CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 41 : [[,,,Chapter 28,,,]] Miss [100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    7 ธ.ค. 56

JJ♕

28

Miss




 

        แสงเรืองรองยามค่ำคืนของโคมไฟทรงระย้าภายในห้องโถงหรูหราของอาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในตัวเมือง เสียงดนตรีคลาสสิกยังคงบรรเลงเพลงแล้วเพลงเล่าประสานคลอไปกับจังหวะชนแก้วฉลองความสำเร็จ บุรุษเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทดูจะเป็นที่จุดสนใจของทุกสายตาในค่ำคืนนี้ เพราะทุกอย่างก้าวนั้นเซนมักจะเป็นที่กล่าวถึงเสมอในฐานะมือขวาคนใหม่ขององค์กร

            “คนนี้น่ะเหรอที่ลื้อบอกว่าจะมาเป็นมือขวาคนใหม่ของลื้อแทนไอ้คนเก่าที่ตายน่ะ?” สำเนียงจีนพูดไม่ชัดเท่าไหร่นักโวยขึ้นอย่างไม่พอใจภายในโต๊ะอาหารตัวยาว อาเสี่ยร่างใหญ่ศีรษะดูโล่งใสไร้เส้นผมเบิกตาตี่เล็กของตนเพื่อมองสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาร่วมโต๊ะข้าง ๆ กับผู้เป็นเจ้ามือซึ่งนั่งประจำหัวโต๊ะ

            “ใช่ เห็นอย่างนี้แต่เพราะมีเซนนี่แหละ กำไรเราถึงได้เกินเป้ามาตั้งหลายร้อยล้าน ...เป็นคนหนุ่มที่ไฟแรงแถมดูอนาคตไกล”

            “อาเซยะ อั้วว่าลื้อมันเป็นพวกไว้ใจคนง่ายไปหรือเปล่า! ลื้อรับไอ้เด็กนี่มาร่วมองค์กรเรายังไม่ได้ถึงเดือนเลยแท้ ๆ ถ้ามันเป็นสายตำรวจเราไม่จบเห่เลยหรือไง! แล้วถ้าร้ายกว่านั้นมันเกิดเป็นพวกศัตรูเก่าของลื้อล่ะ ได้ข่าวว่ามามันหมายหัวลื้อเอาไว้ไม่ใช่หรือยังไง เพราะลื้อไปทำร้ายเมียมันน่ะ!

            “เซียงหยิง...” ดูท่าแล้วคนที่นั่งหัวโต๊ะจะไม่อยากฟังเรื่องนี้เท่าใดนัก เซยะที่เป็นใหญ่สุดถอนหายใจแบบไม่พอใจนักแล้วยกมือปราม

            “จะพูดถึงมันให้เป็นเสนียดทำไม? วันนี้มันวันโชคดีของพวกเรา... แล้วก็นะนายดูจะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะ ฉันไม่ได้แพ้หรือจำเป็นต้องกลัวมันซะหน่อย เทพเจ้าเหรอ? พญามังกรเหรอ? ...ถ้ามันได้แค่เห่าล่ะก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากไส้เดือนดินหรอก...”

            “พูดอย่างกับลื้อรู้ว่ามันอยู่ไหนอย่างงั้นแหละ?”

            “...หึ... ตอนนี้น่ะยังไม่แน่ใจหรอก แต่ก็คงไม่ได้เป็นอันตรายอะไรกับพวกเรานัก” ชายวัยกลางคนพูดขึ้นก่อนจะแยกยิ้มอีกครั้งแล้วปรายตามองไปทางเซนซึ่งนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดต่อ “แล้ว... ถ้าลื้อรู้ว่ามันอยู่ไหน ลื้อจะทำอะไรต่อไปล่ะ?”

            ชายวัยกลางคนยิ้มเยาะชอบใจเบา ๆ ก่อนจะปราดสายตามองผู้ที่ถามตนด้วยความคิดบางอย่างซึ่งยากจะอ่านออกได้

            “เราก็จะเชือดมันทิ้งไงล่ะ...”

            แค่คำพูดนั้นก็ดูจะสร้างความฮือฮาไม่น้อยในงาน เหล่าผู้ร่วมโต๊ะในชุดสูทมองเซยะก่อนจะยิ้มราวกับเป็นเรื่องน่ายินดี แก้วแชมเปญทรงสูงถูกยกชนเบา ๆ พร้อม ๆ กันเพื่อแสดงถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้

            ทว่า นัยน์ตาคมของเซนยังคงมองพวกเขาอย่างนิ่งเงียบไร้ความรู้สึกใด ๆ ชายหนุ่มรู้ว่าพวกนี้คือกลุ่มมาเฟียหรืออะไรสักอย่างที่จ้างตนมาทำงานแลกกับเงินที่เขาต้องการ และนอกจากนั้น หากปราศจากซึ่งเงินล่ะก็... คนพวกนี้ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรแม้แต่น้อยกับเขา

            หลังจากงานเลี้ยงของกลุ่มคนแปลกหน้าจบลง เซนที่รอได้โอกาสก็ค่อย ๆ ลุกออกมาจากบริเวณกลุ่มคนที่เขาไม่รู้จัก ชายหนุ่มมองภาพบรรยากาศริมน้ำภายนอกด้วยความผ่อนคลาย ยามดึกเช่นนี้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาดูเงียบสงบยิ่งนักและมันก็ดูผ่อนคลายมากกว่าในห้องโถงหรูหราทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่ราคาแพงนั่นเสียอีก

            ชีวิตเด็กนักเรียนบ้านนอกของเขาต้องพลิกผัน... ก็เพราะไอ้เด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนั้น...

            “ป่านนี้... จะหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ที่ไหนนะอาชิตะ...”

            “...เมื่อกี้เธอพูดถึงใครอยู่เหรอ?”

            ความเงียบถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของผู้มาใหม่ เซนเหลือบมองชายในชุดสูทตัวใหญ่ซึ่งแฝงไปด้วยมาดเข้มของผู้นำแล้วจำต้องค้อมศีรษะลงเพื่อเป็นการต้อนรับ

            “นายใหญ่มาถึงที่นี่มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ?”

            “หึ... เปล่าหรอก ฉันก็แค่เห็นเธอดูเงียบ ๆ น่ะ... ทำไมเหรอ ไม่ชอบงานนี่เหรอ?” ชายแปลกหน้าถามขึ้นด้วยความสงสัยในขณะที่ปรายตามองผู้ถูกถาม

            “เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่ชอบอยู่คนเดียวน่ะครับ บางทีก็มีเรื่องไร้สาระให้คิดเต็มไปหมดก็เท่านั้น” เซนตอบอย่างเรียบ ๆ ในขณะที่ชายแปลกหน้าดูจะสนใจในคำตอบนั้นไม่น้อย

            “อย่างนั้นเหรอ...”

            “...”

            “เธอเองก็ดูเป็นคนดีนะ ฉันได้ยินประวัติของเธอมาว่าเป็นนักเรียนทุนแถมเรียนเก่งอีกต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าจะดันได้มาร่วมงานกันจริง ๆ ...ทำไมเธอถึงได้ทำงานแบบนี้ล่ะ ? เธอกำลังต้องการอะไรอยู่ ?”

            เซยะยิงคำถามต่อไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีเข้มยังคงจ้องมองเขาราวกับต้องการคำตอบ

            “หึ... ไม่ใช่คนสำคัญอะไรหรอกครับ ก็เป็นแค่พวกลูกคุณหนูธรรมดา ๆ นี่เองแหละครับไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไรมาหมายนักหรอก” เซนบอกก่อนจะยกยิ้มกระหยิ่มในใจ...

            ใช่... สิ่งที่เขาคิดมันถูก...

            อาชิตะไม่ได้มีอะไรที่เขาสมควรจะอิจฉาเลยสักน้อยนิด!

            “...ถ้าอย่างนั้นมันก็คงเป็นคนที่สำคัญกับเธอมากใช่ไหมล่ะ? ฉันชักอยากรู้ชื่อไอ้เด็กนั่นซะแล้วล่ะสิ...” เซยะยิ้มออกมาอย่างรู้ทันในขณะที่ชายหนุ่มได้เพียงหัวเราะเบา ๆ

            “ผมคิดว่าท่านไม่รู้จักมันหรอกครับ...” เขายิ้มก่อนจะมองออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่ดูเลื่อนลอยแล้วพูดต่อ... “มันชื่อ... อาชิตะ นามสกุลอาคิโมโตะ”

            “อาคิโมโตะอย่างนั้นเหรอ?” เซยะมองคนตรงหน้าแล้วทวนคำเบา ๆ เพื่อให้แน่นอน นามสกุลนี้มันช่างคุ้นติดหูเสียเหลือเกินสำหรับเขา โดยเฉพาะชื่อแบบนี้ด้วย...

            โชคเข้าข้างเขาซะแล้วล่ะสิ...

            “...มันอยู่ที่ไหน?”

            “ท่านเซยะ!?

            “เอาน่า... ฉันไม่ได้แย่งเหยื่อของแกหรอก ก็แค่... อย่าเพิ่งฆ่ามันซะล่ะ... มีอีกหลายอย่างเลยที่ฉันอยากถามนายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้... เอาไว้หลังจบงานก่อนละกัน อย่าลืมซะล่ะเซน” เซยะยิ้มกระหยิ่มในใจเบา ๆ นัยน์ตาดุมองเซนด้วยความคิดบางอย่าง เขาไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าเด็กส่งยาบ้านนอกอย่างเซนกำลังจะพาเขาไปค้นพบกับอะไรบางอย่าง

            จากที่เคยคิดว่าใช้แล้วก็จะฆ่าทิ้งตามมือขวาคนเก่า แต่เซนดูจะยังใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะเลยทีเดียวสำหรับเขา...

          ไม่ต้องบอกก็รู้... แต่นึกว่าจะเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน... ที่แท้ก็ใกล้แค่ปลายจมูกฉัน... คราวนี้แหละ...

 

 

            เซนไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ชายหนุ่มผมสีเข้มไม่ได้คิดสนใจในสิ่งที่คนตรงหน้าพูดแม้แต่น้อยเพราะอย่างไรเสียมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย เขามาที่นี่ก็แค่เพราะเงินเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างนั้นการเอาเรื่องของคนอื่นมาคิดจึงเป็นอะไรที่หนักสมองเสียเปล่า ๆ

            “...”

            เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากหัวค่ำกลายเป็นดึกสงัดโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว เซนมองแก้วแชมเปญที่ถูกเติมครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากงาน พร้อมกับที่ในมือก็ถือกุญแจรถคันใหม่ที่ได้รับมาจากผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นเอาไว้ด้วย...

 

            ...

 

            ...ทำไมต้องฆ่าอากิระด้วย!!!’

            แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเสียงตะคอกของอาชิตะ ผู้ชายที่เขาเกลียดขี้หน้ายังคงดังก้องสะท้อนไปมาในหัวยามที่เขาอยู่ลำพัง ชายหนุ่มเจ้าของรถมาสด้าสามป้ายแดงยังคงถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเขาค่อย ๆ ขับรถยนต์คันใหม่เข้ามาจอดภายในที่จอดรถของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่เป็นที่พัก

            ยามดึกดื่นเช่นนี้ที่นี่ดูเงียบสงบกว่าทุกวัน เซนได้เพียงชำเลืองตามองรถยนต์คันเก่าที่ตนใช้ประจำซึ่งมีแต่รอยขูดขีดรอบคันจากการปะทะในวันนั้น... วันที่มันพรากคนเลว ๆ ในสายตาเขาอย่างอากิระไปตลอดกาล

            ชายหนุ่มปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกันแต่บางอย่างก็หายไปจากหัวใจของเขา ความรู้สึกเดียวดายที่เขาไม่เคยได้รับจนกระทั่งคนเลว ๆ คนนั้นหายไปจากชีวิต...

            “...”

            เซนไม่ได้พูดอะไรต่อในขณะที่มือใหญ่เอื้อมกดปุ่มลิฟท์ไปยังชั้นที่ตนพัก รอบกายดูเงียบงันและเหน็บหนาวในขณะที่ตัวลิฟท์ค่อย ๆ เปิดออกในชั้นที่แสนคุ้นเคย...

            ห้อง 1-3001...

            ป้ายไม้สีขาวหน้าห้องเขียนไว้เสียตัวใหญ่ สำหรับเซนที่กลับดึกเพราะมีธุระเป็นประจำนั้นรู้สึกชินกับความเงียบนี้ดี ถ้าเป็นทุกครั้งล่ะก็แค่จะเปิดประตูก็ยังต้องทำเสียงให้เบาที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นคนอารมณ์ร้อนอนามัยจัดที่นอนแต่หัวค่ำต้องตื่นมาแว๊ดใส่เป็นแน่แท้...

            “วันนี้จะไม่ด่าหน่อยเหรอที่ฉันกลับดึก...”

            อยากจะพูดออกไปเหลือเกิน อยากจะโดนด่าอีกสักครั้งเหลือเกิน ทว่า...

            “...”

            ภายในห้องเงียบผิดกับทุกทีเมื่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นอบอวนเหม็นคละคลุ้งบางอย่างยังคอยลอยเข้ามาเตะจมูกจนชายหนุ่มต้องผงะถอย อากาศที่ถูกปิดอับมานานส่งกลิ่นคละคลุ้ง เหม็นเน่าราวกับมีอะไรตายอยู่ด้านใน แต่ก็ไม่แปลกหรอกในเมื่อมันไม่เคยมีใครอยู่เลย มือใหญ่ไล้ไปมาบริเวณสวิตซ์ไฟเพื่อกดเปิดมันอีกครั้งและไม่นานนักแสงสว่างวาบก็เข้ามาภายในหัวชายหนุ่ม

            คิดถึงฉันล่ะสิเสียงเดิม ๆ ของคนคุ้นเคยดังขึ้นเบา ๆ ในโสตประสาท อากิระเจ้าของเรือนร่างเปลือยเปล่าด้านบนพูดขึ้นเบา ๆ ในขณะที่นุ่งผ้าขนหนูง่าย ๆ ออกมารับทั้งที่ในมือยังคงถือไดร์เป่าผมอันเหมาะมือที่เจ้าตัวใช้ประจำอยู่ไม่ห่าง

          “ใครคิดถึงนาย... ยืนขวางอยู่ได้น่า หลบหน่อย ๆ ...ไปนั่งบนเตียงนั่น”

            เซนพูดขึ้นเบา ๆ ไปพร้อม ๆ กับภาพความทรงจำเก่า ๆ ที่หลุดออกมาเรื่อย ๆ ราวกับอะไรสักอย่างที่พังทลายลงไปต่อ ๆ กัน ความเงียบงันในห้องหอที่ไร้คนที่เคยอยู่ด้วยทำให้เซนยิ่งรู้สึกถึงความสูญเสีย

            “วันนี้เงียบจังเลยนะ เรียนเหนื่อยเหรอ... ให้ฉันทำการบ้านให้เอาไหมเซน?”

          “ในนรกมันทำการบ้านได้หรือเปล่าอากิระ...”

            “แน่ะ... ถามไม่ตอบ งั้นก็ตามใจแล้วกัน ข้าวอยู่บนโต๊ะโน่น...” อากิระทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจนัก ชายหนุ่มชักเท้ากลับไปนั่งที่เตียงตามเดิมแต่ก็ไม่วายส่งเสียงชิเบา ๆ

          จากวันนั้นมา... เตียงหลังนั้นคงมีแต่ความว่างเปล่า...

            ร่างสูงค่อย ๆ เดินเข้ามานั่งทรุดลงกับเตียงหลังนั้นด้วยความเจ็บปวดบางอย่างภายในหัวใจ ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่หัวใจดวงนี้รู้สึกว่าอะไรบางอย่างหายไป รอบข้างมีเพียงความเงียบงันและเย็นยะเยือกจนแขนแกร่งต้องยกกอดตัวเองเอาไว้

            เขาไม่อยากเชื่อ... ถึงจะพยายามบอกตัวเองว่าคนอย่างเขาไม่มีวันรักอากิระ... แต่เขาก็ไม่อยากรับความจริงว่าปีศาจอย่างอากิระตายจากเขาไปแล้ว...

            ...

            ในเมื่อความรู้สึกเจ็บปวดในใจไม่อาจจะถูกลบไปได้ แต่สำหรับคนอย่างเซนแล้วชีวิตนี้ก็ยังต้องเดินต่อไป ชายหนุ่มลุกขึ้นช้า ๆ พลางมองไปรอบ ๆ ห้องนอนที่เคยเรียกได้ว่ามันคือ รังรักของคนทั้งคู่

            “...”

            เมี้ยว...

            เจ้าแมวสีขาวเปอร์เซียเทาร่างอ้วนป้อมร้องขึ้นเบา ๆ บริเวณระเบียงห้อง สภาพของมันที่ไม่มีเจ้าของมาหลายวันดูจะสกปรกและมอมแมมราวกับผ้าขี้ริ้วใช้แล้วผืนหนึ่งซึ่งถ้าเขาไม่ทันสังเกตก็คงไม่เห็นเลยแท้ ๆ

            “เลโอ...?”

            เซนเรียกชื่อมันก่อนจะยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจ อย่างน้อยห้องร้าง ๆ นี่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตซึ่งเกือบถูกลืมไปแล้วอาศัยอยู่ด้วย เจ้าแมวอ้อนร้องเบา ๆ ในลำคอสองสามสามทีก่อนจะเดินมาหาเจ้านายที่มันรักซึ่งไม่ได้เจอกันมานานนับสัปดาห์ด้วยความคิดถึง ขนนุ่ม ๆ ของเลโอที่แม้จะกระด้างไปบ้างเพราะขนาดการดูแลถูไถไปตามขาตามแข้งของชายหนุ่มอย่างคุ้นเคยจนเขาต้องย่อตัวลงลูบหัวมันเบา ๆ

            “นี่ฉัน...ทิ้งแกเอาไว้นานขนาดนี้เลยเหรอเลโอ...”

            “...” แมวหนุ่มตัวอ้วนทำได้เพียงมองเจ้านายของมันที่พูดขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงสั่นเครือนั้นดูจะแปลกไปสำหรับทุก ๆ ครั้งตั้งแต่ที่มันมาอยู่กับเขาที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้ เซนซื้อเลโอมาตจากฟาร์มแมวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อเกือบสองปีก่อน แม้ทีแรกอากิระจะเกลียดมันเพราะท่าทางซุกซนที่คอยแต่วิ่งไล่งับนิ้วเท้าของเจ้าตัว แต่ไม่นานนักทั้งสองก็สนิทกันได้ ซึ่งเขาก็คิดมาตลอดว่ามันคงอาจจะเป็นเพราะนิสัยขี้เกียจและรักสวยรักงามที่ไม่แพ้กัน

            มันคงหิวเพราะเขาไม่ได้กลับมาที่นี่นานมาก... และคนที่คอยให้ข้าวมันก็ตายจากไปแล้ว...

            “มากินสิไอ้อ้วน...” เขาว่าพลางเทอาหารแมวแบบกระป๋องแพ็คอย่างดีลงชามให้ และดูเหมือนเจ้าแมวอ้วนของเขาดูจะพอใจไม่น้อย มันรีบก้มลงกินอาหารในชามจนหน้าเละมูมมามจนเขาอดที่จะหัวเราะไม่ได้

            “เมี้ยว...”

            “มุมมามเกินไปแล้วนะ ฮ่ะๆ ตะกละแบบนี้แกท้องแตกตายไปอีกตัวฉันจะอยู่กับใครดีวะเนี่ย หืม?”

            ห้องนอนดูสกปรกมากเพราะไม่มีใครเข้ามาดูแล มันก็ไม่แปลกหรอกเพราะเขาก็ไม่ได้จ้างแม่บ้านเอาไว้...

            และแม้วันนี้จะไม่มีอากิระ เขาก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ได้...

ชายหนุ่มละสายตาจากแมวตัวอ้วนที่ดูซูบผอมลงไปมาก และก้มลงมองกระดาษมูลค่านับล้านบาทที่เขาได้รับมาพร้อมกับกุญแจรถคันใหม่...มันคือรางวัลตอบแทนอย่างงามจาก 'นายใหญ่' ในฐานะที่ทำงานใหญ่ได้สำเร็จลุล่วง

...ทว่า...เขาควรจะมีความสุขกับมันไม่ใช่หรือ?...

"เฮ้อ..."

มีเพียงเสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นระลอกพร้อมกับสายลมหนาวค่อยๆ พัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างบานใหญ่...เขาก้าวออกไปหยุดยืนอยู่ที่ริมระเบียงอย่างเนิบนาบ พลางรู้สึกแปลกใจที่ลมเย็นๆ มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ...

