CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 36 : [[,,,Chapter 25,,,]] Rescue [Part 02 | 100% + Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    13 ก.ย. 56

JJ♕


25

Rescue 
(Part II)

 
 

          หลังจากอาบน้ำเสร็จร่างเล็กก็ค่อย  ๆ นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องนอน นัยน์ตากลมโตยังคงแอบมองคนที่นอนครึ่งหลับครึ่งตื่นบนเตียงใต้ผ้าห่มหนา ผมยาวสลวยถึงบั้นเอวของเขาถูกปล่อยสยาย อาชิตะยามหลับใหลด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เป็นภาพที่หายากเหลือเกินแต่บางอย่างในใจเธอกลับหวาดกลัวท่านอนหลับที่ดูผ่อนคลายนั่น...

            “ฉันจะไปตลาด... นะ นายจะเอาอะไรไหม”

            จริง ๆ เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะก่อกวนให้เขาตื่นหรอก แต่บางอย่างในใจมันบอกว่าไม่ต้องการเห็นภาพเขานอนแบบนั้น ทั้งที่ปากจะบอกให้เขาพักมาก ๆ เพื่อจะได้หายไว ๆ แต่ในใจเธอกลับรู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง

            “อื๋อ ?... ตลาดเหรอ... ไปด้วยสิ...แค่ก ๆ”

            น้ำเสียงงัวเงียตามด้วยเสียงไอจนตัวงอของชายหนุ่มดังขึ้น อาชิตะบิดตัวไปมาเหมือนเด็กเล็กก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ แล้วขยี้ตาเบา ๆ ก่อนจะอ้อนต่อ “นะ... ไปด้วย”

            “แต่ว่านายกำลัง...”

            “อยากไปด้วย...” ร่างสูงกว่ายังคงออกอาการดื้อเหมือนเด็กเล็ก ๆ อาชิตะขยี้ตาเบา ๆ ก่อนจะลุกเดินไปหยิบแปรงสีฟันผู้ใหญ่ลายรีแรคคุมะที่ใส่ไว้ในช่องหน้าของกระเป๋าด้วยท่าทีกระตือรือร้นแม้จะยังดูออกว่าเจ้าตัวยังมีอาการป่วยก็ตาม

            “...”

            “รอด้วยนะที่รักนะ... ฉันจะพยายามอาบน้ำแปรงฟันไว ๆ”

            “อ่า... อื้ม” ร่างเล็กพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปรอด้านนอก หญิงสาวยังคงรู้สึกแปลก ๆ กับความรู้สึกเมื่อครู่ ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่น่ามีอะไรแท้ ๆ แต่เธอกลับไม่ชอบท่าหลับนั่นเอาซะเลย...

            ราวกลับว่าถ้าปล่อยให้นอนเขาจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาพูดคุยกับเธออีก...

           

“ก็คงฟุ้งซ่านไปเองแหละจ๊ะเมริน แม่รู้ว่าหนูห่วงอาชิเขา... ก็คงกลัวเขาจะเป็นอะไรนั่นแหละเลยไม่อยากให้นอนซม” ผู้เป็นแม่พูดขึ้นในสวนหลังบ้าน สายตาเธอมองลูกสาวคนเดียวอย่างเป็นมิตรก่อนจะเริ่มพูดต่อเมื่อนึกถึงอะไรได้บางอย่าง

“เอ้อ... ชื่ออาชิตะสินะ?”

ร่างเล็กไม่ได้พูดอะไร เมรินพยักหน้าหงึก ๆ แทนคำตอบก่อนจะมองผู้เป็นแม่อย่างสงสัย

“ทำไมเหรอคะแม่?”

“แม่ว่าชื่อมันคล้าย ๆ กับคนที่ลูกเคยเล่าให้ฟังไง ที่ว่าเขามาชอบพี่เซนลูกป้ามะลิน่ะจ้ะ คนที่ลูกบอกว่าโมโหคาดมาดร้าย แถมเคยส่งคนมาข่มขู่...”

เมรินนิ่งอึ้งไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความผิดที่อากิระทำเอาไว้นั้นเป็นเรื่องใหญ่มากจริง ๆ เมื่อเทียบกับครอบครัวหาเช้ากินค่ำอย่างเธอและแม่ หากจะไปเล่าให้ใครฟังเธอก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อไหมว่าเมื่อสองสามปีก่อนสมัยที่เธอคบกับเซนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีกลุ่มนักเลงปริศนามาข่มขู่บอกว่าอากิระให้เลิกกันไม่อย่างนั้นจะเผาบ้านทิ้งเสียให้หมด

ใครต่อใครก็รู้กันดีว่าอากิระมีเงินมหาศาล  สามารถที่จะบันดาลอะไรก็ได้ที่เซนต้องการ ถึงแม้จะนิสัยแย่เท่าใดก็ตามเขาก็ถูกเสมอในสายตาของเซน

“คน ๆ นั้น จริง ๆ เป็นพี่ชายฝาแฝดของอาชิตะค่ะ”

“ตายจริง! นี่มันเรื่องอะไรกันนี่ หนูน่ะรักน้องชายของคนที่เขาไม่ชอบหนูนะจ๊ะ แล้วนี่ที่บ้านเขาจะโอเคกับหนูเหรอลูก?”

แค่ได้ฟังคำถามหัวใจเมรินก็กระตุกวูบ...

ใช่แล้วล่ะ อาชิตะเป็นทายาทมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้า เขาเป็นที่หมายปองของเหล่าไฮโซในเมฮิเมะ แล้วนี่เขาจะรักเธอได้จริง ๆ อย่างนั้นเหรอ ปากของผู้ชายนั้นมันจะจริงแท้แน่นอนเสมอไปได้เหรอ...

“นะ นั่นสินะคะ”

เมรินนิ่งเงียบในขณะที่เสียงฝีเท้ารีบเร่งของใครบางคนรีบวิ่งมาพร้อมกับท่าทีสดชื่นยามเช้า

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่”

อาชิตะนั่นเอง ชายหนุ่มโผล่มาขณะได้จังหวะประจวบเหมาะพอดี ร่างสูงในชุดลำลองสบาย ๆ ด้วยเสื้อยืดสีขาวเรียบ ๆ กับกางเกงเดฟสีเทาเข้มจนเกือบดำอวดหุ่นสูงเพรียวพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มแม้จะแลดูโทรมไปเพราะอาการป่วย

เมรินมองคนตรงหน้าก่อนจะฝืนยิ้ม เธอพยายามลืมเรื่องความต่างชั้นออกไปเพราะอย่างน้อยเธอก็เชื่อใจเขา...

“อื้ม อรุณสวัสดิ์แต่แม่แล้วฉันล่ะ?”

“แหม ก็ต้องอรุณสวัสดิ์สิครับที่รัก” เขายังทะเล้นไม่เลิกจนเมรินต้องสะกิดด้วยฝ่ามือดังฉาดใหญ่

“บ้าหรือไงนี่นายเรียกฉันแบบนี้ต่อหน้าแม่ฉันได้ยังไงกันหา! มารยาทเล่า? มารยาทนายอยู่ที่ไหน”

“มารยาทคืออะไร?” อาชิตะชายตามองคนตัวเล็กกว่าด้วยคำถาม “ถ้าฉันจะเรียกเธอหรือทำอะไรฉันจะไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ แอบทำหรอก ฉันรักเธอก็บอกว่ารัก คบกับเธอก็บอกว่าคบ บอกจะไม่ทำอะไรเธอยังไงก็คือไม่ แล้วก็แน่นอนนะว่าถ้าฉันเรียกเธอว่าที่รัก ฉันก็อยากให้ผู้ใหญ่ท่านรับรู้ จริงอยู่ว่าฉันเป็นลูกครึ่งนะแต่แบบฉันก็อยากทำตามธรรมเนียมบ้างอะไรบ้าง” อาชิตะตอบอย่างมั่นใจ แต่จะเพราะอะไรก็แล้วแต่ในใจเมรินตอนนี้แทบอยากจะกรี๊ดออกมาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเสียด้วยซ้ำ อะไรกันที่เขาเป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้

“อ่ะ เอ่อ... จ่ะ... จ้ะ”

ขนาดแม่เองก็ยังไปไม่เป็นพอเจอตานี่เข้าไป... เมรินอ้าปากค้างเล็ก ๆ ก่อนจะรีบตัดบท

“งั้นเราก็รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวตลาดวายกันพอดี เนี่ยมันเจ็ดโมงกว่าแล้วด้วยนา”

“อื้อ ไปกันเลยครับที่รัก” อาชิตะว่าพลางยื่นมือกดกุญแจปลดล็อกเจ้าฟอร์จูนเนอร์คู่ใจของตนทันที ไฟหน้ามันกระพริบสองสามทีรับคำสั่งนายอย่างว่าง่ายราวกับว่ามีชีวิตจิตใจเหมือนสัตว์

“เดี๋ยว ๆ นายจะไปตลาดยังไง?” เมรินรีบท้วงพลางดึงแขนอาชิตะเอาไว้เบา ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มเดินจ้ำอ้าวไปจนถึงประตูฝั่งข้างคนขับเพื่อที่จะเปิดให้เธอเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งตุ๊กตาเหมือนเช่นทุกวัน

            “อ้าว? ก็ขับรถไปไง” อาชิตะหันกลับมามองเจ้าของมือเล็กที่ดึงแขนเขาไว้แน่นอย่างสงสัย เขาเข้าใจอะไรผิดในเมื่อเวลาอยู่ที่บ้านตัวเองเวลาแม่บอกว่าจะไปตลาดเขาก็ต้องขับรถไปให้

            ในหัวของชายหนุ่มจากครอบครัวร่ำรวย ตลาดนั้นหมายถึงสถานที่ที่ต้องขับรถไปและเป็นที่ที่ต้องใช้ธนบัตรย่อย ตลาดคือที่รวมของสด ๆ ผักสดที่ถูกจัดไว้อย่างดี เนื้อสัตว์ที่ถูกแพ็คเอาไว้และบอกวันหมดอายุเป็นอย่างดี ใช่แล้วล่ะอาชิตะกำลังซุปเปอร์มาร์เก็ตมากกว่าคำว่าตลาดสดที่เมรินพยายามจะสื่อ

            “ทั้งที่มันแค่ไม่ไกลน่ะนะ?”

