CHANGE MY MIND สลับหัวใจให้ลงล็อก [Last Memories] Ch.65

ตอนที่ 27 : [[,,,Special 5,,,]] Fan Fiction :Destiny In The Rain (บทโชคชะตากลางสายฝน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 508
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 มิ.ย. 56

JJ♕
Destiny In The Rain

 

(บทโชคชะตากลางสายฝน)

[Fan fiction] Change my mind สลับหัวใจให้ลงล็อก 



 

           “มันจบแล้วสินะเรื่องของเรา”

            ภาพความทรงจำในวันที่พายุซัดสาด ฝนนอกฤดูกำลังโหมกระหน่ำ ผมยืนจ้องเด็กสาวที่ยืนกางร่มอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ซัดสาด ส่วนผมยืนอยู่หน้าอาคารเรียนที่ไร้ผู้คนเนื่องจากเป็นเวลาเย็นมากแล้ว หัวใจของผมกำลังเจ็บแปลบ ที่เด็กสาวตรงหน้ากำลังจะหายไป

          เธอกำลังบอกลา

            “ฉันขอโทษขอโทษจริงๆ”เธอยืนก้มหน้ามือจับคันร่มไว้แน่น เสียงของสายฝนที่ซัดสาดมาไม่หยุดส่งเสียงดังเหมือนเสียงกรีดร้อง แต่ผมกลับได้ยินเสียงพูดของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน

            “เธอก็รู้ว่าหมอนั่นเป็นคนแบบไหนใช่ไหม?”

            “อะอื้อ” เธอพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ ผมมองเห็นเธอไม่ชัดท่ามกลางสายฝน

            “หมอนั่นทำร้ายเธอนะและเธอก็รู้ว่าฉันฉัน

            “นายจะเกลียดฉันก็ได้นะฉันมันไม่ดีฉันทำร้ายนายนายเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาแต่แต่

            “แต่เธอรักหมอนั่นใช่ไหมนานา?”ผมเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือและหัวใจที่ปวดร้าว เด็กสาวคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความหนาว นัยน์ตารื้นน้ำไหลริน ก่อนที่เธอจะหันหลังแล้วเดินจากไป

          “ฉันขอโทษนะ…ขอโทษจริงๆ

          ผมไม่ชอบฝน

          ทั้งไอเย็นที่กรีดแทงหัวใจ

          …ทั้งสายลมที่พัดกระชากร่างให้ล้มลง

          …ทั้งเม็ดฝนที่ซัดสาดจนร่างกายเจ็บปวด

          …ผมไม่เคยชอบฝนเลย

          …ตั้งแต่วันนั้น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

“ครึ้มเชียวฝนจะตกไหมเนี่ย”

            ผมพูดกับตัวเองภายไต้หมวกกันน็อคแบบป้องกันทั้งหัวสีดำขณะที่กำลังขี่มอเตอร์ไซด์คันสีดำคู่ใจตรงไปเรื่อยๆตามถนนในมหาวิทยาลัยนานาชาติฮิเมะที่ข้างทางเต็มไปด้วยพุ่มไม้ที่ทางมหาวิทยาลัยปลูกประดับไว้ข้างทางท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มหนาวเหน็บขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงสองทุ่มหลังจากที่ร้อนอบอ้าวในตอนกลางวัน ผมหันไปมองบนท้องฟ้าที่เริ่มถูกเมฆสีดำพัดเข้ามายึดครองท้องฟ้าที่เคยมีแสงดาวในตอนกลางคืนด้วยความรู้สึกหดหู่ในหัวใจ ต้องขับรถอีกนานกว่าจะถึงบ้านพักซะด้วยสิ ร่มก็ไม่ได้เอามา เสื้อกันฝนก็ไม่มี ขืนฝนตกขึ้นมาก็มีหวังต้องเปียกแน่ๆ ลำพังกระดานไวท์บอร์ดที่เอามาด้วยก็คงกันฝนไม่ได้