...ในขณะที่ถ้อยคำหนึ่งหลุดลอยออกมาอย่างเงียบงัน...

"อากิระ...ผีมีจริงไหมนะ...?"

พริบ...พริบ... พรึบ!

สิ้นเสียงนั้นจู่ๆ ทั้งห้องก็ตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ชายหนุ่มเหลียวหันไปมองในห้องที่มืดสนิทไร้แสงไฟ ก่อนจะหันซ้ายแลขวามองห้องข้างเคียงที่ยังคงมีแสงสว่างลอดออกมาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว...

"...อากิระ นาย...หรือเปล่า?"

ขาทั้งสองรีบก้าวพาร่างตัวเองเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ ในใจ เซนไม่สนใจแล้วว่าแบบนี้มันจะสมกับเป็นเขาอีกไหม เพราะเขาก็แค่...

'ขอให้ได้เจอนายอีกสักครั้งได้ไหม...'

'ฉันขอโทษ...อยากจะพูดคำนี้เหลือเกิน...'

...

"...ออกมาสิ อยู่ไหนน่ะ?"

ในขณะที่พยายามคลำทางในความมืดนั้น มือใหญ่ก็ปัดป่ายไปสัมผัสเข้ากับกระดาษใบหนึ่งที่เขาไม่ทันสังเกตตั้งแต่ก้าวเข้าห้องมา...

'หรือมันจะโกรธเรามากจนไม่อยากเจอ เลยเขียนจดหมายทิ้งไว้แล้วหนีไปงั้นเหรอ...?'

เซนสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ๋านของตัวเอง แต่ก็แอบตื่นเต้นกับกระดาษใบนั้นลึกๆ ไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปควานหาโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งมาส่องบนกระดาษใบนั้น และอ่านด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา...

"...ใบแจ้งหนี้"

มือใหญ่กุมเข้าที่ขมับข้างขวาก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอาพลางหัวเราะแห้งๆ...

             "ให้ตายสิเจ้าบ้าเอ้ย...คอยดูนะอากิระ ฉันจะไปตามทวงหนี้นายถึงหน้าหลุมศพเลย ดันลืมจ่ายค่าไฟซะได้!"

ชายหนุ่มอดหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างขื่นขมไม่ได้ เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ตัวของเขาเดินไปทวงหนี้จากหลุมศพคนที่คุ้นเคย...แต่ว่าพอลองมาคิดดูดีๆ อีกครั้งแล้ว...

หลุมศพงั้นเหรอ? จะว่าไปแล้วของนายอยู่ที่ไหนกันนะ?

เซนล้มตัวลงบนเตียงนุ่มก่อนจะหรี่ตาลงอย่างนึกสงสัยครู่หนึ่ง และตัดสินใจแน่วแน่ว่าพรุ่งนี้เขาจะต้องตามหาสถานที่ฝังศพของอากิระและไปเยี่ยมให้ถึงที่ให้ได้สักครั้ง ในขณะที่นัยน์ตาจะค่อยๆ ปรือและปิดลงอย่างอ่อนล้าไปพร้อมกับกระดาษใบทวงหนี้ในมือ...


 

 

            “เอ๋? ทำไมถึงมานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่นี่ล่ะ...นายยังอยากกลับมาเรียนอยู่ใช่ไหม?” น้ำเสียงทุ้มท้วงถามอาชิตะด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบชายหนุ่มคณะไอซีทีกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับตำราต่างประเทศเล่มหนา บนม้านั่งไม้เคลือบมันสีน้ำตาล ภายในอาคารเรียนคณะแพทยศาสตร์ ชั้นที่ 9 เข้าโดยบังเอิญ เจ้าของเรือนร่างขาวจึงชะงักมองใบหน้าผู้มาใหม่ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

            “...เต่า?”

            “ดีใจเว้ย จำกันได้ด้วย! แต่ว่าสรุปนายมาทำอะไรที่คณะของฉันเนี่ย?...หรือว่า...” ผู้มาใหม่ตบบ่าเขาทีหนึ่งพลางหัวเราะร่า ก่อนจะไล่มองตามสายตาเปี่ยมสุขของชายหนุ่มที่ยังคงจดจ้องมองใครบางคนที่นั่งเรียนอยู่ภายในห้องนั้น...

            สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า คือหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ทั้งสองต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี...เรือนผมสีน้ำตาลดัดลอนสวยยาวเลื้อยไปตามแผ่นหลัง เมรินนั่นเอง...วันนี้เธอสวมเสื้อกราวน์สีขาวตัวยาวทับอยู่บนเสื้อนักศึกษาอีกชั้นหนึ่ง เข้าชุดไปกับกระโปรงพลีทสีดำยาวคลุมเข่า สีหน้าท่าทางนั้นก็ดูคร่ำเคร่งกับการทดลองเบื้องหน้าไม่น้อยเลย

            “หืม บรรยากาศดีล่ะสิ...”

            “ฮะๆ ก็คงงั้นแหละ” อาชิตะตัดสินใจละสายตาออกมาในที่สุดพร้อมกับความรู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ทัน เขาค่อยๆ ปิดหนังสือเรียนเล่มหนาลงอย่างเบามือ แล้วหันมายิ้มให้กับชายหนุ่มร่างท้วมผู้สวมแว่นหนาด้วยท่าทีคุ้นเคย

            “เสียดายใช่ไหมล่ะ...เฮ้อ ก็นี่แหละน้า สอบติดแต่ดันสละสิทธิ์ไม่เรียนซะนี่!” เต่าว่าพลางหัวเราะเบาๆ แต่นั่นกลับทำให้ร่างสูงถึงกับก้มหน้าและหลุบตาลงต่ำด้วยความรู้สึกบางอย่าง...

            “...ที่ฉันขาดไปก็แค่คุณสมบัติข้อเดียวนี่นะ...”

            “เอ่อ...ขอโทษนะอาชิตะ...” เมื่อเห็นท่าทางผิดหวังของคู่สนทนาที่ไม่อาจบรรยายได้ถึงความเสียใจนั้นว่ามันมากมายเพียงใด เต่าที่ลนลานจึงทำได้เพียงรีบเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างจริงจัง มือใหญ่แตะบนไหล่เขาเบาๆ แทนคำปลอบโยน เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจได้ดีทีเดียว ถึงความรู้สึกที่ว่าอยากจะเรียนแต่ไม่ได้เรียนนั้นว่ามันเป็นอย่างไร

            “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะตอกย้ำนายนะ...ขอโทษจริงๆ”

            “เฮ้ย! คิดมากน่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำใจได้ตั้งนานแล้วแหละน่า ฮะๆ...ว่าแต่นายไม่มีเรียนเหรอ? หอบชีทมาดูท่าทางพะรุงพะรังเชียว”

            “อ๋อ มีสิ แต่ว่าชีทนี่ฉันเอามาให้น้องรหัสน่ะ พอดีเมื่อวานฉันเก็บของในห้องเพราะตัดสินใจจะไปเรียนต่อแคมปัสที่ญี่ปุ่นปีหน้าน่ะ แต่ก็เหลือเชื่อจริงๆ เลยนะ เรียนมาแค่ไม่กี่ปี วันดีคืนดีอาจจะถูกกองชีทล้มทับตายก็ได้ ฮ่าๆ...” ร่างท้วมยังคงพูดต่อด้วยท่าทางออกรส ทว่าอาชิตะนั้นกลับนิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่าง...

          ประเทศญี่ปุ่นงั้นเหรอ?

แคมปัสของเมฮิเมะที่คอนแท็คกับโรงพยาบาลของที่นั่นสินะ...ถ้าเป็นอย่างนั้น ไหนๆ ก็ต้องไปจริงๆ เราก็พาเมรินไปด้วยซะเลยดีไหมนะ? จะได้ไม่ต้องห่วงทางนี้ด้วย...

          ...เมริน...

ถ้าอย่างนั้นวันนี้ฉันจะยอมบอกเธอทุกๆ อย่างเลย ทั้งเรื่องของตัวฉัน แล้วก็ที่บ้าน...

            “แคมปัสที่ญี่ปุ่นเหรอ...เด็กทุนปีหนึ่งจะไปได้ไหมนะ?

            “เอ๋? อ๋อ...ก็ต้องสละสิทธิ์ทุนก่อนไปไง เพราะถ้าเรียนที่นี่ยังไม่จบภายในหกปี ก็ต้องสละสิทธิ์แล้วชดใช้ทุนคืนน่ะ ถึงจะเป็นการย้ายไปต่ออีกแคมปัสหนึ่งก็เถอะ แต่ทุนมันก็ไม่ได้รองรับมาตั้งแต่ต้นน่ะ อืม...ค่าใช้จ่ายคงจ่ายอ่วมน่าดูเลยล่ะ บอกตรงๆ เลยว่าคณะนี้เหมือนเกิดมาเพื่อให้คนระดับนายเรียนจริงๆ นะอาชิตะ...เฮ้อ ขนาดฉันกินอยู่แบบประหยัดสุดๆ จนพุงปลิ้นแล้วนะเนี่ย ฮะๆ” เต่าตอบด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงโดยไม่ได้หันมองใบหน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

แค่เมรินคนเดียวที่เป็นผู้หญิงของเรา...ผู้หญิงของคนในตระกูลอาคิโมโตะน่ะ ถึงจะสละสิทธิ์ทุนไปก็ไม่เป็นปัญหาหรอก...

...ถ้าได้ไปอยู่ที่นั่นด้วยกันนะ ไม่ว่าเธอจะอยากทำอะไร เราก็จะยอมให้เธอได้ทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ จะดูแลเธอด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดของเรา...ด้วยสิ่งที่เราถูกกำหนดให้เป็นมาตั้งแต่เกิด...

และที่สำคัญ...เราเองก็จะได้อยู่กับเธอในตอนนั้นด้วย

แค่มีเธออยู่ด้วยกัน ต่อให้จะต้องเสี่ยงอันตรายอีกสักแค่ไหน เราก็ไม่กลัว...

...ก็อุตส่าห์ตามหาเธอจนเจอแล้วนี่นา...

...

ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นแท้ๆ...แต่ถ้าเราทำให้เมรินต้องหลุดทุนไปล่ะก็...

          ...

            “เหรอ...ต้องสละสิทธิ์ทุนงั้นเหรอ...”

            “อืม...ว่าแต่ถามทำไมน่ะอาชิตะ? อย่าบอกนะว่านายยังไม่ได้...”

