CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 45 : [[,,,Chapter 30,,,]] Intervenor II [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 ม.ค. 57

JJ♕


30

Intervenor II



 

“สวัสดีค่ะท่านผู้ชม แหม... มีเสียงเรียกร้องกันมาอย่างล้นหลามเหลือเกินว่าขอให้ทางรายการ บางกอกกระซิบกระซาบของเราพามาเยี่ยมคอนโดหรูของน้องเซนกันค่ะ! ซึ่งนาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาจากภาพยนตร์โฆษณาครีมอาบน้ำชื่อดัง ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ ผู้ชายคนนี้ดังเป็นพลุแตกเลยค่ะ แถมเจ๊ไก่คนนี้ได้ยินข่าวฮอตมาว่าเขากำลังจะเซ็นสัญญาเป็นพระเอกภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกด้วย! ซึ่งคนดังขนาดนี้ วันนี้เราคงต้องมาสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ของซุปเปอร์สตาร์รูปหล่อคนนี้กันซะหน่อยค่ะ!” พิธีกรสาวสวย (ประเภทสอง) ซึ่งเป็นที่นิยมพูดขึ้นพร้อมกับที่ภาพในจอโทรทัศน์ฉายให้เห็นคอนโดหรูราคาแพงลิบแห่งหนึ่งภายในกรุงเทพมหานคร ตัวอาคารสูงระฟ้าถูกตกแต่งด้วยสีครีมเขียวสวยตัดกับกระจกใส เบื้องล่างเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ซึ่งทอดตัวอยู่ภายในสวนบาหลีสีเขียวชอุ่มซึ่งตัดกับสีขาวอมชมพูของดอกลีลาวดีที่บ้านสะพรั่ง

ไม่ผิดหรอกที่นี่คือคอนโนมิเนียมหรูของเซนซึ่งถูกซื้อด้วยเงินของอากิระ!

ภายในอาคารสะอาดสะอ้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์นประยุกต์เข้ากับสวนภายนอก ในขณะที่กล้องแพลนให้เห็นบริเวณรอบ ๆ ก่อนจะเรียบขึ้นไปตามลิฟท์แก้วที่ติดตั้งอยู่ทางด้านริมอาคารซึ่งเวลาขึ้นลงก็จะเห็นมุมหนึ่งของสระน้ำขนาดใหญ่ ไม่นานนักก็ถึงบริเวณชั้นสามสิบซึ่งเป็นชั้นที่ค่อนข้างมีคนอยู่กันไม่มากนัก ห้องพักในชันนี้จึงมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษซึ่งห้องพักของชายหนุ่มจะอยู่ในมุมด้านที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าก่อนห้องอื่น ๆ

“เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ก็มาถึงห้องของน้องเซนแล้วล่ะ” เธอพูดขึ้นกับกล้องที่ตามมาติด ๆ ในขณะที่ร่างสูงของชายในหนุ่มในชุดลำลองสบาย ๆ เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์เนื้อหนาเปิดประตูออกมาต้อนรับ ภายใต้กรอบแว่นสายตาสีดำเซนยังคงยิ้มให้ทุกอย่างอย่างเป็นมิตร

“สวัสดีน้องค่ะน้องเซน...”

“ครับ เซนนะครับ ภีมวัจน์ ปัญจฤทธิ์เดชาครับ” เซนว่าพลางยกมือไหว้ให้กับทั้งเจ๊ไก่และกล้อง ชายหนุ่มดูท่าทางไม่เรื่องมาก เขาดูเป็นมิตรจนทีมงานอดที่จะรู้สึกปลื้มไม่ได้

“เชิญเลยครับ ๆ ห้องรกนิดนะ” เขาพูดต่อพลางผายมือเข้ามาข้างใน แต่จากที่เจ้าตัวบอกว่ารกนั้นดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่เพราะทั้งหมดถูกเก็บจนสะอาดสะอ้านมาก อีกแม้กระทั่งพื้นไม้สีอ่อนสวยนั้นก็ยังขัดมันทำความสะอาดเสียดิบดี ถัดเข้าไปจากประตูบานใหญ่ ห้องนั่งเล่นของชายหนุ่มถูกประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างดี

“โอ้โห... ถ้าที่นี่รกแล้วที่บ้านพี่จะเรียกว่าอะไรคะเนี่ย ฮ่ะ ๆ ห้องน้องเซนนี่สวยมาก ๆ เลยนะคะ แบบนี้ต้องสารภาพกับแฟนคลับกันซะหน่อยแล้วล่ะว่าอยู่คนเดียวแน่ ๆ หรือเปล่า” พิธีการสาวว่าพลางเอาไมค์จ่อปาก เธอยิ้มทีเล่นทีจริงก่อนที่ชายหนุ่มซึ่งรู้สึกว่าถูกถามในสิ่งที่ไม่อยากตอบเท่าใดรู้สึกอึดอัด

“อ่า อยู่กับแมวครับฮ่ะๆ”

“แหม... ขี้เล่นจริงนะคะน้องเซน” เจ๊ไก่จีบปากจีบคอว่าก่อนจะค่อยลุกเดินสะบัดบั้นท้ายไปทางเจ้าเลโอที่ยืนขู่ฟ่อ ๆ ก่อนจะถือโอกาสจับเจ้าแมวยักษ์มาอุ้ม “ต๊ายตาย! น่ารักจังเลยน้องหนู... ชื่ออะไรคะเนี่ยรูปหล่อ?” เธอพูดต่อพลางจับเจ้าเลโอซึ่งคิ้วผูกปมมากอดแต่เจ้าแมวยักษ์ดูจะไม่พอใจนัก

“ฮ่ะ ๆ ชื่อน้องเลโอครับ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะค่อย ๆ ลูบหัวเจ้าแมวเปอร์เซียของตนเบา ๆ อย่างรักใคร่

“ต๊าย น่ารักจังเลย! ได้มาจากไหนคะเนี่ย ดูซิ อ้วนพลีอย่างกับลูกหมูแน่ะ”

เหมือนดังอะไรสักอย่างพุ่งเข้ามาสะกิดในใจอย่างจังทุกครั้งที่ใครถามว่าได้เจ้าเลโอมาจากไหน ภาพของอากิระวันที่ซื้อเลโอให้ก็มักจะวนเวียนเข้ามาในสมอง...

อยากได้ตัวไหนเหรอ... สก็อตทิช โฟลด์ก็น่ารักนะเซน ดูดิหูตูบด้วย เนี่ย ๆ อยากได้ตัวนี้ภาพในวันนั้น อากิระที่ยังผมสั้นมัดจุกดูทำท่างอแงทุกครั้งที่เขาหยิบเจ้าเลโอมาอุ้มภายในร้าน ดูท่าแล้วอีกฝ่ายจะเป็นพวกนิยมชมชอบของแพงเกินใช่เหตุสำหรับเขา

อืม แต่ฉันชอบไอ้เจ้าอ้วนขนยาวนี่มากกว่านี่นา ดูสิ หน้ามันชั่ว เอ้ย! ยั่วเหมือนนายดีออก!’ ชายหนุ่มว่าพลางจับเจ้าลูกแมวหน้ากลมไปเทียบกับใบหน้าอีกฝ่ายซึ่งอากิระดูจะไม่พอใจนัก

ไม่เอา... ขนยาว ๆ จะปลิวเข้าจมูกฉันแล้ว อยากได้เป็นพวกลูกเสือโคร่งอะไรแบบนั้นยังจะดีซะกว่า... คิดถึงจริง ๆ ป่านนี้จะกินอะไรหรือยังนะ...

คิดถึง... ละเมอแล้วแหละอากิระ ฉันไม่สนล่ะฉันจะเอาไอ้เจ้าอ้วนนี่ ราคาก็ไม่แพงแถมดูมันอยากไปกับฉันอีกตะหาก... ถ้านายไม่เอาก็แล้วแต่ แต่อันนี้แมวของฉัน...

...ก็ได้... งั้นนายกล้าจูบฉันตรงนี้มั้ยล่ะ! ถ้ากล้านะฉันจะยอมให้นายพามันกลับ...

...

“น้องเซนคะ?” เจ๊ไก่ถามย้ำเมื่อเห็นอีกคนเหม่อ

“คะ ครับ! อ๋อ... เจ้าเลโอนี่พอดีมีคนให้มาน่ะครับ ก็แค่ผู้ชาย...เป็นแค่เพื่อนกันน่ะครับ”

“อ๋อ... แหม ไม่เป็นไรนะคะ พี่ก็หลงคิดว่ามีสาวที่ไหนซื้อให้ซื้ออีก โล่งอกจริง ๆ ค่ะ งั้นเรามาเข้าช่วงตอบคำถามสำคัญกันเลยดีกว่าเนอะ” ร่างเล็กว่าก่อนจะแอบอ่านสคริปหนหนึ่ง “ข้อที่แฟนคลับอยากรู้กันมากที่สุดเลยว่าสเป็คของน้องเซนนี่เป็นแบบไหนคะ สำหรับวันนี้ทีมงานก็ไปเอาภาพของคนที่สนิทสุด ๆ มาให้น้องเซนตอบด้วยล่ะ”

พิธีกรสาวว่าพลางหยิบรูปของชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา ใบหน้าขาวใสได้รูปตัดกับคิ้วเข้ม นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายนั้นทำให้เซนแทบหยุดหายใจ ภายในภาพถ่ายเป็นภาพที่ทั้งสองไปเที่ยวทะเลด้วยกันเมื่อปีก่อน อากิระในสภาพเหลือแค่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวยิ้มให้กล้องถ่ายภาพพร้อมกับเซนที่อยู่ไม่ห่าง...