          …ผมไม่ชอบฝน

            ด้วยความกลัวฝนตกทำให้ผมเร่งเครื่องมอเตอร์ไซด์ขึ้นอีกพร้อมกับเอามืออีกข้างที่ไม่ได้จับคันเร่งกดกระดานไวท์บอร์ดขนาดพกพาที่ผมใช้เป็นประจำแนบกับลำตัวให้แน่นยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้มันปลิวออกไป ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้ผมมีงานเลี้ยงของสมาชิกห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัยก็คงกลับบ้านพักตั้งแต่ตอนกลางวันไปแล้ว เผื่อว่าจะได้ไปเก็บผ้าที่ตากไว้หลังบ้านด้วย หวังว่าคุณน้าเจ้าของบ้านคงกลับมาแล้วจะได้เก็บผ้าให้ก่อนฝนตก ผมได้แต่ภาวนากับตัวเองว่าขอให้ฝนยังไม่ตกก่อนที่ผมจะขับรถกลับถึงบ้านพักด้วยเถอะ

            ระหว่างทางผมได้ขับรถผ่านคณะต่างๆทำให้รู้สึกว่าทุกคณะนั้นนักศึกษาได้กลับที่พักกันหมดแล้วเพราะผมไม่เห็นใครสักคนที่ออกมาตอนกลางคืนและฝนใกล้จะตกแบบนี้ ทุกคนคงกลับไปหลบฝนที่ที่พักหมดแล้วเพราะบนถนนแม้แต่รถสักคันนอกจากผมก็ไม่ออกมาขับบนถนน มันทำให้

          ผมรู้สึกเหมือนมีผมแค่คนเดียวในโลกนี้

          …ทั้งที่ไม่ใช่

            “อ๊ะ!”ผมอุทานกับตัวเองเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเห็นอะไรซักอย่างในระหว่างทางที่ขับรถผ่านมา เหมือนอะไรผ่านไปแวบๆอยู่ที่ทางเดินเท้าข้างถนน ทำให้ผมชะลอความเร็วของมอเตอร์ไซด์ลงก่อนที่จะจอดรถอย่างสนิทแล้วหันมองไปด้านหลังอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

          มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนทางคนเดียวในความมืด

            ถนนที่ผมกำลังจะขับผ่านไปนี้เป็นถนนคั่นระหว่างคณะมนุษย์ศาสตร์และนิเทศศาสตร์ซึ่งเป็นทางที่ทั้งสองข้างทางเป็นต้นไม้และเปลี่ยวมากจะมีก็แค่แสงไฟบนหลอดไฟข้างทางเท่านั้น ตอนที่ผมขับผ่านก็บังเอิญสังเกตเห็นเธอเข้าจึงจอดรถด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ผมถอดหมวกกันน็อคออกในขณะที่เธอกำลังเดินตรงเข้ามาหาผม ในตอนนั้นผมก็ได้สังเกตเห็นเธออย่างชัดเจน

            ใบหน้างดงามไร้สิ่งประทินผิว ผมสีดำขลับยาวสลวยเงางามสะท้อนแสงไฟในความมืด ร่างบาง สวมชุดกระโปรงโทนสีเทา สะพายกระเป๋าสายเดียวสีขาว ดวงตาสีดำขลับกลมโตเหมือนลูกกวางคู่นั้นทำให้ผมหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่งขณะที่เธอกำลังเดินตรงเข้ามาใบหน้าของเธอทำให้ผมนั้นนึกถึงใครบางคน

นานา

ผมนิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่ผมรู้สึกตัวขณะที่ที่เธอกำลังจะเดินผ่านผมไปผมจึงพูดทักขึ้น

            “เอ่อขะขอโทษครับ!” เธอรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงที่ผมทักขึ้นจึงหันกลับมา สายลมที่พัดกระชากเข้ามาทำให้ผมยาวสลวยของเธอพลิ้วไหวก่อนที่ผมจะพูดต่อ “ทำไมคุณถึงได้มาเดินคนเดียวในที่มืดๆแบบนี้ล่ะครับ?...มันอันตรายนะครับ”

            …!...

            เธอจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่เบิกกว้างกว่าปกติ สายตานั้นทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเธอตกใจ แน่ล่ะ ใครจะไม่ตกใจที่จู่ๆก็มีใครก็ไม่รู้ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดดักหน้าในเวลายามวิกาลแบบนี้ เป็นผมผมก็ต้องตกใจ

            “เอ่อผมไม่ใช่คนที่น่าสงสัยอะไรหรอกนะครับผมแค่รู้สึกเป็นห่วงคุณเลยจอดรถมาถามดูทำไมคุณถึงได้มาเดินคนเดียวแบบนี้ล่ะครับ”

            “ฉัน” เธอกลอกตาไปมาก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นนิดๆ “รถเสียน่ะค่ะมือถือก็แบตหมดด้วยเลยต้องเดินกลับหอน่ะคะ”

            “งั้นให้ผมไปส่งไหมครับ เดินคนเดียวมันอันตรายนะครับ”ผมพูดพร้อมกับมีแสงของฟ้าแลบพุ่งผ่านกันระหว่างก้อนเมฆพร้อมเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องตามหลังมา “แถมฝนก็ใกล้จะตกด้วยให้ผมไปส่งเถอะครับ”

            “เอ่อคือ”ระหว่างที่เธอกำลังคิดคำตอบฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมรู้สึกได้ถึงเม็ดฝนที่กำลังตกลงมาโดนตัวผม ความเหน็บหนาวและเปียกปอนได้ดึงสติของผมกลับมา ผมจึงคว้ากระเป๋าแล้วก็กระดานไวท์บอร์ดของผมขึ้นมาจากเบาะรถก่อนที่จะหันไปทางเธอที่ยืนกอดตัวเองด้วยความหนาวเนื่องจากฝนตกลงมา ผมจึงยื่นกระดานไวท์บอร์ดในมือไปให้เธอ

            “ใช้นี่บังก่อนนะครับตรงนั้นมีที่ให้เราพักหลบฝนคุณไปหลบฝนตรงนั้นก่อนนะครับ”ผมชี้ไปที่รอรถประจำทางที่มีหลังคาใช้บังแดดกับกันฝนที่อยู่ใกล้ๆ เธอรับกระดานไวท์บอร์ดของผมไปบังฝนก่อนที่จะพูดขึ้น

            “แล้วคุณล่ะคะ

            “ผมจะเข็นรถผมไปตรงนั้นเหมือนกันครับ คุณรีบไปเถอะครับเดี๋ยวจะไม่สบาย” แววตาของเธอมองผมอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนที่ร่างบางนั้นจะรีบวิ่งไปหลบฝนที่นั่น ผมรีบเข็นมอเตอร์ไซด์ของผมไปจอดตรงที่รอรถประจำทางแล้วก็เข้าไปหลบฝนกับเธอ

            “ตกจนได้สินะ” เธอพูดขึ้นลอยๆขณะที่ผมกำลังวิ่งเข้าไปหลบฝนที่เดียวกับเธอ ผมถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกเช็ดเส้นผมและแว่นตาที่เปียกน้ำฝนพร้อมกับมองเธอท่ามกลางแสงไฟสลัว

            “นั่นสินะครับตกจนได้”ผมพูดกับเธอทำให้เธอนั้นหันหน้ามาทางผม ในตอนนั้นผมเองก็รู้สึกตัวอีกรอบว่าสำหรับเธอกับผมแล้วเราเป็นแค่คนแปลกหน้า ผมจึงค่อยๆเดินเลี่ยงไปทางมุมทางด้านซ้ายเผื่อว่าเธออยากอยู่คนเดียว

            “เอ่อ”เธอพูดขึ้นพร้อมกับยื่นกระดานไวท์บอร์ดคืนให้ผม “ขอบคุณนะคะ”

            “อะครับผม”ผมรับกระดานไวท์บอร์ดคืนมาแล้วก็มองเห็นใบหน้าของเธอชัดๆอีกครั้ง

          ทำไมกันนะ

          ทำไมถึงนึกถึงตอนนั้นขึ้นมา

 