            “ปกติใกล้ไกลมันก็ต้องขับรถไปทั้งนั้นแหละ ไม่เอารถไปจะเอาของกลับมายังไงกัน?”

            “นี่นายคิดว่าฉันไปซื้ออะไร! ฉันไม่ได้จะไปเหมาผักเป็นกิโล ๆ นะ แล้วก็อีกอย่างตอนขับเข้ามานายไม่เห็นเหรอ ทางมันออกจะแคบขนาดนี้แล้วรถนายก็คันใหญ่เบ้อเร่อเท่อ จะขับไปตลาดน่ะฉันไม่เห็นด้วยหรอก!” เมรินดุอีกคนด้วยเสียงดังฟังชัดจนแม่เองยังแอบยิ้มในความโหดและเจ้าระเบียบของลูกสาว

          คิดอยู่แล้วเชียวสิน่า เมรินเจ้าระเบียบขนาดนี้ขืนแต่งงานกันไปจริง ๆ ไอ้หนุ่มนั่นมันจะมีปัญญาเถียงทันไหม แม่ล่ะสงสารจริง ๆ

          “อ้าว แล้วอย่างนี้จะไปกันยังไงล่ะครับคุณนาย” เถียงไปก็ยิ่งไอไป

            “ฉันจะปั่นจักรยานไป นายจะไปหรือจะนอนรอก็ได้นะคุณหนูอาชิตะ” ร่างเล็กว่าก่อนจะแยกยิ้มขาว เมรินรู้ดีว่ามันกำลังยั่วลูกชายนักธุรกิจใหญ่อย่างเขา แต่ก็แอบอยากรู้เหมือนว่าเขาจะทำยังไง จะทนรับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบเธอได้จริงหรือเปล่า

            “ไปก็ไปสิ ไหนล่ะจักรยาน?”

            เสียงหัวเราะดังออกมาจากในลำคอชายหนุ่มช้า ๆ เขาคิดว่าเธอคงจะคิดว่าเขาเป็นพวกลูกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแบบในละครหลังข่าวที่แม่กับบรรดาสาวใช้ชอบเปิดดูตอนทานข้าวเสร็จ แต่ขอโทษเถอะสำหรับการได้เข้าใกล้ผู้หญิงที่ตัวเองชอบมาตลอดสิบปีนั้นเรื่องแค่นี้ถือว่ายิบย่อยมาก!

            “นั่นไงล่ะ” เมรินหัวเราะดังกว่าก่อนจะชี้ไปที่จักรยานแม่บ้านเก่าคร่ำครึที่จอดพิงผนังหลังบ้านเอาไว้ ชายหนุ่มเดินไปมองมันโดยรอบอย่างพินิจพิเคราะห์ในใจว่าเจ้าเศษเหล็กนี่มันจะพาเขากับเธอไปตลาดได้จริง ๆ อย่างนั้นเหรอเมรินถึงได้เลือกใช้มันแทนที่จะไปกับรถของเขา

          รถเราหรือออกจะแต่งมาอย่างดียังไม่ได้เอาไปตลาด แล้วดูสิ ให้ตายเถอะจะให้ปั่นไอ้เศษเหล็กนี่ไปกันสองคน คะ... แค่เรานั่งมันก็แทบจะหักแล้วมั้งดูท่า!

            “จะเอายังไง อย่ามัวแต่มองสิ เดี๋ยวก็สายกันพอดี” ร่างเล็กของเมรินว่าก่อนจะเดินอาด ๆ ไปเข็นจักรยานคันนั้นออกมาด้วยท่าทีแข็งขันในขณะที่เธอหยุดเดินแล้วจัดมันตรงหน้าเขา

            “ที่รักคะ ปั่นค่ะ”

            “หา? เอ่อ... อื้อ”

            แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่พอได้ยินคำว่าที่รักอาชิตะก็ถึงกับใจเต้นรัวด้วยความดีใจลิงโลด ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะฮึดสู้ด้วยการลองขี่จักรยานเป็นครั้งแรก แต่สำหรับเขาแล้วมันก็ดูไม่ได้เป็นงานที่ยากเย็นอะไรนักหนาเท่าใดนัก...

            ไม่มีคำพูดอื่นใดนอกจากรอยยิ้มของคนสองคนบนจักรยานคนนั้นที่ค่อย ๆ ทะยานไปช้า ๆ บนถนนลูกรังลาดยางมะตอยขนาดสองเลนพอให้รถไถนาวิ่งได้... สายลมเย็นยามเช้าพัดมาเป็นระลอกเย็นพร้อม ๆ กับทิวข้าวที่เริ่มเปลี่ยนรวงเป็นสีทองสว่างที่พลิ้วไสวหยอกล้อสายลม

บรรยากาศรอบนอกแสนเป็นใจราวกับนี่คือฉากที่ถูกจัดแต่งมาอย่างดีในภาพยนตร์ประกอบเพลงรักหวานแหวว ฝ่ายชายขี่จักรยานให้หญิงที่ตนชอบกอดเอวซ้อน...

ทว่าสำหรับพวกเขาสองคนแล้ว...

เอี๊ยดดดด !

เจ้าม้าเหล็กสองขาถีบหยุดกะทันหันลงบนคันนากว้างพร้อมกับท่าทีเหนื่อยหอบจนตัวแทบโยนของอาชิตะ และเพราะการเบรกกะทันหันนั้นเองมันทำให้ล้อเล็ก ๆ นั้นแทบไถลลงไปตามขอบทางซึ่งด้านล่างเป็นคลองส่งน้ำที่ท่าจะลึกพอตัว

“นายอาชิตะ!” เมรินโพล่งออกมาอย่างตกใจก่อนจะลุกมายืนเท้าเอวด้วยความหงุดหงิดและสงสัยในความเจ้าสำอางของชายหนุ่ม... มันมาก... และมากเกินมาตรฐานที่เธอกำหนดไปสักหน่อย

“...” ไม่มีคำพูดใดออกมาจากเรียวปากซีดเซียว อาชิตะหายใจหอบติดขัดด้วยความเหนื่อย และเพราะเขาไม่ได้โกหกเธอ ว่าที่คุณหมออย่างเธอจึงอดเป็นห่วงไม่ได้

“ขะ ขอโทษ”

“ขอโทษทำไม ฉันเองต่างหาก” เมรินรีบบอกอย่างสำนึกได้... เพราะว่าเธอเองก็รู้แก่ใจว่าเขาไม่สบายมาตั้งแต่ในค่ายแล้วและอาการมันก็ดูหนักมาตลอด... ทั้งที่เธอก็รู้แต่ใจแต่ก็ยัง...

แล้วหลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีเธอพูดจบ เพียงชั่วพริบตาที่ร่างสูงหลุบตาลงต่ำอย่างยิ่งรู้สึกผิดในใจที่เพราะความไม่เอาไหนของตน อาชิตะก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่รัดรึงร่างกายเขาเอาไว้ด้วยความอบอุ่น กลิ่นหอมของยาสระผมที่เมรินชอบใช้... เรือนผมนุ่มสลวยที่แสนคุ้นเคยของเธอ... อ้อมกอดของเธอ...

“...มะ เมริน...นะ นี่เธอ...”

“ไม่เอา ไม่ต้องพูดอะไรแล้วตาบ้า... หายใจหอบขนาดนี้ใครใช้ให้นายพูดกัน...” ร่างเล็กบอกก่อนจะค่อย ๆ ลูบเบา ๆ ที่แผ่นหลังกว้างของเขา มือเล็กลูบผ่านปอยผมยาวที่มัดหางม้าหลวม ๆ ไว้อย่างเรียบร้อยจนรู้สึกได้ถึงจังหวะหายใจติดขัดซึ่งค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติทีละน้อย...

“มะ ไม่เป็นไรแล้วน่า” อาชิตะค่อย ๆ พูดขึ้นก่อนจะมองหน้าอีกคนด้วยรอยยิ้มจาง ๆ

“อ่า จริง ๆ นะ... ฉันไม่ให้นายปั่นแล้วแหละ”

“อ้าว... ทำไมล่ะ?”

“ก็ฉันจะปั่นให้นายซ้อนบ้างไง” ร่างเล็กว่าก่อนจะรีบหันหน้ามองไปทางอื่น “ก็นะ... คะ คุณแฟนเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อซะขนาดนี้... อะ อีกอย่างก็ไม่ได้อยากรังแกคนไม่สบายซะหน่อย ไม่ได้เป็นห่วงออกหน้าออกตาหรอก อย่าหวัง”

แค่ได้ยินแค่นั้นร่างสูงกว่าก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบผ่ายมือไปเป็นการออกคำท้าทายเธอเล็ก ๆ ว่าเชิญเลยครับ คุณสุภาพสตรี

ด้วยความว่าเป็นลูกชาวทุ่งชาวสวน นอกจากความสวยที่ไม่เป็นรองใครของเธอแล้ว ดีกรีความถึกทนของเธอก็ไม่ใช่ธรรมดา ใครจะไปเชื่อว่าร่างเล็กกะทัดรัดอย่างเธอจะปั่นจักรยานแม่บ้านให้อาชิตะซึ่งตัวใหญ่กว่ามากซ้อนได้อย่างหน้าตาเฉย!