จะอ้างอย่างไรดีว่าภาพนี้ไม่ใช่ภาพของคนรัก!

“...อากิระ...”

เจ๊ไก่พยักหน้าอย่างมาดมั่น ในใจเธอเต้นดังตึกตักด้วยรู้สึกแปลก ๆ กับภาพตรงหน้าไม่น้อย

“...เป็นเพื่อนกันน่ะครับ คนนี้เดี๋ยวนี้ไม่ได้ติดต่อกันแล้วตั้งแต่เขาประสบอุบัติเหตุ” ร่างสูงว่าพลางหลบสายตาซึ่งคำตอบนั้นก็ดูจะเป็นที่พอใจไม่ใช่น้อย เจ๊ไก่รู้จักอากิระดีในฐานะไฮโซซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เคยได้เสนอข่าวของเขาและครอบครัว อากิระดูเงียบ ๆ และเรียบร้อยแม้จะแอบถือตัว จึงไม่ค่อยน่าปักใจเชื่อนักว่าทั้งสองจะเป็นคู่เกย์กันจริงตามข่าวที่เคยมีคนพูด

“น่ากินทั้งคู่เลยนะคะ ฮิฮิ...”

น่ากินกับผีแกสิยายป้ากระเทยแก่! อากิระมันก็แค่ไอ้โง่ที่เคยเป็นเมียฉัน!

เจ๊ไก่ไม่ได้พูดอะไรต่อก่อนจะเริ่มหารูปใบใหม่ขึ้นมา คราวนี้ดูจะเป็นรูปที่สร้างรอยยิ้มให้เขาอยู่ไม่น้อยเนื่องจากผู้หญิงในรูปคือเมริน... ผู้หญิงที่เขากำลังต้องการอย่างถึงที่สุด...

“คนนี้น้องเมรินครับ... เป็นดาวที่มหาวิทยาลัยปีนี้...” เซนแสร้งพูดขึ้นช้า ๆ เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูเศร้าลงเพื่ออะไรบางอย่าง

“เอ๋ เหรอคะ แหม แต่ดูรูปแล้วนี่โอบกันขนาดนี้นี่ยังไง ยังไงอยู่นะคะ ฮิฮิ...” เธอว่าอย่างจีบปากจีบคอ ซึ่งมันก็ดูจะเข้าทางชายหนุ่มอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“ใช่ครับ... ฮ่ะ ๆ ก็เคยคบกันอยู่ช่วงหนึ่งน่ะครับ แต่พอดีว่าผมมันจนฮ่ะ ๆ”

“เอ๋... อย่าบอกนะคะว่าหล่อขนาดนี้ยังจะถูกแย่ง โอย...อกพี่ไก่จะแตกใครมันช่างทำร้ายน้องเซนได้...”

“...อย่าไปว่าอะไรเขาเลยครับ โทษผมเถอะที่ยังไม่ดีพอสำหรับน้องเขา ถึงน้องเขาจะถูกแย่งไปแต่ผมก็ยังรักครับ ก็... ทำได้แค่แอบดูห่าง ๆ ว่าเขาจะดูแลแฟนผมดีไหม... ทำไงได้เนอะครับ สมัยนี้เงินก็เป็นปัจจัยด้วย... วอนนะครับ พี่ไก่สุดสวยแล้วก็น้อง ๆ แฟนคลับ อย่าไปทำอะไรเขาเลยนะครับ...” เซนว่าพลางแสร้งยกมือไว้มาทางกล้อง เขารู้ดีว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้ตนดูน่าสงสาร และถึงจะทำให้เมรินดูแย่ไปสักนิด แต่นี่ก็จะเป็นบันไดสู่การแย่งชิงเธอกลับมา...

อากิระยังอยู่ในความทรงจำของเขา... แต่ความทรงจำมันกินไม่ได้นี่นะ!

“ถือว่าเป็นเรื่องสุดช็อคมากเลยค่ะ... ละ แล้วน้องเซนมีอะไรอยากฝากบอกกับผู้ชายคนนั้น หรือให้กำลังใจบ้างไหมคะ...” พิธีกรสาวเกือบแท้ว่าพลางยิ้มกว้าง ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ทันสังเกตแววตาเป็นประกายของอีกฝ่าย...

“ก็คง... อยากจะฝากบอกนายนะว่าเงินน่ะมันซื้อไม่ได้หมดทุกอย่างหรอก ถ้าได้ไปแล้ว ก็อยากให้ดูแลน้องเขาดี ๆ อย่าให้เขาเสียใจ เพราะไม่งั้นแฟนเก่าอย่างฉันเนี่ยแหละจะตามไปเอาคืนเอง... นายจะทำอะไรกับฉันนายทำไป แต่จำเอาไว้ว่าอย่าทำให้ผู้หญิงที่ฉันรักร้องไห้!” เซนว่าด้วยท่าทางเอาจริงซึ่งก็ทำให้เจ๊ไก่เองอดที่จะเริ่มอยากรู้อยากเห็นไม่ได้แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ภาพในจอก็ถูกปิดลงด้วยรีโมทในมือของใครบางคน

“...ถึงจะเป็นรายการบ้าบอไร้สาระ แต่คราวนี้ก็ได้ค่าตัวมาไม่น้อยแฮะ...” น้ำเสียงทุ้มพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเอนตัวลงนอนพักบนโซฟาตัวกว้างพร้อมกับที่มือใหญ่ค่อย ๆ ไล้ไปตามขนนุ่มของแมวเปอร์เซียที่นอนหลับสนิทบนหน้าท้อง

จากเด็กหนุ่มนักเรียนทุนบ้านนอกไร้โอกาส เซนใช้รูปลักษณ์และความสามารถพาตนเองมาถึงจุดนี้ ใครจะเชื่อว่าเพียงไม่นานเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปได้ เงินในบัญชีที่เคยต้องขอหยิบยืมจากอากิระบัดนี้กลับมีทะลุหลักสามสิบล้าน แถมด้วยรถอีกสองคันซึ่งได้รับมาใหม่และมีแนวโน้มว่ามันกำลังจะเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

ทว่า... แม้จะเป็นอย่างนั้น แม้ว่าว่าเขาจะรวยมากขึ้นแค่ไหนทุก ๆ อย่างนั้นมันก็กลับน้อยมากและเป็นได้เพียงเศษเสี้ยวของอาชิตะ ที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีโอกาสจะถมทับมันได้...

ดังนั้น... ต่อให้จะต้องทำงานผิดกฎหมายอีกมากมายเท่าไหร่ ถ้าเพื่อชนะคนอย่างสองพี่น้องอาคิโมโตะแล้วเขาก็จำเป็นต้องทำ!

 

 

            “...”

            “...นะ หนู!?

            “เอ่อ คะ!!?

            ร่างเล็กที่กำลังยืนเหม่ออยู่หน้าก๊อกน้ำถึงกับสะดุ้งตัวโยนเพราะเสียงเรียก เธอค่อย ๆ หันไปมองใบหน้าของหญิงแปลกหน้าอย่างงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับออกห่างเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงต้องการจะล้างมือ

            “คือ...เซ็นเซอร์อยู่ด้านบนน่ะ ถึงจะแช่มือค้างไว้อย่างนั้น น้ำก็ไม่ไหลออกมาหรอกจ้ะ” หญิงวัยสามสิบปลาย ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งขบขัน ในขณะที่ปรายตามองเมรินด้วยแววตาเชิงดูถูก เธอเอียงไหล่ข้างซ้ายลงเล็กน้อย ทำให้กระเป๋าสะพายหรูหราราคาแพงหล่นลงมาอยู่บริเวณข้อแขนพอดี ราวกับต้องการจะข่มฐานะกับหญิงสาว เมรินทำได้แต่ยืนมองเงียบ ๆ ก่อนที่เธอจะส่ายหน้าน้อย ๆ และเดินออกไปทางประตูที่เปิดอยู่

            แต่แล้วสีหน้านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงในทันใด เมื่อเห็นร่างบางของอีกฝ่ายที่เดินสวนเข้ามา

            “...ดูเหมือนน้องเขาจะไม่สบายน่ะค่ะ”

            “อะ อ้าว! แหะ ๆ เพื่อนของหนูเอแคลร์เองเหรอจ๊ะเนี่ย อะ อุ๊ย แหม!...หน้าตาสะสวยทั้งสองคนเลยนะ เอ่อ เมื่อกี้น้าก็นึกว่าหนู...เอ่อ...เอาเป็นว่าถ้าไม่สบายก็พักผ่อนมาก ๆ นะจ๊ะ น้าขอตัวก่อนแล้วกันจ้ะ...”

            หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบมองเมรินด้วยสายตาขอโทษขอโพยและทำตัวไม่ถูก ด้วยไม่คิดเลยว่าหญิงสาวจะมีเพื่อนเป็นถึงลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านนายกรัฐมนตรีได้ ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เมรินมองตามไปแล้วลอบถอนหายใจเบา ๆ

            “...ไม่ใช่เพื่อนสักหน่อย” เอแคลร์พึมพำเบา ๆ ก่อนจะหันมามองอีกคนพลางปรับสีหน้ายิ้มสดใส “...แต่เป็นรุ่นน้อง...ใช่ไหมล่ะจ๊ะ?

