CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 40 : [[,,,Chapter 27,,,]] Presage II [unverified + 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    3 พ.ย. 56

JJ♕


27

Presage ll




หยดน้ำเล็ก ๆ หยดแล้วหยดเล่ายังคงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนหรูหราโดยไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ ความเหน็บหนาวจากอากาศเย็นด้านนอกค่อย ๆ ลุกลามไปทั่วร่างที่นั่งกอดเข่าแน่นพิงผนังกระเบื้องสีสว่างซึ่งไม่ห่างไปจากอ่างล้างมือมากนัก นัยน์ตาสีนิลเข้มที่เอาแต่หลุบลงต่ำได้แต่ฉายแววเหนื่อยอ่อนและหวาดกลัวกับเหตุการณ์บางอย่างที่เพิ่งผ่านพ้นไป

อาชิตะ... ทำไม...

เสียงเรียบของผู้มาใหม่เอ่ยถามชายหนุ่มที่เอาแต่หลบมุมนั่งเงียบ อาสึชิผู้เป็นพ่อมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนตรงหน้ารู้สึกอย่างไร นายเหนือแห่งบ้านอาคิโมโตะทำได้เพียงนั่งลงช้า ๆ ลูกชายคนเล็กที่ยังคงกอดเข่าไม่พูดไม่จาหรือแม้แต่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ

“...”

ทำไมล่ะลูก... ทำไมถึง...

แค่จะเอื้อมมือสัมผัส อาสึชิยังรู้สึกกลัวคนตรงหน้าจะบุบสลายไปเพราะเรี่ยวแรงของตน ผู้เป็นพ่อได้เพียงค่อย ๆ เอื้อมมือใหญ่ของตนเช็ดหยดน้ำมากมายที่เกาะพราวบนร่างเล็กกว่า

“...ไม่เป็นอะไรซะหน่อยนัยน์ตาสีนิลทำได้เพียงเงยมองคนตรงหน้าแต่ทว่าบัดนี้ประกายสวยนั้นหายไปเหลือเพียงคราบน้ำตาและความอ่อนล้าที่ไม่สามารถกลบเกลื่อนไว้ได้

อาสึชิรู้ดีว่าลูกชายตัวแสบคนนี้กำลังโกหก... และที่ต้องทำใจโกหกมันก็เพราะความผิดที่เขาเองเป็นคนก่อขึ้นมา ความผิดบาปที่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่อาจจะชดใช้ได้โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง

พ่อขอโทษนะ...

ไม่ได้เกี่ยวอะไรนี่นา ไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อหรอกน่า...อาชิตะค่อย ๆ ยิ้มตอบเบา ๆ ทั้งที่เขาเองก็คิดว่าคนตรงหน้านั้นฉลาดจนดูออกว่านี่มันคือรอยยิ้มที่ฝืนใจเพื่อให้รู้สึกดีแล้วลืม ๆ ไปก็เท่านั้นก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง

“...บางทีลูกก็เป็นเด็กดีเกินไปนะอาชิ

เพราะคำพูดเบา ๆ ของผู้เป็นพ่อที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นมาแต่ทว่าคำ ๆ นั้นกลับทำให้อาชิตะถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยนัยน์ตาที่ซ่อนเร้นอะไรบางอย่างเอาไว้...

ผมดีได้แค่ตอนนี้...อีกหน่อยก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลว ๆ ที่เห็นแก่ตัวอยู่ดีแหละครับ...

อาชิ...

“...ไปกันเถอะ ผมไม่อยากให้เมรินคอยนานนะ

 

 

นายไปไหนมาน่ะอาชิตะ ดูสิตัวเปียกหมดเลยเมรินเอ่ยขึ้นพลางมองคนที่เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ด้วยแววตาสงสัยเมื่อเห็นว่าอีกคนเปียกโชกราวกับไปเดินตกน้ำตกท่ามาเสียอย่างนั้น

ฮ่ะ ๆ ก็... พอดีฉันสำลักน่ะก็เลยรีบออกไปล้างหน้าอาชิตะอธิบายกับเธอเบา ๆ ในขณะที่ร่างเล็กกว่ารีบหยิบทิชชูจากในกระเป๋าส่งให้เขาอย่างเป็นห่วง

แล้วทำไมไม่บอกล่ะ นายวิ่งออกไปแบบนั้นทุกคนเขาตกใจหมดนะ

ฮ่ะ ๆ ก็มันอายนี่นา ฉันน่ะสำลักปลาแซลมอนกับวาซาบิเต็มหน้า คะ ใครจะอยากให้คุณแฟนเห็นกันล่ะร่างสูงทำแก้มป่องพลางจะเถียงต่อไปอีกจนเมรินยกมือปรามแล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่เกาะพราวออกเบา ๆ อย่างเป็นห่วงในขณะที่ไม่ได้รู้เลยว่าอาสึชินั้นยกมือขึ้นมาไขว้เหนือศีรษะเพื่อส่งสัญญาณอะไรบางอย่างในอารดารับรู้เอาไว้

หลังจากทานอาหารกันจนอิ่มแล้วครอบครัวอาชิตะก็ยังพาว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กซื้อของฝากโน่นนี่เสียจนเต็มไม้มือท่ามกลางความเกรงใจของเมรินที่ไม่คิดว่าทั้งบ้านของอาชิตะนั้นจะตามใจอะไรเธอมากในขณะนี้จนถึงเวลาที่ต้องแยกกันกลับ

นายไปหาหมอเถอะน่าอย่าทำท่างอแงสิเมรินพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้อาชิตะที่ส่งสายตาทำทีเหมือนเด็กเล็กไม่ยอมไปหาหมออยู่ท้ายรถ จนผู้เป็นพ่อและแม่ถึงกับยืนกุมขมับเล็ก ๆ ไม่ได้ในความเอาแต่ใจของเขา

แต่ว่า...

เอาน่าฉันกลับเองก็ได้น่า นายควรจะไปหาหมอดีกว่านะ ดูสิตัวยังร้อนอยู่เลยแท้ ๆเมรินอธิบายกับคนตรงหน้าอย่างเป็นห่วง หญิงสาสวมองเขาก่อนจะหันมองสองสามีภรรยาครอบครัวอาคิโมโตะอย่างเกรงใจในขณะที่อาชิตะยังคงก้มหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่แล้วค่อย ๆ ถอนหายใจออกมาเบา ๆ

 “งั้นผมจะไปหาหมอกับคุณพ่อ...คุณแม่ช่วยไปส่งเมรินก่อนแล้วค่อยตามมาทีหลังแล้วกันนะครับ ไม่งั้นผมคงอดห่วงไม่ได้

จ้า ๆ เอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยนเลยลูกคนนี้....ให้สาว ๆ เขาไปด้วยกันแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ งั้นเราก็ไปกันเถอะหนูเมรินผู้เป็นแม่รีบตอบรับทันควันก่อนจะระบายยิ้มสวย เธอคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีสำหรับตัวอาชิตะและเมรินเอง เพราะอย่างน้อยเธอก็รู้ว่าแท้จริงแล้วอาชิตะเองกำลังต้องการทำอะไร

คุณนายยังสาวบ้านอาคิโมโตะยิ้มร่าดีใจเป็นพิเศษในขณะที่คิมูระซึ่งรู้หน้าที่ดีเดินค้อมหลังอย่างรู้หน้าที่ไปนำรถของอาชิตะออกมาจากที่จอด

งั้นผมจะพาอาชิไปหาหมอเลยแล้วกันนะ คุณส่งหนูเมรินเสร็จแล้วก็ค่อยตามไปสมทบแล้วกัน เผื่อเย็น ๆ แบบนี้คนเยอะ รถติดจะได้ไม่ต้องพะวักพะวงกันผู้เป็นพ่อพูดสรุปด้วยน้ำเสียงเรียบทว่ายังแอบชายตามองลูกชายตัวแสบที่ดูท่าจะได้ใจอยู่ไม่น้อย อาชิตะยิ้มให้เมรินบาง ๆ ก่อนที่เธอจะแยกตัวขึ้นรถไปอย่างรู้หน้าที่

รถยนต์สีดำสนิทขับผ่านถนนเส้นใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยนานาชาติเมฮิเมะซึ่งอยู่ถัดไปอีกเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ทว่าในเวลาที่การจราจรติดขัดขนาดนี้ระยะทางใกล้ ๆ ก็ดูแสนไกลเหลือเกิน

นัยน์ตาคู่สวยฉายแววตาระอากับภาพที่เธอเห็นอยู่กับทุกวันในขณะที่เธอทำได้เพียงมองนาฬิกาเรือนสวยที่อยู่บนข้อมือก่อนจะพยายามคิดหาเรื่องคุยเพื่อทำลายความเงียบงัน

นี่ ๆ หนูเมรินจ๊ะ ตอนที่ไปอยู่บ้านหนูนี่อาชิเขาทำอะไรบ้าง ไปทำให้เดือดร้อนกันหรือเปล่าล่ะจ๊ะเนี่ยคุณหญิงอารดาพูดขึ้นก่อนจะยิ้มมองเมรินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งก็ทำให้ร่างเล็กที่ถูกถามรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย

ไม่หรอกค่ะ แต่หนูไม่รู้ว่าอาชิตะเขาไม่ทานเผ็ดน่ะค่ะ ก็เลยให้เขาไปลองชิมดู... แหะ ๆ ขอโทษนะคะแม้เมรินจะรู้สึกตกใจไม่น้อยแต่เธอก็ตอบได้อย่างไม่ขัดเขิน เมรินคิดถึงภาพเก่า ๆ ที่เธออยู่กับเขาแล้วก็อดที่จะเขินไม่ได้ ใบหน้าอาชิตะที่แดงขึ้นสีระเรื่อเพราะความเผ็ดนั้นไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังสร้างความขบขันได้อยู่ตลอด