            “ใช่...ยังหาไม่ได้เลย ฉันเลยแค่คิดเล่นๆ ดูน่ะว่าถ้าได้อยู่ด้วยกันจนถึงตอนนั้นก็คงดีสินะ ฮะๆ แต่ดูท่าคงจะไม่ได้แฮะ...ก็ยัยนั่นออกจะภูมิใจในศักดิ์ศรีเด็กทุนจะตายไปนี่นะ...” นัยน์ตาสีนิลกระพริบถี่รัว กักซ่อนความสั่นระริกที่อยู่ภายในเอาไว้

            “...อ้าว แล้วนี่เมรินก็ยังไม่รู้งั้นเหรอ?”

            “อืม...แต่ว่าเรื่องนี้น่ะฉันขอร้องว่านายอย่าเพิ่งเอาไปบอกเขาเลยนะ...อย่าเพิ่งบอกเขาเลย...เพราะฉันอยากจะสารภาพมันออกมาด้วยตัวเอง...”

            เต่ามองคนตรงหน้าแล้วพยักหน้าช้าๆ ให้เขาอย่างเข้าใจดี ในขณะที่เหล่านักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งเริ่มทยอยเดินออกมาจากห้องปฏิบัติการเคมีจนเหลือเพียงไม่กี่คนแล้ว

            “ไหนล่ะน้องรหัสนายน่ะ...?”

            อาชิตะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ในใจก็นึกอยากรู้ว่าใครกันที่โชคดีได้เป็นน้องรหัสของคนขยัน แถมยังสุภาพอย่างเต่าคนนี้

            “ก็...เด็กที่นายเลี้ยงต้อยไว้นั่นแหละ” เต่าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแอบหันมายักคิ้วให้ร่างที่สูงกว่าตน ซึ่งยืนมองร่างเล็กที่เดินออกมาจากห้องช้าๆ

            “บอกแล้วว่าให้ไปกินก่อนเลย วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าน่ะ หิวไหม...” เสียงใสปนหอบดังขึ้นหลังจากที่วิ่งเข้ามาหาเขา แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

            “พี่เต่า?”

            “อื้อ! พอดีพี่แวะเอาชีทมาให้น่ะ แต่ดูท่าตัวเล็กๆ อย่างเมรินคงจะแบกกลับไม่ไหวมั้งเพราะมันเยอะมากเลย เอ้านี่! วิชาที่เรียนเมื่อวาน...” เต่ารีบส่งเอกสารปึกหนึ่งให้กับหญิงสาวทันทีด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

            “อ๊ะ! ค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะพี่เต่า”

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า ส่วนที่เหลือนี่เดี๋ยวพี่เอากลับไปก่อนแล้วกันเนอะ ไว้วันหลังจะทยอยเอามาให้ใหม่นะ ไม่กล้ายกให้พ่อคนป่วยเพราะอดข้าวอดน้ำรอน้องเมรินอยู่ข้างๆ นี่ต้องมาแบกด้วยสิ เดี๋ยวทำลูกเขาเป็นลมเป็นแล้งไปซวยเลย ฮ่าๆ งั้นเอาช็อกโกแลตไปแทนก่อนแล้วกันนะ...” เต่ายิ้มร่าพลางส่งกล่องช็อกโกแลตทรงกลมยี่ห้อดังราคาแพงที่ถูกห่อด้วยกระดาษสีทองอย่างดีให้ ซึ่งเธอเองก็รับมาอย่างเกรงใจอาชิตะที่ยืนมองแล้วยิ้มให้อยู่

            “อ่า...ขอบคุณนะคะ”

            “ไม่เป็นไรน่า งั้นเดี๋ยวพี่ไปเรียนก่อนนะ...เอ้อ! อาชิตะ นายดูแลน้องรหัสฉันดีๆ ล่ะ คนนี้ฉันหวงนา...” แม้จะเดินผ่านไปไกลหลายเมตรแล้ว แต่ก็ยังมิวายจะหันมากำชับอาชิตะที่กำลังรับเอกสารจากเธอมาช่วยถือ ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้ายิ้มแย้มให้แทนคำตอบ

            “ฮะๆ เธอนี่ได้พี่รหัสตลกดีแฮะ” เขาบอกในขณะที่ยิ้มบางๆ มองเต่าซึ่งเดินลับจากไปแล้ว

            “อื้ม ตอนแรกก็นึกว่าพี่เขาจะโหดซะอีกแน่ะ ว่าแต่...วันนี้นายมาแปลกนะอาชิตะ นายไม่หึงเหรอที่ฉันคุยกับผู้ชายคนอื่นน่ะ...คราวก่อนฉันคุยกับพี่แว่นร้านขายยา นายยังแทบจะพังร้านเขาเลยนี่?

            “แหม...แต่ฉันก็ยังมีเหตุผลอยู่น่า ไม่ได้กัดไปหมดซะทุกอย่างเหมือนอากิระสักหน่อย ฮ่าๆ”

            “อื้ม ก็ดีแล้วแหละนะ...ว่าแต่ทำไมนายถึงสนิทกับพี่เต่าได้ล่ะ? ก็น่าจะเพิ่งได้เจอกันเองไม่ใช่เหรอ?” ร่างเล็กเอ่ยถามอย่างสงสัยในขณะที่มองอาชิตะซึ่งเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกลิฟต์ เพื่อจะลงไปทานข้าวพร้อมกันข้างล่าง

            “อา...ก็เพื่อนสมัยเรียนไฮสคูลไง...ฉันกับเขาชอบแข่งกันเป็นที่หนึ่งของสายชั้นมาตลอดสามปีเลยนะ ฮะๆ เธออาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าฉันน่ะชนะเกือบทุกครั้งเลย แต่ที่ดูไม่เหมือนคู่แข่งกันก็เพราะว่าจริงๆ แล้วเต่าเป็นคนดีมากๆ เลยล่ะ ขนาดมาสอบเข้าที่นี่ด้วยกันแล้วติดทั้งคู่ ตอนที่ฉันต้องสละสิทธิ์หมอ เต่ามันยังไม่โกรธฉันเลย” อาชิตะอธิบายก่อนจะยิ้มบางๆ ออกมา สายตาของเขาดูจะเหม่อลอยทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่เมรินยังไม่เคยรู้มาก่อน

            “เหรอ...ทีแรกฉันก็ไม่เชื่อหรอกว่านายจะพูดจริงเรื่องติดคณะแพทย์น่ะ ก็บุคลิกนายมันดูไม่ค่อยจะเหมือนเลยนี่นา ฮ่าๆ” หญิงสาวหัวเราะก่อนจะตัดสินใจถามต่อด้วยความอยากรู้ “ว่าแต่ทำไมนายถึงสละสิทธิ์ล่ะ เพราะฉันรู้สึกว่านายอยากเรียนคณะแพทย์นี่นาถึงได้พยายามขนาดนั้น?

            “ระ เรื่องนั้น...จริงๆ แล้วฉัน...”

            ติ๊งงง! 

            ประตูลิฟต์แก้วใสเปิดออกตรงหน้าทั้งสองก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรต่อไป วันนี้ก็เหมือนทุกวันที่ผู้คนจะเบียดเสียดกันแน่น อาจเพราะเป็นช่วงเวลาพักเที่ยงที่หลายชั้นเรียนมักจะเลิกเรียนพร้อมๆ กันจนทั้งสองไม่อาจจะพูดคุยหรือขยับตัวอะไรมากมายได้ และเมื่อไปถึงโรงอาหาร พวกเขากลับพบว่ามีผู้คนหนาแน่นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

            “เอ่อ อาชิตะ...นายหิวมากไหมน่ะ”

            “มะ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธอจะทานที่นี่ฉันก็รอได้นะ ไม่เป็นไรหรอก...แค่กินยาให้ตรงเวลาก็พอ”

            “อา...งั้นเอายังไงดีนะ? ลองไปกินร้านแถวๆ หน้ามอกันดูไหม? หรือว่านายจะไปที่ไหนหรือเปล่าล่ะ?” ร่างเล็กเหลือบมองเขาอย่างเป็นห่วง เพราะทั้งๆ ที่ไม่ได้หยุดเรียนมาร่วมสัปดาห์หนึ่งแล้ว แต่ดูท่าทางเจ้าไข้หวัดนี้จะยังไม่หายดีสักที

            “อืม...งั้นขับรถไปแถวๆ เอกมัยกันไหม? พวกเรายังไม่เคยไปแถวนั้นกันเลยนี่นะ”

            “กละ ไกลไปไหมพ่อคุณ เปลืองน้ำมันรถด้วยนะ”

            “อ่า...งั้น! ลองไป MRT ไหม? แล้วค่อยมาคิดกันว่าจะไปไหนดี?” ชายหนุ่มเสนอความเห็นก่อนจะรีบชี้มือไปยังประตูทางออกฝั่งสนามบาสเกตบอล เพราะหากเดินตามทางนั้นไป ไม่ไกลนักก็จะถึงห้างสรรพสินค้าที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

            “อื้อ งั้นก็ได้...ไปก็ไป!

 

            หลังจากเดินออกมาจากอาคารได้ไม่นานก็มาถึงสถานีรถไฟใต้ดินอย่างที่อาชิตะบอกได้จริง ๆ ทั้งสองจึงไม่รอช้าที่จะลงบันไดเลื่อนไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และมันก็โชคดีอย่างหนึ่งที่วันนี้เป็นวันธรรมดาผู้คนจึงไม่ค่อยพลุดพล่านนัก

            “จริง ๆ ไม่ค่อยชอบ MRT เลย รู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกยังไงก็ไม่รู้สิ”

            กลังจากเงียบอยู่นานในที่สุดคุณชายอาชิตะก็เริ่มบ่นอุบอิบอีกครั้ง ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ อุโมงค์ทึบที่สร้างเป็นตัวอาคาร แสงไฟนีออนสลัวฉายภาพดวงหน้าซีดเซียวซึ่งเดินตามเมรินที่แยกตัวออกไปแลกเหรียญซึ่งมีลักษณะเป็นเหรียญพลาสติกแบน ๆ สีดำก่อนที่เธอจะส่งให้เขา

            “ออกให้ฉันเหรอ?”