            “เอ่อ ค่ะ...นั่นสินะคะ” เมรินค่อย ๆ คลายยิ้มออกมาบาง ๆ และพยักหน้าให้เอแคลร์ด้วยความรู้สึกขอบคุณ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดออกไป อีกฝ่ายก็ยิงคำถามที่ไม่คาดคิดใส่เธอต่อในทันที

            “คิดยังไงกับพี่อาชิเหรอ…?

            “เอ๊ะ!? เอ่อ...ก็...ก็รักค่ะ” หญิงสาวรุ่นน้องก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างเขินอาย แต่อย่างไรความสงสัยนั้นก็ย่อมมีมากกว่าถึงเจตนาของคนตรงหน้า

            แต่นี่ก็เป็นโอกาสของเราแล้วไม่ใช่เหรอที่จะบอกเขาไปว่า จริง ๆ แล้วเรากับอาชิตะน่ะเป็นอะไรกัน

            ...เราจะได้โล่งใจสักที...ไม่ต้องมาคิดเรื่องอะไรให้วุ่นวายอีก...

            เมรินคิดในใจก่อนจะเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ทว่า...

            “รักเหรอ...”

            “ค่ะ ตอนนี้ก็เป็นแฟนกันอยู่ด้ว...”

            “หึ...ยังพูดเรื่องแบบนั้นด้วยสีหน้ามีความสุขได้อยู่อีกเหรอ”

            “...!?” หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงกับคำพูดของอีกฝ่าย พลางคิดว่าตัวเองคงจะหูฝาดไป...

            “หึ...” เอแคลร์แค่นหัวเราะ “ถ้ารักอย่างที่ปากพูดจริงๆ คงไม่ปล่อยให้พี่อาชิต้องมาทนกับสภาพแบบนี้หรอกมั้ง”

            “...หมายความว่ายังไงคะ?”

            ความตกตะลึงนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยในแทบจะทันที คิ้วเรียวสวยได้รูปขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงด้วยความรู้สึกสับสนในสิ่งที่ตัวเองกำลังถูกกล่าวหา

            ในเวลานี้ เธอกล้าพูดได้เต็มปากว่ารักอาชิตะมากมายแค่ไหน ยอมทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้เขามีความสุขได้...แต่ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้พูดว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้อาชิตะต้องทนทุกข์กับอะไรบางอย่างล่ะ?

             “ตั้งแต่ที่ฉันแอบชอบพี่อาชิมาจนครบสามปีในวันนี้ ฉันยังไม่เคยเห็นว่าจะมีครั้งไหนที่พี่อาชิจะโดนแกล้งรุนแรงสารพัดเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย...ทั้งถูกสาดน้ำสกปรกใส่บ้าง เอาเกลือสาดไล่บ้าง ไหนจะต้องหลบออกมากินข้าวข้างนอกแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่นิสัยเรียบง่ายของพี่อาชิเลย...แต่ที่จริงแล้วเธอเองก็น่าจะรู้ดีแก่ใจไม่ใช่หรือไง ว่ามันเป็นเพราะใคร?”

            เมรินก็อึ้ง ตอบไม่ทัน เพราะไม่เคยรู้มาก่อน แคลร์เลยพูดต่อว่า

            “เมื่อวานนี้ก็อีก...รถพี่อาชิก็โดนทุบกระจก ปล่อยลม แถมยังถูกเอาสเปรย์มาพ่นด่าด้วยคำหยาบคายรุนแรงอีก...”

            “อะ อะไรนะคะ...ไม่เห็นจะรู้เรื่องนี้เลย...” เมรินพูดขึ้นเบา ๆ อย่างตกใจ เธอพยายามครุ่นคิดอย่างหนักว่าชายหนุ่มได้พูดอะไรกับเธอเรื่องนี้หรือเปล่า...แต่ต่อให้จะคิดวนไปวนมาอีกสักกี่รอบ เธอก็แน่ใจว่าเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้...และยังได้ยินจากปากผู้หญิงคนอื่นอีก...

            ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญแท้ ๆ แต่กลับเอาไปเล่าให้คนอื่นเขาฟังเนี่ยนะ

            ...ตกลงนายยังเห็นฉันเป็นแฟนของนายอยู่หรือเปล่า อาชิตะ...

            ทว่า...ท่าทางแบบนั้นของเมรินกลับยิ่งไปจุดชนวนความรู้สึกที่เก็บกดเอาไว้ของหญิงสาวตรงหน้าเข้าโดยไม่รู้ตัว เอแคลร์กำมือแน่นจนเล็บยาว ๆ นั้นจิกเข้ากับฝ่ามือจนเป็นแผล ก่อนจะตวาดใส่อย่างหมดความอดทน

            “เธอเป็นแฟนประสาอะไรกันแน่!! เคยคิดจะแคร์เขาจริง ๆ บ้างไหม!!...หรือดีแต่เรียกร้องหาความสุขกับผลประโยชน์เข้าตัวเองฝ่ายเดียวกันแน่ แบบนี้มันสมควรแล้วเหรอ!? ฉันเป็นแค่น้องรหัสยังรู้เลย แล้วเธอเป็นแฟนมีเหรอจะไม่รู้...หึ! รู้แต่ไม่ใส่ใจต่างหากล่ะสิไม่ว่า...” หญิงสาวรุ่นพี่กัดฟันกรอดแน่นอย่างเจ็บแค้นแทนผู้ชายที่ตัวเอง หลงรักมาตั้งแต่แรกพบเธอได้แต่คิดอย่างเจ็บใจว่าทำไมคนที่เธอรักถึงได้เลือกผู้หญิงแบบนี้มาเป็นแฟน...มาเป็นคนรักของเขา...

            ทำไมถึงไม่ใช่เธอ! ทั้ง ๆ ที่เธอก็พยายามเอาใจใส่ ทำดีกับเขาทุกอย่าง แม้แต่คนอื่น ๆ ยังพากันชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอคู่ควรกับเขาที่สุดแล้วแท้ ๆ...

            “ฉันก็คิดอยู่แล้วล่ะตั้งแต่เห็นเธอครั้งแรก ผู้หญิงกะโปโลแบบนี้น่ะเหรอจะมาเป็นแฟนของพี่อาชิได้”

            “...ทำไม...” เมรินพูดอะไรไม่ออก เธอก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่อีกฝ่ายก็ยังก้าวตามมาอย่างไม่ลดละด้วยท่าทีของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า

            “จะบอกให้รู้เอาไว้อย่างหนึ่งนะ อย่าคิดว่าผู้ชายคนอื่น ๆ ที่เธอเคยเจอมาจะเหมือนกับพี่อาชิ! มันไม่มีวันสวยหรูเหมือนอย่างซินเดอเรลล่าหรอก รู้หรือเปล่าว่าจริงๆ แล้วครอบครัวพี่อาชิน่ะเป็นยังไง? อย่างเธอน่ะอีกกี่ร้อยปีก็เทียบไม่ติด!

             “...”

            เอแคลร์หลับตาลงอย่างข่มอารมณ์ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่ราวกับพยายามจะจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเมรินอย่างไม่เป็นมิตรนัก

            “ถ้ายังคิดจะเกาะแกะกับพี่อาชิอีกล่ะก็ ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้อีกเป็นครั้งที่สองแน่!

            หญิงสาวสะบัดตัวหันหลังจะเดินออกไป แต่ก็ชะงักฝีเท้าและเหลียวกลับมามองอย่างนึกขึ้นได้

            “อ้อ ลืมไป...แฟนคนเก่าของเธอน่ะ ชื่ออะไรนะ...อ้อ นายเซนสินะ เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าเขาก็ดังแล้วนี่ มีการมีงานร่ำรวยเป็นนายแบบแล้ว ก็คงจะมีเงินทองให้เธอถลุงใช้ได้พอสมควรอยู่ล่ะนะ...กลับไปออเซาะบีบน้ำตากับ รังเก่า มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอ? ก็ดูเขาทุ่มเทรักเธอดีนี่? ถึงจะเคยมีข่าวว่าไปเสนอตัวให้เกย์มาแล้วก็เถอะ ฮ่า ๆๆ...แต่ว่าอย่างเธอน่ะก็คงเหมาะกับเขาที่สุดแล้วล่ะนะ เลิกทะเยอะทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวได้แล้ว เพราะความพยายามของเธอมันก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าที่บินเข้าหากองไฟนั่นแหละ!! หยุดฝันลมๆ แล้งๆ สักที!!” 

            หญิงสาวรุ่นพี่ยกมือขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกลั้น ก่อนจะกระทืบเท้าเดินออกไป เหลือไว้เพียงเมรินที่ยืนตะลึงนิ่งงันอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกไว้คนเดียว

            พร้อมกับที่น้ำตาค่อย ๆ ทะลักพรั่งพรูลงมาจากนัยน์ตากลมคู่สวยนั้นอีกครั้ง...และอีกครั้ง...


