เกาะขอบรั้วโรงเรียนแพทย์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,843 Views

  • 22 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    69

    Overall
    9,843

ตอนที่ 50 : Life of EXTERNS

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    10 มิ.ย. 61

นับว่าเป็นปีที่หนักและอาจจะโหดที่สุดสำหรับหกปีที่ผ่านมา บางคณะจะเปลี่ยนจากการใส่กาวน์ยาวมาเป็นกาวน์สั้น บางคณะใส่กาวน์สั้นตั้งแต่ปีสี่ปีห้า เมื่อสวมกาวน์สั้นแล้ว มันคือชุดสามารถ คือสามารถทำได้ทุกอย่างนั่นเอง และไม่ว่าความรู้จะพร้อมหรือไม่ แต่เชื่อว่าใจพร้อม กายพร้อมเราทำได้ คือสถานการณ์มันบังคับ ไม่ได้ก็ต้องได้

จากที่เราอยู่เวรไม่เกินเที่ยงคืน ก็ต้องอยู่เวรข้ามคืนและคอยรับโทรศัพท์จากพยาบาลอันเป็นเสียงที่น่าสะพรึงเวลาอยู่เวร เราจะเริ่มเชื่อในเรื่องดวงและโชคราง ไม่ได้นอนคือเท่าทุน ได้นอนเยอะคือดวงดี เรื่องบุญกรรมอะไรนั่นก็ช่วยไม่ได้ ดวงล้วนๆ และเนื่องจากเรายังเป็นนักศึกษา เราจึงต้องเรียนด้วย กลายเป็นว่าเรียนไปด้วยกึ่งทำงานไปด้วย พอไม่ได้นอนชั่วโมงการเรียนจึงเป็นชั่วโมงหลับสำหรับคนที่เพิ่งอยู่เวรมาเป็นเรื่องปกติ การเรียนในชั้นปี่ที่หกจึงจะไม่มากนัก เน้นไปที่ให้ศึกษาด้วยตัวเองมากกว่า ซึ่งก็เอาเวลาไปพักผ่อนเสียหมด ค่อยเร่งอ่านตอนใกล้สอบกันนั่นละ

เดิมที่เคยกินอิ่มนอนหลับ เราอาจจะพบเจอกับการที่ไม่ได้กินข้าวเย็นบ้าง ข้าวเช้าบ้างเพราะความยุ่ง เราอาจจะไม่ได้นอนเลยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและข้ามมาอีกวันเพื่อมาเรียนต่อรวมๆแล้วอาจจะสามสิบหกชั่วโมง หรืออาจจะได้งีบบ้าง โชคดีหน่อยก็ได้หลับยาว อย่างที่บอกว่ามันเป็นเรื่องของดวง คนที่ยุ่ง หรือเรามักเรียกว่าเยิน คือยับเยิน เยินอย่างไรก็เยินอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง จนไม่น่าเชื่อว่าคนอะไรจะเยินได้ขนาดนี้เสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้ามองในแง่ดี ยิ่งเยินก็ยิ่งเยอะประสบการณ์

เราจะได้สั่งให้การรักษามากขึ้น คือเดินดูคนไข้เอง เขียนให้การรักษาหรือคือการออเดอร์ลงในแฟ้มผู้ป่วย และให้แพทย์ประจำบ้านหรือแพทย์ใช้ทุนตรวจสอบและเซ็นชื่อทับ เนื่องจากเรายังไม่มีใบประกอยวิชาชีพ(บางที่มันยับเยินมากจริงๆโดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เตียงไม่มีวันเต็ม พยาบาลก็จำต้องรับออร์เดอร์จาดเอ็กซ์เทิร์น คิดดูว่าน่ากลัวสำหรับคนไข้ขนาดไหน) อีกหน้าที่หนึ่งที่อาจจะได้ทำคือการสอนรุ่นน้องนักศึกษาแพทย์ปีสี่และห้า เหมือนเป็นการทบทวนความรู้ตัวเองไปในตัว แต่บางทีนักศึกษาแพทย์ปีห้าก็ความรู้แน่นกว่า เพราะเราก็จะเริ่มๆลืมไปในหลายๆอย่าง หนังสือก็ได้อ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้าง เน้นไปที่การปฏิบัติงานเสียมากกว่า ขณะเดียวกันสิ่งที่เราชำนาญกว่ารุ่นน้องนั่นคือการทำหัตถการ ซึ่งเราอาจจะได้รับมอบหมายจากแพทย์ประจำบ้านให้ไปช่วยดู ช่วยสอน ช่วยคุมเวลาทำหัตถการ

