CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 31 : [[,,,Chapter 22,,,]] Embrace [100%+Unverified]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 489
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    10 ก.ค. 56

JJ♕

22

Embrace

 

           พื้นป่าชายเลนริมหาดที่เคยรกร้างว่างเปล่าบัดนี้เต็มไปด้วยเหล่านักศึกษานับร้อยที่ยังคงรีบช่วยกันปลูกต้นกล้าจำนวนกว่าพันต้นซึ่งได้รับมอบมาจากรัฐบาลและรวมกับของทางมหาวิทยาลัย และเงินบริจาคจากผู้สนับสนุน เหล่านักศึกษาในชุดพละของมหาวิทยาลัยตอนนี้ต่างไม่แบ่งแยกคณะและชั้นปี ทุกคนต่างช่วยกันขะมักเขม้นรีบปลูกต้นกล้าก่อนที่แดดจะร้อนไปมากกว่านี้

            “เหลืออีกเยอะไหมน่ะ เหงื่อแตกจะแย่แล้ว”

            “เอาน่า รีบ ๆ เข้าเถอะ อยากอาบน้ำจะแย่แล้วเหนียวตัวไปหมด” เสียงกลุ่มนักศึกษาหญิงจำนวนหลายสิบคนบอก บ้างก็กำลังนั่งปาดเหงื่ออยู่บนหาด บ้างก็รีบช่วยกันปลูกต้นกล้าลงไปในดินเลนอย่างสนุกสนานแม้จะมีออกอาการบ่นบ้างตามประสาวัยรุ่น

            “เอ้อ ! นี่เธอวันนี้พวกเธอเห็นพี่อาชิบ้างไหม ? เมื่อวานพี่อาชิน่ารักมาก วันนี้ฉันกะจับหอมสักฟอดแหละเธอ” หนึ่งในกลุ่มโพล่งขึ้นอย่างแปลกใจ และเพราะการเอ่ยชื่อของคน ๆ นั้นก็ทำให้ทั้งหมดเกิดความสนใจตาม

            “ใช่เลยแก ฉันก็ว่าแบบนั้นแหละ คนบ้าอะไรไม่รู้ร้องเพลงก็เสียงดี หน้านี้ก็ขาวใสเชียว” อีกหนึ่งเสียงเห็นด้วย

            “ใช่ไหมล่ะพวกเธอ ฉันว่านะพี่อาชิน่ะถึงจะเป็นอดีตเดือนแต่ตอนนี้คนก็กรี๊ดเขาเยอะมาก ๆ เหมือนเดิมเลยเนอะ เราว่าดูดีที่สุดในมหาลัยเราแล้วล่ะ”

            “มากกว่าเฮเซลอีกใช่ไหมอะเธอ” อีกเสียงพูดขึ้นในขณะที่หัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ซึ่งมันก็ถือเป็นเรื่องปกติของพวกเธอที่ประกาศตนเองว่าเป็น กลุ่มแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของ อาคิโมโตะ อาชิตะ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาแฟนคลับทั้งหลายแหล่ของเหล่าคนดัง อันประกอบด้วยเหล่าไฮโซไฮซ้อมากมาย นักร้อง ดารา ที่กำลังศึกษาอยู่ที่นี่ กิจวัตรของพวกเธอนอกจากเรียนแล้วจึงเป็นการสอดส่องติดตามความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขา อย่างเป็นต้นด้วยว่า วันนี้อาชิตะทานอาหารที่โรงอาหารตึกไหน ทานอะไร มีใครนั่งด้วย เจ้าตัวขับรถอะไรมา บางคนก็ถึงขนาดว่าแอบตามไปเกาะขอบรั้วบ้านแล้วโดนยามไล่ก็ยังมี

            และแน่นอนว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเหล่าหญิงสาวที่คลั่งไคล้ พวกเธอมักจะยอมรับไม่ได้กับเดือนคนใหม่ที่เข้ามาแทนอาชิตะเรื่อย ๆ ตำแหน่งนี้ปีที่แล้วตกเป็นของเด็กคณะวิศวกรรมศาสตร์ และปีล่าสุดก็ตกเป็นของเฮเซล น้องรหัสของเจ้าตัวเสียเอง เรื่องราวความไม่ชอบใจจึงแอบลุกลามใหญ่โตเมื่อมีคนมักเทียบระหว่างพี่และน้องสายรหัสถึงหน้าตาและฐานะ ตลอดจนความสามารถ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาชิตะก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน

            และแน่นอนว่าคลื่นลูกใหม่เจ้าของตำแหน่งเดือนหมาด ๆ อย่างเฮเซลก็ไม่ค่อยจะชอบใจนักเสียด้วยแม้ว่าจะเคารพอาชิตะก็เถอะ...

“ถ้าพวกเธอคิดได้แต่แบบนี้” สายตาคมสีเปลือกไม้ปราดมองกลุ่มแฟนคลับอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก แน่นอนว่าน้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้เองทำให้พวกเธอถึงกับหน้าถอดสี

“ฮะ เฮเซล?”

ร่างสูงกว่าถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์ ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาก่อนจะเปิดปากบ่นสำเนียงตำหนิ ทั้งที่ในใจสั่นระรัวราวกับกลัวว่ามีใครจะมารู้เรื่องที่เขาอยู่เบื้องหลังการสังหารอาชิตะเมื่อคืน  “เลิกเอาฉันไปเทียบกับรุ่นพี่สักทีเถอะ ไหน ๆ รุ่นพี่ก็...” พูดได้แค่นั้นชายหนุ่มก็ต้องรีบปิดปากทันที เฮเซลรู้สึกว่าใจเต้นตักตึก เหงื่ออาบร่างเมื่อเขาหวนนึกถึงตอนที่เซนเล่าสภาพสุดท้ายของอาชิตะที่เขาเห็น...

“พี่อาชิของพวกเราทำไม!” ซาช่า สาวสวยหนึ่งในกลุ่มแฟนคลับถามด้วยความสงสัย นัยน์ตาคมจ้องหน้าเฮเซลจนเขาอดที่จะกลัวเธอไม่ได้

“ใช่ พี่อาชิทำไม”

หลายเสียงเริ่มถามขึ้น ทั้งที่มันก็เป็นแค่คำถามธรรมดา แต่กลับเฮเซลแล้วมันช่างบีบคั้นจนรู้สึกอึดอัด...

“บอกมาสิทำไม พี่อาชิไปไหน!

เหล่าแฟนคลับถามแล้วจ้องอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายยากเย็นอย่างหวาดกลัว มันทำใจยากเย็นเหลือเกินที่จะบอกใครต่อใครว่าตนนี่แหละที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง... ทั้งที่ในความเป็นจริง... อาชิตะน่ะ...

เย่ เฉลยพี่น้องรหัสแล้ว ดีใจจังนะที่มีน้องน่ารักแบบนี้ นี่เฮเซล มีอะไรก็บอกให้พี่ช่วยได้นะ ไม่ต้องเกรงใจน่า

เฮ้ย ทำไมทำท่าเครียดอย่างนั้นล่ะเฮเซล แค่เรื่องที่เรียนไม่ถนัดเอง สู้ ๆ น่าเดี๋ยวพี่ไปขุดงานเก่า ๆ ตอนพี่อยู่ปีหนึ่งมาให้ดู

กระเช้าดอกไม้อะไรนี่พี่ขอบคุณนะที่อุตส่าห์เอามาให้... เอ่อ ไม่ต้องคิดมากไปหรอกน่า ไม่ต้องบอกใครด้วยนะ อย่าทำหน้าหงอยสิ... เดี๋ยวพี่ก็กลับไปเรียนได้แล้วน่า

เฮเซลหยุดนิ่งนึกถึงวันที่ตัวเองได้รับมอบหมายจากคณะให้ไปเยี่ยมอาชิตะที่เข้าโรงพยาบาล ทั้งที่ก็รู้ว่าพี่รหัสตัวเองเป็นอะไร ทำไมนะ... ที่เขาถึงปล่อยให้คนที่ดีกับเขาแบบนั้นต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

“โธ่เว้ย ! ฉันมันแย่ที่สุด!