 

            “เมรินไปไหนเหรอ...” น้ำเสียงแห้งผาดถาดร่างที่เดินเข้ามาใหม่ อาชิตะซึ่งนั่งพิงเก้าอี้ออกแรงชันตัวลุกขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าหญิงสาวรุ่นน้องนั้นกลับมาแค่เพียงคนเดียว

            “อ๋อ... น้องเขาไม่ค่อยสบายน่ะค่ะก็เลยขอกลับไปก่อนแล้วน่ะค่ะ” หญิงสาวค่อย ๆ ตอบขึ้นก่อนจะยิ้มแล้วนั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่ม เอแคลร์ปรายตามองก๋วยเตี๋ยวที่สั่งเอาไว้ก่อนหน้าด้วยรอยยิ้มพร้อมกับนิ้วเรียวลากไล้ไปมาบนแก้มขาว

            “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ... ยังไงวันนี้พี่อาชิก็สัญญาว่าจะพาแคลร์มาอยู่แล้วนี่นา ถ้าขืนว่าเรายังบังคับให้น้องเขาอยู่ตอน เขาอาจจะรู้สึกแย่ก็ได้นะคะ...”

            รอยยิ้มแฝงไปด้วยความต้องการลึก ๆ ฉายบนดวงหน้าสวย ร่างเล็กค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้อีกคนมากขึ้นทว่าดูเขาจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ อาชิตะล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาต่อสายหาคนที่เขาต้องการคุยที่สุด ทั้งที่ตอนมาด้วยกันก็ดี ๆ แต่ทำไมขากลับเธอถึงกลับไปก่อนเสียได้

            ก็ทั้ง ๆ ที่ชายหนุ่มตั้งใจว่าหลงส่งเอแคลร์แล้ว เขาจะอยู่พูดเรื่องสำคัญกับเธอแท้ ๆ

            [ตู๊ด... ตู๊ด...]

            แทนที่จะได้ยินเสียงแฟนสาวที่จะรีบรับสายตามปกติ อาชิตะกลับได้ยินเสียงเพียงรอสายที่ไม่ว่ายังไงก็เหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะรับ เวลาแบบนี้มันยิ่งทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงมากกว่าเดิม อาชิตะลุกพรวดขึ้นมาด้วยลืมตัวในขณะที่เอแคลร์ทำได้เพียงเรียกสติของคนตรงหน้า

            “พี่อาชิคะ ใจเย็น ๆ สิ...”

            “ทำไมต้องเย็นเหรอ! เมรินเป็นแฟนพี่นะ! แล้วที่บอกว่าไม่สบายก็ไม่รู้ว่าเป็นมากหรือเปล่าด้วย!

            “พี่อาชิ!” หญิงสาวจับไหล่เขาเอาไว้แน่น ใบหน้าสวยรู้สึกอายเมื่อใครต่อใครต่างมองมาทางเธอและเขา ธรรมดาแล้วคุณหนูเอแคลร์อย่างเธอแค่เดินเข้ามาในร้านอาหารแบบนี้ก็อายเป็นกำลังอยู่แล้วแต่นี่อาชิตะกลับกำลังสติแตก

            “...ถ้าแคลร์จะทานก็ทานไปก่อน พี่จะออกไปหาเมริน” ไม่แม้แต่หันมามองหน้า อาชิตะพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำแสดงอาการไม่พอใจนัก จริง ๆ วันนี้แผนเขาก็ผิดมามากพอแล้ว ยิ่งพอได้ยินว่าเมรินไม่สบายแล้วรีบกลับไปก่อนโดยไม่รอเขาด้วย

            “ทำไมถึง...”

            “ก็เพราะเมรินเป็นแฟนพี่ไง” คำตอบง่าย ๆ ที่ร่างเล็กไม่เคยคิดว่าจะได้ยินถูกระเบิดออก อาชิตะตัดสินใจวางเงินที่พอสำหรับค่าก๋วยเตี๋ยวซึ่งไม่มีใครแตะต้องเอาไว้แล้วหยิบกุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาแทน

            “...”

            “ถ้าไม่ไปแคลร์ก็รออยู่ที่นี่...”

            นี่คือคำพูดคำสุดท้ายที่ร่างเล็กได้ยิน นัยน์ตาคมปราดมองคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจนัก มือเล็กจักลงบนเก่าอีกด้วยความโกรธ เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าแค่ไม่มีเด็กผู้หญิงบ้านนอกอย่างเมริน อาชิตะที่ดูสงบเงียบจะสติแตกได้มากถึงขนาดนี้

            ผู้ชายที่เธอรู้จักคนนี้... ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะทำแบบนี้กับเธอบ้าง...

            ทั้งที่รู้สึกไม่ชอบใจที่เขารักเมรินมากขนาดนั้น และถึงจะเกลียดชังเมรินอย่างรุนแรงก็เถอะ

            แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่มีวันปล่อยคนอย่างอาชิตะไปเพียงลำพังแน่นอน!

            “...รอแคลร์ด้วยสิคะพี่อาชิ!

 

            ...

            Lamborghini คันเดิมที่จอดทิ้งอยู่ในลานจอดรถถูกเข้าเกียร์ถอยออกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะแซงปาดซ้ายขวารถยนต์คันอื่นที่กำลังจะออกจากตัวห้างเหมือนกัน เสียงเร่งเครื่องยนต์แสดงความไม่พอใจดังลั่นไปทั่วราวกับประกาศไม่ให้ใครขวาง พร้อมกับเสียงบีบแตรเป็นระยะไล่รถเมล์และแท็กซี่ตรงหน้าที่ขับมาอย่างถูกกฎ

ภายในห้องโดยสารเงียบกริบ มีเพียงเสียงสบถเบา ๆ ในลำคอไม่พอใจเพียงเท่านั้น อาชิตะกวาดสายตามองรถแทบทุกคนที่เขาแซงผ่านเพื่อหวังว่ามันจะเจอคนที่เขากำลังเป็นห่วงอย่างสุดหัวใจ เขาไม่เคยต้องการให้เป็นแบบนี้เลยแม้แต่น้อยแล้วหากเป็นไปได้ เขาก็เชื่อว่าถ้าคนที่หายไปเป็นเอแคลร์ซึ่งเอาตัวรอดได้ เขาคงไม่ร้อนรนและทำอะไรที่ไม่สมกับตัวอยู่อย่างนี้

“...” นัยน์ตาคู่สวยปราดมองค่าความเร็วบนหน้าปัดแบบดิจิตอลที่ทะลุหลักร้อยกว่าไปแล้ว แน่นอนว่ารถยนต์คันนี้สามารถเร่งความเร็วได้มากกว่านี้ แต่การมาขับบนถนนใหญ่อันแสนวุ่นวายกลับเป็นเรื่องอันตรายมาก วูบหนึ่งที่เอแคลร์นึกถึงอากิระ พี่ชายฝาแฝดของเขาเองที่เกือบสังเวยชีวิตบนถนนเส้นนี้แล้วอดกลัวไม่ได้

“พะ พี่อาชิคะ... แคลร์ว่าใจเย็น ๆ ดีไหมคะ”

“ไม่ได้หรอก ...แคลร์ก็รู้เมรินเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แถมไม่สบายอีก!... พี่ไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงที่พี่รักต้องเจอเรื่องแย่ ๆ หรอก”

“... พะ พี่อาชิ”

 

ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมาอีก อาชิตะยังคงขับรถเลาะไปตามข้างทางเมื่อใกล้ถึงที่หมาย ตอนนี้ท้องฟ้าที่เคยสวยงามเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท  ความมืดและไอหนาวปกคลุมไปรอบบริเวณ... ท่ามกลางเสาไฟทางเดินหน้ามหาวิทยาลัยยามดึกเหลือเพียงร่างเล็กที่กอดตัวเองเดินร้องไห้เพียงลำพัง

 

“...เมริน...” เสียงเรียกที่เธอไม่คิดจะได้ยินดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลังพร้อมกับชายหนุ่มในสภาพโชกเหงื่อที่วิ่งมาหาก่อนจะถือวิสาสะกอดเอาไว้ราวกับไม่อยากให้ไปไหนอีก ตลอดเวลาช่วงสั้น ๆ ที่เธอหายไป เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า เขาสามารถทำทุกอย่างเพื่อให้เธอกลับคืนมา

ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็คือผู้หญิงที่เขารักเพียงคนเดียว

และไม่ว่าจะยังไง คืนนี้เขาจะต้องสารภาพทุก ๆ อย่างกับเธอ...

“...”

“ฉันเป็นห่วงเธอมากรู้ไหม ...วันหลังเธออย่ากลับมาเองก่อนนะ...เธอต้องรอฉันนะ” คำพูดของชายหนุ่มแมงด้วยความกังวลอย่าถึงที่สุด อาชิตะยังคไม่ยอมปล่อยมือจากอ้อมกอดในขณะที่เมรินทำได้เพียงยืนนิ่งค้างในภวังค์

ยิ่งเขาทำดี...เธอยิ่งห่างชั้น...

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังกล้าพอที่จะยอมรับว่าเธอจะไม่มีวันดึงเขาลงมาตกต่ำอีก ในเมื่ออาชิตะคือผู้ชายสูงศักดิ์ที่ต่อให้ไม่ว่ากี่ร้อยปีเธอก็ไม่มีวันตามทัน เธอก็จะไม่มีวันฉุดเขาลงมาต่ำอย่างที่เอแคลร์คิด...

“...ฉันอยากกลับหอ”

แค่จะพูดออกมา มันก็รู้สึกเจ็บจนทนแทบไม่ไหว มือเล็กของหญิงสาวตัดสินใจดันแผ่นอกของคนตรงหน้าออกเบา ๆ ไออุ่นที่เธอเคยสัมผัสค่อย ๆ ผละถอยออกไปทีละช้า ๆ

โดยที่เขาก็ไม่เคยรู้หรอกว่ามันคือการบอกลากันครั้งสุดท้าย...