“... มะ ไม่หนักเลยเหรอ” น้ำเสียงเรียบนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทีเกรงใจ ใบหน้าซีดเซียวนั้นออกสีแดงระเรื่อในขณะที่มองแผ่นหลังคนด้านหน้าซึ่งแข็งขันกับการปั่นมากจนเขาแอบรู้สึกผิดที่กลายเป็นตัวถ่วง

“ฉันมีความสุขมากเลยนะที่ได้อยู่กับเธอตอนนี้น่ะ...”

“...”

“ถ้าวันไหนฉันหายดีแล้ว...ฉันจะเป็นคนปั่นให้เธอซ้อนบ้างแล้วกันนะ...”

“...”

“มะ เมริน...?”

“นายไม่ต้องพูดอะไรซึ้ง ๆ จะได้ไหมอาชิตะ” น้ำเสียงร่างเล็กดูเอาจริงกว่าครั้งไหน ๆ เมรินถอนหายใจยืดยาวก่อนจะมองท้องฟ้าสีครามสว่างที่โอบกอดท้องนาไปไกลสุดลูกหูลูกตา เพียงไม่นานจากนั้นเจ้าสองล้อน้อย ๆ มันก็พาเขาและเธอมาถึงตลาด

ตลาดที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับในความคิดของอาชิตะ...


ทันทีที่จอดจักรยานทิ้งไว้ข้างห้องแถวเก่า ๆ เมรินก็จับมือจูงคนข้าง ๆ ที่ดูจะอยู่ในอาการงุนงงเดินตามเธอมา ภาพเบื้องหน้าคือตลาดสดแห่งหนึ่งที่ดูไม่ใหญ่โตอะไร ร้านรวงที่ตั้งล้วนเป็นแผงลอยขายของสด บ้างก็ขายเนื้อสัตว์ ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ บ้างก็ขายกับข้าว ผลหมากรากไม้ตามชนบท ถัดไปจากตรงนั้นไม่ไกลมากถึงจะค่อยเป็นอาคารพาณิชย์ที่เปิดขายของจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายของชำ ร้านตัดผมและพวกร้านขายยาจำพวกยาแผนปัจจุบัน

“เอ่อ... งั้นไปซื้อยากันก่อนเนอะ” เมรินว่าพลางหันไปยิ้มให้ร่างสูงที่หยุดยืนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ อาชิตะในตอนนี้เหมือนกับเด็กที่เพิ่งเคยออกจากบ้านมาเจอโลกใบใหญ่ ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าชาวบ้านมากมายก็มองมาที่เขาไม่ต่างกัน

“อ่า ไม่เอา ฉันหายแล้วน่า” เขารีบตอบ นัยน์ตาสีนิลเข้มแสนซุกซนฉายแววดื้อไม่ยอมพร้อมส่ายหน้าน้อย ๆ

“ได้ไง ไม่เอาน่า อย่าดื้อ”

“แต่...”

“ไม่มีแต่...” นัยน์ตากลมโตมองจ้องคล้ายจะดุ เมรินออกแรงดึงคนตัวใหญ่กว่าตนเข้าไปในร้านขายยาสำเร็จและมันก็ดูจะเป็นเหตุการณ์โกลาหลเล็ก ๆ ภายในร้านขายยาเมื่อเด็กดื้ออาชิตะทำท่างอแงจะไม่ยอมจะตรวจหรือบอกอาการอะไรทั้งนั้น

“ไม่เอา ฉันกลัวเข็มฉีดยา ไอขนาดนี้โดนจับฉีดยาแหง ๆ”

ท่าทางของเขาช่างดูยียวนยิ่งนัก อาชิตะเบะปากใส่เธอเบา ๆ ในขณะที่เภสัชกรหนุ่มแว่นหนายังคงมองทั้งคาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

เขาไม่ได้ยิ้มในความน่ารักของท่าดื้ออาชิตะ แต่เขามองสีผมแปลกประหลาดนั่นต่างหาก... หนำซ้ำยังผิวพรรณสวยที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ลูกชาวไร่ชาวนาอย่างแน่นอน ว่าที่น่าแปลกก็คือ...

“ทำไมมาด้วยกันได้ล่ะเมริน นี่เพื่อนเหรอ? หายไปเรียนที่กรุงเทพฯ มาซะนานดูสิสวยขึ้นเยอะเลยนะเรา”

หนุ่มเภสัชคนนั้นทักทาย สำหรับเมรินแล้วไม่มีใครในหมู่บ้านนี้ไม่รู้จักเพราะเธอเป็นถึงอนาคตเพียงคนเดียวของหมู่บ้านที่สอบติดแพทย์ได้ และเพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อทางด้านนี้อย่างเมฮิเมะทุกคนในหมูบ้านจึงสรรเสริญเธอ เพราะธรรมดาแล้วด้วยความเป็นชนบทห่างไกลการจะได้เรียนถึงปริญญาตรีนั้นมันยากเหลือเกิน

“ฮ่ะ ๆ ไม่ขนาดนั้นค่ะ แต่เรียนยากมากเลยแหละ” เธอว่าพลางหันไปยิ้มให้ก่อนจะยกมือไหว้เคารพรุ่นพี่แม้จะจบมาต่างสถาบัน

“อื้ม สู้ ๆ แล้วกันเดี๋ยวก็ผ่านไปนะ ว่าแต่กลับมาเยี่ยมบ้านเหรอ?”

“ใช่ค่ะ พอดีกลับมาจากเข้าค่ายด้วยน่ะค่ะ เลยมาแวะสักหน่อย” หญิงสาวยังคงตอบต่อไปในขณะที่รุ่นพี่เภสัชยิ้มน้อย ๆ

“ดีแล้วล่ะนะ ว่าแต่ว่ามาร้านขายยานี่ เอ่อ...”

“อ่ะ... แค่ก ๆ ...” เสียงไอดูจะแทรกถูกจังหวะพอดี อาชิตะเอามือกุมอกในขณะที่ยังคงไอไม่หยุด เมรินกลัวเหลือเกินว่าไอหนักขนาดนี้กล่องเสียงคงแทบจะหลุดกระเด็นออกมาตาม

สายตาหนุ่มตี๋รุ่นพี่มองไปทางร่างที่ไม่คุ้นเคยอีกครั้งด้วยความสงสัย อาชิตะที่เริ่มค่อยยังชั่วยืดกอดอกแน่นด้วยแววตาแอบไม่พอใจจนทำเอาชายหนุ่มถึงกับยิ้มแหยเพราะแอบหวาดกลัวสายตาอาฆาตของคนไข้ จนอยากจะลากไปเอาเข็มฉีดยาทิ่มให้เสียรู้แล้วรู้รอดถ้าไม่ผิดจรรยาบรรณแพทย์ แต่ความคิดของชายหนุ่มก็หยุดเพียงแค่นั้นเมื่อเพ่งพิศมองบุคลิกชายหนุ่มที่มากับเมริน เพราะถ้าไม่นับใบหน้าหวานสวยเกลี้ยงเกลานั่นแล้วล่ะก็ อาชิตะก็มีมาดอย่างกับลูกเจ้าพ่อยากุซ่าดี ๆ นี่เอง

“เขาเป็นหวัดน่ะค่ะ ไอไม่หยุดเลย มีไข้ แล้วก็ตัวร้อน หอบหนักด้วย พอตอนกลางคืนหายใจไม่ออกต้องลุกมานั่งแล้วค่อยนอนค่ะ”

“อ๋อ อื้ม เป็นมากี่วันแล้วเหรอ?”

“สามได้น่ะค่ะ” เมรินตอบก่อนจะหันไปมองอาชิตะที่ยืนนิ่งเงียบ สายตาเหม่อมองไปรอบร้านและแอบปราดมองเภสัชกรหนุ่มน่าสงสารเป็นระยะด้วยอารมณ์หึงหวง

กะ ก็แค่ทัก เขาก็แค่คุยกัน...

ทำไมต้องหึงด้วยนะเรา !

แต่ว่า... ยานี่มันจะทำให้เราหายได้จริงเหรอ 

ไม่นานนักยาแผงบรรจุเสร็จสองสามแผงก็ถูกลำเลียงใส่ถุงพร้อมกับคำแนะนำการใช้ที่อาชิตะฟังจนเบื่อ เมรินลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองคนข้าง ๆ ที่ควักธนบัตรใบละพันจ่ายแต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำแล้วรีบออกแรงลากเธอออกมาจากร้านขายยาโดยไม่สนใจที่จะรอเงินทอน

“เป็นอะไรของนายเนี่ยอาชิตะ?”

            “หวงไงหวง!” ร่างสูงว่า อาชิตะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ พูดต่อด้วยใบหน้าเบี้ยวบูดไม่พอใจนัก “ไอ้หนุ่มนั่นเอาแต่มองเธอสายตาหยอดย้อย... ทั้งที่เราเป็นแฟนกันแล้วนี่นา...”

            “เฮ้อ... เอาเถอะน่า นายนี่มันคิดมากจริง ๆ นะ เดี๋ยวก็แก่ไวหรอก”

            อาชิตะมองคนตรงหน้าก่อนจะยกยิ้มน้อย ๆ พอให้เห็นเขี้ยวขาว ๆ ที่ลอดออกมาใต้ริมฝีปากซีดจาง “พูดจริงนะ?”

            “ฮ่ะ ๆ ถามอีกครั้งฉันจะแกล้งบอกว่าไม่จริงซะเลยดีไหมนะ?”