ฮ่ะ ๆไม่เป็นไรหรอก ดีแล้วล่ะเขาจะได้ฝึกด้วย อยากเห็นหน้าเขาตอนนั้นจริง ๆ ตอนอยู่บ้านน่ะนะอาชิใช้ชีวิตอย่างกับพระราชาเลย อยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างใจ บางทีกับข้าวทำมาให้ไม่ถูกใจก็พาลไม่ยอมทาน แถมถ้าเกิดว่าไม่ตามใจนี่ก็จะขังตัวเองอยู่ในห้องทั้งวันเลย วันนั้นแม่ก็แอบไปเปิดดูคิดว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าที่ไหนได้ กำลังนั่งคุยกับตุ๊กตาหมีเลยจ๊ะ ฮ่ะ ๆผู้เป็นแม่ว่าพลางหัวเราะชอบใจเมื่อถึงภาพลูกชายคนโปรดของตน

หา! เขาเป็นขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”

อื้ม จ้ะ ว่าง ๆ ก็ลองมาดูได้นะจ๊ะ ขนาดอากี้เองเขายังไม่ยอมเรียกห้องอาชิว่าห้องนอนเลย พี่เขาเรียกว่าห้องเก็บหมีแทน ฮ่ะ ๆ อันนี้ก็ต้องเรียกว่ารถเก็บหมีได้แล้วมั้งเนี่ย สะสมอะไรเยอะแยะเชียวก็ไม่รู้ผู้เป็นแม่พูดขึ้นเองก็ยังอดหัวเราะไม่ได้ มันดูเป็นเรื่องตลกเสียจนคนที่เคร่งขรึมอย่างคิมูระซึ่งเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นสารถีส่วนตนกับนายหญิงก็ยังหลุดหัวเราะไม่ได้

ฮ่ะ ๆ จะดีเหรอคะ กลัวจะเป็นการรบกวน...

รบกวนอะไรกัน คิดมากน่า แม่ต่างหากล่ะที่ห่วงมากกว่าอาชิจะไปรบกวนบ้านหนูน่ะ

ไม่หรอกค่ะ อย่าคิดมากเลยนะคะ เขาเองก็ยังช่วยซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณแม่หนูด้วย หนูต่างหากล่ะที่คิดว่าจะไปรบกวนเอาร่างเล็กตอบอย่างเขินอายเมื่อไหน ๆ ครอบครัวอาคิโมโตะนั้นก็ดีกับเธอเสียเหลือเกินแถมหลังรถนี้ก็ยังบรรทุกผ้าที่มาจากการถักทอของกลุ่มแม่บ้านที่บ้านเธอซึ่งถูกซื้อมาด้วยมูลค่าหลายหมื่นบาทอยู่ แล้วอย่างนี้จะเป็นการดีหรือหากเธอจะไปรบกวนครอบครัวเขาอีก

อ๋อ ไม่หรอกจ้ะ สวยดีออกนะ แม่ยังคิดว่าจะเอาไปตัดเป็นชุดดูสักสองสามผืนเลยอาทิตย์หน้า นี่ ๆ จริงด้วยสิ หนูเมรินก็มาทานข้าวที่บ้านด้วยกันสิจ๊ะ ไว้หลังสอบเสร็จก็ได้เพราะว่าเห็นช่วงนี้มันใกล้สอบกลางภาคอะไรกันแล้วนี่นา

เอ่อ...

แบบนี้แปลว่าตกลงแล้วนะ เมรินยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรก็เหมือนจะถูกคนตรงหน้าขัดขึ้นมาเสียก่อน ท่าทางกระดี๊กระด๊าดีใจของหญิงสูงวัยกว่าทำให้เธออดจะยิ้มเล็ก ๆ ไม่ได้ ณ เวลานี้เมรินได้ค้นพบเสียแล้วว่านิสัยที่ชอบสรุปเอาเองของอาชิตะนั้นน่าจะได้มาจากใคร

แต่สำหรับอารดาในความคิดเด็กสาวบ้านนอกอย่างเมรินนั้น ช่างดูแตกต่างจากพวกคุณหญิงคุณนายขี้เหนียวในละครราวฟ้ากับดิน แค่ได้คุยก็รู้สึกดีเสียจนไว้วางใจกันได้ถึงขนาดนี้จนเธอเองก็รู้สึกอยากที่จะเป็นแม่ที่ดีให้ได้ขนาดนี้บ้าง

เอ่อ แหะ ๆ ถ้าไม่รบกวนมากเกินไปก็ได้ค่ะ

 เมรินยิ้มตอบอย่างถ่อมตัวในขณะที่ในที่สุดรถยนต์ของอาชิตะที่ทั้งสองนั่งโดยสารมาก็ค่อย ๆ เลี้ยวเข้าเขตมหาวิทยาลัยเมฮิเมะอีกครั้ง เพราะด้วยความที่คิมูระที่แม้จะเป็นคนญี่ปุ่นแต่ด้วยการทำงานที่รับใช้ติดตามอาสึชิที่มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ จนอ่านและฟังภาษาไทยได้อย่างแตกฉานจึงไม่แปลกเลยที่จะพาทั้งสองมาถึงที่หมายได้

จอดส่งแค่ตรงนี้ก็ได้ค่ะ ตรงหน้าหอหญิงมันไกล เดี๋ยวจะไปธุระช้านะคะเมรินพูดขึ้นเบา ๆ ด้วยความเกรงใจแต่มีหรือที่หญิงสูงวัยกว่าจะยอม ไม่นานนักรถของอาชิตะก็ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาจอดลงหน้าบริเวณหน้าหอในขณะที่ร่างเล็กกว่ายกมือไหว้อย่างเกรงใจ คุณหญิงอารดาก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมา

“นี่ หนูเมริน...ถ้าสักวันอนาคตมันเกิดสวนทางกับหัวใจขึ้นมา แม่ก็อยากให้หนูลองทบทวนดีๆ มีสติให้มากๆ นะจ๊ะ... และไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ขอให้คิดให้ดีๆ และยอมรับข้อเสียที่จะตามมาให้ได้นะ เพราะมันไม่มีทางไหนที่จะได้แต่ผลดีทุกอย่างหรอกจริงไหม...

อนาคตสวนทางกับหัวใจงั้นเหรอ?

เมรินได้เพียงแต่มองคนตรงหน้าด้วยความสงสัยเมื่อคำพูดแปลกประหลาดนั้นดังก้องไปมาในหัว คิ้วสวยขมวดเป็นปมในขณะที่อารดาดูออกว่าคนตรงหน้านั้นคงรู้สึกฉงนใจกับคำพูดของเธอจึงตัดสินใจพูดว่า อ้ะ ฮะๆ...ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ แม่ก็พูดไปอย่างนั้นแหละนะ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”

อ่า เหรอคะ... ค่ะ ๆ งั้นหนูไปนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะที่ลำบากมาส่ง

ไม่เป็นไร ๆอารดารีบโบกไม้โบกมือห้ามหญิงสาวคราวลูกที่ยกมือไหว้ตนไม่เลิกด้วยท่าทางเอ็นดู นัยน์ตาเป็นมิตรปราดมองคิมูระก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

งั้นเดี๋ยวแม่กลับเลยแล้วกันนะจ๊ะ ต้องแวะไปดูเจ้าตัวแสบซะหน่อย ป่านนี้คงอาละวาดจนโรงพยาบาลแตกแล้วล่ะ ฮะ ๆ

เมรินพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่จากที่ไกล ๆ เธอยังคงมองรถยนต์คันนั้นขับห่างออกไปช้า ๆ หญิงสาวรู้สึกว่าชีวิตนักศึกษาของเธอเริ่มจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง ทว่าครั้งนี้มันก็ไม่เหมือนเดิมเพราะยังมีอีกคนที่จะอยู่ข้าง ๆ เธอ ผู้ชายอบอุ่นที่คอยเรียกเสียงหัวเราะจากเธอ คนที่สัญญาว่าจะอยู่กับเธอตลอดไป...

แต่ในขณะเดียวกันเรื่องราวของเซนก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบ ๆ...อันตรายบางอย่างกำลังค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาหาพวกเธอทั้งหมดในไม่ช้านี้แล้ว!

 

            แปะ แปะ...

            เสียงเม็ดฝนกระทบลงบนพื้นหลังคาสังกะสีดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกขณะ ท้องฟ้าหมองมัวด้วยกลุ่มเมฆสีควันกระจุกใหญ่ ซึ่งกลั่นกลายเป็นหยาดฝนตกลงสู่หมู่บ้านแออัดริมชานเมือง ทำให้บรรยากาศยามบ่ายที่แสนสงบสุขเมื่อครู่กลับกลายเป็นวุ่นวายขึ้นมาในทันใด

            ร่างเล็กรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเก็บรวบผ้าซึ่งตากไว้ยังราวหลังบ้าน ก่อนจะนั่งเหม่อมองหยดฝนเม็ดโตที่เกาะบานหน้าต่างและค่อย ๆ ร่วงหล่นลงช้า ๆ กลิ่นดินหญ้าและไอร้อนระอุในยามบ่ายนั้นเคล้าคลอไปกับกลิ่นเน่าเหม็นจากคลองระบายน้ำสายเล็กที่ยาวขนานไปกับตรอกข้าง ๆ ตัวบ้าน

            “หลังคารั่วอีกแล้วเหรอเนี่ย...เสียงใสพูดขึ้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วรีบเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วกับกะละมังมาเช็ดและรองบริเวณรอยเปียกนั้นอย่างเคยชิน เพราะเธอมักจะถูกทิ้งให้อยู่ภายในบ้านไม้หลังเก่าซอมซ่อนี้เพียงลำพังมาโดยตลอด เนื่องจากผู้เป็นแม่ต้องออกไปทำงาน ส่วนพ่อนั้น...ถ้าไม่อยู่ที่บ่อนการพนันก็คงจะนั่งเมาอยู่ที่ร้านขายของชำใกล้ ๆ นี้...