“งั้นเดี๋ยวไปส่งนะ”

เมรินไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีกเพียงแต่พยักหน้าจำยอม หญิงสาวกลับขึ้นไปนั่งบนรถของเขาอีกครั้งในขณะที่มันถูกขับเข้าไปในบริเวณหอหญิงด้านในอย่างเงียบงัน เธอรู้ดีแก่ใจว่าอาชิตะพยายามมองและคุยกับเธอ...

แต่เขาไม่เคยได้รับรู้ว่ามันกลายเป็นเธอซะเองที่เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงเขา

ต่อให้รักกันแค่ไหน...ความห่างชั้นก็ไม่มีวันให้สองหัวใจกลับมาประสาน...

และเพื่อไม่ให้ผู้ชายคนนี้ต้องเจ็บไปกว่าเก่า... เธอจึงต้องตัดใจที่จะเดินห่างไปเอง...

...

ล้อสวยค่อย ๆ หยุดนิ่งจอดสนิทบริเวณหน้าหอในพร้อมกับที่อาชิตะถือถุงขนมลงมาอ้อมเปิดประตูรถอีกฝั่งให้ ชายหนุ่มดูมีความสุขไม่น้อยและดูเป็นคนละคนกับตอนที่เมรินไม่อยู่ เขายิ้มน้อย ๆ ให้เธอก่อนจะเดินตามไปจนถึงหน้าประตูหอ

            “วันนี้ไม่ค่อยสบายสินะ... เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ให้ฉันพาไปหาหมอก็ยังทันนะ” คนที่เดินตามมาส่งพยายามพูดขึ้นกับเมรินที่ดูนิ่งเงียบผิดไปจากทุกวัน อาชิตะพยายามยิ้มและคุยกับเธอแต่ชายหนุ่มในตอนนี้ก็รู้ดีว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเก่า...

            “เปล่าหรอก ไม่ได้เป็นอะไร เอาขนมฉันมา... ฉันต้องขึ้นไปอ่านหนังสือแล้ว” น้ำเสียงใสดูห้วนผิดทุกที เมรินดึงถุงขนมในมือร่างสูงกว่ามาถือก่อนจะเผลอสบถเสียงไม่พอใจในขณะที่ชายหนุ่มทำได้เพียงมองเธอ

            “...ฉะ ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกกับเธอ... ฉันคิดว่าเธอจะต้องดีใจถ้าเราได้ไปด้วยกัน...”

            หญิงสาวที่กำลังรู้สึกแย่ไม่ทันแม้แต่สังเกตใบหน้าซีดเซียวของคนตรงหน้า ชายหนุ่มรู้สึกหัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงมันซึ่งเขากลัววันเวลาที่จะต้องสารภาพนี้มาตลอด

            ความลับของเขา...และเรื่องราวต่อจากนี้ไปของคนทั้งสอง...

            “...หอใกล้ปิดแล้ว... ไว้พูดวันหลังได้ไหม...ฉันคงต้องรีบไป...”

            “...งะ งั้นเดี๋ยวกลับถึงบ้านฉันจะโทรหาเธอเหมือนทุกวันนะเมริน อาบน้ำแล้วก็ตั้งใจอ่านหนังสือนะสู้ ๆ” ทั้งที่รู้สึกเสียดาย... แต่ก็คงห้ามเธอไว้ไม่ได้

            “...”

            ร่างเล็กไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่จากที่แสนไกลสายตาแข็งของใครบางคนยังคงจ้องมองเขาและเธอผ่านกระจกรถยนต์หรูในขณะที่เมรินเดินคล้อยหลังเข้าไปภายในตัวหอพัก...

            “เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่อาชิ?”

            “เปล่าหรอก... ไม่มีอะไรหรอก แล้วนี่เราจอดรถเอาไว้ที่ตรงไหนล่ะ พี่จะได้ไปส่ง” น้ำเสียงเรียบในห้องโดยสารดังขึ้นเบา ๆ นัยน์ตาสีดำสนิทของคนขับไม่แม้จะชายมองร่างเล็กของรุ่นน้องร่วมคณะที่เอนกายพิงไปกับเบาะนุ่มพร้อมกับที่เธอค่อย ๆ ไล้เบา ๆ บนท่อนแขนขาวนั้นด้วยรอยยิ้ม

            “ขอบคุณสำหรับของขวัญวันนี้นะคะพี่อาชิ...ของแคลร์...” เธอยิ้มใสซื่อเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะ สำหรับอาชิตะที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคนแล้วเขาไม่ได้คิดอะไรมากหรอก อีกอย่างหนึ่งทั้งสองก็เคยเป็นนักเรียนนอกดังนั้นมันจึงดูไม่แปลกเท่าใด แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรเพราะอย่างไร

            ผู้หญิงที่เขาตั้งใจสารภาพทุก ๆ อย่างและพากลับไปก็มีแค่เมรินคนเดียว...

            ถ้าวันนี้ไม่มีเอแคลร์... บางทีเขาและเธออาจจะกอดกันร้องไห้กับสิ่งที่ถูกโชคชะตากลั่นแกล้งอยู่ที่ใดสักที่ก็เป็นได้

            แต่จากตอนที่เขายอมขับรถออกไป... รถยนต์ป้ายแดงของใครบางคนก็ขับสวนเข้ามาที่บริเวณหอพัก... โดยที่เขาและเอแคลร์ไม่ทันได้สังเกต! 




 

            เที่ยงคืน... บ้านอาคิโมโตะ...

             [หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ...]

            เสียงบริการอัตโนมัติยังคงดังเล่นซ้ำ ๆ ภายในห้องนอนชั้นบนของคฤหาสน์อาคิโมโตะที่ถูกความเงียบสงัดเข้าครอบครอง ในความมืดเจ้าของเรือนผมยาวที่ถูกปล่อยสยายในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยยังคงกัดฟันกรอดไม่พอใจ

            “ทำไมถึงไม่ยอมรับสายนะ... นี่ฉันโทรหาเธอเป็นชั่วโมงแล้วนะ...”

            อาชิตะยังคงเดินวนไปมาด้วยความไม่สบายใจเพราะหากเป็นทุกที เมรินคงจะต้องรีบติดต่อกลับมาแล้วแท้ ๆ เป็นร้อย ๆ สายที่เขาพยายามติดต่อเธอเพื่อพูดเรื่องสำคัญ ทว่าเธอกลับ...

            “...ทำไมกันล่ะเมริน!”  

            ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างไม่พอใจพร้อมกับที่ในมือก็ยังกำโทรศัพท์เอาไว้ด้วยความโกรธแน่น นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนและเป็นมิตรบัดนี้กลับฉายแววความโกรธที่พร้อมทำลายทุกสิ่ง ชายหนุ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่เมรินทำกับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็รักและปฏิบัติกับเธอเป็นอย่างดีแต่จู่ ๆ เธอก็กลับเปลี่ยนท่าทีไป จากที่โทรหาแล้วรีบรับสายก็กลายเป็นไม่ยอมรับอะไร สุดท้ายก็ปิดเครื่องหนี

            ฉันรักนายมากกว่าพี่เซน... มากกว่าใครทั้งหมด... เพราะงั้นนายต้องไม่ร้องไห้สิ... นายต้องอยู่กับฉัน... ฉันไม่ได้รังเกียจนาย... แค่อยากให้ถึงเวลา เวลาที่เราจะพร้อมจริง ๆ พอถึงตอนนั้น...

            ภาพหญิงสาวที่คอยกอดเขาเขาเอาไว้ในวันนั้นยังคงเข้ามาหลอกหลอนในความทรงจำ รอยยิ้มสวยของเมรินในคืนนั้นที่อยุธยา คืนสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับเธอ... อาชิตะเชื่อมาตลอดว่าเธอเองก็คิดอยากจะแต่งงานกับเขา เมรินจะดูแลเขาและทดแทนวันเวลาที่หายไปทั้งหมดของเขาและเธอ

            เขารักเธอมากกว่าอะไรทั้งหมดและยอมให้เรื่องทุกอย่างบานปลายมาจนถึงขนาดนี้... ทุกวันเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันในทุกวันนี้เธอไม่เคยรู้เวลาว่าเขาต้องจ่ายอะไรไปเพื่อแลกกับมัน

            เหตุการณ์ในวันนี้... มันกำลังฟ้องว่าเธอทรยศเขาอย่างนั้นเหรอ...

            ทั้งหนีกลับมาก่อน... ทั้งไม่ยอมรับสาย...

            “แกมันโง่เองสินะ... อาชิตะ...”

            ชายหนุ่มได้เพียงพร่ำบอกตัวเองเบา ๆ ในขณะที่สายตาตัดพ้อยังคงจ้องมองคนในภาพหน้าจอโทรศัพท์ตนเองอย่างเจ็บปวดเมื่อความรักในหัวใจเริ่มถูกหลอมละลายเพราะความเฉยชา

            “...เมริน... เธอรักฉันใช่ไหม... เธอก็รู้ใช่ไหม... ว่าฉันคือคนที่ยอมตายเพื่อเธอในตอนนั้น... ฉันกลับมาก็แค่เพื่อเธอ... แล้วแบบนี้... เธอจะทิ้งฉันจริง ๆ เหรอ... เมริน... เธอไม่รักฉันแล้วจริง ๆ เหรอ...”

            “...”