ไม่ทันให้พวกของซาช่าได้ถามอะไร ชายหนุ่มก็ตัดสินใจวิ่งหนีออกมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด... มันคาดคั้นและบีบหัวใจเสียเหลือเกินกับความผิดที่ตนได้ทำลงไป มันไม่อาจจะชดใช้ให้กับรุ่นพี่รหัสที่แสนดีของเขา ไม่ว่าเฮเซลจะทำอย่างไรในตอนนี้ก็ตาม...

ชายหนุ่มวิ่งไปตามชายหาดด้วยน้ำตาที่อาบแก้มใส เดือนมหาวิทยาลัยรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว... อยากขอโทษคนคนนั้นเหลือเกิน... แต่ทว่าตะโกนร้องหาเท่าใดชายหาดนี้ก็เหลือแต่เพียงความว่างเปล่า

“รุ่นพี่! ผมขอโทษ...!!!

พลั่ก !

ร่างเล็กกว่าของเฮเซลชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนเซถลาลงบนพื้น กลิ่นกายอันแสนคุ้นเคยนั้นทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าร่างที่สูงกว่าซึ่งถูกชนค่อย ๆ พ่นลมหายใจอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาแดงก่ำด้วยม่านน้ำใสฉายมองอีกคนด้วยท่าทีที่ยากเกินคาดเดา...

“ขนาดนี้แล้วยังจะมีหน้าพูดคำว่าขอโทษอีกอย่างนั้นเหรอ ?”  


 

“บัดซบที่สุดเลยเจ้าบ้าเฮเซลนั่น” กลุ่มของซาช่าออกอาการไม่พอใจเล็ก ๆ ทั้งที่พวกตนก็แค่ถามว่าอาชิตะไปไหนเพราะเห็นไม่อยู่ในกลุ่มปลูกป่าชายเลน แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเธอก็รู้ดีว่าเขาไม่ใช่นักศึกษาทุนแถมยังบริจาคเงินเสียขนาดนั้น จะไม่ลงแรงปลูกมันก็ไม่ได้ผิดอะไร...

นอกจากผิดที่ยังทำตัวไม่แมน ไม่ได้ถอดเสื้อโชว์กล้ามเป็นมัด ๆ กับซิกแพ็กขาวน่าแทะโลม มาช่วยสาว ๆ อย่างพวกเธอปลูกป่าก็เท่านั้นเอง!

 

 

ท่ามกลางผืนป่าริมชายหาด อากาศยามบ่ายดูไม่ร้อนอบอ้าวอย่างที่คิดเอาไว้ หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นหน้าหนาวแล้วก็ย่อมได้ อากาศภายในเต้นท์นอนจึงเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก...

ร่างที่นอนมือก่ายหน้าผากอยู่ยังคงคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไปเมื่อคืน มันเหลือเชื่อราวกับความฝันถึงเหตุที่เขายังคงมีชีวิตอยู่ได้ ก็ในเมื่อเป็นถึงขนาดนั้นแล้วแท้ ๆ... เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขากลับมาตระหนักถึงความไม่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง ว่าคนอย่างเขาจะสามารถปกป้องผู้หญิงที่ตัวเองรักได้จริง ๆ อย่างที่เซนเคยว่าไว้หรือเปล่า...

“...ฉันควรจะทำยังไงกับใจตัวเองดีนะ ในเมื่อธันวานี้ฉันก็จะ...”

เสียงแหบพร่าเพราะพิษไข้เอ่ยขึ้นเบา ๆ ร่างสูงเจ้าของผิวขาวซีดถอนหายใจเป็นครั้งที่สิบเมื่อนึกถึงความจริงที่ต้องเผชิญนับจากนี้... เขาปฏิเสธตนเองไม่ได้ว่าเขารักเธอมาก อยากที่จะครอบครองเก็บเอาไว้แม้จะถูกใครมองว่ากำลังทำผิดและเห็นแก่ตัว... และเขาทำได้ทุกอย่างให้เธออยู่กับเขา... แต่ในตอนนี้... เมื่อเกิดเรื่องนั้นเขากลับคิดที่จะปล่อยเธอไป และมันอาจจะดีที่สุดสำหรับความรู้สึกของเธอในอนาคต

จริง ๆ เมื่อคืนนั้นเขาไม่ได้ใช้วิธีสกปรกอะไรเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับเซน... แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้แพ้อยู่วันยันค่ำ แล้วเขาเองในสภาพนี้... หากยังด้านทนอยู่กับเธอก็อาจจะเป็นเป้าให้เมรินกับไอชาต้องพลอยซวยไปด้วยเป็นแน่

ร่างสูงถอนหายใจเฮือกยาวก่อนจะลุกขึ้นโงนเงนด้วยอาการปวดมึนศีรษะ ความเจ็บปวดจากการโดนทำร้ายแพร่กระจายไปทั่วร่าง แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังดันทุรังจะลุกขึ้นยืน มือผอมสั่นเทารีบเก็บคว้าข้าวของต่าง ๆ ใส่กระเป๋าโคะรีแรคคุมะที่วางอยู่ข้างตัวด้วยท่าทีรีบเร่ง อาชิตะ...นั่นนายกำลังทำอะไรน่ะ!?”

เสียงของผู้มาเยือนโพล่งดังด้วยความแปลกใจ เมรินรีบวางข้าวต้มในมือก่อนจะปรี่เข้ามาประคองร่างสูงกว่าที่ยืนโซเซคล้ายจะล้มด้วยความวิตก

“อาชิตะนายจะไปไหน... เจ็บขนาดนี้แล้วลุกขึ้นมาทำไม” ร่างเล็กรีบว่าพลางตำหนิทั้งที่ใจเป็นห่วงหนักกลัวเขาจะเป็นอะไรไปอีก เธอทนเห็นเขาเจ็บไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วล่ะ

“กลับบ้าน”

“จะบ้าหรือไง! สภาพแบบนี้จะขับรถกลับไปได้ยังไง... แค่ยืนยังไม่ไหวเลย”

อาชิตะนิ่งเงียบ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะไม่ละความพยายามหนีด้วยการพาร่างตนไปใกล้ประตู นัยน์ตาสีเข้มหันมองไปทางอื่นราวกับพยายามไม่สนใจและมันก็ทำให้เมรินหงุดหงิดมากกับการกระทำราวกับเด็กดื้อด้านไม่รู้จักฟังนี้

"นี่เป็นปัญหาของฉัน...มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ"

คำพูดที่พูดได้ห้วนคล้ายมะนาวไม่มีน้ำนั้นทำเอาร่างเล็กถึงกับอารมณ์ขึ้น คิ้วคู่สวยของเธอผูกกันเป็นปมด้วยท่าทีหงุดหงิด เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนที่เธอเพิ่งจะช่วยให้พ้นมาจากความตายจะพยศหนักขนาดนี้

“หยุดพูดแบบนั้นแล้วไปนอนที่ของนาย” เธอว่าเสียงแข็งในขณะที่จับจ้องเขม็งร่างสูงกว่าแถมหนักกว่าเธอที่กำลังถูกประคองอยู่ หญิงสาวอดที่จะส่ายหน้าเอือมเล็ก ๆ ไม่ได้ในเมื่ออีกคนตัวหรือก็ใหญ่กว่าเธอ แถมหนักกว่ากันมากแต่กลับมีนิสัยคิดอะไรแบบเด็ก ๆ ไปได้

“ไม่เอา...”

“ต้องเอา...” ร่างเล็กจ้องเขม็งหน้าอีกคนด้วยความหงุดหงิด แต่ดูแล้วอาชิตะจะไม่สะทกสะท้านอะไรเลย... ท่าทางแบบนี้แหละที่เรียกความปรี๊ดให้เมรินอย่างถึงที่สุด “นายจะไม่นอนใช่ไหม?”

ว่าไม่ว่าเปล่า สองร่างผลักกันไปมาอย่างไม่พอใจ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอกว่านั้นทำให้ชายหนุ่มออกอาการดื้อได้อย่างทะลักทุเล ด้านสาวเจ้าก็ไม่ยอมแพ้ เมรินออกแรงลากถูอีกคนหมายจะจับให้ลงนอนด้วยความโกรธปนห่วง

“...” ในจังหวะที่กำลังยื้อยุดฉุดดึงกันอยู่นั่นเอง จู่ ๆ ร่างสูงกว่าก็ออกอาการนิ่งชะงักไป ใบหน้าขาวซีดเผือดลงพร้อมกับคิ้วที่ผูกเป็นปมเพราะอาการผิดปกติบางอย่างที่เริ่มลุกลามส่งผลให้เมรินที่ยังคงออกแรงหมายผลักอีกคนให้กลับไปนอนที่เสียหลักล้มทับตามลงไปด้วยทันที

“อุ๊บ!

ริมฝีปากบางประกบกันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ราวกับความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านไปทั้งสองร่างพร้อม ๆ กับหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความเขินอาย เมรินลืมตาขึ้นมาช้า ๆ ก็พบว่าบัดนี้เธอกำลังนอนอยู่บนแผ่นอกของเขา... ลมหายใจที่ร้อนกรุ่นเพราะพิษไข้รดรินไปตามใบหน้าเธออย่างแผ่วเบา นัยน์ตาทั้งสองคู่ในเวลานี้มิอาจจะละมันออกได้เลย...

“...อะ”

น้ำเสียงแหบพร่าร้องอุทานออกมาเบา ๆ ด้วยความแปลกใจระคนเจ็บ ชายหนุ่มในสภาพหงายท้องมองเพดานไม่เป็นท่าถึงกับมองอีกคนแบบไม่อยากเชื่อว่าหญิงสาวตัวน้อยนิดจะมีแรงช้างสารได้ถึงขนาดนี้ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นข้างแก้มใสด้วยความเหงื่อหนักจากการออกแรงขัดขืน อาชิตะถอนหายใจน้อย ๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ที่ไม่เป็นท่าก่อนจะแอบหลบสายตา เขารู้สึกเหมือนกับว่าใบหน้าที่เคยขมวดเป็นปมเพราะอาการเจ็บนั้น ในตอนนี้มันกำลังแดงซ่านด้วยความเขิน เช่นเดียวกับเมรินเองที่รีบลุกขึ้นนั่งอย่างไว

“ขะ ขอโทษนะ... มะ ไม่ได้ตั้งใจ” ร่างเล็กรีบบอกด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักในขณะที่แอบชำเลืองมองอาชิตะที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นตามก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องพูด

“เมื่อเช้านายก็ดูพูดรู้เรื่องนี่ ทำไมต้องคิดหนีล่ะ”

“มะ... ไม่เกี่ยวกับเธอ...”

ชายหนุ่มเบือนหน้าหนี อาชิตะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยใจแล้วมองหน้าเจ้าของคำถาม

“หมายความว่าอะไร? นายมีอะไรที่บอกฉันไม่ได้อย่างนั้นเหรออาชิตะ”

“...”

นัยน์ตาสีเข้มยังคงจับจ้องใบหน้านวลนั้นอย่างไม่กระพริบจนต้องยอมหลบสายเบือนหน้าหนีในที่สุด... ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างถาโถมเข้ามาภายในใจ มันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินที่เขาจะกล้าบอกมันกับเธอถึงสาเหตุของหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวของเขา

“จริง ๆ แล้วฉันกำลัง... อ่า... ไม่มีอะไรหรอก ปวดหัวจังขอนอนแปบหนึ่งนะ” ว่าไม่ว่าเปล่าอาชิตะก็รีบปั้นหน้ายิ้มให้เมรินซึ่งยังอยู่ในอาการงุนงง เขารีบคลานกลับไปนอนที่ของตนอย่างว่าง่ายแถมห่มผ้าเรียบร้อยโดยไม่ต้องให้อีกคนบอก

“อืม... อย่าหนีไปไหนอีกเลยนะ... ฉันเป็นห่วงรู้ไหม?” ทั้งที่ยังคงแอบสงสัยกับคำตอบนั้น แต่ดูแล้วว่าที่คุณหมอคงไม่อยากให้เด็กดื้อตื่นหนีอีกเป็นครั้งที่สองหากจะเค้นถามเอาความ ร่างเล็กของเมรินจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ วางมือวัดไข้ลงบนหน้าผากนั้นอย่างอ่อนโยน คราวนี้ดูเหมือนกับว่ามันจะร้อนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจเสียจริงว่าในเมื่อเป็นขนาดนี้แล้วทำไมเขาถึงได้ดื้อดึงนัก... เธอไม่สามารถปล่อยเขาไปคนเดียวได้หรอก สภาพแบบนี้แถมขับรถหนีไปคนเดียวอย่างไรก็คงกลับไม่ถึงบ้าน...

“เมริน... เรื่องเมื่อกี้ คือจริง ๆ แล้วตอนนั้นฉัน...”

“ฉันเอาข้าวมาให้นาย กินแล้วนายจะได้กินยา... ทานเองไหวหรือเปล่า?” ร่างเล็กพูดขึ้นตัดบทเบา ๆ จู่ ๆ เมรินก็แอบรู้สึกใจเต้นตึกตักเสียเฉย ๆ ทั้งที่มันก็ไม่ได้มีอะไรมากเกินเลยก็แค่อุบัติเหตุ หญิงสาวก็เข้าใจดีว่าเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ แล้วตอนนี้มันก็แค่ว่าเธออยากช่วยป้อนข้าวให้เขาทานง่ายขึ้นก็เท่านั้นเอง... แต่หลังจากตอนที่เธอแอบจุ๊บหน้าผากเขาตอนหลับเป็นต้นมา แล้วไหนจะเรื่องที่เผลอล้มทับโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อกี้อีกเมรินก็เริ่มรู้สึกว่าความรู้สึกบางอย่างของเธอที่มีให้เขานั้นกำลังเปลี่ยนไป...

“กะ... ก็ไหว... แต่ฉันไม่หิว”

“แน่ใจเหรอ นายยังไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันนะ ลองดม ๆ ดูซะก่อนเถอะ” ร่างเล็กว่าพลางค่อย ๆ เปิดฝาถ้วยกระเบื้องเคลือบซึ่งใส่ข้าวต้มซึ่งถูกตักแบ่งมาจากกลุ่มนักศึกษามาให้ ไอหอมกรุ่นของมันทำให้ท้องอีกฝ่ายถึงกับร้องครางลั่น อาชิตะรีบหันหน้าไปทางอื่นด้วยความอายในขณะที่เมรินแอบยิ้ม

“เห็นไหมล่ะ... ทานซะหน่อยนะ เดี๋ยวฉันป้อนให้ก็ได้”

“...อ่า...อื้อ...”

ทันทีที่เขาพยักหน้ารับ เธอก็ค่อย ๆ ตักข้าวต้มทะเลท่าทางน่ากินที่ยังคงร้อนกรุ่นมาเป่าเบา ๆ แล้วยื่นให้... แต่จู่ ๆ ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้น ใบหน้าขาวซีดมองเธออย่างเหวอหวาเมื่อนึกขึ้นได้ว่า...

“เมริน... ฉันยังไม่ได้แปรงฟัน!

“หะ...หา! เอ้อ... เอาน่า ทาน ๆ ไปเถอะ นายไม่สบายไม่เป็นไรหรอกมั้ง” หญิงสาวว่าปลอบ แต่ดูท่าเขาจะไม่ยอมฟัง อาชิตะขมวดคิ้วไม่พอใจก่อนจะลุกโซเซไปหยิบผ้าเช็ดตัวของตน

 

 “พาฉันไปอาบน้ำทีสิ...”

“หะ... หา! 



หลังจากเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดเมรินก็หมดความอดทนร่างเล็กจำใจประคองพาเด็กชายอาชิตะแสนดื้อออกมาทางชายป่ารกที่เมีห้องน้ำสำหรับแยกอาบชายหญิงอย่างละสามห้องซึ่งก็ทำอย่างง่าย ๆ ด้วยฝาสังกะสีที่พอพลางสายตาคนไม่ให้มองเห็นกันได้

เมรินมองดูกลุ่มนักศึกษาชายสองคนด้านหน้าอย่างแอบระแวง เธอนึกขึ้นได้ว่าหากเจอเซนที่นี่อาชิตะเองก็คงไม่ปลอดภัยเช่นกัน ร่างเล็กกัดฟันแน่นด้วยอาการกังวลก่อนจะมองอีกคนเป็นนัย ๆ ว่าให้รออยู่ตรงนี้

“เอ่อ... นี่ ๆ พวกพี่เห็นพี่เซนบ้างไหมคะ?”