            กะละมังใบเก่าเครอะสนิมถูกวางรองน้ำฝนที่ตกลงจากหลังคาเรื่อย ๆ ละอองฝนและไอเย็น ๆ ที่สาดเข้ามายิ่งทำให้เธอรู้สึกเหงาไม่น้อยเมื่อนึกถึงเซน...พี่ชายบุญธรรมซึ่งเคยอยู่เป็นเพื่อนและคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีมาตลอด...

            กริ๊ง...กริ๊ง...

            เด็กสาวสะดุ้งจากภวังค์ชั่วขณะ ก่อนที่สองเท้าน้อยจะวิ่งผ่านพื้นกระดานไม้ชุ่มฝนไปยังห้องอับภายในตัวบ้าน โทรศัพท์บ้านซึ่งอาจจะเป็นสมบัติมีค่าชิ้นสุดท้ายแล้วในบ้านหลังนี้ส่งเสียงดังขึ้นแข่งกับเสียงฝนที่กระหน่ำลงมา ทว่าทรายนั้นกลับอดรู้สึกตื่นเต้นลึก ๆ ในใจไม่ได้ เมื่อแอบหวังให้ปลายสายเป็นใครบางคนที่เธอกำลังรอเขาอยู่ในขณะที่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นด้วยมืออันสั่นเทา...

            “สวัสดีค่ะเธอรีบรับสายด้วยคำทักทายอย่างเป็นทางการ และมันคงช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่เธอจะต้องเอ่ยเช่นนี้ เพราะเจ้าโทรศัพท์นี่เป็นรุ่นที่ไม่รองรับการโชว์เบอร์ที่โทรเข้ามา

            [ทรายเหรอ นี่พี่เองนะ]

            เสียงทุ้มต่ำนั้นเป็นที่คุ้นเคยดีสำหรับเธอ...

            พี่เซน!” ทรายร้องออกมาอย่างดีใจ โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่าอากัปกิริยาของตนนั้นราวกับถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่

            [ไงทราย สบายดีไหม?...เสียงซ่า ๆ นี่ ฝนตกอีกแล้วเหรอ?]

            ค่ะ เพิ่งตกน่ะค่ะ

            [อืม แล้วนี่เราอยู่บ้านคนเดียวเหรอ แม่ไปไหนล่ะ?]

            “...แม่ออกไปทำงานร้านก๋วยเตี๋ยวตรงปากซอยน่ะ แต่เดี๋ยวสักพักก็คงกลับมาแล้ว ว่าแต่พี่เซนสบายดีเหรอคะ? เงียบหายไปเกือบอาทิตย์เลย...

            [อ๋อ อืม...พี่ก็เพิ่งกลับมาจากค่ายน่ะแล้วพอดีงานมันยุ่ง ๆ พี่เลยไม่ได้แวะเข้าไป เป็นงานถ่ายโฆษณาน่ะ ทรายได้ดูหรือยังล่ะ?]

            ในทีวีเหรอคะ?” ร่างเล็กถามพลางชำเลืองมองไปยังชั้นวางโทรศัพท์ที่บัดนี้เหลือทิ้งเอาไว้เพียงความว่างเปล่า อ่า...ยังไม่ได้ดูหรอกค่ะ พ่อเอาทีวีไปจำนำ...

            [อีกแล้วเหรอ!] ผู้เป็นพี่ชายถามด้วยเสียงสูงอย่างไม่พอใจเมื่อนึกถึงพฤติกรรมของพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงที่แสนดีซึ่งกลายเป็นปีศาจไปได้เพียงชั่วข้ามคืนเพราะผีพนัน...

            “ใจเย็น ๆ นะคะ พี่เซน อย่าไปมีเรื่องเลย...นาน ๆ ทีพี่จะโทรมาสักครั้ง ทรายก็อยากให้มีความสุขบ้าง...ผู้เป็นน้องสาวบอกแล้วยกหลังมือข้างซ้ายที่ว่างอยู่ปาดน้ำตา เพราะเซนเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวที่ช่วยหารายได้ให้กับครอบครัวทุกคน จึงไม่ดีนักหากให้เขาต้องมารับรู้เรื่องนี้...ทั้ง ๆ ที่ทรายก็รู้ดีว่าเขา...     

            [อืม...ว่าแต่เงินที่พี่เคยให้ทรายเอาไว้ซื้อเสื้อผ้ากับค่าเทอมก็คงหมดแล้วใช่ไหม?]

            เอ่อ...

            [อืม ๆ พี่เข้าใจ งั้น...วันจันทร์หน้าทรายออกมาหาพี่หน่อยแล้วกันนะ เดี๋ยวจะให้เงินไปซื้อใหม่แล้วก็ฝากให้แม่ด้วย...]

            ค่ะ...ทรายรับคำด้วยรอยยิ้มที่ฉายบนแก้มใสในขณะที่กอดโทรศัพท์บ้านเครื่องเก่าเอาไว้แนบหูด้วยความสุขใจ

ทว่า...

ผลัวะ!

แรงสะบัดตบจากใครบางคนทำให้ใบหน้าของร่างเล็กพลิกหันไปอีกทางก่อนจะล้มลงไม่เป็นท่า ความแสบร้อนและเจ็บชาจากฝ่ามือของผู้มาเยือนทำให้เด็กสาวอดจะรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ แม้ว่าจะยังรีบพยายามลุกขึ้นแย่งมาโทรศัพท์นั้นคืนก็ตาม

เอาคืนมานะพ่อ!

อีทราย มึงเงียบไป! หนอย...พวกกูหาเงินเข้าบ้านกันแทบตาย แต่มึงกลับมาแอบคุยไปยิ้มไปกับไอ้หนุ่มที่ไหนงั้นเหรอ!” ตาสมนั่นเอง คงเพราะฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปประสมกับความหงุดหงิดบางอย่างทำให้เขาลงไม้ลงมืออาละวาดใส่ลูกสาวแท้ ๆ ได้ถึงขนาดนี้ ผู้เป็นพ่อวางกระแทกขวดสุราลงบนพื้นไม้เสียงดังก่อนจะพูดสายแทน

มึงมันใครวะ!...

[นี่เมาไม่เปลี่ยนเลยใช่ไหม?] เสียงเย็นของเซนกดต่ำลงอย่างไม่พอใจ ทว่าเสียงนี้กลับเปลี่ยนให้ชายขี้เมาคลี่ยิ้มออกมาได้

ว่าไง...ไอ้ลูกชายตัวเงินตัวทอง...ได้ข่าวว่าได้ออกทีวงทีวีกับเขา ฉันก็นึกว่าแกจะลืมพ่อผู้มีพระคุณอย่างฉันเสียแล้วสิ ฮะ ๆ รวยไม่ใช่เหรอวะ ไม่เห็นจะแบ่งให้พ่อสักล้านสองล้านเลยสมพูดขึ้นก่อนจะยิ้มร้ายในขณะที่ชำเลืองมองทรายที่แอบนั่งสะอื้นร้องไห้เบา ๆ อยู่คนเดียว

[...]

กูพูดกับมึงดี ๆ นะไอ้เซน อย่ามาทำให้กูอารมณ์เสียสิวะตาสมเริ่มตะคอกใส่

[...ถ้าพ่ออยากได้เงินขนาดนั้น...สัญญาได้ไหมว่าจะไม่ทำร้ายทรายอีกเหมือนตอนนี้น่ะ! ทรายมันเป็นลูกแท้ ๆ ของพ่อนะ!!]

เดี๋ยวนี้นี่มึงกล้าสอนกูแล้วเหรอฮะ!!...มึงก็รู้ว่าอีทรายมันทำประโยชน์ให้กูไม่ได้เหมือนมึง อย่ามาทำตัวเป็นพระเอกให้มันน่ารำคาญ รีบ ๆ โอนเงินมาเร็ว ๆ ทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรจะแดกกันอยู่แล้ว!” ตาสมยังคงตะคอกใส่ด้วยถ้อยคำหยาบกร้านไม่เลิกในขณะที่ทรายได้แต่กัดฟันมองอย่างเจ็บปวด

พ่อของเธอทำมากไป...

พี่เซนเขาก็ช่วยพวกเรามามากแล้วนะพ่อ! ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่เขาก็...เสียงเล็กตะโกนโต้ใส่ทั้งน้ำตานองหน้า

อีโง่! ก็เพราะมันเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงไงถึงต้องใช้ให้คุ้มน่ะ! ลูกกูหรือก็ไม่ใช่ แต่กูก็เลี้ยงมันมาจนโต ...แล้วมันจะแปลกหรือไงถ้ามันจะต้องทดแทนบุญคุณน่ะ!

“...” ร่างเล็กกว่าเงียบ

เฮอะ! ก็จำไว้แล้วกันไอ้เซนว่ากูเนี่ยแหละที่รักแล้วก็เลี้ยงมึงมามากกว่าที่พ่อจริง ๆ มึงทำ...อย่าลืมก็แล้วกัน! เอ้อ! ใช่...ถ้าเกิดว่าจนพรุ่งนี้กูยังไม่เห็นว่าเงินโอนมานะ กูจะไปหาถึงคอนโดมึงเลยก็แล้วกัน เผื่อจะได้เงินจากไอ้เกย์ลูกคุณหนูอะไรนั่นด้วย!” ตาสมยิ้มกระหยิ่มและหัวเราะออกมา ทว่าสายนั้นกลับถูกตัดไปอย่างไม่ใยดี...

เฮอะ...ทำเป็นรับไม่ได้ว่าขายตัวให้เกย์!

พ่อ!!” ทรายตะคอกอย่างเหลืออด ร่างเล็กลุกขึ้นมาด้วยโทสะทว่ากลับถูกฝ่ามือหนาของร่างใหญ่กว่าตบสวนจนล้มคว่ำไปอีกเสียก่อน

เงียบไปเลยนะมึง! ไอ้เซนมันเป็นถุงเงินถุงทองของข้าคนเดียวเว้ย! อย่าให้รู้เชียวว่ามีมึงที่ไปถลุงใช้เงินมันอยู่อีกคน ถุงเงินถุงทองอย่างมันน่ะกูไม่คิดจะแบ่งให้ใคร รู้เอาไว้! ถ้ามึงยังไม่อยากจะลองดีกับกู!"