            “คุณมีมือถือไหมคะ?”จู่ๆเธอที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งก็ถามขึ้นท่ามกลางเสียงของสายฝนที่ตกลงมากระทบหลังคาพร้อมกับลมที่พัดเอาไอฝนเข้ามาใส่พวกเราเป็นระยะๆขณะที่เราสองคนติดฝนอยู่ด้วยกัน ผมที่นั่งอยู่เงียบๆอีกมุมหนึ่งก็พยักหน้าแล้วล้วงมือถือเก่าๆที่ซื้อเมื่อตอน ม.3 ยื่นให้เธอ เธอก็โค้งให้เป็นเชิงขอบคุณก่อนที่จะหยิบไปลองกดเบอร์โทรแล้วโทรออกดู ผมมองเธอที่กดโทรซ้ำอยู่หลายรอบก็ดูเหมือนว่าจะติดต่อปลายทางไม่ได้

            “โทรไม่ติดเหรอครับ

            “ค่ะเหมือนสัญญาณจะล่มไปพร้อมกับพายุน่ะคะ ติดต่อไม่ได้เลย” เธอพูดพร้อมกับยื่นมือถือคืนมาทางผมก่อนจะพูดกันตัวเอง “แย่ที่สุดเลย”

            “คนเราก็มีวันดีๆกับวันแย่ๆผสมกันไปนั่นล่ะครับ” ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้เธอ เธอเห็นรอยยิ้มของผมก็ยิ้มตอบกลับมา ผมเองก็รู้สึกว่าเธอยิ้มสวยมากเลยทีเดียว

            “คุณอยู่ศึกษาศาสตร์สินะคะ”

            “เอ๋คุณรู้ได้ไงครับ?”ผมตกใจที่จู่ๆเธอก็เดาคณะที่ผมเรียนอยู่ถูกขึ้นมา เธอหัวเราะเบาๆก่อนที่จะชี้ไปที่กระดานไวท์บอร์ดของผม

            “เดาเอาน่ะค่ะเพราะส่วนใหญ่ก็เห็นแค่คณะศึกษาศาสตร์ที่พกกระดานไปไหนมาไหนด้วยแบบนี้ รับสอนพิเศษเหรอคะ?” เธอถามพร้อมนั่งลงใกล้ๆผมเพราะด้านมุมที่เธออยู่กำลังมีฝนสาดเข้ามา ผมเองก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าใช่ “ใช่จริงๆด้วยสินะคะ”

“แล้วคุณล่ะครับ?”

“ฉันอยู่บริหารธุรกิจค่ะฮะฮัดชิ้ว!

            “เอ่อถ้าหนาวก็เอาเสื้อแจ็กเก็ตผมไปห่มก่อนไหมครับ”ผมถอดเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองออกพร้อมกับยื่นให้เธอเนื่องจากเห็นเธอจามออกมาเบาๆ เธอมองเสื้อเจ็คเก็ตในมือผมก่อนที่จะโบกมือปฏิเสธ

            “ไม่หรอกค่ะฉันเกรงใจ”

            “เอาไปเถอะครับคุณเป็นผู้หญิงผมเป็นผู้ชายนะครับ หนาวแค่นี้ผมทนได้อยู่แล้ว”ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้เธอ เธอก็โค้งหัวให้ผมเป็นเชิงขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะหยิบเสื้อของผมไปสวมตัว ผมเองก็เริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมานิดหน่อยจึงนั่งกอดอกแล้วจ้องมองสายฝนที่กำลังตกลงมา พร้อมกับนึกถึงภาพของใครบางคน

          ผมไม่ชอบฝน

          ไม่เคยชอบเลยตั้งแต่วันนั้น

          ตั้งแต่วันที่แผ่นหลังของเด็กสาวคนนั้นเดินจากไปท่ามกลางสายฝน

            ผมหันมองหญิงสาวที่อยู่ด้านข้างด้วยความรู้สึกเหน็บหนาวและเจ็บปวดในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าทำไม เพราะเธอทำให้ผมนึกถึงเด็กสาวคนนั้น ทั้งๆที่คิดว่าน่าจะลืมไปแล้วแท้ๆ

            “ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” ผมเอ่ยถามหญิงสาวที่ติดฝนอยู่กับผม เธอก็ได้หันมาตามเสียงเรียก เราทั้งคู่จ้องตากันภายไต้แสงสลัว “อาจฟังดูแปลกๆหน่อยนะครับสำหรับคุณความรักคืออะไรเหรอครับ”

            “เอ๋?...”เธออุทานออกมาด้วยความสงสัย “ถามทำไมเหรอคะ?”