เสียงใสดังขึ้นทำเอารุ่นพี่ปีสองหุ่นล่ำใหญ่ที่เพิ่งทำภารกิจส่วนตัวในห้องน้ำถึงกลับมองอย่างสงสัยเมื่อจู่ ๆ เจ้าของตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัยก็เดินท่อม ๆ เข้าป่าลึกเพียงลำพังมาถามพวกตนทั้งที่เป็นห้องน้ำชาย...

นี่เธอไม่รู้จักกลัวอันตรายบ้างเลยอย่างนั้นเหรอ ?

“เอ่อ น้องมาหาพี่เซนหรอกเหรอ ?”

“ค่ะ...” ร่างเล็กพยักหน้าแบบไม่ใส่ใจ ลึก ๆ เมรินเองก็รู้สึกหวาด ๆ กับท่าทีและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั้นเหมือนกัน หากว่ามาเพียงลำพังและไม่ติดว่าเป็นห่วงกลัวอาชิตะเจอเซนอีก เธอจะไม่เหยียบเข้ามาที่นี่เด็ดขาดเลยเชียว

“แหม... พี่เซนไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก แต่พี่อยากให้น้องอยู่กะพี่ ๆ ก่อน” ใบหน้าเข้มยิ้มกรุ่มกริ่มเห็นฟันขาว ชายหนุ่มรุ่นพี่สองคนโอบล้อมมารอบบริเวณอย่างจงใจหาเรื่อง สายตาคมเข้มยากเกินคาดเดามองทรวดทรงหญิงสาวแล้วแอบยิ้มร้าย

“มะ ไม่ได้หรอกค่ะ! ปล่อยเถอะค่ะ เมรินจะไปธุระ” มือเล็กบอกปัดแล้วรีบสะบัดหนีด้วยท่าทีไม่พอใจ สองหนุ่มรุ่นพี่เองก็ดูจะไม่ละความพยายามที่จะลวนลามดาวมหาวิทยาลัยรุ่นน้อง

“แหม... อยู่กับพวกพี่ก่อนเหอะน่า”

“เมรินบอกให้ปล่อย!” หญิงสาวตวาดลั่นอย่างไม่พอใจในขณะที่พวกรุ่นพี่เองก็ไม่ลดละความพยายาม ด้วยเห็นว่าเป็นป่ารกชัฏแถมนาน ๆ ทีจะมีคนเข้าสักที แม้จะกลัวรุ่นพี่ปีสาม แต่การได้รังแกสาวน้อยแสนสวยของค่ายก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร อีกอย่างเมรินก็คงไม่กล้าไปฟ้องเซนหรอกเรื่องน่าอายแบบนี้น่ะ

“ถ้าพี่ไม่ปล่อยล่ะ?”

“ไม่ปล่อยก็โดนแบบนี้ไง!” น้ำเสียงเรียบที่แฝงไปด้วยอารมณ์โกรธดังขึ้นด้านหลังพร้อมกับความรู้สึกถูกใครบางคนกระชากคอเสื้อจนแทบล้มหงายพับในขณะที่อีกคนก็อ้าปากค้างไม่อยากเชื่อว่าจะเป็น...

“ระ รุ่นพี่อาชิตะ!?”

“พวกนายทำอะไรกันอยู่น่ะ ?” ใบหน้าขาวแยกยิ้มน้อย ๆ ในขณะที่ประคองโอบเมรินซึ่งอยู่ในอาการวิตกไว้ในอ้อมแขน... นัยน์ตาเข้มปราดมองหน้ารุ่นน้องทีละคนด้วยท่าทีเกินคาดเดาได้

“กะ... ก็แค่แหย่น้องเขาเองล่ะครับแหะ ๆ”

“เหรอ... แต่ดูเหมือนเมรินของฉันเขาจะไม่ได้อยากเล่นด้วยกับพวกนายนะ?” ว่าไม่ว่าเปล่าร่างสูงกว่าของรุ่นพี่ยกยิ้มกว้างชอบใจ นิ้วมือเรียวโอบใหล่เมรินอย่างอ่อนโยนแนบแน่นไปกับชุดคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาดแล้วหันไปถามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

ใช่ไหมที่รัก?

ไม่แม้แต่เมรินที่อึ้งแทบล้มทั้งยืนกับคำถามนั้น แต่พวกกลุ่มนักศึกษารุ่นน้องที่คิดลวนลามเองก็อึ้งไม่แพ้กันว่าอาชิตะ เดือนมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยมีท่าจะสนใจใครจู่ ๆ จะออกตัวประกาศว่าเป็นเจ้าของเมรินซึ่งเซนเองก็หมายตาเอาไว้... ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าสองคนนี้กินเส้นกันซะที่ไหน!

“เฮ้ย... รุ่นพี่อาชิตะ?”

“ปะ เป็นแฟนน้องเมริน?

สองนักศึกษานิเทศศาสตร์มองหน้ากันเลิ่กลั่กแบบตกใจก่อนที่จะโดนอาชิตะซึ่งกำลังตบะแตกไล่ตะเพิดออกมาด้วยความโกรธจัด ชายหนุ่มรุ่นพี่ยังคงยืนนิ่งมองไล่หลังไปด้วยความรู้สึกขัดใจ...

“...นะ นายออกมาจากที่ซ่อนตรงนั้นทำไม... ถ้าพวกนั้น... ทำอะไรนายล่ะ...”

“สำคัญด้วยเหรอ? ฉันน่ะเห็นแบบนี้ก็ทนเห็นพวกมันทำอะไรเธอไม่ได้หรอก” ร่างสูงกว่ามองเมรินแล้วยิ้มบาง ๆ กลบความเหนื่อยอ่อนเมื่อได้ยินคำถามที่เขาไม่เคนคิดว่าจะได้ยินมาก่อน

“หมายความว่าไงน่ะ? อย่าบอกนะว่าที่ออกมานี่ก็เพราะ...”

อาชิตะนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นนอกจากยิ้มบาง ๆ เป็นคำตอบแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องน้ำไปอย่างเรียบง่าย เมรินรู้ดีว่าแม้เขาจะทำเป็นเก่งปกป้องเธอต่อหน้าใครสักเท่าใดก็ตามแต่ในความจริงแล้ว... ในตอนนี้เธอเองต่างหากที่อยากจะดูแลเขา... ดูแลคนที่ขุดหลุมให้เธอตกลงมันไปทั้งหัวใจให้ดีที่สุด...

ไม่ว่าอย่างไร... หญิงสาวก็มั่นใจแล้วว่าเธอรักเขา...

แม้ว่าในความเป็นจริง... เธอจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการประสบอุบัติเหตุของอากิระ พี่ชายฝาแฝดของเขาก็ตาม... และแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอเองก็เป็นคนที่ทำร้ายเขาทางอ้อม... แต่จะให้ทำอย่างไรกันเมื่อบอกความจริงนี้ไป... เธอก็กลัวเหลือเกินว่าเขาจะตีตัวออกห่างและหนีไปอีก...

 

 

บริเวณทางเดินชั้นวีไอพีของตึกผู้ป่วยที่เคยเงียบงันบัดนี้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ที่หน้าประตูไม้สีนวลของห้องที่อยู่สุดปลายทางเดินที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในห้องที่สวยและแพงที่สุดของโรงพยาบาลนั้นบัดนี้กลับมีกลุ่มชายชุดดำใส่สูทไม่ต่ำกว่าสิบคนยังคงยืนนิ่งอารักขาความปลอดภัยหน้าห้องราวกับรูปสลัก เมื่อผู้ที่อยู่ภายในห้องนั้นคือบุคคลสำคัญของพวกเขา

ภายในห้องสีขาวสว่างเงียบสงบไร้สรรพเสียงใด ๆ นอกจากเสียงถอนหายใจเบา ๆ แสดงอาการไม่พอใจของร่างที่นอนอยู่บนเตียง อากิระรู้สึกหงุดหงิดลึก ๆ ที่ต้องตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของโรงพยาบาลอีกครั้ง

“ทำไมลูกต้องพยายามที่จะหนีออกไปด้วย?”