            เพราะคำตอบนั้นทำให้อาชิตะที่แปลความหมายออกยิ้มได้ ชายหนุ่มโอบเอวเล็กของเธอเบา ๆ ด้วยความสุขในขณะที่ทั้งสองเดินเลือกซื้อสินค้าในตลาดสด

            อาจจะดูไม่ค่อยโสภานักสำหรับผู้รากมากดีในเมืองกับการต้องมาซื้อของที่ขายเป็นแผงตั้งแบกับพื้นดิน แต่อาชิตะกลับไม่ใช่คนเช่นนั้น ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งช่วยเมรินเลือกแครอทสด ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใดท่ามกลางรอยยิ้มของผู้คนที่ผ่านไปมา

            “เอาละ พอแล้วอาชิตะ” ร่างเล็กพูดขึ้นก่อนจะส่งถุงแครอทให้กับแม่ค้าชั่งน้ำหนัก

            “สี่สิบบาทจ้ะ”

            เมรินยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะส่งธนบัตรใบละยี่สิบสองใบที่นับมาพอดีให้ในขณะที่อาชิตะรับถุงแครอทมาถือด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มลุกยืนมองไปรอบ ๆ แม้จะอดเขินอายเล็ก ๆ ไม่ได้ที่ไม่ว่าจะเหยียบย่างไปทางไหนใครต่อใครก็ต้องมองมาที่เขาซึ่งมันก็ทำให้รู้สึกเขินอย่างประหลาดไม่ได้

            ทั้งสองเดินมาเรื่อย ๆ จนจะถึงที่จอดรถจักรยานแต่แล้วอาชิตะก็เหมือนได้ยินเสียงดังเอะอะดังขึ้นตรงหน้าพร้อมกับกลุ่มคนที่มุงดูอะไรบางอย่าง

 

“จับมันส่งมา!

            ชายที่นั่งอยู่ตรงร้านขายปลาตะโกนสั่ง มือข้างขวาที่ถนัดของเขายังไม่ละวางมีดคู่ใจที่ใช้ชำแหละปลาจนชินเสียเลยด้วยซ้ำ

            “นี่มันอะไรกันเหรอครับ?” อาชิตะถามกลับอย่างแปลกใจในขณะที่คุณป้าชาวบ้านวัยกลางคนหันมองเขาแล้วตะโกนบอก

            “ปลาช่อนที่คลานอยู่ตรงหน้าพ่อหนุ่มน่ะจ้ะ หยิบส่งมาหน่อย ป้าจะให้พ่อค้าเขาทุบหัวเพราะเย็นนี้ว่าจะเอามันไปแกง”

            อาชิตะได้ยินก็รีบก้มมองที่เท้าตน ปลาช่อนตัวใหญ่หนักร่วมห้ากิโลกรัมกว่าได้คลานเกลือกกระเสือกกระสนไปมาบนพื้นดินต่อหน้าเขาด้วยท่าทีทุรนทุราย ชายหนุ่มดูปราดเดียวก็รู้ว่ามันต้องหนีจากเขียงฆ่ามาเป็นแน่แท้ เจ้าปลาช่อนมองหน้าเขาก่อนจะนอนนิ่ง ๆ เหมือนคนหมดแรงในขณะที่อาชิตะเกิดความคิดวูบหนึ่งขึ้นมาได้

            “ป้าครับ ไอ้ตัวนี้ป้าซื้อมาเท่าไหร่เหรอครับ?”

            “ร้อยห้าสิบน่ะ”

            พอได้ยินอาชิตะก็นิ่งเงียบไปพร้อมกับธนบัตรหนึ่งพันบาทใบสุดท้ายที่ส่งให้กับหญิงสูงวัยกว่าด้วยใบหน้าเรียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หยิบถุงในมือเธอมาจับเจ้าปลาตัวใหญ่ใส่ถุงอย่างไม่รังเกียจกลิ่นความและคราบดินทรายอย่างทะนุถนอม โดยที่มันก็เหมือนจะรู้ว่าเขาคงไม่มีเจตนาร้ายอะไรกับมัน

            “เดี๋ยวฉันจะเอาแกไปปล่อยนะ อดทนหน่อยล่ะ...”

 

            ชั่วอึดใจเดียวจักรยานคันน้อยของเมรินก็ค่อย ๆ จอดที่ท่าน้ำเล็ก ๆ บริเวณริมถนน อาชิตะมองดูทางลาดชันตรงหน้าก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขาช้า ๆ ลงไปตามทางลาด ชายหนุ่มนั่งย่อเขาลงบนท่าน้ำในขณะที่รีบนำเจ้าปลาตัวใหญ่ออกมาจากถุงแล้วค่อย ๆ ปล่อยลงน้ำ

            “ต่อไปอย่ามาให้คนเขาจับได้อีกรู้ไหม... ฉันน่ะเข้าใจความรู้สึกของแกที่ยังไม่อยากตายดีนะ คนเรามีชีวิตก็ย่อมรักชีวิตเป็นธรรมดา ไม่มีใครอยากตายหรอก...ไม่มีใครอยากเกิดเป็นแบบนี้ด้วย”

            ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพียงลำพังในขณะที่เจ้าปลาช่อนนั้นก็เหมือนรู้ มันยังคงว่ายวนไปมาอย่างสำนึกบุญคุณแล้วค่อย ๆ ออกห่างไปลับตาตามสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของสัตว์

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คนอย่างเขากลายเป็นคนใจบุญไม่อย่างไม่น่าเชื่อผิดกับเรื่องราวสมัยวัยรุ่นที่ผ่านมา อาชิตะยิ้มน้อย ๆ พอใจกับสิ่งที่ตนทำไปเมื่อครู่แล้วค่อย ๆ กระแอมไอด้วยพิษไข้เสียงดังแห้ง ๆ

            “ขึ้นมาได้แล้วพ่อพระเอก MV นายยังไม่ได้กินข้าวกินยาเลย มัวแต่นั่งตากแดดตากลมอยู่ได้ เดี๋ยวไข้ก็ขึ้นอีกหรอก!

            ร่างเล็กที่ยืนจูงจักรยานบนถนนตะโกนลงมาบอกในขณะที่สายตาจ้องมองเขาราวกับแม่มองลูกที่เอาแต่เที่ยวเล่น  ไม่ใช่ว่าเมรินไม่อ่อนไหวกับนิสัยพ่อพระของเขานะ เพียงแต่ว่าเธอเป็นห่วงก็เท่านั้นเอง...

            “อืม...” ชายหนุ่มรับคำเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เช็ดมือกับกางเกงแล้วเดินตามเธอขึ้นมา ใบหน้าขาวซีดยิ้มแหยแล้วค่อย ๆ นั่งซ้อนจักรยานเมรินเงียบ ๆ

            “นายนี่แปลกคนดีนะ... บุคลิกนายดูไม่น่ารักสัตว์  ฉันไม่คิดว่านายจะอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้เลยน่ะ...”

            “...ฉันแค่เข้าใจพวกมันเท่านั้นแหละน่า เวลาถึงคราวจะตายน่ะ มันก็ไม่ได้มีใครอยากตายซะหน่อย มันก็ไม่ผิดใช่ไหมล่ะถ้าเราจะช่วยเหลือมัน...” อาชิตะตอบด้วยเสียงที่เริ่มแผ่วเบาลงทุกขณะ ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ซบลงกับแผ่นหลังเล็กของเมรินแล้วโอบเอวเธอเอาไว้เบา ๆ

            “อืม...”

            เมรินไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่านั้นในขณะที่ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ด้วยความรู้สึกสุขใจแต่ก็อดที่จะเหลือบมองคราบฟองสีชมพูแดงระเรื่อที่อุ้มมือตนไม่ได้... อาชิตะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีกในขณะที่จักรยานคันน้อยแล่นลัดเลาะขี่มาจนถึงบ้าน...



 

            มือเล็กค่อย ๆ เปิดประตูเข้ามาภายในห้องนอนผู้เป็นลูกสาวซึ่งตอนนี้ได้กลับกลายเป็นห้องนอนจำเป็นของอาชิตะ แม่ของเมรินค่อย ๆ เดินเข้ามาด้วยสีหน้าบางอย่างในขณะที่ที่เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง

            “...” เธอไม่ได้พูดอะไรให้มากความ หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าซิ่นนึกถึงใบหน้าชายที่กลายเป็นว่าที่ลูกเขยอย่างไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่ได้รังเกียจอาชิตะหรอก เพียงแต่มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างให้ก็เท่านั้น

            “เมื่อคืนเราฝันถึงเรื่องนั้นไปได้ยังไงนะ...” แม่ของเมรินพูดขึ้นกับตัวเองเบา ๆ เมื่อเธอนึกถึงฉากฝันที่ดูจะแปลกประหลาดนั้น อาชิตะในสภาพโชกเลือดหันยิ้มให้เธอพร้อมกับยื่นสร้อยสีเงินเก่า ๆ ปริศนาให้ สำหรับเมธาวดีแล้วเรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นฝันไร้สาระก็ว่าได้แต่หากเธอกลับยังรู้สึกตะขิดตะขวงในใจลึก ๆ

            “สร้อยนั่น...เด็กผู้ชายคนนี้มีมันจริง ๆ เหรอ ?

            แม่ของเมรินพูดขึ้นกับตัวเอง เธอรู้สึกสับสนเหลือเกินในขณะที่กำลังตัดสินใจฮึดสู้จะค้นกระเป๋าเป้โคะรีแรคคุมะที่ถูกวางทิ้งไว้บนเตียงนอน...

            ...

            “สร้อยนั่นอยู่ที่นี่ครับ...

            เสียงเรียบที่ไม่น่าจะได้ยินกลับดังขึ้นด้านหลังในขณะที่เมธาวดีผู้เป็นแม่ยายหันควับไปมองอย่างแปลกใจกับการมาของเขา ใบหน้าซีดเรียบนิ่งรับกับโครงคิ้วเข้มหนา และดวงตาสีนิลเข้มราวอัญมณีล้ำค่า

เขานั่นเอง... อาชิตะ!?

ธะ เธอ...”