            “ผมก็แค่ตอบตัวเองไม่ได้น่ะครับ”ผมตอบคำถามไปตรงๆ รู้สึกสับสนใจตัวเองที่จู่ๆก็ไปคุยเรื่อง ความรักกับคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่รู้สิ คงเพราะความรู้สึกแปลกๆที่คุ้นเคยนี้ทำให้ผมกล้าที่จะเอ่ยถามออกไป

            “สำหรับฉันเหรอคะ”เธอทำท่าทางครุ่นคิด “ฉันไม่มีนิยามความหมายของความรักหรอกค่ะ”

            “งั้นเหรอครับขอโทษนะครับที่ถามแปลกๆ” ผมเอ่ยขอโทษ เธอเองก็หันหน้ามาทางผมพร้อมกับยิ้มให้ แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก “แล้วคุณคิดว่าการรักคนที่เขาไม่รักเรานั้นมันเป็นยังไงเหรอครับ”

            “สำหรับฉันแล้วความรักมันเจ็บปวดนะคะ”เธอพูดพลางมองไปด้านหน้า ฝนก็ได้ตกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด “ในการไปรักคนที่เขาไม่รักเรามันเจ็บปวดจริงๆ”

            “ผมก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันครับมันเจ็บปวดจริงๆ”ผมพูดพลางนึกถึงภาพที่ต้องทนเห็นเด็กสาวที่ผมเคยรักและผูกพันต้องไปเดินเคียงคู่กับคนอื่น เรื่องนี้เธอไม่ผิดเพราะความรักนั้นผมไม่สามารถบังคับเธอให้รักผมได้ จะมีก็แค่ผมเท่านั้นที่เจ็บปวดและลืมไม่ลง

            “คุณอกหักเหรอคะ

            “เปล่าหรอกครับมันผ่านนานมาแล้วล่ะครับผมแค่ลืมไม่ลงผมก็ไม่เข้าใจทั้งที่ผ่านมานานมากแล้วแท้ๆ”

            “เวลาไม่ได้ช่วยให้เราลืมหรอกค่ะที่เราไม่ลืมก็เพราะมันฝังอยู่ในความทรงจำบางทีจู่ๆโชคชะตาอาจส่งสิ่งที่เราตามหามาให้โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ใสปนเศร้าสงสาร ผมเผลอหันไปมองเธอโดยไม่ตั้งใจก็เห็นนัยน์ตาสีดำขลับของเธอที่จับจ้องมาทางผมรวมทั้งรอยยิ้มที่เธอมอบให้ ในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคลิ๊กของฟันเฟืองได้หมุนลงล็อกพร้อมกับความรู้สึกวูบไหวในอก

          ทำไมกันนะ

ทั้งๆที่เราสองคนเป็นคนแปลกหน้ากันแท้ๆ

“นั่นสินะครับ”ผมพูดพลางส่งยิ้มให้เธอ “บางที่โชคชะตาอาจจะส่งสิ่งที่เราตามหามาให้เราโดยไม่รู้ตัวก็ได้”

“สบายใจขึ้นไหมคะ?”เธอพูดพลางยิ้มให้รอยยิ้มนั้นในสายตาของผมดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก “ดูท่าทางคุณเองก็เป็นคนดีคุณเองก็บอกฉันไม่ใช่เหรอคะว่าคนเรามันก็ต้องมีวันที่ดีและวันที่แย่ผสมกันไป”

“ดีขึ้นมากเลยล่ะครับขอบคุณมากครับ” ผมจ้องมองนัยน์ตาสีขำขลับนั่นก่อนจะพูดต่อ “เพื่อเป็นการตอบแทนถ้าฝนหยุดตกแล้วให้ผมไปส่งคุณก็แล้วกันนะครับ ผู้หญิงเดินกลับที่พักมืดๆคนเดียวมันอันตรายนะครับ”