            “ก็แหม... เอาเถอะ ไม่ต้องพูดเยอะหรอก คือฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนดีน่ะเลยว่าจะไปโผล่แถวบีทีเอสศาลาแดงก่อน”

            “อ่า อื้อ พอไปถึงโน่นแล้วเราค่อยคิดก็ได้ว่าจะไปไหนต่อ” ชายหนุ่มเห็นด้วยก่อนจะเดินตามลงไปทางบันไดเลื่อน ไม่นานนักรถไปใต้ดินคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาเทียบท่าแต่ทว่าวันนี้มันดูเงียบและผู้คนหลวมตาจนพอนั่งได้ทั้งคู่

            “ดีจังเนอะ วันนี้มีที่ให้นั่งด้วยล่ะ” ร่างเล็กพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เมรินจูงมือคนตัวใหย่กว่าที่ยังคงเก้ ๆ กังไปนั่งชิดกับมุมหนึ่งของโบกี้โดยสารในขณะที่อาชิตะนั้นยังคงให้ความสนใจกับความมืดภายนอกหน้าต่าง

            “อยากรู้จังเนอะว่าตอนนี้เราถึงไหนแล้ว”

            [สถานีต่อไป สีลม ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ที่สถานีนี้ Next station, Silom passenger can connect to BTS from this station.]

            “ฮ่ะ ๆ นั่นสิเนอะ แต่ว่านายเตรียมลุกดีกว่าใกล้จะถึงที่ลงแล้วด้วยแน่ะ” ร่างเล็กว่าพลางจัดเตรียมกระเป๋าให้เรียบร้อย ไม่นานนักขบวนรถก็ค่อย ๆ จอดเทียบท่าสถานีใหม่

            [สถานีสีลม สีลม...โปรดใช้ความระมัดระวังขณะก้าวออกจากรถ Silom station please mind the gap between train and platform.]

            “เย่! ถึงแล้ว จะได้หายอึดอัดสักที!” เสียงคนตัวสูงกว่าดูจะดีใจไม่น้อย อาชิตะยิ้มกว้าวงเหมือนเด็กเล็ก ๆ ในขณะที่ประตูรถกำลังเปิดออก มือใหญ่ของเขาเอื้อมมาจูงเมรินให้เดินออกไปด้วยกันทั้งที่ทั้งสองคนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปที่ไหนกันต่อดี

            “เหมือนเด็ก ๆ เลยแฮะนายนี่ ต่อไปเราจะไปไหนกันดีล่ะ?” ร่างเล็กเอ่ยถามด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ เพียงไม่นานนักทั้งสองคนก็ออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โลกเบื้องบนที่พวกเขาเห็นคือส่วนหนึ่งของมหานครที่การจราจรแน่นขนัด ถัดไปไม่ไกลนักเป็นทางเดินที่จะเชื่อมไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายในการเดินทางของพวกเขาหรอก

            “...ปะ ไปทางลิฟต์นั่นกัน” อาชิตะชี้มือไปทางลิฟต์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณทางเดินที่อ้อม มือของเขายังคงจับมือเธอไว้แน่นไม่ห่างในขณะที่เมรินหันควับกลับมามอง

            “ลิฟต์เขาเอาไว้ให้คนชรา คนพิการกับคนป่วยหรอก นายจะไปใช้ได้ยังไง?” ร่างเล็กว่าพลางส่งค้อนขวับให้จนชายหนุ่มทำหน้าเสีย อาชิตะมองเธอด้วยท่าทางจริงจังก่อนจะพูดต่อ

            “ก็ฉันไง จริง ๆ แล้วฉันเป็น...”

            “หวัด...” เมรินตอบอย่างไม่ต้องรอให้จบประโยค หญิงสาวปรายตามองเขาอย่างไปพอใจนัก วิ่งที่เธอถือว่าเป็นคูณสมบัติของคนที่เธอรัก อย่างน้อยที่สุด เขาคนนั้นต้องไม่ใช่ผู้ชายที่เอาเปรียบคนอื่น

            “อ่า...”

            “ไม่ต้องมัวมาเถียงหรอก เห็นไหมบันไดเลื่อนอยู่นั่นเอง” เธอว่าพลางชี้นิ้วไปทางเจ้าบันไดเลื่อนซึ่งเอาตรง ๆ แล้วมันก็เดินไปไม่ถึงสิบเมตรหรอก ทว่าอาชิตะกลับทำท่าส่งเสียงสบถเล็ก ๆ

            “ก็มันเสียนี่นา...”

            “ก็ขึ้นได้นี่นา...”

            “แต่ว่าฉันน่ะ...”

            “เอาเถอะ ๆ ฉันไม่บังคับนายหรอก ถ้านายไม่ขึ้นก็อยู่ตรงนี้ไป เดี๋ยวฉันไปกินข้าวก่อนแล้วกันเนอะ ...แล้วเจอกันอาชิตะ”

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่มันไม่ใช่ทางเลือก ในความคิดของอาชิตะนี่คือคำสั่งชัด ๆ  แต่ไหน ๆ ก็แล้วมันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่เขาต้องทำตาม ในเมื่อเขาอยากจะอยู่กับเธอมาก ๆ นี่นา...

            “งั้น... ก็ได้ เธอนำไปก่อนเลย...”

            “อ่า อื้ม สู้ ๆ นะนายคุณหนู” เมรินว่าพลางยิ้มเยาะตนข้างหลัง ร่างเล็กพูดขึ้นก่อนจะออกแรงวิ่งขึ้นบันไดนำขึ้นไป ในขณะที่ชายหนุ่มทำได้เพียงเดินตามไปช้า ๆ

            อาจจะเป็นแค่เธอคนเดียวที่ทำให้เขากล้าที่จะทำแบบนี้...

          กล้าที่จะทำในสิ่งที่กลัว...

          ...

            “ทำไมถึงหยุดยืนตรงนั้นซะล่ะ?” หญิงสาวที่ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดเอ่ยถามขึ้น รอยยิ้มสวยบนใบหน้าหดหายไปเมื่อเห็นภาพตรงหน้า อาชิตะใบหน้าซีดเซียวยืนเกาะราวบันไดด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อนราวกับลูกคุณหนูที่เพิ่งได้ออกมาจากรั้วบ้าน ขายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งพักบนขั้นบันไดโดยไม่อายสายตาใครที่เดินผ่านไปมา

            “...เธอไปก่อนเลย” เขาว่า

            “จะทิ้งกันได้ไงเล่า... เอาเป็นว่าฉันขอโทษนะ ก็ลืมนึกถึงไปจริง ๆ ว่าอาทิตย์ที่แล้วนายเข้าโรงพยาบาล... มา... เดินไปพร้อมกับฉันก็ได้ เดี๋ยวจะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวอร่อย ๆ นะ”

            แค่เพียงน้ำเสียงปลอบใจจากคนรักก็ทำให้ชายหนุ่มมีแรงเป็นไหน ๆ อาชิตะมองมือที่ยืนมาหานั้นด้วยด้วยความสุขพร้อม ๆ กับที่ทั้งสองก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันเพื่อไปยังเป้าหมายนั่นก็คือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

           

 

            อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ...

            “ไหวหรือเปล่าน่ะ ดูหน้านายซีดเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวก่อนจะได้กินเลยนะน่ะ” เมรินพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะแล้วหันมองร่างสูงกว่าที่เดินแหวกฝูงคนตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลานั้นเหยเกไม่พอใจที่ต้องเดินไกลจนเหนื่อยบนสกายวอล์คแถมยังถูกเบียดอีก

            “ระ รอก่อนสิ ทำไมวันนี้คนเยอะเป็นบ้าเลยล่ะ”

            “คนมันก็เยอะแบบนี้ทุกวันแหละ” เมรินบอกอย่างเอือมระอา นัยน์ตากลมโตของเธอจับจ้องอาชิตะที่ยืนอู้อย่างไม่พอใจนักเพราะการหยุดเดินบนทางเดินแคบ ๆ จะทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาเดินลำบากมากขึ้นไปอีก

            “...แต่ว่า”

            ยังไม่ทันได้เถียงอะไรต่อ ข้อมือของชายหนุ่มที่เกาะราวสะพานไว้ก็ถูกรวบแล้วออกแรงดึงอย่างแรงโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง อาชิตะรู้ดีว่าคนตรงหน้าเขากำลังหงุดหงิดอย่างแน่นอนกับการกระทำที่ดูสำออยเหลาะแหละน่ารำคาญของตน

            หลังจากฉุดกระชากลากถูกันมาไม่ไกลนักก็ถึงร้านก๋วยเตี๋ยวที่เป็นเป้าหมาย สภาพร้านเป็นห้องแถวขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวสองชั้น ซึ่งถ้ามองจากด้านหน้าร้านก็จะเป็นหม้อลวกก๋วยเตี๋ยวขนาดใหญ่และเถาถ้วยชามที่สูงจนแทบไม่สามารถมองเห็นตัวแม่ค้า ถัดมาจากตรงนั้นไม่ไกลก็จะเป็นภายในร้าน โต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างดีตั้งเรียงชิดเป็นระเบียบเพื่อรองรับลูกค้าที่มีปริมาณมากในขณะ แต่ละโต๊ะนั้นห่างจากกันไม่ไกลมากรนักอันแสดงถึงความแออัดยามลูกค้าเต็มร้าน

            “กี่ท่านคะ?” พนักงานต้อนรับท่าทางเป็นมิตรเอ่ยถามพลางเดินนำทั้งสองเข้ามาด้านในร้าน เมรินที่รู้งานจึงรีบพาอาชิตะเข้าไปจับจองที่นั่งติดริมผนังกระจกใส และแม้จะดูเหนื่อยอ่อนแต่ชายหนุ่มที่รู้ดีว่ากำลังโดนโกรธก็ไม่ได้พูดอะไร อาชิตะนั่งลงเงียบ ๆ พลางมองสำรวจไปทั่ว

            “อยากกินอะไรดีล่ะ?”

            “ไม่มีเมนูเหรอ?”

            “นี่นาย นี่มันร้านก๋วยเตี๋ยวนะ ไม่ต้องมีเมนูอะไรขนาดนั้นหรอก” ร่างเล็กบอกพลางยิ้มแหยเกรงใจพนักงานสาวที่ยืนรอจดรายการอยู่ไม่ห่างออกไปนักก และเมื่ออาชิตะเองก็ไม่รูจะสั่งอะไรเธอจึงจัดการบอกให้เสียเอง

            “งั้นเอาเส้นเล็กน้ำใสไม่ใส่ถั่วงอกสี่ชามค่ะ”

            “เฮ้ย จะบ้าเหรอ? กินอะไรไปตั้งสี่ชาม... บะ แบบนั้นไม่แน่นตายเลยเหรอ?” พนักงานแทบยังไม่คล้อยหลัง เสียโพล่งขึ้นด้วยความสงสัยก็ดังขึ้น อาชิตะเบิกตาตี่เล็กมองหน้าอีกคนด้วยท่าทีตกใจเพราะไม่คิดว่าเธอจะสั่งรายการอาหารที่ต่างไปจากทุกครั้ง

            “สี่จานนี่ยังน้อยไปนะ ปกติแค่นี้ไม่ทำให้อิ่มหรอกน่า”

            “หา... จะบ้าเหรอ?”