ป้าเมธาวดีร้องเสียงหลงด้วยอาการตกใจในขณะที่เธอถอยกรูดไป หญิงวัยกลางคนไม่ได้ต้องการให้เขาเข้าใจผิดว่าเธอคิดจะขโมยทรัพย์สินของเขาเลยแม้แต่น้อย

ไม่ต้องตกใจไปหรอกครับคุณแม่ สร้อยที่ผมเคยได้ไว้ในตอนนั้นยังปลอดภัยอยู่จริง ๆ ครับอาชิตะว่าพลางเดินเข้ามาให้พร้อมยื่นสร้อยสีเงินที่ตนหวงนักหนาให้กับแม่ของเมริน หญิงสูงวัยกว่ามองสร้อยสีเงินสวยที่มีจี้พระเยซูในมือก่อนจะรู้สึกได้ถึงม่านน้ำตาที่เอ่อล้นกองตรงหน้าพร้อม ๆ กับร่างกายที่สั่นเทาด้วยเรื่องที่ไม่อยากเชื่อ

หลังจากที่เอาชีวิตรอดมาได้... ผมไล่ตามหาเธอมาตลอดตั้งแต่วันนั้น

อาชิตะพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะยิ้มสดใสให้คนตรงหน้าอีกครั้งโดยที่คนตรงหน้าถึงกับน้ำตาไหลเมื่อได้รู้ความเป็นจริงทุก ๆ อย่าง เด็กหนุ่มในวัยเยาว์คนนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากจนเธอแทบจำไม่ได้ ทั้งทรงผมหรือแม้แต่ขนาดตัว เด็กชายลูกครึ่งขี้แยที่ดูอ่อนแอในวันนั้นเปลี่ยนแปลงกลายเป็นชายหนุ่มที่สง่างามได้อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง และที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือเขากลับมาจริง ๆ ตามสิ่งที่ตนให้คำมั่นไว้

นี่เธอ...

เพราะงั้นผมจะดูแลเมรินให้ดีที่สุดนะครับ แต่ว่าอย่าเพิ่งบอกอะไรเมรินเลยนะครับผมขอร้อง

เมธาวดีพูดอะไรไม่ออกอีกในเมื่อก้อนสะอื้นนั้นจุกในอก แต่อย่างน้อยแล้วในตอนนี้เธอก็โล่งใจไปได้มาก เพราะเพียงแค่รู้ว่าอาชิตะคือเด็กผู้ชายคนนั้น ความกังวลกลัวเขาภายในใจที่มีก็มลายหายไปสิ้น

“...”

ตอนขึ้นมาผมได้ยินว่าตอนนี้คุณแม่กำลังลำบากอยู่ใช่ไหมครับ?”

ใบหน้าที่เคยยิ้มนั้นเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจัง อาชิตะแอบเหลือบมองด้วยเกรงว่าเมรินอาจจะตามเขาขึ้นมาได้หลังแล้วค่อยพูดต่อ ขอโทษนะครับที่ผมบังเอิญได้ยินตอนอยู่ข้างล่าง ก็เลยคิดว่าผมน่าจะพอมีอะไรตอบแทนได้บ้าง

เอ่อ อย่าดีกว่าน่า รบกวนกันเปล่า ๆ จ้ะ จริง ๆ ช่วงนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไรกันมากหรอกจ้ะ แค่สินค้ามันยังล้นตลาด เดี๋ยวอีกสักพักคงจะดีขึ้นเองน่ะจ้ะ แม่ไม่อยากรบกวนอาชิหรอกผู้มีศักดิ์เป็นว่าที่แม่ยายรีบบอกปัด ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าครอบครัวของคนตรงหน้าจะมีฐานะมากแค่ไหนแต่ปัญหาทางด้านการเงินส่วนตัวของกลุ่มแม่บ้านซึ่งเธอกำลังรับผิดชอบอยู่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรจะขอร้องเขา

“...แต่ว่าใบหน้าของร่างสูงกว่าบูดเล็ก ๆ เหมือนเด็กน้อยเนื่องจากขัดใจ จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าตัวแสดงความเต็มใจมาเสียขนาดนี้แล้ว อาชิตะแม้จะรู้ว่าแม่เมรินไม่ได้ขัดข้องเรื่องที่ตนคบกับเมรินแต่ด้วยความว่าอยาก เป็นลูกเขยที่ดีมีหรือที่เจ้าตัวจะยอมปล่อยให้ครอบครัวที่มีบุญคุณกับตนแถมยังอุตส่าห์ให้ที่ซุกหัวนอนนี้เดือดร้อน

“…ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้ตอบแทนอีกก็ได้นะครับ เพราะงั้นช่วยรับไว้หน่อยเถอะนะครับว่าที่ลูกเขยทำเสียงอ้อนในขณะที่ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงแว๊ดของเมรินดังมาจากทางด้านล่าง

อาชิตะ! ฉันทำข้าวต้มให้นายเสร็จแล้ว ลงมากินเดี๋ยวนี้เลยนะ!!

“...ยะ ยัยเมริน...

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาดคุณชายใจดีเมื่อกี้หายไปหมด อาชิตะยืนตัวสั่นหลุกหลิกด้วยความกังวลพร้อม ๆ กับเหงื่อที่ผุดข้างแก้มเม็ดโต ก็ให้ตายเถอะใครมันจะไปรู้ว่าเมรินจะเคร่งกับเรื่องกินข้าวกินยาของเขาจนตะโกนลั่นไปสามบ้านแปดบ้านอย่างนี้

ยะ อย่างนั้น... ดะ เดี๋ยวขอตัวก่อนนะครับ อย่าลืมนะครับสัญญาแล้วนะว่ายอมให้ผมตอบแทน...

ไม่ทันจะได้เห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าตกลงไหมอาชิตะก็ต้องรีบเดินงุด ๆ ไปทางบันได ความรีบร้อนทำให้ยางมัดผมที่มัดปอยผมยาวถึงเอวนั้นหลุดออกแผ่สยายเต็มกลางหลัง

ระหว่างมาดแมนที่เสียไปกับเสียงแว๊ดที่ดังลั่นของเมริน แน่นอนว่าผู้ชายอย่างอาชิตะเลือกที่จะให้ความสำคัญกับอย่างหลังมากกว่า!

มะ มาแล้ว!

เขารีบตอบลิ้นแทบฟันกันด้วยความกลัว ถึงจะยังไม่ได้เสียแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเขากำลังกลัวเมรินอย่างถึงที่สุด ชายหนุ่มในชุดเสื้อรีแรคคุมะน่ารักก้าวเท้าฉับ ๆ อย่างไวลงมาจากบันไดในขณะที่แทบหงายหลังเมื่อพบสายตาของคนเฒ่าคนแก่นับสิบของกลุ่มแม่บ้านที่ตกใจค้างแล้วอ้าปากหวอ

“อุ้ย! ตาเถร!  นี่หรือลูกเขยแม่นุ่นที่มาจากกรุงเทพฯ ! ขาวผ่องเชียว”

“แต่เสียที่ท่าทางดีดดิ้นตุ้งติ้งอย่างกับกระเทยแน่ะ ! ผมเผ้ารึก็ยาวเชียว แล้วดูสีหัวเข้าสิ!
 

 

“...เอ่อ...” ใครจะไปพูดออก ชายหนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวแล้วล่ะว่าคนเฒ่าคนแก่อย่างนี้คงมองตนว่าเป็นกระเทยไปแล้วแน่แท้ เพราะทั้งขาว น้ำหนักก็ลดจนดูผอม แถมผมเผ้ายังยาวไม่ยอมตัด

หมับ!

“มัวแต่ยืนเอ๋ออีกแล้วนะ ไหว้ป้า ๆ เขาสิ!” เมรินว่าพลางยกมือไหว้แทนก่อนจะเดินจูงอาชิตะมานั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวในขณะที่เขาขมวดคิ้วมองเธอเมื่อเห็นท่าทีที่เข้มงวดนั้น

“ที่รักเป็นอะไร วันนี้ดูดุจัง...”

“นี่มันเก้าโมงกว่าแล้วนายยังไม่ได้กินยาเลย...” เธอว่าพลางรีบตักข้าวต้มที่เพิ่งทำเสร็จให้แล้วออกแรงแกะผักกาดดองในกระป๋องให้เสร็จสรรพ

“อ่า...ฉะ ฉันกินไม่เป็น น้ำก็ดูเหลือง ๆ ผักก็ยุ่ย ๆ น่ากลัวออก...”

“อร่อยออก ลองทานดูแล้วก็กินยาแล้วก็ไปนอนพัก เดี๋ยวถ้านายไข้ขึ้นอีกจะไม่มีใครดูแลเอา” หญิงสาวบอกก่อนจะค่อย ๆ ถอนหายใจ มือเล็กนั้นค่อย ๆ ยกขึ้นปัดผมหน้าม้าสไลด์อีกคนออกเบา ๆ แล้วค่อย ๆ รวบเปิดเถิกพร้อมติดกิ๊บอันเล็ก ๆ สีชมพูรูปหัวใจเอาไว้ให้เสร็จสรรพ

“เฮ้ย! ทำอะไรของเธอน่ะ” ชายหนุ่มร้องเสียงสูงในขณะที่มองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก คนตรงหน้าของอาชิตะมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขาจะแปลกไปก็เพียงแต่ดันมัดจุกติดกิ๊บสีชมพู

อยะ อย่างกับหมาชิสุ !

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ น่ารักจะตายไป ห้ามเอาออกนะ” ร่างเล็กหัวเราะร่าพลางรีบหยิบไอโฟนที่ได้มาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อคืนมานั่งถ่ายภาพอย่างรัว ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก หญิงสาวรู้สึกขบขันนักกับสภาพโชว์หน้าผากโหนกนูนของอดีตเดือนมหาวิทยาลัยรูปหล่อ

“คุณที่รักน่ะ พอมัดจุกติดกิ๊บก็น่ารักไปอีกแบบดีนะ คิกคิก...”