เนื่องจากว่าโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพมีมากมายหลายสถาบัน จำนวนคนไข้ในแต่ละโรงพยาบาลจะมีไม่เยอะนักเนื่องจากจำกัดจำนวนเตียง และเคสบางส่วนมีความซับซ้อนค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุด ไม่ค่อยเหมาะแก่การเรียนรู้สำหรับปีหกที่กำลังจะจบไปเป็นทั่วไป เพราะเป็นเคสที่เจอไม่บ่อยในชีวิตจริง ดังนั้นพวกเราจะถูกส่งออกไปอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ในต่างจังหวัดราวๆครึ่งปี เมื่อนับระยะเวลารวมทั้งหมด ซึ่งแล้วแต่ว่าคณะแพทย์ไหนมีคอนเนคชั่นกับโรงพยาบาลใด บางโรงพยาบาลก็จะมีความงานหนัก บางโรงพาบาลก็สบายๆ แล้วแต่ภาควิชาที่เราไปอยู่ แต่จุดประสงค์คือเพื่อให้เราได้ไปเจอความหลากหลายของเคส ตั้งแต่เคสง่ายจนถึงเคสยาก ได้ฝึกทำหลายๆอย่างด้วยตัวเอง และเมื่อเราทำได้จนรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเรา เราจะสนุกไปกับมัน บางคนก็ก็เครียดเนื่องจากต้องใช้เวลาปรับตัว หรือแม้แต่รับมือกับความตายที่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับมือกับญาติของผู้ป่วย มันจะไม่ใช่แค่การเรียนรู้ที่อยู่แต่ภายในห้อง แต่เป็นทักษะที่ต้องใช้ประสบการณ์

อย่างแรกเมื่อไปเจอเราอาจจะตื่นตะลึงกับสถานที่ก่อนเนื่องจากมันจะไม่เหมือนโรงเรียนแพทย์ที่เราเรียนกัน นอกจากบางสถาบันที่จะมีนักศึกษาแพทย์ปีสี่ถึงปีหกไปอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือโรงพยาบาลศูนย์อาจจะมีแพทย์ประจำบ้านอยู่ด้วยซึ่งระบบจะมีความคล้ายโรงเรียนแพทย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นบรรยากาศต่างกันแน่นอน อันเนืองมาจากความแออัดของผู้ป่วยที่นอนเรียงรายกันในหอผู้ป่วย และอาจจะลามมาตามทางเดินหน้าลิฟท์ ริมระเบียง เตียงผ้าใบเอยอะไรเอย เยอะมาก ยังไม่ทันราวแค่เห็นก็ท้อใจ เตียงที่ไม่มีวันเต็มแต่บุคลากรจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลใจไปเพราะจะมีแพทย์ใช้ทุนมาช่วยราวทับ(บางแห่ง) หรืออาจจะเป็นแพทย์ประจำบ้าน แต่อย่างที่บอกมันก็ไม่ไหวจริงๆพยาบาลก็จำเป็นจะต้องรับออร์เดอร์การรักษาจากเอ็กซ์เทิร์น (หมายความว่าถ้าเราความรู้ไม่แม่นก็จบ) หลักๆคือเน้นการทำงานมากกว่า การเรียนรู้เราต้องไปอ่านเอง แต่จะได้กลับมาเติมเต็มความรู้เมื่อกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนแพทย์หอคอยงาช้างของเรา