            “ไม่ได้บ้านะ นายไม่รู้เหรอว่านี่มันชามละแค่ 10 บาทเอง ตัวใหญ่ ๆ อย่างนายถ้ากินจริง ๆ สิบชามจะอิ่มหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ฮ่ะ ๆ” หลังจากหน้านิ่วด้วยความไม่พอใจมานาน ในที่สุดเมรินก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาอีกครั้งและเพราะรอยยิ้มที่เป็นมิตรนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย

            แค่เห็นเธอมีความสุข จากนี้จะถูกบังคับให้กินกี่ชามเขาก็จะไม่ดื้อทั้งนั้น!

            “อ๋อ... อื้ม” ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจพลางมองดูผู้คนโต๊ะข้าง ๆ ทั้งเด็กน้อยและผู้ใหญ่ตลอดจนคนเฒ่าคนชราต่างก็กินกันไม่ต่ำกว่าสี่ชามอย่างที่เมรินบอก วิถีชีวิตที่ต่างจากอาหารจานละเป็นร้อยเป็นพันของเขาทำให้เขารู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก นี่ถ้าไปเล่าให้พ่อเขาฟังล่ะก็ พ่อเขาเองก็คงอึ้งอย่างแน่นอน

            ไม่นานนักพนักงานท่าทางใจดีก็นำก๋วยเตี๋ยวน้ำใสในถ้วยเล็กพอดีคำมาส่งให้ เมรินที่นั่งใกล้ฝั่งพนักงานจึงรับมาแล้วสอนวิธีปรุงให้กับเขา เธอเริ่มสอนให้เขารู้จักเครื่องปรุงแต่ละชนิดรวมถึงเจ้าขนมถ้วยที่คว่ำอยู่บนโต๊ะด้วย

            “แล้วเราจะปรุงยังไงเหรอ? คือถ้าต้องการให้มันมีรสแบบที่อยากทานน่ะ”

            “นายก็ต้องค่อย ๆ ใส่ไปไง อย่างแบบ ถ้านายอยากกินหวาน ก็ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลลงไปทีละน้อย ๆ แล้วชิมเอา” ใบหน้าสวยของเมรินยิ้มบาง ๆ ก่อนจะใช้ช้อนกลางอันเล็กในถ้วยน้ำตาลค่อย ๆ ตักมันใส่ในชามตนอย่างใจเย็น ในขณะที่เขามองตามแล้วส่ายหน้าเบา ๆ

            “ยากจัง...”

            “แล้วปกติ นายไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวเหรอ?”

            “ฮ่ะ ๆ เคยสิ แต่แม่ปรุงให้น่ะ... แม่ฉันไม่ชอบให้ฉันกินน้ำตาลมากเพราะเดี๋ยวเป็นเบาหวาน กินเค็มมากก็ไม่ได้เดี๋ยวโรคไตถามหาอีก พอจะใส่น้ำส้มสายชูมากไปแม่ก็กลัวว่าจะเปรี้ยวแล้วน้ำส้มสายชูก็เป็นกรดด้วย กัดกระเพราะไปคงคงยุ่ง กินเผ็ดมากก็ทำให้เป็นโรคกระเพราะได้ อีกอย่างฉันก็กินเผ็ดมากไม่ได้ด้วย ใส่พริกไทยก็ฉุนมากเลย เคยกินแล้วจมูกแดงไปหมด แล้วที่สำคัญนะ กระเทียมหรือกินพวกที่มีไขมันมาก ๆ จะทำให้เป็นไขมันอุดตันเส้นเลือดและก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ แต่ถึงอย่างนั้น...” อาชิตะไม่ได้พูดเปล่า นิ้วมือเรียวของเขาชี้ไม้ชี้มือไปบนเครื่องปรุงแต่ละอย่างแล้วบรรยายอย่างออกรถจนทำให้ชายร่างอ้วนใหญ่ที่อยู่โต๊ะถัดไปถึงกับหยุดมองเขาพร้อมน้ำตาลช้อนใหญ่ในมือด้วยท่าทีไม่พอใจนัก

            “พอเถอะพ่อคุณ!” หลังจากทนฟังเสียงพล่ามบรรยายสารพัดโทษของเครื่องปรุงบนโต๊ะมานาน ในที่สุดเมรินก็หมดความอดทนแล้วรีบออกปากห้าม สำหรับเธอแล้วสิ่งที่เขาพูดมันถูกและมีเหตุผล ทว่า... มันผิดเวลาไปเพราะเจ้าตัวดันมาพูดเอาในเวลาทาน แถมที่สำคัญคนในร้านต่างก็มองเขาเป็นตาเดียวอีกต่างหาก หญิงสาวมองแล้วทำท่าขอโทษขอโพยแทนชายหนุ่มที่อยู่ในอาการมึนงง

            “เมริน... ขอโทษเขาทำไมเหรอ?”

            “ถามอะไรบ้าๆ นายสงบปากสงบคำแล้วกินไปเลยเงียบๆ” แม่เสือสาวมองค้อนควับใหญ่ก่อนจะมองก๋วยเตี๋ยวในชามอีกคนที่ดูท่าจะอืดเพราะเวลานาน ชายหนุ่มจึงไม่ได้พูดอะไรต่อและก้มหน้าก้มตากินอย่างเกรงใจ

            “เอาเป็นว่าวันหลังมาด้วยกันแล้วฉันจะสอนนายปรุงก๋วยเตี๋ยวเองก็แล้วกันเนอะ ขืนเป็นแบบนี้แต่งงานมีลูกไปนายก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”

            เพียงเพราะคำพูดเบา ๆ ของอีกฝ่ายก็ทำให้อาชิตะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองอย่างสงสัย นัยน์ตาสีนิลสั่นระริกเบา ๆ ราวกับได้รับความหวังบางอย่าง แต่ที่แปลกไปก็คือ เขาไม่ได้มีรอยยิ้มอีกแล้ว...

            “อาจจะไม่ได้มาอีกก็ได้ เพราะงั้นวันนี้เธอกินเยอะ ๆ แล้วกันนะ”

            “อ่า อื้ม... ตายด้านแล้วก็ไม่บอก ฮ่ะ ๆ” ร่างเล็กว่าก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมรินก้มหน้าก้มตาทานต่อไปด้วยท่าทางมีความสุขก่อนที่ทั้งสองจะเรียกพนักงานมาเก็บเงินแล้วเดินกลับทางเก่า

            สายลมยามบ่ายหน้าหนาวพัดมากอีกเป็นระลอกท่ามกลางเมืองใหญ่ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย แสงแดดสีส้มอ่อนส่องกระทบยอดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า เสียงรถไฟฟ้าบีทีเอสสายที่จะไปสยามแล่นผ่านไปมาอยู่ด้านบนศีรษะ ก่อนที่มันจะหายลับไปทางตึกสะอาด ศิริพัฒน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลราชวิถี

            “อีกไกลไหมกว่าจะถึงสถานีบีทีเอสน่ะ...” อาชิตะที่ดูเหนื่อยเพราะกินไปหลายชามพูดขึ้นเบา ๆ ในมือยังกอดขวดโคล่าที่ได้รับมาจากในร้านในขณะที่เมรินมองดูบัตรส่วนลดที่จะได้รับเมื่อมาทานครั้งต่อไปอย่างภาคภูมิใจ

            “ก็เท่ากับตอนที่นายเดินมานั่นละ” ร่างเล็กตอบเบา ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปสุดทาง

            “โห งั้นนั่งพักก่อนดีกว่า กินไปตั้งหกชาม จะเรอรอบที่สามพันอยู่แล้วเนี่ย”

            “บ้า... วันนั้นมิสเอกินไปตั้งสิบห้าชามได้มั้ง ฉันยังไม่เห็นเขาจะเรอเลย”

            “หืม? ใครเหรอมิสเอ?” อาชิตะมองอีกคนอย่างสงสัยในขณะที่ยกมือขึ้นมาลูบคางตนเองเบา ๆ ราวกับใช้ความคิด “กินไปขนาดนั้นไม่น่าจะใช่คนแล้วมั้งน่ะ...”

            “นายนี่ตบปากเลย! มิสเอเขาเป็นรุ่นพี่ในคณะฉันหรอก ชาวต่างชาติน่ะ มาจากอเมริกาพอดีรู้จักกันก็เลยชวนเขามาทาน...”

            “อ้าว เหรอ แล้วตอนนั้นฉันอยู่ไหนซะล่ะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าเธอมากับคนอื่น?”

            “จะรู้นายเหรอ ? ก่อนวันที่นายทำลูกชิ้นฉันร่วงแถมเนียนกอดนั่นซะอีกนะ...”

            อาชิตะมองคนตรงหน้าก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เรื่องในวันนั้นผ่านมานานมากแล้วแท้ ๆ แต่เมรินกลับนึกขึ้นมาได้ วินาทีที่เขาได้ใกล้ชิดกับเธอโดยบังเอิญเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เธอได้เข้ามาเรียนที่นี่...

            “ตอนนั้นเธอเรียกฉันว่าอากิระ...”

            “กะ ก็นายน่าเหมือนกันนี่ คะ ใครจะไปรู้เล่าว่าเป็นฝาแฝดกันน่ะ” ร่างเล็กพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะแอบเบือนหน้าหนีด้วยอาการร้อนวูบวาบที่ผิวหน้าพิลึก ๆ พอคิดถึงเวลากอดหรือจูบกันทีไร หญิงสาวก็ไม่รู้ทำไมที่คิดว่าหัวใจดวงน้อย ๆ ของตนมันจะสั่นไหวแถมออกแรงบีบตัวแรงและเร็วกว่าปกติ

            “ฮ่ะ ๆ แล้วตอนนี้เธอรักใครล่ะ?”

            “ตะ ตาบ้า ถามอะไรไร้สาระ ทำคนเขาใจสั่นขนาดนี้แล้วยังจะต้องถามอีกเหรอ?”