คำถามเดิมของร่างที่สูงวัยกว่าดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบ อากิระรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่ผู้เป็นพ่อถามนั้นมันไม่ได้ต่างไปจากห้องสอบสวนผู้ต้องหาเลยแม้แต่น้อย... จะให้เขาตอบไปได้อย่างไรว่าเขาอยากจะออกไปหาใคร... จะให้เขาตอบไปได้อย่างไรว่าน้องชายฝาแฝดที่หนีไปนั้นอยู่ในอันตรายจากผู้ชายที่เขาเรียกว่า คนรัก...

“...”

“ลูกก็รู้ดีนี่อากี้ว่าลูก... ไหนจะเจ็บตัวแบบนี้อีกน่ะ พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกมากรู้ไหม...” สายตาอ่อนโยนมองผู้เป็นลูกด้วยความสงสารระคนห่วง มือใหญ่หนาของผู้เป็นพ่อค่อย ๆ ลูบศีรษะและเรือนผมสีเงินสว่างที่ถูกรัดไว้อย่างลวก ๆ นั้นด้วยความรัก

อากิระเสมองไปทางอื่นแสดงอาการไม่พอใจนัก ชายหนุ่มเลือดร้อนมองที่บริเวณหน้าประตูภายในห้องที่ยังมีหน่วยรักษาความปลอดภัยสองคนในชุดสูทแว่นดำยืนเอามือไพล่หลังมอง ใบหน้าคมดุนิ่งเงียบมองผู้เป็นนายน้อยอย่างไร้ท่าทีใด ๆ

นี่มันห้องผู้ป่วยหรือว่าคุกกันเนี่ย !

“ที่พ่อต้องทำแบบนี้ก็เพื่ออากี้เองนะ...”

“...ด้วยการขังเอาไว้ในห้องแบบนี้แถมผู้คุมอีกเป็นสิบน่ะเหรอ?”

“...อากี้...”

อากิระถอนหายใจก่อนจะหันมามาสบตาผู้เป็นพ่ออย่างเหนื่อยหน่าย เด็กหนุ่มมองหน้าผู้เป็นพ่ออย่างเงียบ ๆ และเนิ่นนาน เขารู้ดีว่าผู้เป็นพ่อเป็นห่วงเขาแค่ไหน กี่ครั้งที่รอดมาได้ก็เพราะคอยมีผู้ชายคนนี้ปกป้อง ผู้ชายที่ให้เขาได้ทุกอย่างคนนี้ไม่ว่าเขาจะอยากได้อะไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะมีมูลค่าสูงมากแค่ไหนก็ตาม...

แต่ผู้เป็นพ่อจะรับได้จริง ๆ เหรอกับสิ่งที่เขาเป็น...

“ออกไปก่อนแล้วพาคนของคุณพ่อออกไปด้วยเถอะครับ...ผมไม่หนีหรอก”

อาสึชิยิ้มน้อย ๆ อย่างเข้าใจ ท่านประธานบริษัทอิเลคทรอนิกส์รายใหญ่ข้ามชาติหันมองผู้ติดตามของตนก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แทนคำว่า ให้ออกไปก่อนพร้อมกับตนเพราะเขาค่อนข้างมั่นใจว่าอากิระจะไม่หนีออกไปอย่างที่เจ้าตัวบอก... เพราะอย่างน้อยลูกชายคนโตเขาก็พูดคำไหนคำนั้น

“นายครับ นายจะมั่นใจได้ยังไงครับว่าคุณหนูจะไม่หนีไปอีกจริง?” หนึ่งในการ์ดหน้าเข้มที่ติดตามออกมาเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

“เพราะเด็กคนนั้น...ไม่เคยผิดคำพูดยังไงล่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม... ฉันเชื่อใจอากิระว่าเขาจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม”

“นาย...”

การ์ดหนุ่มได้เพียงแต่มองไล่หลังตามเจ้านายที่ตนเคารพในขณะนั้นเองที่พยาบาลสาวคนหนึ่งหยุดยืนต่อหน้าอาสึชิพร้อมกับของบางอย่างที่เธอนำมาคืนให้

“โทรศัพท์ของคุณอากิระค่ะ...”

 

 

แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ สอดส่องทิวมะพร้าวที่ขึ้นหนาตาริมหาดทรายกว้าง สายลมยังคงพัดแกว่งไกวมวลแมกไม้ให้สั่นไหวไปตามทำนอง เย็นนี้คือวันสุดท้ายแล้วที่นักศึกษาจะอยู่ที่นี่...

ปูแสมตัวเล็ก ๆ พากันสำรวจผืนป่าใหม่ที่จะเติบโตเป็นที่อยู่อาศัยขึ้นของพวกมันในอนาคตอย่างตื่นเต้นเช่นเดียวกับกลุ่มนึกศึกษานับร้อยที่ยังคงยืนมองมันด้วยความภาคถูมิใจกับผลงานที่ได้ทำวันนี้... ต้นกล้านับพันต้นถูกปลูกลงบนผืนป่าสำเร็จแล้ว

“หมดกันเลยว่ะ ดันเจอใครไม่เจอไอ้ลูกครึ่งนั้น” หนึ่งในสองชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เดินลัดแนวป่าออกมาพูดด้วยความขัดใจและเสียหน้าเป็นที่สุด

“ใช่เลยว่ะ อยู่ดี ๆ ก็ดันโผล่มา สภาพเหมือนลูกหมาแต่ยังจะมาปากดี ให้ตายเถอะพวกเรารึกำลังจะได้อยู่แล้วเชียว” อีกเสียงสนับสนุนในขณะที่หันไปพยักหน้าเห็นด้วย เสียงพูดของสองหนุ่มนิเทศศาสตร์ทำให้นักศึกษาที่เหลืออดสนใจไม่ได้

“พูดเรื่องอะไรกันน่ะพวกนาย?”

“นั่นสิ ทำท่าอย่างกับไปโมโหใครมาซะงั้นล่ะ”

“ก็จะใครซะอีกล่ะนอกจากลูกคุณหนูผิวสวยที่ทั้งวันเห็นแค่ตอนไปอาบน้ำ” หนึ่งในสองคนพูดขึ้นและเพราะคำพูดที่บ่งบอกถึงลักษณะเด่นขนาดนี้ ทั้งค่ายก็มีอยู่คนเดียว

“จริงน่ะพวกนาย?”

“เฮ้ย อาชิตะคณะไอซีทีน่ะเหรอ?”

“อืม พอดีเมื่อกี้ไปข้าวของน้ำมาน่ะ พอดีเจอน้องเมรินสวย ๆ ที่เป็นดาวปีนี้ก็เลยทักชวนคุย แต่อยู่ดี ๆ พ่อคุณหนูก็ดันเข้ามาอาละวาดใส่”ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังราวกับต้องการให้คนสนใจ และเขาเองก็คิดแผนการณ์ได้ว่าจะพูดแค่ความผิดของอาชิตะมากกว่าที่จะสารภาพว่าตนอยากที่จะลวนลามเมรินด้วย

“เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมล่ะ” ชายหนุ่มวิศวะคอมพิวเตอร์เอ่ยถาม

“เอ้า นายไม่ได้รู้เรื่องที่เขาซุบซิบกันในวงในเลยเหรอว่าเมรินดาวปีนี้น่ะ อาชิตะมันไล่จีบมาตั้งแต่เปิดเทอมแล้ว เขาลือกันให้พรึ่บว่าอาชิตะเคยจูบน้องเขาในลิฟท์ด้วยหรือยังไงนี่ล่ะ แถมตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ ที่หน้าเซเว่นเขาก็ลือกันให้แซดว่าอาชิตะกอดน้องเค้า คนนี่มองกันเต็มไปหมด จากนั้นก็ตามเฝ้าหน้าคณะแจเลย” อีกคนที่เข้ามาใหม่รีบเสริมทันที

“อ้าว ไหนใครว่าอาชิตะมันคบกับเจ๊ไอชาไง ไปไหนไปด้วยกันนี่นา?”

