิดได้ว่ามันไม่ใช่ความจริง เพราะเขาดันตอบไปโดยไม่ทันคิด แต่ชั่ววูบหนึ่งอาชิตะก็อยากขังเซนเอาไว้ในห้องน้ำไปตลอด เพื่อกันไม่ให้ได้พบกับเมรินอีก ในขณะที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้มีพิรุธที่สุด และเดินเลี่ยงไปขึ้นรถเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนพักใหญ่ แล้วลัมโบกินีแกลลาโดสีขาวจึงเริ่มทะยานออกตัวด้วยความเร็วสูง

...เขายอมรับว่าเห็นแก่ตัวที่พูดแบบนั้นและใช้วิธีสกปรก แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องการให้คนอย่างเซนได้ออกไปเจอเมริน... เพราะแค่คิดว่าถ้าเธออาจจะต้องประสบในสิ่งเดียวกับที่เขาเพิ่งได้พบเจอมา เขาก็ทนไม่ได้จริง ๆ...

...

           

            ค่าความเร็วบนหน้าปัดบ่งบอกว่ารถยนต์คันนี้กำลังพุ่งไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วกว่าร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงทั้งที่อยู่ในเขตเมืองที่การจราจรคับคั่ง ภายในห้องโดยสารเงียบสงัดไร้เสียงใดนอกเสียจากเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกเร่งและการจราจรวุ่นวายภายนอกเท่านั้น

            ใบหน้าเรียบเฉยเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แจ้งเตือนข้อความโฆษณาไร้สาระ พลันรู้ว่าจากช่วงพลบค่ำในตอนนั้นมาบัดนี้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว อาชิตะถอนหายใจออกมาทุกครั้งเมื่อนึกถึงสัมผัสอันน่ารังเกียจของเซน...ผู้ชายที่เขารู้สึกหวาดกลัวเพราะความวิปริตนั่น

            แต่ที่น่าทรมานยิ่งกว่านั้นก็คือการที่เขาได้ทำให้ผู้หญิงที่รักที่สุดต้องเสียใจเพราะเหตุการณ์ในวันนั้น...ความเจ็บปวดจากการถูกตบด้วยกระเป๋าถือ ซึ่งเขาเคยคิดว่ามันโหดร้ายเกินไป ชายหนุ่มเพิ่งได้เข้าใจในตอนนี้ว่ามันคงเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานของเมริน

            แค่ลองนึกภาพเมรินที่พาผู้ชายคนอื่นไปด้วยกัน...

ถ้าต้องเห็นคนอื่นมาเกาะแขนเธอกระหนุงกระหนิง...เขาเองก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน...

            ...

 ‘...ฉันจะจำไว้ว่านี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าความพยายามของคนที่ฉันรักมากที่สุด...จากนี้ไปอย่ามาให้ฉันเห็นหน้านายอีกนะ ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุด...!’

เสียงของเมรินในตอนนั้นยังคงย้ำเตือนในสิ่งที่เขาได้ทำผิดพลาดลงไปกับเธอ เขาได้เรียนรู้ในตอนนี้ว่าแม้อดีตมันจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเธอจะจำได้หรือไม่ว่าเคยสัญญากับเขาเรื่องที่ทั้งสองคนจะแต่งงานกันเมื่อโตขึ้น ไม่ว่าเธอจะรู้หรือไม่ว่าเขาต่างหากที่เป็นคนช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ในตอนนั้น...

มันก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เขาได้ทำร้ายเธอมาตลอดแบบนี้...

มิหนำซ้ำ...เวลาที่เขาเหลืออยู่ที่ประเทศไทยนั้น มันก็จวนเจียนจะหมดลงไปทุกทีแล้ว...

“...ขอโทษนะ...เมริน” หยดน้ำตาแห่งความผิดบาปร่วงหล่นลงอย่างช้า ๆ อาชิตะปล่อยให้ตัวเองจมลงสู่ห้วงภวังค์แห่งความมืดมนที่ราวกับหลุมดำดูดกลืนทุกอย่างลงไป ไม่เว้นแม้แต่แสงสว่างและวันพรุ่งนี้...

กว่าจะเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง รถยนต์ที่เคลื่อนมาด้วยความเร็วสูงนั้นก็พุ่งเข้าหาเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังจะข้ามถนนอยู่ไม่ไกล นัยน์ตาสีนิลเบิกโพลงอย่างตกใจก่อนจะรีบทำทุกวิถีทางเพื่อจะหยุดรถและรีบหักพวงมาลัยหลบ

...แต่มันก็อาจจะสายเกินไปแล้ว...

 

 โครม...!!! 

 



 

 

__________________TALK WITH HIME!

อาชิต่าาาา ของไรท์ ~~~~~~~ (ลากเสียงยาวมาก)

สำหรับตอนนี้นะคะอย่างน้อยก็ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้จิตใจหลายคน
อย่างเช่น 'เซน' ที่ดูเหมือนจะเลว ทำได้ทุกอย่าง แต่ก็ยังมีมุมที่ห่วงเมรินจริง ๆ
หรืออย่าง 'อาชิตะ' ที่ดูดีและเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่ก็ยังมีด้านมืดที่น่ากลัวในจิตใจ
เพราะอย่างนั้นเพื่อน ๆ อย่าเพิ่งตัดสินคนเพียงด้านเดียวนะคะ
คนที่ดีอาจจะเลวลงเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ 
และคนที่ไม่เคยทำตัวดีก็อาจจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นก็ได้เช่นกัน
เพราะโลกใบนี้ไม่ได้สวยงามไปทุกมุมจริง ๆ มืด้านมีดก็ย่อมมีด้านสว่างค่ะ

และ... (บีบน้ำตา) ขับรถอย่าประมาทค่ะ TT






แล้ววันนี้ฮิเมะเอาแบนเนอร์อันใหม่มาแปะด้วยค่ะ
ยังไงก็ลองติชมกันได้นะคะ



ช่วงนี้อัพไวมากกก พี่เมล่อนจี้งานค่ะ TOT
ไปก่อนนะคะ T______T

(กลิ้งกลับรูไปปั่นตอนใหม่)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #299 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 17:31
    ฮืออออTT TT น่าสงสารอาชิตะ
    #299
    0
  2. #225 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 08:57
    เพื่อนๆของอาชิตะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย T T ...
    #225
    0
  3. #220 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 มกราคม 2557 / 23:27
    เด็กสาวคนนั้น... แค่คนที่ผ่านมาแล้วก้ผ่านไปใช่มั้ยคะ ?! ทำไมเพื่อนแต่ละคนขงออาชิตะถึงเป็นแบบนี้ =0= ในที่สุดอาชิตะก็รู้สักที ต้องขอบคุณเซน(?) หวังว่าเอแคลจะหลุดออกจากวงโคจรไวๆนะะ ฮาา
    #220
    0