ในปีหกนี้จะไม่ขอแยกเขียนเป็นวิชาเนื่องจากเน้นการทำงานมากกว่า แต่วิชาที่จะได้เรียนทั้งหมดคืออายุรกรรม ศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช ศัลยกรรมกระดูกและข้อ เวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ฉุกเฉินและ elecctive โดยที่ทั้งหมดจะเน้นไปที่การปฏิบัติงาน คือทำงานจริงๆเหมือนเป็นแพทย์คนหนึ่ง จะมีคาบเลกเชอร์บ้างประปราย แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปีอื่น หัตถการทั้งหมด ทั้งที่เคยทำและไม่เคยทำก็จะได้ทำ หากมันเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของแพทยสภาว่าเราต้องทำอะไรเป็นบ้างเมื่อจบเป็นแพทย์ทั่วไป อย่างเจาะท้อง เจาะปอด เจาะหลัง ใส่ท่อช่วยหายใจ ใส่เฝือก ทำหมัน ทำคลอดเป็นต้น  บางสถาบันหรือบางโรงพยาบาลอาจจะให้ผ่าใสติ่ง ผ่าคลอด ซึ่งจริงๆคือเกินจำเป็นแต่เราอาจจะได้ทำภายใต้การควบคุมของสตาฟคือแพทย์ที่จบเฉพาะทางแล้วหรืออาจารย์แพทย์ของโรงพยาบาลนั้นๆ บางคืนเราอาจจะได้ทำ ACLS ครบทุก algorithm เราอาจจะโดนโทรตามให้ไปดูเคสทั้งคืนเดินไปเดินมา น้ำยังไม่ได้อาบ หน้ายังไม่ได้ล้าง ฟันยังไม่ได้แปรง อ้าวเช้าแล้ว ที่เราเรียกกันว่าสว่างคาตา

ในปีหกนี้เราจะยังต้องทำ morning report หรืออาจจะเป็น noon report (ถ้า morning ก็ตอนเช้าตรู่อาจจะเพิ่งลงเวรสะลืมสะลือมาเล่าเคส หรือตอนเที่ยงกินไปฟังไปถ้าเป็น noon แล้วแต่สถาบันและภาควิชา คือนำเคสที่เจอมาเล่าให้เพื่อน) แพทย์ประจำบ้าน และอาจารย์ฟัง ว่าเป็นเคสอะไร ทำอะไรไปบ้าง วินิจฉัยว่าเป็นอะไร รักษาอะไรไป และอาจจะเสริมด้วยความรู้ในตอนท้าย

ช่วงที่วนอยู่โรงพยาบาลข้างนอกจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์เราจะได้ทำอะไรมากมายอย่างที่ไม่เคยคิด ได้เจอเคสมาอาจจะเกือบครบทุกรูปแบบ ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาในชั้นคลินิกสองปีกว่าที่อยู่โรงเรียนแพทย์หอคอยงาช้างของเราเสียด้วยซ้ำ แต่จะหนักหน่วงขนาดไหนขึ้นกับว่าได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลใดด้วย ฉะนั้นเขาจึงบอกว่าในชั้นคลินิกโดยเฉพาะปีหกเราจะได้เห็นธาตุแท้ของใครหลายๆคน เพราะมันเหนื่อยมาก อาจจะมีคนเอาเปรียบ ไม่ช่วยงาน แวบหายบ่อย ลาบ่อย ปล่อยภาระให้เพื่อน

เมื่อกลับเข้ามายังหอคอยงาช้างของเรา เอ็กซเทิร์นที่เคยได้ทำทุกอย่างเองเมื่ออยู่ข้างนอก ก็จะกลับมาเป็นเด็กน้อยดังเดิม มีแพทย์ประจำบ้านทำหัตถการต่างๆนานาอยู่แล้ว เราอาจจะได้ทำบ้าง แต่ด้วยความที่เคสคนไข้ไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น เราอาจจะได้ทำแค่ครั้งสองครั้ง ขณะที่ตอนอยู่โรงพยาบาลข้างนอกทำแทบทุกวันทุกเวร ให้คิดซะว่าเมื่อกลับเข้ามาในถิ่น ให้มาเก็บความรู้ที่ตกหายไปคือเติมเต็มด้านทฤษฎี ส่วนทักษะให้ไปเก็บเอาข้างนอก เมื่อจบปีหกก็ครบสมบูรณ์พร้อมเป็นแพทย์แล้ว รึเปล่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

0 ความคิดเห็น