ตาสมตวาดลั่นใส่ลูกสาวลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาจ้องถลึงอย่างไม่พอใจพร้อมกับสองมือที่จิกลงบนหนังศีรษะของทรายอย่างแรงก่อนจะเงื้อมืออีกข้างหมายจะตบ...

หยุดเลยนะพี่สม! นี่จะทำอะไรน่ะ ตบลูกทำไม!!!” เสียงร้องตกใจของมะลิดังขึ้นก่อนจะรีบโผเข้ามาปัดป้องมือของร่างใหญ่ออก นัยน์ตาที่ดูอ่อนแรงจากการฝืนทนทำงานหนักฉายแววไม่พอใจ

ก็อีทรายมัน...

พี่น่ะหยุดเลย! เงินที่เอาไปไม่หมดก็คงไม่กลับมาใช่ไหม!!...ก็เอาสิ! ถ้าตบลูกอีกทีคราวนี้น่ะก็ไม่ต้องได้เลยสักสตางค์เดียวมะลิประกาศกร้าว ท่าทีของเธอคราวนี้ดูเอาจริงยิ่งนัก สายตาคมปราดมองสามีด้วยความโกรธเคืองจนสมกลับกลายเป็นฝ่ายที่ชะงักไปเสียเอง

“...กูผิดหรือไงที่ขอเงินจากไอ้เด็กเก็บมาเลี้ยงพ่อแม่ไม่รักนั่นน่ะ!

มะลิไม่ตอบ เธอได้เพียงแต่กัดฟันกรอดอย่างไม่พอใจในขณะที่สมเป็นฝ่ายเดินออกไปอย่างหัวเสีย เงินก็ไม่ได้ แถมต้องมาทะเลาะกับพวกมึงนี่กูสุดจะทนจริง ๆ ว่ะ...ออกไปก๊งเหล้าหน่อยก็แล้วกัน! แต่ถ้าไอ้ลูกญี่ปุ่นนั่นเอาเงินมาให้เมื่อไหร่ แล้วกูรู้ว่าพวกมึงแอบงุบงิบกันเอาไว้สองคนล่ะก็น่าดู!

สองแม่ลูกได้เพียงแต่มองปีศาจร้ายในคราบหัวหน้าครอบครัวเดินจากไป มะลิสะอื้นไห้เบา ๆ ก่อนจะกอดปลอบลูกสาวในไส้เพียงคนเดียวเอาไว้ด้วยรัก เธอรู้สึกแย่เหลือเกินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเขา ทว่าด้วยความรักที่มีต่อลูกเธอจึงต้องจำทน...หญิงวัยกลางคนในชุดเก่าสีหมองเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในใจก็คิดถึงหน้าลูกชายบุญธรรมและชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขา ขณะที่...

แม่...ทรายไม่อยากมีแล้วนะ พ่อน่ะ...ฮือ...เราหนีไปอยู่กันแค่สามคนได้ไหม...มีแค่แม่ พี่เซน แล้วก็ทราย...

จู่ ๆ ร่างเล็กในอ้อมกอดก็พูดขึ้น หยดน้ำตามากมายไหลรินลงอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ซี่งผู้เป็นแม่นั้นเข้าใจดี

“...ทราย รอแม่ก่อนนะ...แม่จะพยายามเก็บเงิน...ทำงานทุก ๆ อย่างที่แม่ทำได้แล้วเราจะได้หนีไปอยู่ด้วยกันนะ...แต่ทรายอย่าพูดเลยนะลูกว่าไม่อยากมีพ่อ...ไม่ว่ายังไงพ่อเขาก็คือพ่อที่ทำให้ทรายเกิดมาได้นะลูก ไม่ว่ายังไงทรายก็ยังเป็นลูกที่เกิดมาจากความรักของพ่อกับแม่ รู้ไหม...

มะลิลูบหัวปลอบลูกสาวเบา ๆ ด้วยความรัก ก่อนจะบรรจงจูบเบา ๆ บนหน้าผากผู้ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจและทุก ๆ อย่างที่ทำให้เธอยังคงคิดที่จะทนสู้และไม่หนีออกไปเพียงลำพัง

“...แม่...

“...อดทนเอาไว้ก่อนนะทราย...สักวันหนึ่งเราจะต้องทำได้...ระหว่างนี้ทรายเองก็ต้องตั้งใจเรียนนะลูก...ถ้าทรายได้เรียนสูง ๆ แบบพี่เซน ทรายก็จะมีอนาคตที่ดีกว่าแม่...มะลิสอนลูกสาวและยิ้มบาง ๆ ทั้งน้ำตาให้ร่างเล็กที่พยักหน้าเข้าใจ เด็กสาวไม่เคยรู้สึกท้อแท้ในใจชีวิต หรือเบื่อหน่ายคำสอนที่ผู้เป็นแม่พร่ำบอกเลยแม้แต่น้อย...เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าผู้หญิงคนนี้รักเธอมากกว่าใคร ๆ และจากนี้ไปเธอจะต้องตั้งใจเรียนให้มาก เพื่อจะมีอนาคตที่ดีเหมือนกับเซนผู้เป็นพี่ชายบุญธรรมและเสาหลักของบ้านในตอนนี้...

ทว่าสองแม่ลูกกลับไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่า นอกจากการยอมเป็นเบี้ยล่างขายวิญญาณให้กับอากิระแล้ว เซนยังมีอาชีพลับอีกอย่างหนึ่งที่เขาใช้มันเพื่อเป็นสะพานให้ตัวเองได้อยู่เหนือกว่าทุก ๆ คน

 

...ชายหนุ่มยังคงมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางอันมืดมน แม้รู้ดีว่ามันจะฉุดเขาลงสู่ขุมนรกก็ตาม...

 

ท้องฟ้ายามเย็นแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล นอกหน้าต่างกระจกนั้นยังคงสะท้อนภาพความวุ่นวายภายนอกอย่างชัดเจน...ความวุ่นวายซึ่งแตกต่างและตรงกันข้ามกับโลกภายในที่ถูกกั้นขวางเอาไว้

สัมผัสอ่อนนุ่มของตุ๊กตาหมีตัวใหญ่สีครีมยังคงอยู่ในอ้อมกอดร่างที่กอดก่ายมันเอาไว้แน่นใต้ผ้าห่มผืนหนาประดับลายตัวอักษรเป็นชื่อของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ดวงหน้าขาวซีดเซียวในยามนี้ดูผ่อนคลายลงมาก แพขนตายาวเรียงเป็นระเบียบยังคงพริ้มหลับท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองอยู่อย่างเงียบงัน

แกมันโง่จริง ๆ ที่หนีออกไป

เสียงเรียบของใครบางคนดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ร่างนั้นค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ อาชิตะที่ยังคงหลับใหลอยู่ด้วยความอ่อนเพลีย มือผอมแห้งที่เพิ่งถอดสายน้ำเกลือออกค่อย ๆ ไล้ไปมาบนแก้มของร่างนั้นในขณะที่หันไปมองผู้เป็นพ่อของตนและกลุ่มคนที่ติดตามมาด้วย

            “หมอบอกว่าเป็นอะไรเหรอ?”

            “ก็หวัดน่ะ แล้วก็เหมือนเดิม...อาสึชิตอบสั้น ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่ซึ่งถูกจัดวางอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ลูกชายคนโตจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วเขี่ยแก้มน้องชายเล่นต่อไปราวกับทั้งสองยังเป็นเด็กเล็ก ๆ

            “นายไม่อยู่ตั้งหลายวัน ฉันไม่มีเพื่อนเล่นเลยนะไอ้เด็กบ้า...แต่ก็เอาเถอะ พักซะจะได้มีแรงมาเล่นกันอากิระพูดเบา ๆ ก่อนจะฟุบลงนอนเอาคางเกยข้าง ๆ เตียงไว้ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ในขณะที่มองอาสึชิที่ยังคงยิ้มมองทั้งคู่ ทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังรู้สึกผิดอย่างมากกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปในอดีต...สิ่งที่เขาชักนำมันมาสู่เด็กชายฝาแฝดด้วยตัวของเขาเอง...

            “อากี้...พ่อว่าเราเองก็ควรจะไปพักดีกว่าไหม เพิ่งเดินได้ไม่ใช่เหรอเราน่ะ...

            “แต่ว่า ก็อาชิมันอยู่ห้องนี้นี่...อยากอยู่กับมันก่อน...เสียงอู้อี้อย่างถูกขัดใจดังประท้วงขึ้นจากร่างที่กำลังฟุบหน้าลงบนเตียง อากิระแอบเหลือบมองผู้เป็นพ่อแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงนอนต่ออย่างไม่สนใจ แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะทุก ๆ ครั้งที่ต่างคนต่างไม่สบาย ฝาแฝดอีกคนก็มักจะมานั่งเฝ้าและมาก่อกวนอีกคนเสมอ เพื่อหวังจะให้ตื่นขึ้นมาเล่นหรือพูดคุยกันอยู่ทุก ๆ ครั้ง

พ่อว่าอากี้จะทำให้น้องไม่ได้นอนมากกว่านะดูท่า...

คุณพ่ออย่าพูดแบบนั้น เพราะคุณพ่อก็เห็นว่ามันนอนหลับปุ๋ยอยู่เสียงเรียบที่ดูจะเถียงคำไม่ตกฟากดังแย้งขึ้นมาจนพวกผู้ติดตามบางคนซึ่งฟังภาษาไทยออกยังอดที่จะปิดปากหัวเราะกันไม่ได้

เอ่อ...เออ มันนอนอยู่

ใช่ไหมล่ะอากิระยกยิ้มอย่างผู้ชนะในขณะที่มือไม้ซุกซนนั้นยังคงไล้ไปตามแขนของแฝดน้องที่เพิ่งโดนเจาะให้น้ำเกลือมาหมาด ๆ จนบางทีเขาเองก็อดจะรู้สึกเจ็บไปด้วยไม่ได้...