            ก็คงเป็นแค่คำถามที่ไร้คำตอบ ภายในจอโทรศัพท์รุ่นแพง เมรินยังคงยิ้มสดใสให้เขาทุกวันทั้งที่ความเป็นจริง เธอหลงเหลือเอาไว้ให้เขาแค่ท่าทีเฉยชาเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไรจู่ ๆ บนจอโทรศัพท์ที่แสดงรูปเมรินค้างเอาไว้ก็แจ้งเตือนข้อความ...

            ข้อความใหม่จากคนที่เขาไม่คิดอยากจะคุยด้วย...

            “เซน...?”

            ภาพเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยม่านน้ำตา นิ้วเรียวยาวสวยสั่นเทาด้วยความสับสน อาชิตะรู้ดีว่าเจ้าของข้อความนี้คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการมาหาเรื่องเขาหรอก แต่ว่า... ไอ้การมาหาเรื่องตอนที่เขาอ่อนแอแบบนี้มันจะถูกเวลาไปไหม?

            ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นรูปหญิงสาวแสนคุ้นเคยหลับสนิทภายในรถคันหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นของเซน หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ทั้งที่เสื้อผ้าหรือทรงผมก็ยังเป็นชุดเดิมไม่มีเปลี่ยนจากตอนแยกกัน เวลาในภาพฟ้องว่ามันหลังจากที่เขาแยกออกมาแล้ว และมันก็อยู่ในช่วงที่เธอปิดเครื่องหนีเขาอีกต่างหาก ดูท่าแล้วเธอจะมีความสุขมากเสียเหลือเกินจนไม่รู้ว่าเธอกำลังทำใครจะเป็นจะตายอยู่ตรงนี้...

            [ไง... ป่านนี้คงดิ้นทุรนทุรายจะเป็นจะตายแล้วสินะ...]

            เสียงเรียกเข้าดังขึ้นแทบจะทันทีที่เขากดรับ แววตาชายหนุ่มเดือดดาลพร้อมกับลุกพรวดขึ้นาจากที่นอนด้วยโทสะ ฟันขาวกัดกันเสียงดังกรอดด้วยอาการไม่พอใจพร้อมกับรับสาย

            “แก... ไอ้ชาติชั่วเซน! มึงอยู่ที่ไหน! มึงอย่าทำอะไรเมียกูนะ!

            [หึ... ปากยังดีอยู่นี่นา เป็นไงล่ะพอเห็นรูปน้องเมรินสุดที่รักของฉัน]

            “สุดที่รักมึงเหรอ! นั่นมันผู้หญิงของกู... มึงคิดจะทำอะไรเมริน!

            [นั่นสินะ... ฉันก็แค่ชวนเขาออกมาเดินเล่นเท่านั้นล่ะ มานั่งรถชมวิวชมแสงสี... นายมีปัญหาอะไรเหรอ?]

            “ไอ้... ไม่รู้หรอกนะว่าจะเล่นตลกอะไร แต่กูบอกมึงไว้เลยว่าอย่าแตะต้องเมียกู!” ดวงตาสีนิลเบิกโพลงด้วยความโกรธ อาชิตะตะคอกใส่โทรศัพท์เสียงดังด้วยโทสะพร้อมกับเสียงกัดฟันกรอดไม่พอใจ สำหรับเขาแล้ว เซนคือคนแรกที่ทำให้เขาพ่นคำหยาบได้มากขนาดนี้

            [...]

            “อย่ามาทำเป็นเงียบยั่วโมโห บอกมาว่ามึงอยู่ที่ไหน!

            [...ฉันแยกกับน้องเมรินเมื่อกี้ ทำไมล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกนะพอคนอย่างฉันดูแลน้องเมรินได้ดีกว่าไอ้คุณหนูอย่างแก ฉันเอาน้องเขาไปส่งที่หอแล้วเมื่อกี้นี้]

            “ไม่ต้องมาทำพูดดีหรอก... ถ้ามึงกล้ายุ่งกับเมียกูอีกทีละก็ ครั้งหน้าที่กูเจอมึง... ศพไม่สวยแน่ไอ้เซน หัดจำใส่กะลาหัวโง่ ๆ มึงไว้ว่ากูเป็นใคร!” อาชิตะเค้นเสียงผ่านไรฟันด้วยความโกรธ ลมหายใจหอบร้อนด้วยโทสะในขณะที่เสียงอาละวาดของคุณชายน้อยของบ้านทำเอาเหล่าลูกน้องและสาวใช้วิ่งมาออกันหน้าห้องด้วยความตระหนก

            [หมดคราบคุณหนูสุภาพบุรุษแล้วล่ะสิ เอาเถอะ ฉันน่ะไม่ได้ทำอะไรน้องเมรินทั้งนั้น แล้วก็อยากจะบอกอะไรเอาไว้หน่อยนะ... ไอ้คำว่า เมียน่ะ ฟังดูไม่รื่นหูเท่าไหร่ว่ะ คนที่รักน้องเมรินจริง ๆ น่ะ เขาจะไม่พูดอะไรที่มันไม่ให้เกรียติน้องเขาแบบนั้นหรอกจริงไหม? ...ใช่ไหมล่ะ หืม? ไอ้ขี้แพ้อาชิตะ]

            “...”

            [งั้นฉันไปดีกว่า ก็ไม่ได้อยากรังแกคนป่วยนักหรอก... อย่าเครียดนักล่ะ เดี๋ยวจะอายุสั้นตามพี่ชายเอา...] คำพูดทิ้งท้ายนั้นดูจะเป็นห่วงเป็นใย ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับดูเย้ยหยันกันอย่างเห็นได้ชัด

            “คนที่ตายมันจะต้องเป็นแก! ไม่ใช่ฉัน!

            อาชิตะแผดเสียงอย่างไม่พอใจ ทว่ามันก็คงไม่สามารถส่งไปถึงเซนที่ชิงวางสายหนีไปเสียก่อน เมื่อไม่ได้ดั่งใจที่หวัง สุดท้ายเขาจึงขว้างโทรศัพท์ตนทิ้งอย่างไม่ใยดีในขณะที่พวกคนรับใช้นอกห้องเองก็รู้ดีว่าคุณหนูที่แสนดีกำลังหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด

            หากแต่ขืนปล่อยไว้ก็คง...

            “คะ คุณหนูคะ...”

            “ออกไปก่อน...”

            “ตะ แต่ว่า พะ พวกเราเป็นห่วงคุณหนูนะคะ !” แม่ครัวสาวเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงขณะที่ใจหนึ่งก็นึกกลัวโดนออกมาเอ็ดเอา แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อตอนนี้ทั้งอาสึชิและอารดาที่น่าจะคุมสถานการณ์ได้ก็ดันมีธุระอยู่ด้านนอก และอากิระที่ดูจะโตกว่าก็ดันเป็นพวกผีเข้าผีออกไม่แพ้กัน...

            เสียงข้าวของถูกพังยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าแต่ละเสียงที่ได้ยินนั้นก็พอจะเดา ๆ ได้ว่ามันคงเป็นโคมไฟและเครื่องแก้วที่อาจจะเป็นอันตรายได้ทั้งนั้น...

            “เอะอะอะไรกัน...”

            ราวกับเสียงสวรรค์ของเหล่าบรรดาญี่ปุ่นบ้างไทยบ้างหน้าห้องเมื่อจู่ ๆ เจ้าของเสียงไม่แยแสโลกกลับดังขึ้น และมันเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก

            “คะ คุณหนูอากิระ”

            เจ้าของร่างสูงสง่าในชุดยูกาตะสีขาวสะอาดยกมือข้างหนึ่งเกาศีรษะที่ดูยุ่งเหยิงเนื่องจากเพิ่งตื่นปิดปากหวาดวอด ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เหล่ากลุ่มโดยที่ไม่ออกปากถามอะไร

            “คุณหนูอาชิตะคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ครับแล้วก็ด่าทอกันเสียงดังมาก ถะ แถมตอนกลับมาก็เดินก้มหน้าไม่พูดไม่จากับใครเลยครับ”

            ไม่ต้องให้ถามก็มีคนตอบให้... อากิระถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหมายจะเปิดประตู

            “คุณหนูครับ ประตูมันเปิดได้เหรอครับ?”

            “...พวกแกนี่ก็ปัญญาอ่อน... อาชิตะมันเคยล็อคประตูด้วยหรือยังไง?”

            แค่คำพูดเดียวก็พาเหล่าคนรับใช้ถึงกับเงียบได้ ดูท่าแล้วคราวนี้อาชิตะกำลังจะมีคู่ชกที่เหมาะเสียแล้วล่ะ... แล้วอย่างนี้ใครจะกล้าห้ามสองมังกรหนุ่มฝาแฝดกันล่ะ

            ทันที่เข้าไป นิ้วเรียวของอากิระถือวิสาสะเปิดไฟให้ห้องที่มืดสนิทซึ่งมีร่างของผู้เป็นน้องชายยืนนิ่งท่ามกลางซากเศษของใช้ที่หักพังเพราะไฟโกรธซึ่งดูท่าแล้วคงไม่ใช่ระดับธรรมดา

            กี่ปีแล้วนะที่ไม่เคยเห็นตอนมันโกรธแล้วทำลายข้าวของได้ขนาดนี้...

            “...เข้ามาทำไม?

            คำถามนั้นดูจะดักคอคนเป็นพี่ชายอย่างเขา อากิระชะงักไปเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาจากน้องชายแท้ ๆ แล้วค่อยแสร้งกลบเกลื่อนความแปลกใจนี้เอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง

            “ฉันว่านายใจเย็น ๆ ก่อนดีกว่า... ขึ้นขนาดนี้... เป็นอะไร?”