“เฮ้อ... หลอกแกล้งเราสิไม่ว่า พออย่างนี้ล่ะทำมาเป็นเรียกที่รงเรียกที่รัก” ชายหนุ่มกับกิ๊บรูปหัวใจดวงน้อยว่าพลางค้อนควับ เขาช่างไม่ได้รู้เลยว่ายิ่งเขาทำแบบนี้ยิ่งดูเหมือนผู้หญิงเข้าไปอีก!

“ฮ่ะ ๆ อย่า... อย่าทำท่าอย่างนี้ นายรู้ตัวไหม นายเหมือนผู้หญิงมากเลยน่ะ ฮ่ะ ๆ พอ ๆ อย่าทำฉันฮา!” เมรินเอาหัวเราะร่าราวนางฟ้าโดนมารสิงร่างจนอาชิตะออกอาการอายไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าคนที่ทำเขาเป็นแฟนสาวที่อยากจะแต่งงานด้วยล่ะก็เขาคงเก็บเธอหมกป่าไปแล้ว

“กินเยอะๆ นะคะ...ที่รักขา...”

“ขะ เขินน่า ไม่ต้องมาแกล้งชมทีหลังเลย ชะ ชอบให้ฉันอ้วน ๆ เหรอ...”

“เปล่า... ฉันทำแล้ว ถ้านายกินไม่หมดก็เหลือสิ เสียดายของ” เธอค่อย ๆ หัวเราะเบา ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มดูคลายกังวล อาชิตะค่อย ๆ ตักข้าวต้มมาเบา ๆ แล้วทานไปเรื่อย ๆ

“ไม่ทานด้วยกันเหรอ?”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวจะรีบเก็บของก่อนน่ะ คือ... เย็นนี้ฉันต้องกลับแล้วนะอาชิตะ พรุ่งนี้ฉันมีสอบน่ะ หยุดไปหลายวันข้าวของในหอคงเละเทะหมด”

“อ้าว...ฉันยังไม่ได้เก็บของเลย ระ รีบไหม เดี๋ยวเอาแบบนี้ ฉันไปเก็บของก่อน” ชายหนุ่มทำท่าจะลุกในขณะที่เมรินรีบเอื้อมมือไปดึงเอาไว้

“นายจะไปไหน... สภาพอย่างนายขับรถไม่ไหวหรอก เพราะงั้นนะนอนพักที่นี่แหละอาชิตะ อย่าดื้อเลยน่าฉันมีสอบจริง ๆ”

“ได้ไง ฉันปล่อยเธอกลับไปคนเดียวไม่ได้หรอก! เธอจะกลับยังไงแล้วฉันเองก็ยังไม่หายดี ถ้าเป็นแบบนี้ฉันว่าให้คนที่บ้านฉันมารับจะไม่ดีกว่าเหรอ ฉันอยู่เป็นภาระครอบครัวเธอไม่ได้หรอก เพราะงั้นพวกเรา อุ๊บ! ...แค่ก ๆ” อาชิตะยังไม่ทันจะพูดจบก็ต้องชะงักไป ลมหายใจร้อนระอุรดรินลงร่างที่เล็กกว่าพร้อมกับการอาการไออย่างหนักที่ดูท่าจะพาเขาเป็นหนักขึ้น

“...อะ อาชิตะ...”

แม้จะยังคงกุมหน้าอกไอ มือใหญ่ของเขาดึงกิ๊บที่ติดออกอย่างไม่สนใจพร้อมกับแววตาที่ฉายด้วยความเหนื่อยอ่อน อาชิตะในตอนนี้เหมือนราวกับคนป่วยหนักเลยเสียด้วยซ้ำ

“ฉันจะไปกับเธอด้วย...”

ได้แค่นั้นแล้วก็ต้องไอจนตัวงอต่อ...

“แต่ว่านาย...”

อาชิตะนั่งหอบเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงตนเองออกมาแล้วกดหาเบอร์โทรศัพท์ของใครบางคนด้วยท่าทีไม่ค่อยดีนักและเหมือนจะพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติขึ้น

“นี่นายจะโทรไปไหนน่ะ?”

“...ทะ โทรหาแม่”

“อ่า... อืม...”

[ฮัลโลล อาชิเหรอลูก เป็นไงบ้าง? เป็นอะไรหรือเปล่า? ตอนนี้อยู่ที่ไหน? กินยาหรือยัง? มีเงินใช้ไหม มีใครรังแกลูกหรือเปล่า...] อาชิตะกดลดเสียงแทบไม่ทัน ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าการไม่ได้ติดต่อที่บ้านแค่ไม่กี่วันทันที่รับสายจะถูกยิงคำถามมากมายขนาดนี้

ก็แน่ล่ะสิ... หนีออกจากบ้านมาเข้าค่ายแล้วพอจบค่ายก็ดันหายตัวปริศนา...

“เอ่อ... ผมไม่เป็นอะไรครับ คุณแม่ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้ครับ ที่โทรมาก็แค่...” อาชิตะเว้นหายใจหอบก่อนจะยิ้มแหย ๆ “อยากจะให้คุณแม่มารับหน่อยน่ะครับ พอดีผมมีปัญหานิดหน่อยเลยขับรถกลับไม่ได้”

[หา... หอบขนาดนี้บอกว่าไม่เป็นไร! อาชิลูกเป็นอะไรหรือเปล่า? มะ แม่จะรีบไปนะ อาชิอยู่ที่ไหน...]

“อ๋อ ตอนนี้อยู่อยุธยาน่ะครับ แผนที่ผมเช็คอินไว้ในเฟซบุคแล้วนะ จริง ๆ ก็แค่เป็นหวัดน่ะครับ แต่... ลูกสะใภ้คุณแม่ดันไม่ยอมให้ขับรถกลับเอง เลยอยากให้คุณแม่ช่วยมารับหน่อยน่ะ” ชายหนุ่มเริ่มทำเสียงอ้อนเหมือนเด็ก แต่ดูท่าแล้วมันก็คงพอทำให้ผู้เป็นแม่ที่คุยอยู่ปลายสายถึงกับคลายกังวลไปได้บ้าง

[สะใภ้!? อย่าบอกนะว่า... เอ่อ อื้ม แม่จะรีบไปแล้วกันนะ ระ รอแม่กับพ่อก่อนนะอาชิ...]

ครับ แล้วผมก็อยากให้คุณแม่ช่วยเตรียมเงินสดมาให้ผมด้วยน่ะครับ อืม...ประมาณสามหมื่นห้า นะครับคุณแม่

เมรินรีบเอามือปิดปากไม่อยากหัวเราะดังกับบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกชาย ตั้งแต่คบกันมาสาบาญได้เลยว่าเธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นลูกน้อยคุณหนูอะไรขนาดนี้ แต่เสียงแม่ของเขาที่เธอได้ยินก็ถือว่าดูยังไม่แก่มากแถมหลงลูกชายคนนี้อย่างถึงที่สุด มันน่ารักมาก ๆ เลยสำหรับเธอ...

แม่อาชิตะวางสายไปแล้วในขณะที่ชายหนุ่มค่อย ๆ ปล่อยเธอออกแล้วถอนหายใจเบา ๆ

“เดี๋ยวแม่ฉันจะมารับที่นี่ เราจะกลับกรุงเทพฯด้วยกัน...”

“จริง ๆ นายก็ไม่น่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่าง... นายพูดว่าอยู่กับลูกสะใภ้อย่างนั้นไม่ถูกนะ ถ้าพวกท่านคิดว่าฉันหลอกคบหลอกจับนายจะทำยังไง...”

“ไม่หรอก... ไม่เชื่อเธอก็คอยดูไป” อาชิตะพูดขึ้นในขณะที่หันกลับมองร่างเล็กกว่าซึ่งเดินไปหยิบถ้วยข้าวต้มมาให้เขาพร้อม ๆ กับยาแก้ไข้

“อืม ยังไงก็แล้วแต่ นายทานก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วจะได้ทานยาแล้วนอนพักรอที่บ้านนายมารับ”

“อื้อ...” ชายหนุ่มยิ้มรับบาง ๆ ก่อนจะก้มลงทานข้าวต้มที่เริ่มเย็นชืดต่อในขณะที่ร่างเล็กค่อย ๆ ลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ ด้วยความเป็นห่วงแล้วค่อย ๆ ตักป้อนช้า ๆ

หลังจากมื้อเช้าจบลง อาชิตะก็กลายเป็นพระราชาทันทีด้วยถือตนว่า ข้ากำลังป่วยดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เมรินซึ่งทั้งรู้สึกผิดและสงสารจะกลายเป็นนางกำนัลอย่างดีเพื่อบริการเขา ทั้งเอาหมอนและผ้าห่มมาให้แล้วก็ประเคนป้อนยาแทบถึงปาก

“ทานน้ำสิ แล้วก็ทานยาก่อน...”

ว่าไม่ว่างเปล่ามือเล็กของเมรินรีบกุลีกุจอแกะยาแก้ไข้ออกจากแผงบรรจุเสร็จให้กับชายหนุ่มที่ตั้งท่าจะนอนหลับ ตอนนี้เขานอนพักรอคุณหญิงอารดาและคนจากบ้านอาคิโมโตะมารับ

“ฉันไม่อยากทานเลย...ขอไม่ทานแล้วกันนะ” อาชิตะรีบตอบด้วยเสียงอู้อี้แล้วรีบมุดตัวเข้าไปนอนขดสั่นในกองผ้าห่มโคะรีแรคคุมะผืนหนา

“ได้ไง! ทานเดี๋ยวนี้เลย ขืนนายไม่ทานนะเกิดนายไข้ขึ้นสูงไปชักแหง่ก ๆ ตายคาบ้านฉันจะทำยังไง”

“...” ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจากร่างที่นอนขดอยู่ อาชิตะดึงชายผ้าห่มแน่นขึ้นก่อนด้วยท่าทีไม่สนใจแล้วลากเสียงยาวตอบด้วยความจำใจ “อย่างกับกินแล้วฉันจะไม่ชัก... อาจจะหัวใจวายตายเลยก็ได้...”