“เอ่อฉันว่า” เธอทำท่าทางครุ่นคิดอีกรอบ ผมก็ได้แต่ยิ้มให้เธอ เธอมองหน้าผมสักพักก็ยิ้มพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วพูดด้วยเสียงใส “งั้นก็ได้ค่ะขอบคุณมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับผมยินดีช่วย”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

            “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณตกใจ”

            ผมโค้งให้เธอพร้อมกับขอโทษเมื่อมาส่งเธอที่หอพักหลังจากฝนหยุดตก นาฬิกาบอกเวลาว่าเป็นเวลาหกทุ่มกว่าเมื่อฝนหยุดตก เธอเองก็โค้งให้ผมเหมือนกันพร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตสีดำของผมที่ผมให้เธอยืมใส่กันหนาวยื่นคืนผมมา

            “ขอบคุณอีกรอบนะคะคุณเอ่อ”เธอทำท่าทางเลิกลั่กพยายามเหมือนจะนึกชื่อผมให้ออก

          อ๊ะ!...

          …จริงสิ

          …เรายังไม่รู้จักชื่อกันเลยนี่นา

            “เอ่อผมชื่อ โซล่าสุริยะ เทวะพรหม ครับ อยู่คณะศึกษาศาสตร์นะครับ”ผมพูดพลางลูบท้ายทอยอย่างเขินอาย “ละแล้วคุณล่ะครับ”

            “ฉันชื่อ ไอชา ค่ะ ศุภิสรา นฤภัทรพลากร อยู่คณะบริหารธุรกิจค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”เธอพูดชื่อตัวเองพร้อมกับยิ้มให้ผม ผมเองก็ยิ้มตอบรู้สึกถึงจังหวะการเต้นหัวใจของผมที่เปลี่ยนไป

            “ครับผมยินดีที่ได้รู้จักครับคุณไอชา”

            “ฉันไปก่อนนะคะคุณโซล่า”พูดแล้วเธอก็ได้หันหลังเดินจากไป ผมก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ในหัวใจของผมนั้นไม่เหลือความรู้สึกหนาวเหน็บและเจ็บปวดอีกแล้ว รู้สึกเหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้มีเวทย์มนต์ประหลาดที่ปัดเป่ารักษาความเจ็บปวดในจิตใจของผมที่เป็นมายาวนานหายไปได้ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ได้รู้จักกัน ผมลูบท้ายทอยตัวเองเป็นเชิงแก้อาการเขินอายที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซด์สีดำคันเก่า สวมหมวกกันน็อคใบเก่า ก่อนจะขับพุ่งทะยานออกไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่

          ในตอนนั้นผมก็ได้รู้ตัว

          …ว่าฟันเฟืองหัวใจของผมที่หยุดหมุนไปเป็นเวลาเนิ่นนานนั้น

มันได้ลงล็อค

และหมุนเดินขับเคลื่อนอีกครั้ง

เราจะได้เจอกันอีกครั้งไหมนะ?...

คุณไอชา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สวัสดีครับผม “เรืองอรุณ” นะครับ แฮะๆ เสร็จแล้วครับสำหรับแฟนฟิกตอนนี้ รู้สึกว่าเขียนตามใจตัวเองไปหน่อยแฮะ ผมเองก็พึ่งกลับมาเขียนนิยายใหม่เหมือนกันครับ(หลังจากที่หายไปนาน)ถ้าผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะครับ

ผมเองก็เป็นผู้ติดตามคนหนึ่งของเรื่อง CMM (ขออนุญาตเขียนชื่อย่อนะครับ) นี้นะครับ ก็พอดีผมรู้จักกับหนึ่งในไรเตอร์ของเรื่องก็เลยติดตามผลงาน ต่อมาตลอด แม้ว่าจะไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาอ่านด้วยสาเหตุส่วนใหญ่ก็คือ “ลืม!” นี่เองล่ะครับ(เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นมาก!) บังเอิญว่าเคยเผลอไปเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ตอนแรกๆเหมือนกันแต่ด้วยเนื้อหาวิจารณ์ที่ค่อนข้างเข้าใจผิดไปมากจึงต้องขอโทษไรเตอร์ทั้งสองด้วยนะครับขอโทษจริงๆครับ