นายต้องหายไว ๆ นะจะได้ออกไปจากที่นี่พร้อมกันกับฉัน

“...”

อาชิตะ...กอดไอ้ตุ๊กตานี่แล้วนายอุ่นจริง ๆ เหรอ...

“...”

อาชิตะ...วันนี้ฉันซื้อเกมมาใหม่นะ มันเปิดขายวันแรกในแอพสโตร์เลย นายไม่เล่นเหรอ? ฉันรอนายไปเคลียร์กับบอสมันอยู่นะ...ผู้เป็นพี่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้น้องชายที่หลับสนิทอยู่นั้นพูดตอบหรือมีปฏิกิริยากับตนสักนิด แต่ดูท่าแล้วความพยายามนั้นจะไม่เป็นผลเอาเสียเลย...

ฉันอยากเล่นกับนายนะอาชิตะ...

แต่ฉันไม่อยากเล่นกับนาย...อากิระเสียงอู้อี้จากร่างที่นอนขดอยู่บนเตียงดังขึ้นช้า ๆ ในขณะที่อากิระเบิกตากว้างด้วยไม่เชื่อหูตนว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

ทะ ทำไม...

“...” ไม่มีคำพูดใดจากร่างเล็กผู้เป็นน้องชายฝาแฝด อาชิตะปรือตาขึ้นมามองพี่ชายตนเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจช้า ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย ในความเป็นจริงแล้วแค่ใบหน้าของพี่ชายแท้ ๆ เขาก็ยังไม่คิดอยากจะมองตั้งแต่วินาทีที่ได้รู้ว่าอากิระนี่แหละที่เป็นตัวการไปข่มขู่เผาบ้านของเมรินเพราะความหึงหวงเซน

เมรินคือผู้หญิงที่เขารัก...ต่อให้เป็นพี่ชายของตัวเอง ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะยอมให้มาแตะต้องได้...

นายเป็นอะไรของนาย ทุกทีไม่ใช่แบบนี้นี่นา...อากิระขมวดคิ้วเรียวสวยอย่างไม่พอใจ อาสึชิที่นั่งอยู่ก็พูดอะไรไม่ออกและได้แต่จ้องหนังสือพิมพ์นิ่ง ๆ เท่านั้น

“...ฉันอยากอยู่คนเดียว

ไม่จริงหรอก นะ นายไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา ก็...ทุกครั้งที่นายไม่สบายพวกเราก็อยู่ด้วยกันตลอดเลยนี่

ยิ่งถามก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟโดยไม่ได้ตั้งใจ อากิระมองหน้าน้องชายฝาแฝดด้วยแววตาที่อดกลั้นเก็บอารมณ์ร้อนซึ่งกำลังจะประทุออกมาในไม่ช้าแล้วถอนหายใจฮึดฮัด ในขณะที่ผู้เป็นน้องชายกลับทำหน้าตาเหมือนคนไร้วิญญาณแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อนเต็มที

นายอยากให้ฉันหายหรือว่าอยากให้ฉันตาย?”

ฉันก็แค่อยากเล่นกับนาย ทำไมต้องพูดจารุนแรงกันขนาดนี้ด้วยล่ะ! ผีเข้านายหรือไงวะอาชิตะ!” แฝดพี่ตวาดด้วยความอดทนยังเหลืออยู่เพียงริบหรี่ อากิระที่เพิ่งจะหายเจ็บจ้องดวงหน้าซีดเซียวบนเตียงเขม็งอย่างไม่ลดละ

ฉันว่านายมากกว่าที่...!” พูดได้แค่นั้นร่างเล็กกว่าก็ต้องหยุดเว้นวรรคหายใจหอบ ในขณะที่ผู้เป็นพ่อนั้นเดินปราดเข้ามาแทรกกลางระหว่างพี่กับน้องอย่างไม่เข้าใจ

พี่น้องกันแท้ ๆ นี่เป็นอะไรกันน่ะ เจอหน้ากันแปบเดียวก็จะกัดกันซะแล้ว นี่โรงพยาบาลนะ แถมยังป่วยกันอยู่ทั้งคู่ด้วย!

ก็มัน...อากิระอึกอัก อยู่ ๆ มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาล่ะ แหกขี้ตาขึ้นมาก็อาละวาดใส่ผมแบบนี้น่ะผู้เป็นพี่พูดพลางชี้หน้าคนที่นั่งกัดฟันกรอดบนเตียงอย่างเดือดดาล ในใจตอนนี้ร้อนเป็นไฟเพราะหากว่าไม่ใช่น้องชายผู้ที่ใบหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ เขาคงจะฉีกเล่นเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว

เราก็ไปกวนเขาตอนนอนเองไม่ใช่เหรอ?” อาสีชิถอนหายใจยาวก่อนจะตบไหล่แฝดผู้พี่ให้สงบใจลงบ้าง คนเราน่ะ กลัวมันกลัวกันได้...แต่สิ่งที่อากี้ทำมันก็ไม่ถูกนะ

“...”

อาชิเองก็ด้วย ลูกไม่ควรจะพูดจารุนแรงใส่พี่เขาอย่างนั้น ยังไงเจตนาพี่เขาก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าลูกจะนอนนาน ๆ แล้วเป็นอะไรไป

แต่...อาชิตะอึกอักพูดอะไรไม่ถูก เพราะสิ่งที่อาสึชิบอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่จะให้พูดออกไปได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาโกรธนั้นเพราะพาลมาจากเรื่องอื่น

ไม่มีแต่ อีกอย่างพวกเราอยู่ในโรงพยาบาลนะ ไม่ใช่ที่บ้านที่จะทำอะไรก็ได้ หัดเกรงใจคนอื่นเขาบ้าง...เอาเถอะ คุโรซาวะ พานายของแกออกไปนอนได้แล้วเสียงประกาศิตดังขึ้นในขณะที่คุโรซาวะหรือคุมะจะค้อมตัวลงต่ำและรีบเดินมาหาอากิระที่ยืนหงุดหงิดอยู่

ไปกันเถอะครับนายน้อย ใจเย็น ๆ นะครับ

ฮึ่ย...อากิระสบถอย่างไม่พอใจในขณะที่เดินกระแทกลงส้นเท้าออกไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก แถมยังส่งสายตามองคาดโทษร่างเล็กกว่าเอาไว้อีกด้วย ก็เอาเลย! อยากอยู่คนเดียวก็เอาเลย ตายไปเลยคนเดียว...

อากี้!

อาสึชิตวาดใส่อย่างไม่พอใจ หลังจากที่เสียงประตูปิดดังโครมแล้วผู้เป็นพ่อก็หันมามองชายหนุ่มที่นอนหายใจหอบเหนื่อยพิงหัวเตียงด้วยความสงสัย เพราะถึงจะไม่ได้ต่อว่าอาชิตะต่อหน้าอากิระ แต่อาสึชิก็รู้ดีว่าอาชิตะเองก็มีส่วนผิด

ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ หายใจแล้วบอกมาว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

“...เหนื่อย... ผมไม่เล่าได้ไหม?”

อาชิตะถอนหายใจก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงออกมาถือเอาไว้ สายตาอ่อนล้าปราดมองภาพหน้าจอนั้นแล้วค่อย ๆ ระบายยิ้มออกมา ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

จะว่าอะไรไหมอาชิ ถ้าพ่อจะถามเรื่องลูกกับเด็กคนนั้น...

เพราะคำถามและสีหน้าที่ดูเอาจริงของอีกฝ่ายทำให้อาชิตะที่ตัดสินใจว่าจะนอนนิ่ง ๆ นั้นเริ่มเปิดปากเล่าในที่สุด

ไม่หรอกครับ...เราไม่เคยมีอะไรกันเพราะผมรู้อยู่แก่ใจดีว่ามันไม่ถูก แค่จูบกันเพราะความไม่ตั้งใจ มันก็สร้างตราบาปไว้มากพอแล้ว

อาชิ...

ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรนอกจากระบายยิ้มขมขื่น นัยน์ตาสีหม่นเหม่อมองท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ที่เริ่มมืดลงเรื่อย ๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในโรงพยาบาลที่แสนคุ้นเคยสร้างความเบื่อหน่ายให้กับเขาไม่น้อยเลยจริง ๆ

เขาบอกตัวเองเสมอว่าไม่ได้กำลังอ่อนแอ...เขาก็แค่มีพ่อกับแม่ที่ห่วงมากเกินไปจนเป็นหวัดหรืออะไรก็มักจะถูกจับยัดเข้าโรงพยาบาล...

คุณพ่อคิดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันถูกหรือเปล่า...ผมรักเธอตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันที่โบสถ์นั่น ผมติดตามเธอมาตลอด...ยิ่งรู้ว่าเรียนที่เดียวกันก็ยิ่งอยากพบหน้า...แถมพอรู้ว่าเธอเรียนคณะแพทย์ที่ผมอยากเข้า มันก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นไปอีก...เสียงอู้อี้ของคนบนเตียงทำให้อาสึชิรู้ว่าลูกชายของตนกำลังพยายามมากแค่ไหนในการเปิดอกเล่าทุก ๆ อย่างออกมา

“...ผมคิดว่าเธอเกิดมาเพื่อทดแทนในสิ่งที่ผมไม่เคยมี...ผมรู้ตัวดีว่าเห็นแก่ตัวมากแค่ไหน แต่ยังไงผมก็รักเธอมากจริง ๆ

ถ้าเทียบกับชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแล้ว ส่วนใหญ่ก็คงยังไม่คิดที่จะจริงจังกับใคร หรือแม้แต่จะเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วความรักนั้นคืออะไร แต่สำหรับอาชิตะจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็ยังคงหนักแน่นอยู่กับความรู้สึกที่มีให้กับผู้หญิงเพียงคนเดียว

แม้จะรู้ดีแก่ใจดีว่าความรักเพียงครั้งเดียวของเขานั้นกำลังจะจบลงอย่างไร...