“บ้าแล้ว พูดอะไร นี่นายอย่าอ้างเลยน่า กิน ๆ เข้าไปเถอะนะจะได้นอน ไข้นายจะได้ลดไง”

แม้จะไม่พอใจนักสุดท้ายอาชิตะก็พยักหน้าเข้าใจ มือผอมแห้งค่อย ๆ หยิบเม็ดยานั้นมาจ้องแบบรังเกียจสุดชีวิต สำหรับเขาแล้วต่อให้ฝึกกินมาทั้งชีวิตอย่างไรมันก็ไม่ชอบเอาเสียเลย...

            “อื้ม กินซะ เดี๋ยวฉันไปล้างจานก่อนแล้วกันนะ”

            หลังจากเมรินเดินคล้อยหลังออกไปด้วยความคลายกังวล เธอเชื่อเหลือเกินว่าแฟนหนุ่มของเธอในตอนนี้ทานยาแก้ไข้ไปแล้ว โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าอาชิตะแอบทิ้งยานั้นลงถังขยะไปแล้วในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

            “...ขอโทษนะเมริน... แต่ว่าฉัน...” 

 

เฟอร์รารี่ ลีโม สีดำขลับแสนสวยยังคงทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรีบเร่ง ล้อแมกซ์มันวาวสีเงินสว่างยังคงหมุนออกจากการจราจรติดขัดในตัวเมืองกรุงเทพมหานครด้วยความรีบเร่ง พร้อมกับรถเก๋งสีดำขนาดเล็กที่ขับอารักขาตามหน้าตามหลังอีกสองคัน ซึ่งต่างก็ล้วนสร้างความแปลกตาให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อยเนื่องด้วยเป็นรถหรูที่นานทีจะมีออกมาให้ยลโฉมบนท้องถนนสักครั้งหนึ่ง

            “อีกนานไหมกว่าจะถึงน่ะ?” หญิงสาวสูงศักดิ์ที่นั่งประกบคู่กับชายหนุ่มนักธุรกิจชื่อดังที่ยังคงนั่งนิ่งอ่านหนังสือพิมพ์และดูหุ้นในตลาดลงทุนจากไอแพดสีขาวสว่างขนาดพอมือโดยไม่สนใจเส้นทางรอบนอก อาสึชิยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากด้วยว่าจากรูปการที่เขาประเมินนั้นหุ้นในไตรมาสนี้ของเครือบริษัทอาคิโมโตะกำลังจะขยายขึ้นอีกเป็นเท่าตัวพร้อมกับส่วนแบ่งการตลาดที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในตลาดมากกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ

            “อีกไม่ไกลมากหรอกครับนายหญิง” พนักงานขับรถที่จัดเต็มในชุดใส่สูทดำผูกไทต์รีบเอ่ยด้วยใบหน้านิ่ง แต่ด้วยความใจร้อนดังเสือแม่ลูกอ่อนของอารดาในตอนนี้มันกลับเป็นการรอคอยที่นานหลายเท่าตัวนัก

            “ไวกว่านี้ไม่ได้เหรอ ลูกฉันนอนซมเป็นไข้อยู่นะ!

            “ตะ แต่นี่ก็ร้อยสามสิบกว่าแล้วนะครับนายหญิง ไวกว่านี้ไม่ได้หรอกครับมันอันตราย”

            “...” แม้จะไม่ได้พูดอะไรแต่สีหน้าเคร่งเครียดก็ฉายบนดวงหน้าสวย เรียวปากเล็กสีนู้ดอ่อนขบเม้นด้วยท่าทีไม่พอใจ เธอไม่เคยห่างจากลูกชายคนเล็กสุดที่รักนานขนาดนี้มาก่อน ผู้เป็นแม่ร้องไห้ปริ่มจะขาดใจตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่เธอเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของลูกชายที่น่าจะนอนพักเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้ ๆ แต่ลูกชายตัวแสบนั้นกลับหนีออกจากบ้านไปเพื่อจะเข้าค่าย

            “อาชิไม่เป็นไรหรอกคุณ เด็กคนนั้นน่ะอึดออกจะตายไป” ผู้เป็นพ่อที่นั่งเงียบมาตลอดเปรยขึ้นช้า ๆ อาสึชิ อาคิโมโตะค่อย ๆ ขยับแว่นที่สวมอยู่แล้วเอนหลังลงกับเบาะหนุ่มในท่าที่ดูสบาย

            “คุณรู้ได้ยังไงคะ อาชิเค้าไม่เคยห่างจากฉันนานขนาดนี้มาก่อนเลย คุณก็รู้ว่าคนอย่างอาชิ ถ้าไม่หนักจริง ๆ ไม่มีทางโทรมาหาเราหรอกค่ะ ขนาดวันก่อนนั้นที่คุณไปเจอเขานอนสลบในห้อง ลูกยังไม่...”

            อารดายังไม่ทันพูดจบเลยด้วยซ้ำก็ต้องเงียบเสียงลงเมื่อเห็นผู้เป็นสามียกมือปราม ภายในความเงียบของห้องโดยสาร ความกดดันกำลังเกิดขึ้นเล็ก ๆ ระหว่างสองสามีภรรยา

            “ผมเชื่อลูก...”

            “คุณอาสึชิ!

            "คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเรา บางทีก็ต้องยอมละความเป็นห่วงเพื่อให้พวกเขารู้จักเติบโตขึ้นได้ด้วยตนเองบ้าง...

ใครจะไปเชื่อว่าท่าทางที่ดูเนิบนาบสบาย ๆ อย่างนั้นจะกลับกลายเป็นพวกที่มีความคิดล้ำลึกและเข้าใจอาชิตะไปได้ ร่างบางสวยในชุดเดรสสีเหลืองสดใสจึงจำต้องเงียบยอมจำนนความ ในขณะที่อาสึชิดูจะชอบใจไม่น้อยที่เอาชนะศรีภรรยาจอมเถียงได้

            “ฉันพูดถูกไหมยูคิมูระ?” เขาหันไปถามลูกน้องร่างใหญ่ผู้มีใบหน้าขรึมประดับตลอดด้านหลังเป็นภาษาญี่ปุ่น

            “แน่นอนอยู่แล้วขอรับท่านผู้นำตระกูล”

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกผู้ติดตามอารักขาเขาก็ต้องตอบแบบนี้ แม้อารดาจะเป็นคนไทยโดยกำเนิดแต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการกลายเป็น ผู้หญิงของเขาก็ทำให้เธอซึมซับขนบธรรมเนียมและภาษามาโดยไม่ยากเย็นอะไร แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสะใภ้ใหญ่ผู้คุมอนาคตตระกูลอย่างเธอเสียด้วย เนื่องจากเธอนี่แหละที่เป็นผู้ให้กำเนิดทายาทที่กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลที่ประเทศญี่ปุ่นคนต่อไปถึงสองคนพร้อมกัน

            “เข้ากันดีจริง ๆ นะคนพวกนี้ รักกันยิ่งกว่าอะไรดีจริง ๆ”

            อดไม่ได้ที่ร่างเล็กสวยจะออกแนวค่อนแคะพร้อมเหลือตามองเหล่าผู้ติดตามสามีตนที่ตัวติดกันอย่างกับอะไรดี

            “มันก็แน่อยู่แล้วสิคุณ อย่าลืมสิว่าผมเป็นใคร...”

            “หึ... แต่ตราบใดที่คุณยังอยู่ที่นี่ คุณก็ต้องฟังฉันบ้างล่ะค่ะ อย่าลืมว่าที่นี่ประเทศไทยนะคะ” ร่างเล็กยิ้มร้ายในชั่ววินาที

            “เกี่ยวเหรอ?

            “เกี่ยวสิคะ... อีกอย่างอย่าลืมสิว่าภรรยาน่ะเป็นใหญ่ที่สุดนะ วงเล็บ...ใหญ่กว่าเมกุมิและบรรดาสาวเล็กสาวใหญ่ทั้งหลายของคุณด้วย ฮะๆ” เสียงเล็กหัวเราะได้น่ากลัวยิ่งนักในหัวของนักธุรกิจใหญ่ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นแม่บ้านที่ใครกับใครต่างก็ลงความเห็นว่าเรียบร้อยและน่ารักแต่ในความเป็นจริงอารดาก็คือแม่เสือร้ายดี ๆ นี่เอง

เพราะเธอรู้และจดจำรายชื่อบรรดากิ๊กน้อยกิ๊กใหญ่ของเขาได้หมดยังไงล่ะ !

ไม่ทันที่อาสึชิจะได้เถียงอะไรต่อชายหนุ่มก็สังเกตได้ว่ารถยนต์ในตอนนี้กำลังชะลอความเร็วลงมาก ด้านนอกบานกระจกใสที่ติดฟิล์มดำสนิทสะท้อนภาพทุ่งนาสีทองอร่ามห่างไกลจากตัวเมืองใหญ่ที่จากมา

“ถึงแล้วเหรอ ?”