            “ก็บอกมาให้คนพาเลี้ยงชื่นใจหน่อยสิ... ฮ่ะ ๆ ถ้าบอกรักฉันนะ วันหลังนะถ้าฉันอยู่ ฉันจะพามาอีกบ่อย ๆ เลย เพราะงั้นกินจนพุงกางขนาดนั้น บอกรักกันบ้างสิคุณที่รัก” อาชิตะแกล้งพูดขึ้นดัง ๆ ราวกับผู้ชนะ แต่ก็ไม่ผิดหรอก เพราะก๋วยเตี๋ยวเกือบสองร้อนบาทวันนี้มันก็เป็นเงินที่เขาออกเองนี่นา

            “ไม่มีทางหรอก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงเห็นแก่กินซะหน่อย”

            “งั้นพรุ่งนี้กินอีกเอาไหม?”

            “เอา!” เมรินเอามือปิดปากตนไม่ทันเมื่อเขาดันยื่นข้อเสนอล่อตาล่อใจ ร่างเล็กเก็บอารมณ์ความเขินอายเอาไว้ก่อนจะออกเดินก้าวเท้าฉับ ๆ ด้วยต้องการไม่ให้เขาจับได้ว่าตนเองกำลังรู้สึกเขิน จากทางเดินตรงนั้นมาจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ไกลนัก ร่างเล็กหยุดรอชายหนุ่มที่ยังอยู่ท่ามกลางฝูงคนด้วย

            “ปะ ไปไหนของตานั่นนะ...”

            ยิ่งรอก็ยิ่งทำให้ทำให้เธอรู้สึกกระวนกระวายใจพิลึก เมรินพยายามมองหาชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วงในขณะที่จู่ ๆ เธอก็รู้สึกราวกับว่ากลุ่มคนในบริเวณนั้นแน่นขนัดและหยุดยืนรุมล้อมอะไรบางอย่างพร้อมกับเสียงดังโหวกเหวกร้องขอความช่วยเหลือ

            “คะ คนเป็นลมค่ะ ช่วยด้วยค่ะมีคนเป็นลม!” เสียงผู้หญิงวัยทำงานคนหนึ่งดังขึ้น เสียงแหลมเล็กของเธอทำให้บรรดาไทยมุงบางส่วนแน่นขนัดขึ้นไปอีก มันราวกับเสียงที่กรีดลึกเข้าไปภายในใจเธออย่างแรงเพราะจู่ ๆ ท่าทางขี้โรคบอบบางบ่นเหนื่อยของอาชิตะก็ดันแวบเข้ามาในสมอง

            “รีบโทรเรียกรถพยาบาลสิ”

            “คนป่วยเป็นเด็กวัยรุ่นผู้ชาย”

            “หอบไม่หยุดเลย อาการดูแย่มาก!

            เสียงอื้ออึงดังแน่นขนัดไปหมดทั่วบริเวณนั้นในขณะที่อาการทุกอย่างที่ได้ยินฟ้องเธอว่าไม่มีทางผิดตัวแน่ ความกังวลและทุก ๆ อย่างในตอนนี้ผลักดันเธอให้รีบวิ่งเข้าไปหาเป็นการด่วน ปากก็ร้องเรียกชื่ออีกคนด้วยความเป็นห่วง

            “ขะ ขอทางหน่อยค่ะ ฉะ ฉันเป็นแฟนคนป่วย”

            แทบจะไม่ต้องรอให้รู้แน่ว่าใครหญิงสาวก็พูดขึ้นอย่างรู้ เมรินแหวกฝูงคนมากมายเข้าไป ทว่า แทนที่เธอจะเห็นภาพท่าทางทรมานเพราะโรคประจำตัวของอาชิตะ เธอกลับเห็นภาพอื่นที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต

            “ช่วยถอยไปหน่อยเถอะนะ คนป่วยต้องการออกซิเจน”

            เสียงดังของใครบางคนนั้นพูดขึ้นอย่างเอาจริงเอาจังทำให้กลุ่มไทยมุงที่บ้างก็อยากเห็นบ้างก็อยากช่วยเหลือถอยกันไปคนละก้าวสองก้าวเผยให้เห็นร่างที่นอนอยู่ภายในวงนั้นง่ายขึ้นไปอีก เด็กนักเรียน ม.ปลายคนหนึ่งในสภาพเหงื่ออกชุ่มร่างยังคงหอบหายใจรุนแรง มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมอกตนเองด้วยอาการแน่น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดไปหมดแต่ไม่น่าเชื่อว่าคนที่คอยพยุงร่างนั้นให้นั่งหายใจลึก ๆ กลับกลายเป็นคนที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นคนป่วยเสียมากกว่า!

            อย่างอาชิตะเหรอ ? จะช่วยคนอื่นได้!

          ถะ ถ้าไม่ได้กำลังเห็นอยู่ละก็...

          “ใจเย็น ๆ ก่อนนะ ค่อย ๆ หายใจ... เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว...” เสียงแผ่วเบาท่าทางเป็นมิตรนั้นพยายามปลอบเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่า อาชิตะประคองร่างนั้นเองไว้และพยายามให้เขาหายกังวล ซึ่งมันก็น่าจะช่วยได้มากทีเดียว ตอนนี้กระดุมเสื้อเม็ดบน ๆ ของชุดนักเรียนถูกปลดออกเผยให้เห็นแผงอกที่ขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วเพราะอาการป่วย นิ้วมือเรียวนั้นแปะลงเบา ๆ บริเวณข้อมือของเด็กหนุ่มก่อนจะเงยหน้ามองเมรินที่เป็นนักศึกษาแพทย์ด้วยท่าทีไม่ดีนัก

            “Pulse Rate มากกว่า 120 อีกน่ะ ไม่ยอมลดลงเลยด้วย ธรรมดาแล้วมันต้องมียาพวก Quick-relief medications แล้วให้ตอนนี้แต่ว่าคนป่วยเขาไม่มีอะไรติดตัวมาเลยน่ะ โทรไปเรียกรถพยาบาลแล้วก็ยังมาไม่ถึงด้วย”

            “ไอ้ยาชื่อยาวเหยียดนั่นนายไม่ได้มั่วเอาใช่ไหมอาชิตะ? ละ แล้วจะให้ช่วยยังไงล่ะ ?”

            “นี่เธอ ฉันไม่มีเวลามามั่วแกล้งคนนะ! งั้นชื่อยาพวก Reliever น่ะพอรู้จักไหม?” แทนที่จะตอบแบบปกติ แต่ดูท่าแล้วอาชิตะจะดูดุขึ้นกว่าเก่า แววตาเอาจริงเอาจังของเขาทำให้ร่างเล็กรู้สึกเสียวแวบไม่ได้ มันไม่ใช่ว่าเขามั่วอย่างที่เธอคิดแต่การเรียกชื่อเต็มแถมถูกในเวลานี้มันทำให้เธอรู้สึกทึ่งไม่ได้

          เรียนไอซีที คะ แค่สอบหมอติด... ยังไม่ได้เรียนแต่รู้ขนาดนี้ หะ โหดไปไหม!

          แต่ยังไม่ทันที่จะได้ต่อความยาวอะไรก็เหมือนจะเห็นทางรอดเมื่อจู่ ๆ กลุ่มพยาบาลก็กรูกันเข้ามาหามเด็กหนุ่มคนนั้นไปทำการรักษาโดยด่วน พร้อมกับที่อาชิตะดื้อดึงตามไปด้วยอาการเป็นห่วงเด็กคนนั้น

            “ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วค่ะแต่คงต้องให้พักดูอาการในโรงพยาบาลอีกสักคืนก่อน ทางโรงพยาบาลโทรบอกคุณแม่กับพี่ชายเขาให้แล้ว ยังไงก็ต้องขอบคุณมากนะคะที่พวกคุณปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนไข้ถูกวิธีสมัยนี้หายากจริง ๆ ค่ะ” นางพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาบอกทั้งสองที่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน และพอได้รู้ว่าอาการเด็กคนนั้นปลอดภัยแล้วอาชิตะที่ดูหน้าบูดก็ยิ้มโล่ง

            “...อ่า งั้น พวกผมอาจจะต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ แต่ว่าถ้าเกิดว่าครอบครัวเด็กคนนี้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหรือยังไงช่วยบอกให้เขาติดต่อกลับตามนามบัตรนี้ทีนะครับ คือผมสงสารน้องเขาน่ะครับ”

            ว่าไม่ว่าเปล่า มือใหญ่ของเขาหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์ลายรีแรคคุมะก่อนจะส่งให้นางพยาบาลด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ถ้าให้เดาเธอเองก็คงสงสัยว่าทำไมนักศึกษาหนุ่มธรรมดาถึงจำเป็นต้องมีนามบัตร แต่พออ่านชื่อและนามสกุลเธอก็ดูจะเข้าใจได้ไม่ยาก

            เหมือนโรงพยาบาลเราเคยได้ยินชื่อผู้ชายคนนี้จากที่ไหน...

          “เอ่อ... คุณเป็นนักศึกษาแพทย์หรือเปล่าคะ ?”

            คำถามนั้นทำให้อาชิตะเบิกตาขึ้นน้อย ๆ ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “อ๋อ เปล่าหรอกครับ แค่พออ่านมาบ้างน่ะ... แต่แฟนผมเป็นอยู่ ฮ่ะ ๆ” อาชิตะหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองเมรินแล้วเอ่ยปากลากลับ ตลอดทางที่เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเมรินยังคงแอบลอบมองชายหนุ่มอยู่เป็นระยะ ๆ ด้วยความรู้สึกแอบปลื้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

            “ทำไมคุณพี่อาชิถึงรู้เรื่องพวกนี้มากขนาดนี้ล่ะ...”

            “ก็นะ... ก็บอกแล้วไงว่าอยากเป็น แต่ เอ... เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่ายังไงนะเมริน?” อาชิตะเหลือบมองคนข้าง ๆ ด้วยแววตาสงสัยพร้อมกับสีหน้าซีดเซียวที่เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ

            “เรียกว่า พี่อาชิ

            “ตายแล้วเขินนะเนี่ย วันหลังเรียกอีกได้หรือเปล่าน้องเมริน?”