อาชิตะมันดีแล้วจริง ๆ เหรอที่จะตัดสินใจแบบนี้น่ะ...คิดดูดี ๆ ก่อนเถอะ ลูกเองก็จะได้ไม่เจ็บนะ...

“...ถึงผมจะทำใจยอมให้เมรินเกลียดผมได้ แต่ถ้าจะให้ผมยอมเห็นเธอต้องเสียน้ำตาเพราะความเห็นแก่ตัวของผมน่ะ ยังไงผมก็ยอมไม่ได้หรอกครับ!

            “…” ฝ่ายผู้เป็นพ่อได้แต่นิ่งเงียบรับฟังความคิดของลูกชายที่กอดตุ๊กตาสีครีมตัวใหญ่และเหม่อมองเพดานห้องผู้ป่วยพิเศษ ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง...

ผมคิดเอาไว้แล้วล่ะว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นคนบอกเลิกกับเธอเอง...ผมจะยอมปล่อยให้เมรินใช้ชีวิตของเธอต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น เธออาจจะได้เจอผู้ชายดี ๆ ที่จะทำให้เธอมีความสุขไปได้ตลอดชีวิต...ไม่ต้องมาร้องไห้เพราะผมอีก...แต่ว่าตอนนี้น่ะผมยังอ่อนแอเกินไป...อ่อนแอจนอยากจะขอเวลาให้ผมได้เห็นแก่ตัวอย่างนี้ต่อไปสักหน่อย...อีกแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้นแหละครับ...ผมแค่อยากจะอยู่กับเมรินไปเรื่อย ๆ แบบนี้...จนกว่าจะถึงวันนั้นที่ผมจะต้องจากเธอไป

“...เฮ้อ ความคิดแบบลูกน่ะ พ่อเองก็เคยคิดเหมือนกันนะ...แต่รู้ไหมว่าบางทีทุก ๆ อย่างที่เราคิดเอาไว้น่ะ มันไม่ได้ถูกหรือผิดเสมอไปหรอก...เพราะชีวิตมันไม่ได้ง่ายเหมือนในโจทย์คณิตศาสตร์ที่แค่แก้สมการออกมาก็ได้คำตอบตายตัวแล้ว...พักผ่อนมาก ๆ รักษาตัวเองให้หายดีก่อนเถอะ แล้วทุก ๆ อย่างจะผ่านพ้นไปเองนะ...

ไม่มีบทสนทนาใดดังขึ้นอีกภายในห้องพัก อาชิตะหลับตาลงนอนตามเดิมพร้อมกับใบหน้าซีดเซียวที่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอีกครั้ง อาสึชิค่อย ๆ ลูบหัวร่างที่หลับใหลอยู่ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองพระจันทร์ดวงใหญ่ที่ส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้าเป็นเป็นสีนวลสวยยามรัตติกาล

สายลมเย็นยะเยือกยามค่ำพัดผ่านระเบียงบนอาคารสูงระฟ้าเหนือมหานครเบื้องล่าง นายเหนือบ้านอาคิโมโตะถอนหายใจช้า ๆ ด้วยความเครียดที่สะสมมาทั้งวัน เขาค่อย ๆ ถอดแว่นสายตาที่ใส่อยู่ประจำออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นนัยน์ตาสีนิลเข้มดำมืดที่ซุกซ่อนความคิดบางอย่างเอาไว้อย่างชัดเจนมากขึ้น

มันยากเกินคาดเดา...ราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังเริ่มจะก่อตัวเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราดในไม่ช้านี้...

ก่อนเดือนธันวาฯ งั้นเหรอ...อาชิตะ...นอกจากลูกแล้ว พ่อก็มีเรื่องที่จำเป็นที่ต้องสะสางให้เสร็จเหมือนกัน...ต้นตอของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราน่ะ จะลากคอมันออกมายังไงให้สาสมกับเรื่องเลว ๆ ที่มันทำเอาไว้ดีนะ...



 

 

วันรุ่งขึ้นท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง วันนี้อากาศยามเช้าของกรุงเทพมหานครดูจะเย็นลงเล็กน้อย แสงอรุณยามเช้าตรู่สาดส่องหยดน้ำค้างใสที่ค้างอยู่บนยอดอ่อนของกุหลาบหินที่ปลูกในกระถางใบน้อยริมระเบียงคอนโดพักของนักศึกษา

อากาศยามเช้าเช่นนี้เหมาะกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบกลางภาคมากเสียจริงสำหรับเมริน หญิงสาวมักจะตื่นตั้งแต่ตอนเช้าแบบนี้เป็นประจำเพื่อคว้าตำราเล่มหนาที่วางไว้ข้างหัวเตียงมาอ่านในขณะที่พิสต้าเองก็จะรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกัน

ทว่าวันนี้...

“อะไรกันเนี่ยคนเห่อโทรศัพท์ใหม่ เช้ามาก็เช็คไลน์ เช็คเฟซบุ๊ค ไอจงไอจีแต่หัววันเลยนะเมริน” เสียงแหลมเล็กของคนเตียงข้าง ๆ ดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ลุกขึ้นมาปิดปากหาวแล้วสรรหาคำมาแซวต่อด้วยท่าทางอารมณ์ดี

“อะไรเล่า ใครเห่อ ก็แค่เปิดดูนาฬิกาเฉย ๆ” ร่างเล็กยิ้มให้ก่อนจะรีบเอาไอโฟนที่อาชิตะซื้อให้แอบไม่ให้อีกคนเห็นด้วยท่าทางเขินอายแต่ไม่วายที่สาวสวยขาลุยอย่างพิสต้าจะมองไม่เห็น

“แอบทำไม เห็นตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแหละไอโฟนสีขาวเครื่องนั้นน่ะฮ่ะ ๆ” พิสต้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะแกล้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของเมรินที่ยังคงอยู่บนเตียงแล้วพูดต่อด้วยเสียงกระเส่าก่อกวน “...เห็นแม้กระทั่งรูปหน้าจอที่เป็นภาพคู่นั่นด้วย... ใครน๊า... หน้าคุ้น ๆ เหมือน...”

“หยุดเลย” เมรินแกล้งว่าพลางรีบค้อนเพื่อนสาวเบา ๆ

“ฮ่ะ ๆ แหม ก็นิดเดียวน่าเมริน ก็ไม่ได้ตั้งใจเห็นซะหน่อยนี่นา แต่ว่านะ ได้ข่าวว่าไปเข้าค่ายสองสาววันเองนี่นา ไหงสาวโสดนักเรียนทุนผู้ไม่สนใจความรักถึงได้ไปตกกระไดพลอยโจนเป็นแฟนกับนายหล่อตี๋ซามูไรหัวหงอกนั่นซะได้ล่ะเนี่ย หือ... เล่ามาซิ”

“อะไรเล่า... ก็...”

“ฮ่ะ ๆ หลงเสน่ห์คนหล่อซื่อ ๆ แล้วแล้วสิน้า แล้วพี่เซนเด็กนิเทศฯ แฟนเก่าเธอเขาไม่ว่าอะไรเหรอ เห็นก็ไปค่ายด้วยกันมานี่นา...” พิสต้าพูดขึ้นอย่างสงสัย เวลานี้เธอกลายเป็นคนยืดเตียงเมรินไปแล้วเรียบร้อยในขณะที่ซักไซ้ถามเรื่องบรรดาหนุ่มหล่อในเมฮิเมะอย่างสนใจทั้งที่เป็นการทำไปเพื่อแกล้งอีกคนก็ตาม

“ก็ไม่ได้อะไรนี่นา...” ร่างเล็กตอบก่อนจะค่อย ๆ พับผ้าห่มที่กองอยู่ให้เรียบร้อย

“เหรอ แต่ฉันว่าก็ดีแล้วล่ะที่เธอเลือกนายนี่ เพราะว่านายพี่เซนดูน่ากลัวยังไงไม่รู้สิแฮะ ยังไงก็รักกันนาน ๆ อย่าลืมเพื่อนนะตัวเธอ ฮ่ะ ๆ ฉันไปอาบน้ำก่อนดีกว่าอยู่ตรงนี้เหนียวตัวมากน้ำตาลหกเปรอะไปหมด... โอ้ละหนอ ข้าวใหม่ปลามันหนุ่มไอซีทีกับสาวนักศึกษาแพทย์”

ยังไม่จบดี พิสต้ายังไม่วายส่งสายตายียวนมาแซวไม่เลิก หญิงสาวไม่ได้เป็นพวกคลั่งเรื่องความรักหรอก แต่หากว่าคนที่กำลังอินเลิฟอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่เมรินที่ปฏิญาณว่าจะไม่ขอมอบใจให้ใครอีกล่ะก็เธอก็คงไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก

“พอเลย ไปอาบน้ำเลย...”

“รู้แล้วแหละย่ะ” รูมเมทสาวแสบพูดขึ้นก่อนจะเดินลับเข้าห้องน้ำไปทิ้งไว้ให้หญิงสาวที่กำลังพิมพ์ข้อความบางอย่างอดยิ้มเบา ๆ กับตัวเองไม่ได้ เธอหวังว่าวันนี้เธอจะได้เห็นเขามาเรียนตามปกตินะ...

[มาเรียนรึเปล่าน่ะ]

ข้อความถูกกดส่งไปในที่สุดพร้อม ๆ กับวันใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นช้า ๆ ณ ใต้ท้องฟ้าแรกของฤดูหนาว... ฤดูกาลสีเทาที่เปลี่ยนแปลงทุก ๆ อย่างในชีวิตของหนุ่มสาวทั้งเจ็ดคนไปตลอดกาล...

 

...