“โธ่ แกน่ะตกข่าวแล้ว ไอชาน่ะคบกับพี่ชายฝาแฝดอาชิตะต่างหากล่ะ เขาลือกันให้แซดว่าพี่มันน่ะนิสัยไม่ดี นี่ไม่ได้ดูข่าวกันเหรอที่ว่าพี่มันขับรถคันละ 19 ล้านไล่ชนรถหน้าสยามน่ะ ออกข่าวไม่นานบ้านมันก็ปิดข่าวไปน่ะ คู่กรณีก็ไม่ได้ออกมาแสดงตัวด้วยสงสัยกลัวอิทธิพลตอนนี้เขายังลือกันเลยว่าพี่มันนอนรักษาตัวอยู่... แถมรู้อะไรอีกไหม เขาว่าพี่ชายมันน่ะเป็นเกย์จะทิ้งไอชามาแอบชอบพี่เซนที่เรียนนิเทศน์น่ะ แต่พี่เซนไม่เอาด้วย พี่เขาคบกับเมรินมาตั้งนานแล้ว!” อีกเสียงรีบว่าอย่างออกรสออกชาติ และพอประเด็นนี้ดังขึ้น แม้แต่กลุ่มซาช่าเองก็ต้องรีบเข้ามาฟัง

“อะไร ๆ กันพวกนาย เล่าให้ฟังมั่ง”

“ซาช่าพวกเธอน่ะออกไปเลย ตรงนี้ไม่ปลื้มอาชิ!

“ไหงงั้นอะ บอกมาพี่อาชิทำไมเหรอ?”

“ก็พ่ออาชิตะสุภาพบุรุษของพวกเธอน่ะแหละ รู้หรือเปล่าว่าจริง ๆ แล้วมันนิสัยยังไง ? ฉันเคยเรียนจิตวิทยาเซคเดียวกับมันมานะ รู้หรือเปล่าว่ามันขี้เกียจมาก จะตกไม่ตกแหล่วันสอบมันก็ไม่ไปสอบ เอะอะก็อ้างไม่สบาย ๆ ตลอด” ชายหัวโจกที่กุเรื่องพูดรีบเล่า

“พี่เขาไม่สบายจริงๆ นี่”

“เหรอ ถ้าป่วยมากขนาดนั้นทำไมไม่ลาออกล่ะ บ้านเขาก็มีตังค์นี่” อีกคนเริ่มเถียง “เอ้อ แต่ก็แปลกเนอะคนมีตังค์ ได้ยินว่าเป็นลูกมหาเศรษฐีแต่กลับขับแค่รถคันละล้านกว่าบาท ดูพี่เซนสิ พี่เขาชอบบอกว่าตัวเองจน ต้องทำงาน พี่เซนยังมีเงินซื้อรถคันละหลายล้านได้เลย ถ้าอาชิตะมันรวยจริงทำไมแค่แลมเบอร์กินี่ถูก ๆ ไม่กี่สิบล้านมันถึงซื้อไม่ได้ล่ะ เป็นฉันนะฉันจะซื้อให้หมดเลย” ชายคนนั้นว่าขึ้นด้วยเสียงอันดัง ซาช่าเองฟังแล้วก็แอบคิด ขนาดแฟนคลับอย่างพวกเธอยังแปลกใจกับหลายอย่างในตัวเขา...

“มันก็จริงนะ... แต่พี่อาชิอย่างน้อยก็เก่งจนสอบคณะแพทย์ติดอันดับหนึ่งเชียวนะ”

“หึ... ติดจริงแต่เรียนไม่ไหวหรือเปล่าเถอะ เคยเห็นอาทิตย์นึงมันมาครบไหมล่ะ” คนในกลุ่มย้อนถามเล่นเอาพวกซาช่านิ่งเงียบ หญิงสาวรู้ดีว่ากรณีนี้เองก็เป็นไปได้... ที่พวกเธอชอบอาชิตะก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าส่วนหนึ่งมาจากการ หล่อ รวย หน้าตาดีของเขา

“ฉันว่านะ เธอน่าจะดูตัวอย่างพี่เซนคณะฉัน”

“ยังไงล่ะ” ซาช่าเริ่มถามตามด้วยแฟนคลับอาชิตะคนอื่นที่สงสัย

“ก็นี่ไงสุภาพบุรุษ วันนี้นะอาชิตะมันหายตัวไป พี่เซนนี่ตามหาใหญ่เลย พี่เขาเดินหาตามป่ารก ๆ ฝั่งโน้นตามหาเจ้าอาชิตะ ฉันก็สงสันยะเลยไปถามว่าพี่เขาหาอะไร เขาก็บอกว่าเขาหาอาชิตะวันนี้หาไม่เจอ เห็นร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงกลัวจะไปเป็นลมเป็นแล้งในป่าแล้วไม่เจอใคร” ชายคนนั้นว่าทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งในความมีน้ำใจของเซน

โดยที่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังที่เซนต้องไปตามหาอาชิตะนั้น... ก็เพียงเพื่อฆ่าปิดปากให้ตาย...

“โห... พี่เซน... ดีจัง”

“แหงสิ อ๊ะ พี่เซนมาโน่นพอดีเลย!” พวกนั้นว่าพลางมองไปทางร่างสูงใหญ่ที่เดินลัดเลาะมาตามหาด ใบหน้าคมในสภาพอิดโรยกว่าทุกทีมองอีกคนแล้วยิ้มให้

“ไงครับทุกคน? มองพี่ทำไมเอ่ย มีปัญหาอะไรในค่ายให้พี่ชายไหมครับ หืม?”

เหล่านักศึกษามองเซนราวกับเขาคือฮีโร่คนสำคัญจนพวกซาช่าเองก็รู้สึกว่าเรื่องที่เหล่าพรรคพวกเซนพูดนั้นเป็นเรื่องจริง...

“พี่เซนไปไหนมาเหรอคะ?”

“อ่อ...” ชายหนุ่มกรอกตาไปมาก่อนจะยิ้ม “พี่ไปตามหาอาชิตะมาน่ะ มีใครเจอตัวบ้างไหม? หายออกไปแบบนี้น่าเป็นห่วงแฮะ” เซนแสร้งว่าพลางเอามือปาดเหงื่อที่เกาะพราวร่าง ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะนั่งลงในขณะที่เหล่าผู้สวามิภักดิ์นั้นก็รีบเข้าไปหาน้ำหาท่ามาให้

“...ทำไมพี่เซนถึงดีกับเจ้านั่นล่ะครับ ในเมื่อมันแย่งเมรินไปจากพี่!

“ใช่ครับ วันนี้ผมเห็นมันอยู่กับน้องเมริน มันโอบน้องเมรินด้วย!” สองหนุ่มที่ถูกอาชิตะห้ามไว้รีบฟ้องทันที

แค่เพียงได้ยินเซนก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์ คราวนี้นั้น... เขารู้จริง ๆ แล้วว่าอาชิตะนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ !

“...” ร่างสูงกัดฟันกรอดแน่นในขณะที่มีใครบางคนเดินเข้ามาพอดี...

“พี่เซน...”

            “มะ เมริน?! 



“นายออกไปข้างนอกทำไมอาชิตะ นายก็รู้ดีว่าพี่เซนจ้องจะฆ่านาย!

ร่างเล็กพูดขึ้นอย่างไม่พอใจภายในเต้นท์นอน ใบหน้านวลสวยของเมรินจับจ้องคนตรงหน้าที่กึ่งนั่งกึ่งนอนไร้ชีวิตบนฟูก อาชิตะเสหน้ามองไปทางอื่นอีกครั้งด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

“เธอ... ออกไปห่าง ๆ ตัวฉันทีเหอะ”

“ว่าไงนะ... ทะ ทำไม...”

ราวมีดกรีดลงบนดวงใจ เมรินไม่เคยคิดว่าจะกลับมาเห็นท่าทีไร้เยื่อใยนั้นจากเขา ทั้งที่เธอเพิ่งจะกลับมาจาก...

“เธอไม่จำเป็นที่จะต้องแก้ตัวแทนฉันอีกแล้วล่ะเมริน...” ร่างสูงถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “ฉัน...ได้ยินทุกอย่างมาหมดแล้ว มากเกินพอแล้วด้วย”

“ทั้งที่นายก็รู้ว่ามันไม่จริงน่ะเหรอ !

“...”

“นายไม่ได้เป็นอย่างที่พวกนั้นใส่ความเอาแม้แต่น้อยนะอาชิตะ... ทำไมนายถึง...”

ภายในห้องเงียบสงบเมรินได้เพียงแต่มองคนตรงหน้า หญิงสาวค่อย ๆ คลานเข้ามานั่งใกล้ ๆ กับเขาด้วยความรู้สึกเป็นห่วง... เธอรู้แก่ใจดีว่าเขาไม่ผิด และเธอก็ไม่เคยต้องการให้เขาถูกใครประณามแบบนี้

“บอกให้ออกไปห่าง ๆ”

ชายหนุ่มเอ่ยเบา ๆ ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ มือผอมซีดปิดปากกระแอมไอเสียงดัง

“...อาชิตะ?”