พอดีช่วงนี้มีเวลาว่างก็คิดว่าอยากจะเขียนแฟนฟิกให้ไรเตอร์สักตอนก็เลยลองเขียนขึ้น ตอนแรกผมเขียนเกี่ยวกับคุณหนูเมริน แต่รู้สึกว่าตัวเองชอบคุณหนูไอชามากกว่าก็เลยนั่งคิดอยู่นานว่าจะเอาไงดีก็เลยตัดสินใจทอยเหรียญเขียนออกมาในรูปแบบนี้ครับอย่างที่ผู้อ่านรู้กัน นายโซล่านั้นไม่มีบทในเรื่องนะครับเป็นตัวละครที่ผมสร้างขึ้นเองที่โผล่มาแล้วก็หายไปเนื่องจากไม่มีบทในเรื่อง (ฟังดูน่าหดหู่อย่างไรก็ไม่รู้แฮะ)

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณ คุณเมล่อน แล้วก็คุณฮิเมะ ไรเตอร์ทั้งสองที่ให้กำเนิดตัวละครทุกตัวแล้วก็เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ สำรับผมแล้วเป็นนิยายที่เนื้อหาค่อยข้างสนุกมาก เลยจะขอฝากเป็นกำลังใจให้ไรเตอร์ทั้งสองด้วยนะครับ อย่างน้อยผมก็ขอเป็นคนหนึ่งที่คอยติดตามอ่านนะครับ (โบกมือ) ขอขอบคุณมากครับ!!! /



 
Talk With Hime (ที่กำลังหลบมุม)
ภาษาของท่านเรืองอรุณสวยมาก ๆ ค่ะ อ่านครั้งแรกฮิเมะกรีดร้องเลยนะ แบบสุด ๆ เลยค่ะ
ตัวละครของท่านเรืองอรุณมีมิติมาก ๆ แบบหนุ่มติดดินศึกษาศาสตร์ร่วมมหาวิทยาลัย ทำให้อดคิดไม่ได้ค่ะ
ว่าพวกเขานี่ก็แอบน่าจิ้นอยู่นะ แถมโซล่าเองก็เท่ใช่เล่นเลย (อาจจะมากกว่าอากี้ที่สาวเจ้าปลื้มซะอีก แถมตอนนี้พ่อตัวดีอากี้ก็ยังนอนแหมบอยู่กับที่) คงไม่แปลกเนอะถ้าจะมีใครอวยหนุ่มโซล่า (อย่างน้อยก็ฮิเมะคนนึงที่ฟิน พรุ่งนี้เดินเข้าคณะฮิเมะคงบ้าอ่ะค่ะ หลุดจิ้น มันฟินมากชอบมาก) ถ้าใครอ่านก็เม้นต์ให้กำลังใจแล้วก็ขอบคุณคุณเรืองอรุณกับฮิเมะหน่อยนะคะ ฮิเมะอยากได้ภาคต่อ-//โดนโบก

จริง ๆ ท่านเรืองอรุณเป็นนักเขียนในเด็กดีนะคะ แต่ท่านไม่ยอมบอกไอดี -//โดนโบกรอบสอง
ไม่แน่นะคะ เราอาจจะได้เห็นหนุ่มโซล่าในเรื่องหลักก็เป็นได้ (บอกไว้ก่อน ยังไม่ได้ไปขอลิขสิทธิ์^^)

***ผลงานในตอนนี้เป็นลิขสิทธิ์ของท่านเรืองอรุณแต่เพียงผู้เดียวนะคะ***


เครดิตเนื้อเรื่อง : UkiMelon
เครดิตแฟนฟิคชั่น : เรืองอรุณ

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #104 P-pin (@pinpin43) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 21:51
    อวยยยโซล่าค่ะะ ชอบมากเลยย <3 ไม่อยากให้ผ่่านมาแล้วหายไป :(
    #104
    0
  2. #102 Solar Sunshine (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 / 10:50
    แฮะๆ...ขอบคุณมาครับ (^0^)
    #102
    0