[Ashita : good afternoon sweetie, Today I don’t have class XD (บ่ายสวัสดิ์ละกันที่รัก วันนี้ฉันไม่มีเรียนซะหน่อย)]เสียงข้อความแจ้งเตือนไลน์ในโทรศัพท์ดังขึ้นเบา ๆ ภายในกระเป๋าถือใบเดิมของเมริน หญิงสาวที่เพิ่งเรียนเสร็จอดที่จะยิ้มเบา ๆ เมื่ออ่านไม่ได้

[Merin : จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าโดดซะเองหรอกนะ]

[Ashita : you know?  It’s my top secret naboooo (เธอรู้เหรอ? นี่มันความลับสุดยอดของฉันเลยนะ บู่ววว)]

อดที่จะยิ้มขำไม่ได้กับคนตรงหน้า ร่างเล็กของหญิงสาวค่อย ๆ เดินลงมาจากอาคารด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินมายืมรอเมทตัวแสบที่ก็เพิ่งเรียนเสร็จจากตึกข้าง ๆ เพื่อที่จะไปทานข้าวด้วยกันตามที่นัดแนะกันไว้เป็นประจำทุกวันที่มีตารางแบบนี้

แต่วันนี้ดูท่าคนที่สายจะเป็นพิสต้าเองนะ...

ไม่นานนักร่างเล็กก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากตึกเรียน พิสต้าทำท่ากระหืดกระหอบหายใจก่อนหยิบเอาพัดรูปรีแรคคุมะอันเล็กที่พกติดตัวไว้ในกระเป๋าออกมาพัดระบายร้อน

“ขนาดหน้าหนาวนะเนี่ย ร้อนตับแลบเลยแฮะ” ร่างเล็กพูดขึ้นในขณะที่ยืนมองเมรินที่ดูจะสนใจแต่เจ้าโทรศัพท์ในมือ เสียงแจ้งเตือนไลน์ในวันนี้ดูถี่สลับกับเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ของร่างเล็ก

“...อ๋อ อื้ม ๆ”

“ไม่สนใจฉันก็ไม่ต้องตอบก็ได้นะ ดูสิดู น้ำตาลนี่หกเปรอะท่วมมอไปหมดแล้ว... เฮียอาชิคะ อาชิขา...”แซวไม่แซวเปล่าแต่ยัยเมทตัวแสบยังจะแกล้งดัดเสียงแหลมเล็กล้อเลียนกันเสียอย่างนั้นอีก

“พอเลยพิสต้าไม่ฉันไม่ได้ติดเขาขนาดนั้นหรอกน่า ก็แค่คุณหนูขี้โรคโลกสวยเอาแต่ใจเท่านั้นแหละ” เมรินแกล้งว่าแต่ภายในใจก็ยังรู้สึกเขินอายไม่ได้ทุกทีที่ต้องนึกถึงในขณะที่นิ้วเรียวยาวก็รีบพิมพ์ข้อความตอบกลับอีกคนอย่างว่องไว

[Merin : อ่อ อื้อ ๆ ระวังตกเถอะพ่อคุณแล้วพรุ่งนี้ล่ะมาไหม ?]

[Ashita : not sure, becuz I’m very lazy :P (ไม่แน่ใจน่ะ เพราะฉันโคตรขี้เกียจเลย)]

[Merin : อ้าว แบบนี้ก็เรียนไม่รู้เรื่องสิ]

[Ashita : Hahahaha I don’t care (ฮ่ะ ๆ ฉันไม่สนใจหรอกน่า)]

[Merin : อาชิตะ -*-]

[Ashita : I know u miz me (คิดถึงล่ะสิ ฉันรู้นะ)]

“ใครเขาจะคิดถึงนาย หลงตัวเองชัด ๆ น่า” หากว่าเขาเป็นคนธรรมดา พูดจาแบบนี้ใส่เมรินคงจะเสยหงายท้องไปแล้วแท้ ๆ ทว่านี่กลับเป็นนายอาชิตะจอมซื่อบื้ออ้อนเก่งเหมือนลูกแมวมันก็เลยทำให้เธออดที่จะเขินไม่ได้

[Merin : เปล่าซะหน่อย]

[Ashita : sure?(แน่ใจแล้วเหรอ?)]

[Merin : -////- ตาบ้า แล้วทำไมไม่พิมพ์ภาษาไทยห๊ะ]

[Ashita :  My Thai language skills is very poor becuz I learned International school since I was very young (ภาษาฉันห่วยนะ เพราะว่าฉันดันเรียนแต่นานาชาติมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยน่ะสิ) แน่ใจหลอวาอ่านออก พญาญามที่สุดละนะ]

[Merin : อะไรของนายเนี่ยเอ้อ เอาเถอะ ๆ แล้วนายก็ไม่บอกว่าเขียนไม่ได้ โด่ว]

[Ashita : ปากดี]

[Merin : -*- ว่าไงนะ หาเรื่องใช่มั้ย]

[Ashita : ป่าว ไม่พิมละ ให้ตายเหอยากชามัด งันนอนก่อนนะ ตั้งใจเลียนเข้าหละ รักนะจู๊ปจุ๊บ]

[Merin : - - รู้แล้วน่า]

[Ashita : Okay, don’t forget to weak me up when your class is end. I’ll take medicine and sleeping <3 see ya darling (โอเคงั้นอย่าลืมปลุกฉันตอนเลิกเรียนนะ ฉันจะกินยาแล้วก็งีบซะหน่อย แล้วเจอกันนะคุณที่รัก)]

เมรินยังคงหัวเราะคิกคักไม่เลิกในขณะที่พิสต้าซึ่งทนอาการหิวจนไส้กิ่วไม่ไหวออกแรงลากเพื่อนสาวตรงดิ่งไปยังโรงอาหารกลางที่ประจำซึ่งอยู่ปลายสุดของทางเดิน ในเวลาเที่ยงวันเช่นนี้ดูจะเป็นอะไรที่ผู้คนพลุกพล่านอยู่ไม่น้อย และเนื่องจากโรงอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตึกไอซีทีมากนักเมรินจึงยิ่งแอบรู้สึกเขินเล็ก ๆ ไม่ได้เพราะหวังว่าจะมีใครบางคนเดินออกมาเซอร์ไพรซ์เล็ก ๆ ไม่ได้

“เมริน เธอเขินจนลืมแลกบัตรแล้วแน่ะ!” เสียงตะโกนดังขึ้นตามหลังหญิงสาวที่เดินดุ่ม ๆ เลยเคาท์เตอร์บริการแลกบัตรรับประทานอาหารไปจนเกือบถึงร้านขายข้าวแกง เมรินสะดุ้งตัวเบา ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะขึ้นมา

“รอก่อนสิ ฮ่ะๆ”

“จริง ๆ เลยนะ เนี่ยแหละที่เขาว่าความรักทำให้คนตาบอด ทางมีไม่ได้ดูเอาซะเลยจริง ๆ”

“แหม... เธอก็ว่าไป อย่าให้ถึงคราวตัวเองแล้วกันน่า” ร่างเล็กว่าก่อนจะแกล้งทำสายตาคาดโทษ เมรินรีบเดินสวบ ๆ กลับมาหวังจะต่อแถวนักศึกษาที่ยาวเหยียด

แต่แล้ว...

ตุ้บ!

“อ้ะ!! ขะ ขอโทษด้วยนะคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนจนแทบจะเรียกว่าบลอนด์ประกายรับกับโครงหน้าสวยติดฝรั่งนิด ๆ สีผิวขาวอมชมพูระเรื่อของเธอดูเปล่งประกายสวยพูดขึ้นพลางรีบเอื้อมมือมาให้เมรินที่ล้มลงได้จับเพื่อทรงตัวยืนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววห่วงใยและรู้สึกผิด

“...อ่า เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายขอโทษพี่”เมรินรีบพูดพลางเก็บเอกสารประกอบการเรียนที่หล่นกระจัดกระจายในขณะที่รุ่นพี่สาวสวยต่างคณะก็ย่อตัวลงช่วยเก็บอย่างรู้สึกผิด

“หา ไม่หรอก ๆ ก็พี่เดินชนซะเต็มแรงจนไอโฟนกระเด็นเลยนี่นา อา...ขอโทษจริง ๆ นะจ๊ะ”

“...”

ทันที่เธอกำลังเอื้อมเก็บโทรศัพท์ที่หล่นคว่ำลงกับพื้นอย่างตกใจ ทว่าด้วยความเคยชินบางอย่างทำให้เธอจำบุคคลที่อยู่ในการสนทนานี้ได้ นัยน์ตาคู่สวยสั่นระรัวด้วยความสงสัยทว่าก็ไม่สามารถที่จะถามออกไปได้เนื่องด้วยไม่ควร

พี่อาชิ...? ไหนว่าโดนหามเข้าโรงพยาบาลไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไง... ทะ ทำไมถึงมาตอบไลน์แถมเรียกเด็กกะโปโลปีหนึ่งนี่ว่าที่รักได้ล่ะ ?

พี่อาชิไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนนอกจากเราที่เป็นน้องในสายรหัสนะ...

ความสับสนของหญิงสาวดูจะกินเวลานานเสียจนเมรินรู้สึกแปลก ๆ ในขณะที่เธอคนนั้นยังคงจมปลักอยู่กับความสับสนของภาพในโทรศัพท์ที่ตนถืออยู่อย่างไม่เข้าใจ อาชิตะคือรุ่นพี่ในคณะของเธอที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าด้วยดีกรีความหล่อ รวย แถมมนุษยสัมพันธ์ดีจนใคร ๆ ก็อยากคุยอยากอยู่ด้วย น่าแปลกที่เธอกลับไม่เคยเห็นเขาจะดูจริงจังกับใครมาก่อน ที่มีสนิทก็ดูจะแค่ไอชาซึ่งอยู่ต่างคณะไปก็เท่านั้น

“เอ่อ...พะ พี่คะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดูเหมือนจะยังใช้ได้นะเมรินรีบบอกเมื่อเห็นท่าทีอีกคนดูแปลก ๆ เธอคิดว่าผู้หญิงปริศนาตรงหน้าคงกำลังกลุ้มใจว่าทำไอโฟนเธอพังหรือเปล่าเป็นแน่

“อ่ออืม...นั่นสินะ...”