“ฉันปกป้องเธอไม่ได้อย่างที่เขาพูดกันจริง ๆ ฉันว่าเธอเองก็รู้นะ” เหงื่อเม็ดใสค่อย ๆ หยดลงบนตัก อาชิตะถอนหายใจยืดยาวก่อนจะมองหน้าเมริน... เขาคิดว่าเขาควรจะพูดเรื่องบางอย่างให้เธอได้รับรู้...

“รู้บ้าอะไร! ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้นขอร้องแหละนายเลิกคิดมากเถอะ”

“...” ชายหนุ่มนิ่งเงียบ “ฉันเห็นแก่ตัวกับเธอมาตลอด... ทำไมเธอถึงยังไม่เกลียดฉันล่ะ? ฉันทำให้เธอโดนว่าอยู่นะ...”

“ฉันไม่แคร์! นายเจ็บขนาดนี้มันเพราะใครกันล่ะ! ถ้าไม่ใช่เพราะว่าฉัน”

            “เพราะตัวฉันเองต่างหาก!” ร่างสูงกว่าลุกพรึบขึ้นมานั่งอย่างไม่พอใจ นัยน์ตาคมปราดมองเธออย่างขัดใจและเดือดดาล... เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ดื้อด้านแบบนี้เอาเสียเลย

            “ไม่เกี่ยว!

“เกี่ยว!

“เพราะฉันต่างหาก! ถ้าไม่มีฉันนายก็คงไม่มาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ นายก็คงไม่ต้องถูกใครว่า... ทุกอย่างมันเป็นเพราะฉันต่างหาก...”

“เมริน...”

อาชิตะนิ่งเงียบลงเมื่อพบว่าที่ใบหน้างามนั้นมีหยดน้ำตาใสเกาะอยู่พร่างพราว ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วค่อย ๆ ไอออกมาเบา ๆ ก่อนจะทรุดตัวลง

“ไม่ใช่ความผิดเธอซะหน่อย...”

“อาชิตะ...” เมรินพูดด้วยเสียงแผ่วเบา หญิงสาวค่อย ๆ กุมมือชายหนุ่มไว้ด้วยความเป็นห่วง สำหรับเธอแล้วร่างกายนี้บอบบางเหลือเกิน... จนบางครั้งเธอเองก็ยังกลัวว่ามันจะรุนแรงเกินไปหาเธอทำอะไรรุนแรง

“...ฉันไม่เป็นไรหรอก”

“...ขอโทษนะ...ที่ทำให้นายเป็นแบบนี้ ฉันรู้ดีว่าฉันทำผิดกับนายไว้เยอะมาก... ฮึก... ฉันรู้ดีว่านายคงเกลียดฉันไปแล้ว เพราะฉัน... ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นค่านายเลย... ทั้งที่นายรักฉันมาตลอด... ฉันทำให้นายต้องเสียใจ... ฉันขอโทษอาชิตะ...” ร่างเล็กกว่าสะอื้นไห้ เมรินโผเข้ากอดชายหนุ่มที่ยังคงเหนื่อยอ่อน

“...”

“...ฉันรู้ว่านายคงเกลียดฉันไปแล้ว... แต่อาชิตะ... แค่ตอนนี้... แค่ตอนที่นายไม่สบายนี้ฉันขอดูแลนายได้ไหม... ขอกอดนายไว้ได้หรือเปล่า... ขอให้ฉันได้พูด... ได้ทำเพื่อนายบ้างได้ไหม!...เพราะหลังจากวันที่นายเดินจากชีวิตฉันไป... ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้คิดถึงนายเหลือเกิน... ที่ฉันมาที่นี่จริง ๆ ก็เพราะว่ารู้ว่านายเองก็ต้องมา... ตอนที่ฉันเห็นนายถูกพี่เซนซ้อมฉันก็ทำอะไรไม่ถูก... ฮือ... อาชิตะ... ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ฉันจะเรียกมันว่าฉัน...”

อาชิตะถอนหายใจเบา ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน ชายหนุ่มยิ้มบางก่อนจะค่อย ๆ ลูบหลังอีกคนไว้...

“ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหมเมริน... ความรักบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ความสุขเพียงด้านเดียวน่ะ... เธอ... จะอยู่กับฉันได้จริง ๆ เหรอ... ถ้าสักวันหนึ่งฉันคนนี้อาจจะทำให้เธอเสียใจหรือคอยปลอบเธอแบบที่คนรักคนอื่นเขาทำกัน...เพราะฉันก็เป็นผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง... และอาจจะปกป้องเธอไม่ได้ด้วย” น้ำเสียงอ่อนโยนถามขึ้นเบา ๆ ในขณะที่เมรินค่อย ๆ ผละออกมาสบตาประสานกันเนิ่นนาน

“...ไม่เอา อย่าพูดแบบนั้นอีกเลยนะ... ฉันจะอยู่กับนายแม้ว่านายจะโกรธฉันไปแล้วก็เถอะ...”

อาชิตะยิ้มมองอีกคนน้อย ๆ ชายหนุ่มค่อย ๆ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเธอเบา ๆ ราวกับไม่ต้องการให้แก้มสวยนั้นบุบสลายและช้ำไปมากกว่านี้ แปลกเหลือเกินที่เธอดูไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไร...

“เด็กโง่...”

“เอ๋?”

ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ มือผอมแปะลงบนเรือนผมสีน้ำตาลสวยแล้วลูบไล้มันเบา ๆ ด้วยความรัก “เธอดูไม่ออกจริง ๆ เหรอ... ว่าฉันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย... ใครบอกว่าฉันเกลียดเธอกันล่ะเมริน ถ้าฉันเกลียดเธอจริง ๆ ล่ะก็นะ... ฉันคงไม่หนีออกมาเพื่อมาเจอเธอที่นี่หรอก...”

“...” หยดน้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบเต็มสองแก้ม อาชิตะมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วโอบกอดเอาไว้เบา ๆ “ฉันรักเธอนะเมริน... เธอล่ะคิดยังไงกับฉัน?”

ร่างเล็กผละออกมาก่อนจะมองหน้าชายหนุ่มนิ่ง อาชิตะแปลกเล็กน้อยกับท่าทางนั้น แต่ยังไม่ทันที่จะอ้าปากถามถามอะไรความรู้สึกอบอุ่นจากเรียวปากบางก็ประสานเข้าหากัน มือเล็กของเธอค่อย ๆ โน้มต้นคอที่สูงกว่าของเขาให้ลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน อาชิตะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากริมฝีปากบางที่ค่อย ๆ บดขยี้เขาอย่างบางเบา รสจูบหอมหวานนั้นทำให้อาชิตะรู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนฉ่าไม่ได้... เขารู้ดีว่าตนเองเคยจูบกับเมริน... แต่มันไม่เคยวาบหวามและร้อนแรงขนาดนี้มาก่อน

ราวกับเวลาที่หมุนเวียนในโลกนี้กำลังหยุดลง อ้อมแขนแกร่งค่อย ๆ กอดรัดร่างเล็กเอาไว้ด้วยความโหยหาสัมผัสทั้งหมดที่มีของเขารับรู้ได้ถึงคำตอบจากเธอ... คำตอบที่ไม่ได้โกหกมันวาบหวามและลึกซึ้งราวกับเขากำลังตกอยู่ในความฝัน...

สิ่งที่เขารอคอยมาตลอดสิบปี... ท้ายที่สุดแล้ว...

“อาชิตะ... สิ่งที่นายถาม... คำตอบของฉันมันโกหกไม่ได้แล้วล่ะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่นายเข้ามาอยู่ในหัวใจดวงนี้... ฉันเลือกใครไม่ได้อีกแล้วล่ะนอกจากนายคนเดียว...” ร่างเล็กพูดขึ้นเบา ๆ เมรินจับจ้องมองใบหน้าซีดเซียวตรงหน้าแล้วยิ้มสดใส เธอค่อย ๆ โน้มตัวขึ้นไปหอมแก้มชายหนุ่มเบา ๆ

“ฉันรักนาย... เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ”

“อื้ม ฉันสัญญานะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม... มันจะแยกฉันออกจากเธอไม่ได้” อาชิตะยิ้มอบอุ่น ชายหนุ่มค่อย ๆ เกี่ยวก้อยกับนิ้วก้อยเล็กของเธอ ทั้งสองคนยิ้มชอบใจในขณะที่ไม่ได้รู้เลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาไอชาที่เผลอเปิดมาแล้วรูดซิปปิดแทบไม่ทัน!