            “ไม่เกี่ยวกับนายซะหน่อยนี่?”

            “นายก็รู้ว่าฉันเป็นพี่ชายนาย” ผู้เป็นพี่ยังคงพยายามระงับอารมณ์เอาไว้ลึก ๆ อากิระระบายยิ้มเบา ๆ หวังให้คนที่หันมองด้วยหาตานั้นใจเย็น ๆ ต่อให้จะหงุดหงิดและร้ายแค่ไหนแต่กลับน้องชายแท้ ๆ อย่างอาชิตะแล้ว...

            “พี่ชายก็อยู่ส่วนพี่ชาย...”

            ร่างเล็กกว่าเค้นเสียงผ่านไรฟันด้วยท่าทียั่วโมโห แววตาอ่อนโยนมองผู้เป็นพี่อย่างแข็งกร้าวทำนองว่า ไสหัวออกไป นี่มันไม่ใช่เรื่องของแกซึ่งก็ดูจะทำให้คนเป็นพี่เดือดดาลไม่น้อย

            “เฮ้! มองหน้าฉันแบบนั้นหมายความว่าไง?”

            “ก็รู้ดีแล้วทำไมต้องให้พูดซ้ำ ?”  แฝดน้องถามขึ้นด้วยเสียงกวนบาทาจนอากิระที่เก็บกดนั้นเดือดจนปรอทแตก ผู้เป็นพี่พยายามระงับอารมณ์เอาไว้ก่อนจะเดินไปใกล้อีกคน จริง ๆ แล้วเขารักและเป็นห่วงน้องชายมากถึงได้เอาคอเข้ามาขวาง แต่ไม่คิดว่าการตอบรับจากผู้เป็นน้องจะออกมาแบบนี้

            “...!

            “ออกไปซะ อย่าให้ต้องใช้คำว่า เสือก

            หมับ !!!

            คอเสื้อชุดนักศึกษาของร่างเล็กกว่าถูกกระชากไปด้วยกำลังเร็ว อากิระในสภาพเดือดจัดตอนนี้กำลังยั้งแรงไม่ถูก ผู้เป็นพี่มองหน้าน้องชายอีกครั้งด้วยปรอดที่แตก ลมหายใจร้อนของสองมังกรหนุ่มต่างรินรดกันด้วยความใกล้ชัดและดูท่าจะไม่มีใครยอมใคร

            “เป็นบ้าอะไรมาฉันไม่รู้ ! แต่มันเกินไปไหมวะที่ต้องมากัดกับคอกเดียวกันน่ะ !

            “แล้วยังไง ? มันใช่ปัญหาที่แกต้องทุกข์ร้อนเหรอ ?”

            “แล้วถ้าแกเป็นอะไรไปใครมันเสียใจวะ !” อากิระตะคอกใส่ร่างเล็กกว่าด้วยเหลืออด มือใหญ่กำหมัดแน่นพร้อมต่อยใบหน้าละอ่อนที่ยิ้มยั่วหากเขาพ่นคำพูดอะไรที่มันจะกวนบาทาไปมากกว่านี้เช่นเดียวกับแฝดน้องที่กำหมัดแน่นแถมดึงคอเสื้อฮากามะผู้เป็นพี่

            วินาทีไม่มีใครยอมใคร... แล้วก็คงไม่มีหน้าไหนกล้าเข้ามาห้าม

            “ปัญหาเรื่องแย่งตัวเมียใช่ไหมที่มันทำให้แกเป็นแบบนี้! หัดมีสติแล้วคิดถึงตัวเองซะบ้าง!

            “...”

            “ฉันไม่รู้หรอกว่าแกไปทะเลาะกับใคร แต่เหนือสิ่งอื่นน่ะมันก็คือตัวแกเอง ถ้าแกเป็นอะไรไปแกคิดว่าเรื่องมันจะจบง่าย ๆ อย่างงั้นเหรอ ? สมควรแล้วรึไงที่จะเอาชีวิตมาทิ้งกะแค่ปัญหาผู้หญิง! โกรธแล้วอยากจะฆ่าทุกคนงั้นเหรอ! ปัญญาอ่อนว่ะ สมควรแล้วล่ะถ้าตัวเมียมันจะไม่เลือกแก เพราะแกมันสิ้นคิดอย่างนี้ไง!

            “แล้วทีแกล่ะ ? แกโกรธแล้วแกก็อยากฆ่า กี่คนแล้วล่ะที่แกตามรังควาน... เราก็สมกันดีแล้วไม่ใช่เหรอ พี่มันก็ชั่ว! น้องมันจะเลวก็ไม่เห็นแปลก! เราสองพี่น้อง... มันก็สารเลวพอกะ...”

            โครม!

            ใบหน้าเล็กกว่าหันไปตามแรงหมัดหนักหน่วง หยดเลือดสีจางหลั่งไหลออกมาจากริมฝีปากซีดจางที่ถูกชกอย่างเต็มแรงด้วยความโกรธ อากิระชะงักเงียบด้วยความตกใจ เขาก็ไม่คิดว่าการมาปลอบน้องชายที่กำลังเสียใจสุดท้ายจะกลายเป็นทำร้ายเสียเอง

            “อะ อาชิตะ... คะ คือพี่...”

            “...” ใบหน้าเปื้อนเลือดสีจางตอบช้า ๆ มือเล็กกว่าที่กำลังกระชากคอเสื้อไม่ลดละค่อย ๆ ปล่อยออกช้า ๆ อาชิตะเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนใบหน้าอย่างช้า ๆ ในขณะที่แฝดผู้พี่ทำได้เพียงประคองเขานั่งลงกับเตียงนอนด้วยความสำนึกผิด

            “ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ... จะ เจ็บหรือเปล่า... นายใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวฉันจะเอาสำลีมาให้”

            “...ไม่เป็นไรหรอก... นะ นายออกไปก่อนนะอากิระ...”

            “...ทะ ทำไม...”

            คนบนเตียงหลุบตาลงต่ำก่อนจะค่อย ๆ ตอบ ตอนนี้อาชิตะอารมณ์เย็นลงจนดูเหมือนคน ๆ เดิมที่ใครต่างก็บอกว่าแสนดี ทว่าภายใต้ใบหน้าเรียบนั้นความรู้สึกโกรธและเสียใจมันไม่ได้หายไปหรอก...

            เพียงแต่ศึกครั้งนี้... แฝดผู้พี่เป็นคนชนะ...

            “พี่พูดถูก... ไม่มีใครรักเราเท่าพวกเราเอง... ไม่มีทางที่ฉันจะชนะเขาถ้าฉันไม่สามารถชนะตัวเอง” ชายหนุ่มยิ้มออกมาบาง ๆ ในขณะที่อากิระค่อย ๆ นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าด้วยรอยยิ้มจาง ๆ นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ หยิบสำลีเนื้อดีเช็ดไล้รอยเลือดนั้นด้วยความรัก ผู้เป็นพี่ที่เดินทางผิดอย่างเขานั้นอาจจะดูน่าเกลียดในสายตาใคร ๆ แต่สำหรับอาชิตะที่เป็นน้องชายคลานตามกันมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะปล่อยให้อีกคนเสียใจเพียงลำพังได้

            สายใยของพี่น้องฝาแฝดเป็นสิ่งที่คนนอกต่างไม่เข้าใจ แต่ทุกความเจ็บปวดของน้องชาย ผู้เป็นพี่นั้นรับรู้ได้ทุก ๆ อย่าง...

            “ดีแล้วล่ะนะ...ต้องอย่างนี้แหละ น้องของพี่...”

            “...อื้อ... บะ เบา ๆ เจ็บ...” ร่างเล็กพูดขึ้นอย่างคลายกังวลก่อนจะค่อย ๆ เอามือแตะแผลแตกนั้นด้วยรอยยิ้มจาง ๆ พร้อมเสียงหอบเบา ๆ “นายหมัดหนักเหมือนเคยเลยนะ...”

            “ฮ่ะ ๆ ถ้าฉันคิดจะทำจริง ๆ ล่ะก็นะ... อย่างนายอาจจะเรียกว่ายังน้อยไปก็ได้...” อากิระตอบพลางยิ้มบาง ๆ แล้วทิ้งเศษสำลีเปื้อนเลือดนั้นลงถังขยะแล้วเอื้อมมือหยิบขวดยาที่ตกแตกกระจายอยู่กลางพื้นห้องมาให้

            “กินยาแล้วนอนซะ...” ร่างสูงกว่าบอกด้วยรอยยิ้มแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนมองร่างเล็กกว่าที่ค่อย ๆ กลืนยาบางอย่างลงไปอย่างชินชา ใบหน้าซีดเซียวค่อย ๆ มองผู้เป็นพี่แล้วตัดพ้อ

            “นายไม่น่าชนะมัน... นายทิ้งฉันมีปัญหาอยู่คนเดียว”

            “พูดอะไรอย่างนั้น ฉันแข็งแรงกว่า หน้าตาดีกว่า ฉลาดกว่าก็เพื่อปกป้องน้องน้อยอย่างนายไง เด็กโง่...” อากิระยิ้มออกมาบาง ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ห่มผ้าให้น้องชายฝาแฝดที่นอนพิงหัวเตียงด้วยอาการเหนื่อยอ่อน

            “ไม่ได้โง่นะ...”