            “เหอะ ไม่เอาแล้วจักกะดี้จั๊กกะเดียมเป็นบ้าเลย ฮ่ะ ๆ” ร่างเล็กยิ้มหวานสดใสก่อนจะมองดูวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ถึงจะเป็นเวลาไม่นานนักแต่ทว่าหน้าหนาวแบบนี้ก็ทำให้มืดไว ตึกสะอาดที่เคยเดินผ่านเปิดไฟสว่างไสวทุกห้องจนเธออดที่จะหยุดมองดูไม่ได้ แม้ในความเป็นจริงแล้วเธอจะยังเป็นแค่นักศึกษาแพทย์ก็ตามแต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือความรู้สึกสงสารผู้ป่วยมากมายที่ยังคงต้องนอนทนทุกข์ทรมานและก็มีจำนวนน้อยมากที่จะได้มีโอกาสที่ดีเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายที่อาชิตะเจอในวันนี้...

            “ฉันตั้งใจจะเป็นศัลยแพทย์ระบบเกี่ยวกับพวกสมอง ตอนแรกฉันคิดว่าผู้เป็นของฉันเป็นกลุ่มที่น่าสงสารมาก เพราะสมองเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในร่างกาย แต่พอมาเจอเหตุการณ์วันนี้ มันทำให้ฉันคิดว่าไม่ว่าคนเราจะป่วยที่ตรงไหน ยังไงก็น่าสงสาร...”

            อาชิตะที่ยืนมองการจราจรแสนวุ่นวายนั้นค่อย ๆ หันมามองร่างเล็กอย่างสงสัย นัยน์ตาสีนิลเข้มปราดมองดูตึกหลังใหญ่ที่เปิดไฟสว่าง ด้านข้างตึกเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นสถาบันผู้ป่วยโรคหัวใจก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ

            “ใช่... อย่างที่เธอบอกนั่นแหละเพราะงั้นไง บนโลกใบนี้มีคนป่วยมากมาย บ้างก็มีโอกาสรักษา บ้างก็ทำได้แค่รอเวลานั้นให้มาถึง บ้างก็ทนทุกข์ทรมานเพราะไม่อยากบอกญาติหรือคนที่ตัวเองรักให้ทุกข์ไปด้วย... เพราะงั้นแหละ เธอที่มีโอกาสได้ดูแลพวกเขาต้องทำให้ดีที่สุดนะ อย่าให้เสียเวลาแล้วปล่อยโอกาสหลุดลอยไป”

            “อาชิตะ...”

            “นาน ๆ ทีจะได้พูดอะไรซึ้ง ๆ เขินจังเลยแฮะ... กลับกันดีกว่าเมริน มาเถอะ ฉันหายเหนื่อยแล้วล่ะ...”

            ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรต่อไปอีก ไม่นานนักรถไฟฟ้าก็พาพวกเขามาถึงที่มหาวิทยาลัย ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ายยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเข้าไปทุกทีทั้งที่เวลาก็เพิ่งจะห้าโมงเย็น ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเมฮิเมะ สายลมต้นฤดูหนาวพัดมาเอื่อย ๆ ในขณะที่อาชิตะค่อย ๆ เดินแยกกับเมรินที่ร้านสเต็กของโจยุ จากที่ไกล ๆ เมรินยังคงยิ้มให้เขาด้วยความรัก... และทุก ๆ ครั้งที่เขาได้อยู่กับเธอ เขาเชื่อเสมอว่านี่คือความสุขที่ไม่ว่าใครก็เอามันไปจากคนทั้งสองไม่ได้

            จริง ๆ เขาก็อยากจะอยู่คุยกับเธอที่ร้านของโจยุต่อหรอกถ้าไม่ติดว่ามีการบ้านที่คั่งค้างอยู่ที่บ้าน ชายหนุ่มก็คงหยิบมันติดมือมาด้วยแล้วแท้ ๆ

            อาชิตะเดินลัดมาตามทางเดินก่อนถึงคณะตนเองอีกครั้งเพื่อที่จะไปนำรถออกจากลานจอดรถ ทว่าทางที่เดินวันนี้ดูจะวังเวงพิกลเช่นทุกวันเพราะดูเหมือนกลุ่มเด็กไทยนับสิบที่เคยนั่งทำพวกกิจกรรมรณรงค์โน่นนี่จะหายไป ในขณะที่เขาได้ยินเสียงกลุ่มคนมากมายดังมาจากอีกมุมของอาคาร

            “หน้าด้านเนอะ ขนาดนี้แล้วยังจะกลับมาเรียนอีก” เสียงใครบางคนดังขึ้นเบา ๆ ภายในมุมตึกที่เงียบสงัด

            “เป็นเรานะ เราไม่กล้ามาหรอก...”

            “ก็ไหนว่าจะตายแล้วไง ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงยังกลับมาเรียนอีก...”

            “เอ๋ เดี๋ยว มันเป็นโรคอะไรเหรอ? ฮ่ะ ๆ อย่าบอกนะว่าเป็นอะไรที่สังคมรังเกียจน่ะ”

            “ใช่ ๆ สงสัย ๆ เพราะว่ามันไม่เคยบอกใครเลยนะ ใครถามก็คอยแต่เลี่ยง ตอนที่ไปค่ายมันก็สร้างปัญหาให้คนในค่ายแล้วก็ไม่เห็นมันจะสำนึกอะไรซักอย่าง พูดตรง ๆ ว่าทุกวันนี้ที่เห็นหน้ามันฉันก็เอือมจะบ้าละ หล่อตายแหละ” เสียงหญิงสาวอีกคนพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เธอจะเดินออกมาผงะเข้ากับอาชิตะที่เดินสวนมาพอดี

            “อุ๊ย...”

            “ไม่เป็นไรใช่ไหม?” ร่างสูงพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนเป็นมิตรนั้นมองร่างเล็กกว่าด้วยความสงสัย แต่ทว่าเธอคนนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่สำหรับคนที่นี่แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้แตกต่างหรือดูผิดปกติอะไร ในรั้วมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีใครจะต้องมาสนใจอะไรคนอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่พวกที่จะมาสนใจเสียงคำใครนินทาใครด้วย ตลอดมาตั้งแต่ยอมขอร้องพ่อกับแม่เพื่อให้ได้เรียนโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ชายหนุ่มก็ไม่เคยคิดจะสนใจเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเองอยู่แล้ว

            ทว่าในวันนี้...

            รถยนต์ส่วนตัวของตนที่ใช้มาทุกวันในวันนี้กลับดูเปลี่ยนไป อาชิตะขยี้ตามองอีกครั้งให้แน่ใจว่าเจ้าเศษเหล็กที่ถูกทุบและพ่นสีแดงเป็นคำหยาบนั่นคือรถของตนไม่ผิดเพี้ยน อักษรสีแดงจากสีสเปรย์เขียนเป็นคำหยาบชื่อสัตว์เลื้อยคลานน่าเกลียด บ้างก็เขียนอวยพรให้ตายไปไว ๆ ล้อทั้งสี่ถูกปล่อยลมยางออกจนหมด กระจกทุกบานแตกพร้อมเสียงสัญญาณนิรภัยที่ร้องไม่หยุด

            ผู้เป็นเจ้าของยังคงยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ทว่าเลขทะเบียนบนแผ่นป้ายนั้นก็ยังฟ้องเด่นชัดว่านี่เป็นรถของเขา!

ชายหนุ่มไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ยกเว้นก็แต่...

 

          “ไอ้เซน...”

 

__________________________________________TALK WITH HIME

เย่ ๆ อัพตอนนี้ครบ 100% แล้ว >< สำหรับพาร์ทแรกอาจจะงง ๆ กันใช่ไหมคะจากที่มาที่ไปของตัวละครตัวใหม่ แต่ขอบอกเลยว่าอย่าได้ลืมอาเฮียคนนี้เชียว ! เพราะคงต้องจ้างมาเล่นอีกหลายตอนค่ะ #ห๊ะ

เข้าเรื่องดีกว่า สำหรับตอนนี้อาชิและเมรินไปทาน เขียนมาจากประสบการณ์ของฮิเมะกับพี่เมล่อนค่ะ ซึ่งพอเอามาใช้ในนี้แล้วสนุกมาก ๆ เลย เหมือนได้เขียนรีวิวร้านอาหาร (ฮา) แต่ว่าไม่ได้รวมตอนที่อาชิตะช่วยเด็กชายที่เป็นโรคหอบหืดนะคะ อันนั้นฮิเมะยอมรับเลยว่าไม่เคยหอบหนักอะไรขนาดนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่เลยมาจากการค้นคว้าและอินเตอร์เน็ตค่ะ ผิดถูกอย่างไรอันนี้หากผู้รู้ได้ชี้แจงจะขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ถือว่าฉากนี้ปิ๊งเข้ามาแล้วเหมือนเหนือความคาดหมายจริง ๆ ปกติเคยเขียนแต่อะไรที่เป็นเองเลยแบบ...
นิดนึงเนอะ แหะ ๆ ปีหน้าดวงไม่ค่อยดีด้วย เขาว่าอาจจะไม่หายหรือเป็นหนัก จากที่ส่องในเด็กดีมาวันนี้ TwT เอาเป็นว่าผิดแผนเป็นอะไรขึ้นมาคงได้ความรู้มาเขียนอีก #ห๊ะ

ส่วนตอนนี้เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในหลายเรื่อง แถมมีฉากฟินส่วนตัวด้วยแหละ
หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชอบกันนะคะ >w<)/ แล้วก็จนกว่าที่เราจะได้เจอกันอีก... อาจจะหลังไฟนอลของฮิเมะ ก็คือประมาณปลายเดือนนี้แหละ ไม่นาน อย่าตกใจ(?) ก็ต้องดูแลสุขภาพกันเยอะ ๆ นะคะ อากาศหนาวแล้วแหละ ที่กรุงเทพกับเขตภาคกลางนี่กลางวันร้อนตับแลบเลย กลางคืนที่ไรไข้ขึ้นทุกที เอาแน่เอานอนไม่ได้ ยังไงก็อย่าลืมห่มผ้า ทานยากันนะคะ คนที่เรียนอินเตอร์ก็ขอให้ไฟนอลนี้ get A กันทุกวิชา คนที่เรียนหลักสูตรไทย (น่าจะกำลังมิดเทอมหรือเปล่า?) ก็ขอให้ได้คะแนนดี ๆ กันทุกคนค่ะ ขอบคุณมากที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #297 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 06:18
    ใครมาทำรถของอาชิตะเนี่ย.... รู้ไหมว่าค่าซ่อมมันแพง(?)
    #297
    0
  2. #183 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 13:30
    อาชิตะเท่มากตอนนี้ ! ~~
    #183
    0
  3. #181 nampueng zaa (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 / 21:21


    อ่านแล้วติด>
    #181
    0