“ขอรับนาย” พนักงานขับรถตอบอย่างมาดมั่นในขณะที่ภายใต้แว่นดำยังคงจดจ้องตำแหน่งจีพีเอสที่ได้รับมาจากข้อมูลการเช็คอินครั้งล่าสุดของอาชิตะหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือคุณหนูสุดรักของนายท่าน

ร่างสูงศักดิ์ไม่ได้พูดอะไรต่อในขณะที่มองดูรอบ ๆ บริเวณบ้านที่รถตนจอด สภาพขนาดกลางเก่ากลางใหม่แถมอยู่กลางทุ่งนาขาดความเจริญแถมเข้าถึงนี้ยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าอาชิตะจะยังสามารถแกะรอยมาถูกได้

“ไม่ธรรมดาจริง ๆ แฮะ” ผู้เป็นพ่อพึมพำเบา ๆ ในขณะที่เหลือบเห็นรถลูกชายที่จอดซ่อนอยู่ในรั้วนั้นในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังจะเปิดประตูรถออกไปด้วยตนเอง

“อาชิ แม่รับแล้วนะลูก”

“ยังก่อนคุณ... จะใจร้อนไปไหน ผมว่ารอดูท่าทีไปก่อนจะดีกว่านะ”

“ท่าที? อะไรคะ?”

“ก็ท่าทีของลูกชายเรากับว่าที่ลูกสะใภ้ไง... อาชิตะน่ะมาหลบอยู่ที่นี่กับเธอคนนั้นไม่ใช่เหรอ คนที่ลูกเลือกน่ะคุณไม่อยากดูก่อนเหรอ” อาสึชิยิ้มร้ายเล็ก ๆ ก่อนจะส่งสัญญาณมือบางอย่างให้ลูกน้องที่อารักขาอยู่ด้านหลังซึ่งพยักหน้ารับคำสั่ง

"นี่คุณจะทำอะไรกันแน่คะ?"

 ไม่มัเสียงตอบจากนายเหนือเจ้าบ้านอาคิโมโตะ อาสึชิปิดเคสสีดำเข้มลายมังการตัวใหญ่ที่แยกเขี้ยวขาวนั้นก่อนจะเดินจูงมืออารดาลงจากรถแล้วรีบย่องเข้าไปใกล้ตัวบ้านเมริน

อย่าบอกนะว่าจะไปถ้ำมองบ้านคนอื่น !?

"เอาจริงเหรอคะ!?"

"สักนิดน่า เอ้า! อยู่นิ่ง ๆ คุณผมจะอุ้มโดดข้ามกำแพงนี่แล้ว"

"จะดีเหรอ นี่คุณคะ ฉันใส่เดรสอยู่นะคะคุณ!"

ไม่ทันที่จะได้เถียงทันร่างสูงกว่าก็รีบช้อนตัวของเธอขึ้นพาดบ่าด้วยความว่องไว ท่อนแขนอุดมด้วยกล้ามแข็งแรงจนยากเชื่อว่านี่คือคุณพ่อลูกสอง

แถมลูกพี่แกก็เข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้วนะ !

 

สองเท้ากระโดดข้ามมาได้ไม่ยากเย็นนักก่อนจะค่อย ๆ วางร่างเล็กซึ่งร้องเบา ๆ แถมดิ้นไม่หยุดลงช้า ๆ แล้วค่อยมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้นดังเด็กที่มุดรั้วออกมาเที่ยวนอกบ้าน

"คุณไม่ได้แคร์เลยว่ากระโปรงฉันจะเปิดไหม!"

แม่เสือยังคงวีนไม่หยุดพร้อม ๆ กับข่วนเล็บสวยบนอกร่างบึกบึนกว่าเรื่อย ๆ จนอาสึชิต้องกอดเอาไว้แล้วส่งสัญญาณจุ๊ ๆ ให้เงียบเสียงเพราะว่านี่มันเป็นการย่องเบาเข้าบ้านชาวบ้านเค้า

"ชู่ว! เบา ๆ สิคุณ... เดี๋ยวเจ้าของบ้านเขากโผล่มาตีหัวแตกหรอก"

"ฮึ่ย...! ทราบแล้วล่ะค่ะ แต่อย่ามัวมาเถียงกันเลย ตอนนี้ฉันว่าตามหาอาชิก่อนจะดีกว่านะคะ" แม้จะขัดใจสามีจอมเฟี้ยวแต่สุดท้ายอารดาก็ยอมเห็นด้วย หญิงสาวมองไปรอบ ๆ อีกครั้งก่อนจะเริ่มปฏิบัติการย่องเบาหาทางเข้า

"ว้าว... เรือนกล้วยไม้สวยจริง ๆ นะคะ"

"จะพูดดังทำไมนี่คุณ อ๊ะ! นั่นไง ตรงนั้นมีหน้าต่างกระจกอยู่" อาสึชิพูดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ จูงมือร่างเล็กแสนดื้อดึงตามไปแอบมองที่บานกระจกหลังบ้านอย่างระมัดระวังแต่ก็ต้องปากค้างเมื่อพบกับร่างที่นอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาแถมมีนางพยาบาลสาวสวยจำเป็นคอยเช็ดตัวให้อย่างดี

"อาชินี่คะคุณ? คะ คุณดูพวกเขาสิ น่ารักจริง ๆ เลย..."

อารดายกมือตนประสานถูแก้มอย่างเขินอายเมื่อนึกถึงสมัยวัยเยาว์ ในขณะที่ผู้เป็นสามีพินิจพิเคราะห์แล้วยิ้มบาง ๆ

"ไม่ต่างจากตอนเด็กเลยเนอะคุณ"

นายเหนือบ้านอาคิโมโตะยิ้มบางก่อนจะโอบภรรยาเอาไว้ในขณะที่อาชิตะยังคงนอนหันหลังให้นิ่ง เป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พวกเขายังคงแอบถ้ำดูอยู่อย่างนั้นจนอาชิตะพลิกตัวกลับมาอีกข้างหนึ่ง

"เฮ้ย !"

อาสึชิถึงกับร้องลั่นด้วยความตกใจ นักธุรกิจใหญ่รีบเอามืออุดปากตนและภรรยาทันทีเนื่องจากเกรงว่าทั้งสองคนจะได้ยิน แต่จะให้กลั้นขำนั้นก็ดูท่าจะยากเมื่อภาพตรงหน้า

"คะ คุณพ่อ คุณแม่ !?"

 

 

"อะ...เอ่อ...อะ อาชิตะจัง... นะ นี่ลูก..."

 

________________________________________________TALK WITH HIME
ดองช่วง Talk ไว้หลายวันมากกก ในที่สุดตอนนี้ก็อัพเสร็จแล้วนะคะสำหรับตอนนี้
เป็นตอนที่ยาวมาก ๆ เลย (ตั้ง 40 กว่าหน้าได้แน่ะ) ทำมาตั้งแต่ซัมเมอร์ในที่สุดมันก็จบ T__T
ตอนนี้อาจจะหวานมากไปหน่อยเนอะเมื่อเทียบจากตอนแรก ๆ ที่ผ่านมา
แต่ว่าก็ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการในหลาย ๆ เรื่องของตัวละครนะคะ
อย่างเช่นการเปลี่ยนไปของเซน อาชิตะกับเมริน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ๆ แน่นอนค่ะ
เพราะว่าเนื้อเรื่องยังมีอะไรที่ยังซุกปมอยู่ TwT
(แม้จะมีภาคใหม่ออกมาแล้ว ฮุโฮ๊ะ แถมหลายคนยังเดาทางว่าคงเป็นลูกของอาชิตะแหง ๆ)

ฮิเมะอาจจะเวิ่น ๆ พิลึกนะคะ แต่ก็ขอบคุณที่ติดตามกันมา ตอนนี้ 7,000 View แล้ว
ดีใจมาก ๆ ค่ะ จะพยายามให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ

ปล. ตอนหน้าพบกับคุณเมก้า แล้วก็พี่เมล่อนจะมาอิดิทให้ในวันที่ 3 ตุลาคมนะคะ
 

ปล. ฟอร์จูนเนอร์เมื่อก่อนเข้าซอยนั้นแล้วแทบตกหลุมตกบ่อ แต่เดี๋ยวนี้เขามีถนนอย่างดีแล้วนะเออ :)


04/09/2013 เพิ่มเป็น 50 %
08/09/2013 เพิ่มเป็น 85%
12/09/2013 มาอัพครบ 100 แต่ขอค้าง talk เพราะว่าดึกมาก HP หมด


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #296 kmt123 (@kamontip-123) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 08:46
    555555 คุณพ่อคุณแม่อาชิตะโดนจับได้แล้ว
    #296
    0
  2. #213 Sakurai Winter (@zzz31) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 02:10
    อรั้ง อยากจะบอกว่าตอนนี้เป็นอะไรที่น่ารักทั้งตอน ...หวานทั้งรุ่นพ่อและรุ่นลูก ชอบคู่พ่อแม่อาชิอ้ะ แต่แบบแอบเคืองคุณพ่อนิด ๆ ...มีกิ๊กด้วยเรอะ!!!! ...ยังคงสนุกน่าอ่านน่าติดตามอยู่เหมือนเดิมเลยน้า สู้ ๆ นะจ้ะน้องสาวทั้งสอง ^^
    #213
    0
  3. วันที่ 16 ธันวาคม 2556 / 13:31
    คู่นี้หวานมาก >___<~ แต่ต้องดูตอนต่อไปว่าจะเป็นไง
    #212
    0
  4. #164 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 23:10
    รู้สึกงงๆนิดหน่อยค่ะ ตรงกลุ่มป้าแม่บ้าน (หรือว่าเป็นคนเดียว แหะๆ) เมรินดูแลอาชิตะดีจัง น่ารักค่ะ <3
    #164
    0
  5. #163 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 กันยายน 2556 / 15:26
    โดนหาว่าเป็นกระเทยซะงั้นน -0-
    #163
    0
  6. #160 Mega-cool (@manga-man) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 กันยายน 2556 / 21:55
    อาชิตะคนดีสุดๆไปเลย ! >w<
    อยู่ด้วยกันแบบนี้เหมือนคู่แต่งงาน
    #160
    0