            “อื้อ... ไม่ได้โง่ก็ไม่ได้โง่ ฉันจะไปนอนต่อแล้วนะอาชิตะ”

            “อ่าฮะ...” ผู้เป็นน้องยิ้มบาง ๆ ในขณะที่อากิระนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง ใบหน้าเรียบยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะมองดูคนตัวเล็กกว่าแล้วแสร้งเลียริมฝีปาก

            “แต่ก่อนไป ไหน... ขอกอดที!” ผู้เป็นพี่กระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียงของคนตัวเล็กกว่าแล้วกอดอาชิตะที่ไม่ทันตั้งตัวเอาไว้เนิ่นนาน ผู้เป็นพี่ยิ้มกว้างในขณะที่ยังไม่ยอมปล่อยคนตัวเล็กกว่า ซึ่งแม้ทั้งสองจะเป็นฝาแฝดร่วมไข่ใบเดียวกันที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการแต่เพราะสุขภาพที่ดูจะอ่อนแอกว่าจึงไม่แปลกเลยที่เขาจะดูตัวผอมไปเมื่อเทียบกับพี่ชายฝาแฝดซึ่งรักษาหุ่นเป็นชีวิตจิตใจ

            “บะ เบา ๆ ...แน่นไปหมดแล้ว...”

            ผู้เป็นน้องแกล้งบ่นอุบหน้างอในขณะที่อากิระยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเบา ๆ “ฉันรู้นายแกล้งโกหก...”

            “ฮ่ะ ๆ ...เกลียดจริง ๆ ไอ้พวกรู้ทัน... ก็นายเป็นเกย์นี่นา ใครจะไปอยากให้กอดล่ะ เห็นแบบนี้ฉันก็กลัวนายลวนลามฉันนะ”

            อากิระชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากการหายไปไม่ยอมติดต่อของเซน อากิระก็ไม่เคยได้ทำอย่างที่ เกย์ควรจะทำกับคนรักเลยแม้แต่น้อย

            ความรู้สึกที่รู้สึกต้องการลึก ๆ นั้นกลับหายไป... ทั้งที่อาชิตะเองก็ผู้ชาย... ยิ่งอ่อนแอแบบนี้... แค่คิดจะกินมันก็ง่ายนิดเดียว

เวลาที่กอดนายมันก็รู้สึกแค่อบอุ่น... รู้สึกแค่อยากให้นายอยู่กับฉันไปนาน ๆ ...แต่ว่าเวลาที่ฉันกอดแล้วรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นแรงจริง ๆ ตอนนั้นน่ะฉันกอด...

            “เอาเถอะ... ก็ไม่รู้สิ... นายนอนพักเหอะ ฉันไปนะ... เป็นอะไรก็เรียกฉันล่ะ ถ้าไอ้หน้าไหนมันกล้าโทรมายั่วนายอีก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ผู้เป็นพี่แยกเขี้ยวขาวทิ้งท้ายก่อนจะเดินสะบัดก้นออกไปแต่โดยดีโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูแต่ไม่ยอมล็อคให้

            นายจะให้ฉันบอกจริง ๆ เหรอ... ว่าไอ้ชาติชั่วที่มันโทรมาหาฉันเป็นใคร...

          ถ้ารู้แล้ว นายจะไม่โกรธได้จริง ๆ เหรอ... คนที่นายรักจนยอมมอบชีวิตให้อย่างไอ้เซนน่ะ ?

          อากิระ... นายจะไม่ออกไปฆ่ามันได้จริง ๆ เหรอ...

          ...

          เอาเถอะ... แต่อย่างน้อยอากิระก็พูดถูก เราคงต้องทำใจเย็น ๆ แล้วไปคุยกับเมรินให้รู้เรื่อง

          เราคิดว่าเขาอาจจะมีเหตุผลที่ดีก็เป็นได้นี่นา...

         

           

            “นายน้อยทำยังไงเหรอขอรับ นายน้อยอาชิตะที่อาละวาดบ้านแตกขนาดนั้นถึงได้สงบลงได้” คุมะถามขึ้นเมื่อเห็นนายของตนทันทีที่อากิระเดินหน้านิ่งไร้อารมณ์ออกมาจากห้องผู้เป็นน้องชาย

            “ได้ข่าวว่าไม่ใช่เรื่องของแกนี่ ?”

            “ง่า... นายน้อย แต่คุมะคนนี้ก็อยากรู้นะขอรับ ธรรมดาแล้วนายน้อยอาชิตะถึงจะโหดแต่ก็รักสงบนี่ขอรับ ใครไปทำอะไรไม่ถูกใจหรือขอรับ?” แม้จะโดนกำราบด้วยหางตา แต่ดูท่าแล้วเจ้าคุมะจะยังไม่ทันสำนึก

            “ลองไปรับใช้มันดูสิ”

            “มะ ไม่เอาเด็ดขาดขอรับ!

            “อืม... งั้นก็ดีแล้ว บางทีฉันก็เหนื่อยที่ต้องตอบคำถามแฮะ ถ้าเป็นไปได้... เรื่องไร้สาระไม่ต้องถามนะ” อากิระพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องนอนหรูหราของตน แฝดผู้พี่นั่งลงบนเตียงหลังใหญ่ด้วยใบหน้าเรียบสงบทว่าในใจนั้นก็ยังไม่อาจจะละทิ้งความคิดที่มีอยู่ได้

            ทำไมต้องเป็นแค่เธอคนเดียวด้วยนะ...

พวกเราน่ะ... จะเป็นเพื่อนกันตลอดไปไม่ใช่เหรอ...?

...

“อาชิตะ... หัวใจฉันที่ได้กลับคืนมา... นายว่าจริง ๆ แล้วมันต้องการใคร...” อากิระพูดขึ้นกับตัวเองเบา ๆ นัยน์ตาคู่งามที่ดูดุร้ายฉายแววสับสนอยู่ครู่หนึ่งในวินาทีที่เหลือบมองกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพรอยสักพระอาทิตย์สีดำที่ประทับบนเนินอกซ้ายตน

สีดำสนิทนั้น... ช่างดูไม่ต่างจากความลับที่ชายหนุ่มซุกซ่อนเอาไว้... และดูเหมือนอากิระเองจะจงใจปกปิดมันเอาไว้จนวันตาย...



 

 

______________________________TALK WITH SALARY MAN
ช่วงนี้เป็นอะไรที่เขียนยากมาก ขออัพครบร้อยแบบมึน ๆ ไปก่อนนะคะ
ตอนนี้อาชิตะอาจจะแรงไปนิด ตรงไหนที่เขาพูดไม่เหมาะสมอย่าไปเอาตามนะคะ ไม่ดี ไม่ดี
คุณน้องเอแคลร์รู้สึกจะโผล่มากระชากซีนนางเอกมากไป ฮ่ะ ๆ 
ตอนนี้ในไลน์ฮิเมะโดน FC พิสต้าบอกว่า สงสารเธอกมากก (พิสต้านะ ไม่ใช่ฮิเมะ)
มันก็จริงค่ะ สงสารทุกคนเลย <3 โดยเฉพาะไอชา สุดสวยไร้บท(?)

สำหรับตอนนี้ฮิเมะอาจจะกลับมาแก้นะคะ พี่เมล่อนก็ยังไม่ได้เช็คด้วย 


แต่ว่าดีใจมาก ๆ ค่ะที่เจอเมนท์จากแฟนคลับที่อยู่ด้วยกันนานแบบคุณ P-Pin
ยังไงฮิเมะจะรีบปั่นต่อไปนะคะ >_<
ยังมีอะไรที่ไม่คาดคิดรอชาวโลกอยู่

ปีนี้ตั้งใจว่าจะปั่นพาร์ทของคุณอาชิตะให้จบค่ะ
ไม่รู้จะทำได้ไหมนะแต่จะพยายามมาก ๆ ค่ะ


อ้อ... ตอนนี้อัพภาคสองแล้วค่ะ ^^
ยังไงลองไปอ่านกันเล่น ๆ ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ
แต่ไม่บอกหรอกว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม >_<


สวัสดีปีใหม่ค่ะ ไม่เจ็บไม่จนกันนะคะ >__<
ในขณะที่ทุกคนเที่ยวและเคาท์ดาวน์ ฮิเมะจะนั่งปั่น CMM เองงงง


(สาเหตุ : ไม่มีที่ไปจริง ๆ ค่าา)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #298 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 14:53
    อาชิตะอาละวาดได้โหดมากมาย อากิระนายเป็นพี่ที่ดีมากกกกก><
    #298
    0
  2. #218 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 มกราคม 2557 / 22:46
    เซนเข้ามาป่วนจนได้ จะได้เคลียกันไหมเนี่ย.. #ขอโทษนะคะที่หายไปอยู่ช่วงนึง ไม่ได้ตามเม้นท์ให้เลย แหะๆ
    #218
    0
  3. #217 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 มกราคม 2557 / 08:10
    ชอบเลโอจัง 5555 น่ารัก><
    #217
    0
  4. #216 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 01:22
    เมริน เจออย่างงี้หนีกลับไปก่อนเลยยย!! #ไม่ใช่แระะ อาชิตะรีบๆเคลียเข้าน้าา
    #216
    0
  5. #215 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2556 / 12:34
    อยากรุเรื่องฝั่งเอแคลต่อจังง รออยู่นะคะ >< สวัสดีปีใหม่เช่นกันค่ะ :)
    #215
    0