“อ้า เอาแบบนี้ก็แล้วกันนะ พี่จะให้นี่เป็นของตอบแทนดีไหม?”ร่างเล็กว่าพลางควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าหนังอย่างดีที่ดูท่าจะใบละหลายหมื่นอยู่ ไม่นานนักเธอก็หยิบที่ห้อยโทรศัพท์ลายรีแลคคุมะน่ารักอันหนึ่งออกมาให้

“เอ๋ ยะ อย่าเลยค่ะ ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ...”เมรินรีบบอกเพราะเห็นว่าเป็นของที่ค่อนข้างมีราคา แต่ทว่าหญิงสาวตรงหน้ากลับยืนกรานจะให้เธอเก็บไว้ได้

“โธ่ รับไว้เถอะนะ...ไม่อย่างนั้นพี่คงไม่สบายใจแย่น่ะสิ”

“เอ่อ....”

“นะ ๆ รับเอาไว้เถอะ”

“อ่า...งั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”ในที่สุดเมรินก็ยอมรับความหวังดีนั้น หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ในขณะที่เธอเตรียมจะเดินออกไปนอกโรงอาหารแต่ก็ยังไม่วายจะต้องเหลือบมองเมรินด้วยความสงสัยอีกครั้ง

“จ๊ะ...งั้นพี่ไปคณะก่อนนะคะ”

เมรินทำได้เพียงมองคนตรงหน้าเดินแยกออกไปบริเวณทางเชื่อมไปคณะไอซีทีที่เธอเคยเดินลัดไปหาอาชิตะมาก่อน นิ้วมือเรียวยาวค่อย ๆ ไล้ไปตามไอโฟนในมืออย่างเป็นห่วงไม่ได้แต่ดูแล้วมันจะไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย

“ดีนะ... ขืนพังไปทั้งที่ซื้อมาได้แค่สองสามวันมีหวังเจ้าของแกบ่นฉันตายเลยล่ะมั้งเนี่ย... แต่ว่า... ผู้หญิงที่ดูสวยขนาดนั้น... อยู่คณะไอซีทีเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ...?”

“โหย... ยืนเหม่ออะไรน่ะเมริน อ่ะ... ฉันแลกบัตรมาให้เธอแล้วแหละ คนเยอะมากร้อนสุด ๆ เลย” พิสต้าที่เพิ่งมาพูดขึ้นก่อนจะยื่นบัตรให้ ทว่านัยน์ตากลมใสก็รู้สึกถึงความปกติที่เกิดขึ้น

“...”

“อะไรเหรอเมริน”

“อ๋อ เปล่า ๆ น่ะ เมื่อกี้ฉันเผลอเดินชนกับคนคณะไอซีทีเข้าน่ะ หน้าตาสวยมากจริง ๆ ...” เธอว่าพลางตอบเบา ๆ ก่อนจะตัดใจเดินตามพิสต้าไป แต่จากที่ห่างไกล เจ้าของเรือนผมสีอ่อนยังคงแอบมองทั้งสองด้วยความสงสัย ดวงหน้าขาวกัดฟันกรอดเบา ๆ เมื่อมองผู้ชายที่อยู่ในวอลเปเปอร์โทรศัพท์ตนเอง...

“...เงียบหายไปคุยกับเด็กซุ่มซ่ามนั่นแบบนี้มันไม่มากเกินไปหน่อยสำหรับแคลร์เหรอคะ พี่อาชิ... คอยดูเถอะวันนี้ยังไงก็ต้องไปคุยให้รู้เรื่อง!

 




 


 

สำหรับตอนนี้อาจจะดูพิลึก ๆ ปนสยองไปนิดสำหรับรูปประกอบ แต่ฮิเมะก็ตั้งใจวาดสุดแล้วนา
แต่รับรองว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเข้าสักวันล่ะน่า
 >_<
ช่วงนี้ติดสอบบ้างอะไรบ้าง แล้วก็กินแกลบงานหนังสือไปเรียบร้อยแล้วค่ะ
แต่ก็ได้หนังสือที่เอาไว้ใช้เป็นข้อมูลในการเขียนมาเพิ่มอีกหลายเล่มใหญ่ ๆ เลยค่ะ
ยังไงก็ขอโทษที่ช้านะคะ ต่อไปนี้จะรีบปั่นแล้วล่ะ ฮึบ
 >^<

ปล. ยังไงก็ขอขอบคุณทุกคนที่อยู่ติดตามกันมาตลอดนะคะ
เจอคำผิดหรืออยากติชมก็สามารถเขียนสามารถแปะกันได้ได้เลยค่ะ ยังไงตอนนี้ขอเวลาไปปั่นต่ออีกนะคะ
 ><

 
 
______



ขอโทษที่หายหัวไปนานเลยนะคะ สารภาพเลยว่าเกรดมิดเทอมคราวนี้แย่มาก
ส่วนพี่เมล่อนเองก็เรียนหนักขึ้นมาก ทำให้บางที่พวกเราอาจจะมาอัพช้าไปสักนิดนะคะ
แต่ก็จะไม่ยอมทิ้งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ แต่ว่านะคะ สำหรับตอนนี้ ฮิเมะต้องขออภัยนะคะ
สำหรับคำหยาบมากมาย จริง ๆ เราต้องการสื่อให้เห็นถึงอารมณ์ของตัวละคร
บางครั้งก็ต้องใช้ความสมจริงมากไปนิด ยังไงก็อย่าไปใช้ตาม อย่าไปพูดตามนะคะ อ่านนิยาย
แล้วมองย้อนดูตัวกันเนอะ อะไรที่ดีก็ทำตาม อะไรที่ไม่ดีก็ดูไว้เป็นตัวอย่างค่ะ
อันนี้คือความตั้งใจที่เราอยากสื่อนะคะ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ สำหรับคำหยาบเยอะแยะ

ส่วนเรื่องฟิน ๆ มันก็มีนะตอนนี้ -///- ไม่รู้ทุกคนฟินไหม
แต่ฮิเมะละลายไปกับเด็กแฝดไปแล้วล่ะ (ฮา) เดี๋ยวคงต้องรีบไปเขียนต่อแล้วล่ะ >_<

ยังไงถ้าเจอคำผิดหรืออะไรก็แจ้งบอกกันได้นะคะ ทั้งหน้าไมค์หลังไมค์หรือเฟซส่วนตัวของฮิเมะ
ขอบคุณหลาย ๆ คนที่แจ้งเข้าไปทั้งคุณ Byakuya B. Britania และพี่ออม Sakurai winter ค่ะ
ไว้ถ้าพี่เมล่อนว่างเมื่อไหร่จะเข้าไปอิดิทนะคะ แก้บ่อย ๆ กลัวรบกวนแจ้งเตือนนักอ่านค่ะ

ยังไงก็ขอบคุณทุก ๆ คนมาก ๆ นะคะ ^^ love you all ค่ะ
(November 2, 2013)





Talk with Melon
(ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากหลุมอีกครั้ง T___T;; <== เนื่องจากหายตัวไปนานจัด)

โฮกกกกกกก...อิดิตเสร็จแล้วค่ะ!! ปวดหลังมาก ๆ TOT;;  (แก่แล้วสินะ)
ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะที่หายไปนานมาก ๆ เลย...
เทอมสองนี่เริ่มเข้าวิชาเมเจอร์ (วิชาในคณะ) แล้วค่ะ
เจอ Anatomy & Physiology, Organic Chem
และอีกหลาย ๆ ตัวเลยที่หนักเอาการอยู่สำหรับเด็ก(?)ที่หัวไม่ค่อยดีอย่างเรา TT;;
ยังไงก็จะพยายามเต็มที่กับเรื่องเรียน และจะพยายามกลับมาอิดิตในเวลาว่าง (ที่แทบไม่มี) นะคะ
ไม่ทิ้ง CMM แน่นอนอยู่แล้วค่ะ
ทุกวันนี้เวลาเดินไปไหน ฉากนั่นนี่ก็จะลอยเข้ามาในหัวตลอดเลย
แล้วก็จะโทรไปบอกฮิเมะว่า นี่ ๆ เพิ่มตรงนั้นตรงนี้เข้าไปอีกได้ไหม ><
ในใจฮิเมะเองก็คงอยากตะโกนกลับมาเหมือนกันมั้งคะว่า "ฮะ!? อีกแล้วเหรอ"
ฮ่า ๆ แต่จริง ๆ แล้วฮิเมะเขาก็เข้าใจดีค่ะ ^^ เป็นพาร์ทเนอร์นี่น่ารักจริง ๆ

ก็ขอฝากด้วยนะคะกับ CMM พาร์ทนี้ และซีซัน II ที่ไปเยี่ยมชมกันได้
นอกจากนี้ยังมีแฟนฟิคบลีช Bleach ที่พวกเราร่วมกันแต่งอีกด้วยค่ะ >_<; (ขยันหางานมาดองใส่โหลจริง ๆ)
ไปช่วยดันและติดตามกันได้นะคะ ดันมาก ๆ เข้าอาจจะฮึดมาอัพไวขึ้นก็ได้นะ 555
ยังไงก็ขอบคุณจริง ๆ นะคะที่ติดตามพวกเรามาจนถึงทุกวันนี้ ^_^
รักทุก ๆ คนเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #179 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2556 / 00:26
    จริงๆแล้วเรื่องนี้แอบสงสารเซนเบาๆ ไม่น่าเดินทางผิดเลยนะ เป็นแค่นายแบบอย่างเดียวไม่พอรึไง T __ T
    #179
    0
  2. #171 Nampueng zaa (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2556 / 23:32
    สงสารอาชิตะมากค่ะT_T

    สรุปอาชิเป็นโรคอะไรอ่ะ?

    จะติดตามนะ อัพไวๆนะ ไรเตอร์

    #อ่านไปฟินไป555

    #171
    0
  3. #170 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2556 / 06:54
    มันจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอ่า =0=
    #170
    0
  4. #169 ZakWuar (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2556 / 22:25
    รออยู่น๊าไรต์>o
    #169
    0