 

 

[Ai-cha say ]

ฉันรวบรวมความกล้ากลับเข้ามานอนในเต้นท์อีกครั้ง ตอนนี้อาชิตะหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยาแก้ไข้ ใบหน้าซีดนั่นดูจะดีขึ้นกว่าเมื่อเช้ามากในขณะที่น้องเมรินเองก็อ่านหนังสือเฝ้าอยู่ไม่ห่าง น้องเขาตั้งใจเรียนมากเลยล่ะ เพราะเมื่อคืนฉันก็เห็นเขาหยิบหนังสือเรียน Biology เล่มหนาขึ้นมาอ่าน

“พี่ไอชาคะ ไม่ต้องนอนขดขนาดนั้นก็ได้ค่ะที่ยังเหลืออีกตั้งกว้างแน่ะค่ะ”

“อ๊ะ เอ้อ ไม่เป็นไรหรอก... เมรินนอนเถอะ วะ วันนี้พี่ชอบแคบ ๆ จ้ะ”

ฉันรีบตอบ แต่นะเอาตรง ๆ น่ะ ฉันเองก็ไม่ได้ชอบหรอกนอนขดในถุงนอนแคบ ๆ หรอก แต่ว่าใครมันจะอยากมีส่วนร่วมเป็นก้างขวางคอพวกเขาสองคนล่ะจริงไหม กะ ก็เมื่อกี้สองคนนี้มัน...

“อ๋อ ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ แหะ ๆ” น้องเมรินยิ้มเขินให้ฉันก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ห่มผ้าให้อาชิตะอีกจนถึงคอ โผล่ออกมาแค่หน้ากับหัวขาว ๆ นั่น ถ้าให้ทายฉันว่านี่ผืนที่สองได้แล้วมั้งเนี่ย? แต่ยังไงก็เถอะฉันน่ะว่าสองคนนี้เหมาะสมกันที่สุดเลยล่ะ

“ฝะ ฝันดีนะ... มะ เมริน”

ฉันรีบตอบเสียงกุกกัก แต่ก็แหม คนมันเขินนี่นะ แต่เอาเถอะฉันว่าฉันเองน่ะควรจะคลุมโปงนอนได้แล้ว ไปดูเขาอยู่ได้!

ไม่รู้เหมือนกันนะว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรสำหรับสองคนนี้...

แต่ฉันเชื่อนะว่าความรักของพวกเขามันจะต้องทำให้พวกเขาผ่านพ้นอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอนเลย... ฉันเองก็ด้วย...

 

 

“อาชิตะกับเมรินหนีกลับไปแล้ว!” เสียงเข้มสบถอย่างไม่พอใจในขณะที่ถือใบรายชื่อนักศึกษา คิ้วเข้มของเซนขมวดกันเป็นปมอย่างไม่พอใจเมื่อรู้ว่าคนที่เขาตั้งใจจะกลับด้วยนั้นดันหนีกลับไปกับอาชิตะผู้ชายที่เขาเกลียดที่สุด... ผู้ชายที่น่าจะตายไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว

“...คงเพิ่งไปน่ะครับ” รุ่นน้องในค่ายบอกหลังจากที่วิ่งไปดูที่ลานจอดรถมา ร่างเล็กหายใจกระหืดกระหอบพลางรีบรายงาน

“โทรเรียกกลับมาสิ!” รุ่นพี่นายเหนือแห่งค่ายเผลอหลุดตวาดใส่เฮเซลที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องรหัสของ เจ้าตัวปัญหาที่ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่

“คะ ครับ...” เจ้าของเรือนผมน้ำตาลรับคำก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง วูบหนึ่งที่เฮเซลแอบคิดว่าจุดประสงค์จริง ๆ ของเซนนั้นไม่ได้อยากตามกลับมาเพื่อเช็คชื่อกิจกรรมหรอก แต่เขาอยากตามกลับมาเพื่อหาโอกาสปิดปากอาชิตะเสียมากกว่า

ถ้าโทรเรียกกลับมารุ่นพี่อาชิตะก็ไม่รอดแน่... แต่ถ้าไม่โทร... พี่เซนก็อาจจะฆ่าเราปิดปากซะเอง...

“เฮเซลครับ! เจอเบอร์อาชิตะหรือยัง ?” เสียงเข้มกดลงต่ำแสดงอาการดุไม่พอใจทำเอาเฮเซลที่กำลังไล่หาเบอร์โทรถึงกับออกอาการมือไม้สั่นกันเลยทีเดียว

ในขณะที่เด็กหนุ่มเตรียมต่อสายนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง

“ไม่ต้องหรอกภีมวัจน์ ถ้ากลับไปแล้วก็ไม่เป็นไรอย่างไรอาชิตะเขาก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไรหรอก รีบเช็คชื่อให้ครบคนที่เหลือนี่ละ จะได้กลับกันไม่เย็นมากเพราะว่าจะพาทุกคนไปแวะร้านของฝากอีก” อาจารย์นิสิตว่าพลางยิ้มเห็นฟันขาวในขณะที่เหล่านักศึกษาต่างโห่ร้องพลางดีใจที่จะได้แวะเที่ยว

“คะ ครับ...ก็ได้ครับ”

แม้จะไม่พอใจนักแต่เซนก็ปฏิเสธไม่ได้ ชายหนุ่มเบ้ปากเบา ๆ แสดงอาการหงุดหงิดไม่พอใจ ก่อนจะแอบเหล่มองไอชาที่ยืนปิดปากหัวเราะชอบใจแบบคาดโทษแล้วส่งสายตาเป็นนัยว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ”

ร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีกำขลับมองก่อนจะยิ้มเยาะแบบชอบใจ ไอชาส่งยิ้มยียวนให้กับเขาในขณะที่นิ้วเรียวก็ไล้พิมพ์ข้อความส่งไปให้ใครบางคน








 

__________________________TALK WITH HIME
ในที่สุดก็กระดึ๊บมาครบ 100 % แล้วสำหรับตอนที่ยาวที่สุดเท่าที่ฮิเมะเคยเขียนมา
เป็นตัวพิมพ์ขนาด 14 pt และจำนวนความยาวกว่า 19 หน้า TT เลยอาจจะช้าไปบ้างนะคะ
เป็นตอนที่เขียนเองฟินเองและเพ้อเองมากกับฉากเลิฟซีนเล็ก ๆ ของอาชิตะกับเมริน
หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ >///< 

และสำหรับตอนหน้านั้นใครที่กำลังคิดถึงสาวพิสต้าอยู่ละก็เตรียมตัวรอเธอได้เลยค่ะ
เธอจะมาตามคำเรียกร้องแน่นอน ^^! ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ติดตามนะคะ พวกเราดีใจมาก ๆ เลยแหละค่ะ
และตามกติกาเดิมเนอะ ถ้าใครเจอที่ผิดหรืออย่างไรสามารถบอกกันได้ค่ะ ฮิเมะไม่กัดเน้อ <3
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรก็เม้นต์บอกกันไว้ได้ค่ะ <3

ป.ล. ช่วงนี้ฮิเมะสอบมิดเทอมนะคะ พี่เมล่อนด้วยค่ะ อาจจะทำให้ลงตอนใหม่หรืออิดิจล่าช้า ต้องขอโทษด้วยนะคะ T/\T 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 ธันวาคม 2556 / 11:34
    ขี้อ้อนจริงๆ อาชิตะ >___<~
    #208
    0
  2. #131 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 / 10:10
    บอกรักกันซะที >< น่ารักค่ะ <3
    #131
    0
  3. #122 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 / 20:26
    เมรินมาแล้วจะเปนไงต่อน้าา ลุ้นค่ะ ><
    #122
    0
  4. #121 Solar (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2556 / 22:15
    O[]O

    ...อาบน้ำเรอะ!..
    #121
    0