เกาะขอบรั้วโรงเรียนแพทย์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,842 Views

  • 22 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    68

    Overall
    9,842

ตอนที่ 42 : นศพ.ปี 5 กับดมยา (ไม่ใช่ยาดม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 มิ.ย. 61

เรามักจะเรียกวิชาวิสัญญีวิทยา(Anesthesiology)นี้สั้นๆว่า ดมยา(ไม่ใช่ยาดม) เลยทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า วิสัญญีแพทย์แค่ดมยาอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด วิสัญญีวิทยาคือวิชาว่าด้วยการระงับปวด ซึ่งการระงับปวดนั้นก็มีหลายแบบถ้าดมยาที่เราเรียกกันนั้นคือการให้ยาระงับความรู้สึกผ่านการสูดยาสลบเข้าระบบทางเดินหายใจ นับเป็นการระงับความรู้สึกทั่วไป (general anesthesia)อย่างหนึ่ง  ผู้ป่วยจะหลับ ปราศจากความเจ็บปวด และจำเหตุการณ์ระหว่างผ่าตัดไม่ได้ เรียกง่ายๆก็คือการทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะกึ่งโคม่านั่นเอง อีกวิธีหนึ่งคือการให้ยาสลบทางหลอดเลือด

การระงับปวดนี้สำคัญมากสำหรับแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดคนไข้ การที่คนไข้หลับและนอนเฉยๆ จะทำให้การผ่าตัดราบรื่น หากคนไข้เจ็บอาจจะดิ้นไปดิ้นมาทุรนทุรายทำการผ่าตัดไม่ได้แถมยังต้องใช้คนมัด เอาผ้าคาดปากให้กัดระบายความปวด ความสำคัญของวิสัญญีแพทย์จึงอยู่ตรงที่ทำให้การผ่าตัดราบรื่นทั้งต่อตัวแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและตัวคนไข้เอง ต้องดูแลสภาวะร่างกายทุกอย่างของคนไข้ขณะผ่าตัดรวมถึงสัญญาณชีพ เพราะแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะสนใจไปที่การผ่าตัดอย่างเดียว เช่น ถ้าคนไข้เสียเลือดมาก คนไข้ความดันตก คนไข้เริ่มตื่น วิสัญญีแพทย์ก็ต้องจัดการ เป็นต้น และไม่ใช่แค่ทำให้หลับลึก แต่ต้องทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น

ส่วนการบล็อกหลังที่เรามักได้ยินกันนับเป็นการระงับปวดเฉพาะที่ (local anesthesia) ซึ่งเป็นการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ให้อวัยวะที่ระดับต่ำกว่านั้นชา การระงับปวดเฉพาะที่ดีตรงที่คนไข้รู้ตัว  แต่มันก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน ตรงที่ว่าหากจะผ่าตัดอวัยวะที่อยู่ตำแหน่งสูงขึ้นไปอย่างช่องอก หรือศีรษะ จะทำอย่างไร เพราะเราไม่สามารถฉีดยาให้สมองชา ไม่สามารถใส่ยาเข้าช่องไขสันหลังให้ช่วงตั้งแต่คอลงไปชาเพื่อทำการผ่าตัด ก็ต้องไปใช้วิธีระงับปวดทั่วไปแทน เราจะได้ก็ย้อนกลับไปทบทวน anatomy อีกครั้ง ถึงจะรู้ว่าอวัยวะระดับไหนถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลังระดับใด และช่องในไขสันหลังตั้งแต่ระดับใดลงไปสามารถระงับปวดด้วยวิธีบล็อกหลังได้

การระงับปวดเฉพาะที่แบบอื่นๆอย่างเช่นฉีดยาชา อย่างที่เห็นเวลาเย็บแผลทำแผล ก็นับเป็นการระงับปวดเพียงแต่ทำได้ง่ายกว่า แต่ก็ใช่ว่าเราจะสามารถฉีดยาชาได้ไม่จำกัดโดยไม่สนอะไร ยาชาที่ฉีดก็ต้องรู้ว่าฉีดได้ปริมาณเท่าใด ที่ยากกว่านั้นก็คือฉีดบล็อกในส่วนของกลุ่มร่างแหเส้นประสาท เพื่อให้ชาเป็นอวัยวะไป อย่างให้ชาทั้งแขนข้างซ้าย

ดังนั้นเราจะได้เรียนขั้นตอนของการระงับปวดทั่วไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และระงับปวดเฉพาะที่ เราจะได้รู้จักชื่อยาใหม่ๆทั้งหลายแหล่ที่เขาใช้ในการทำให้คนไข้หลับ ท่องจำปริมาณยาที่จะให้ จากนั้นเราจะได้ไปเห็นของจริงเข้าห้องผ่าตัดไปยืนคุมอยู่ตรงหัวของคนไข้ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แพทย์วิสัญญีจับจอง

หัตถการที่จะได้ทำและเรียนในวิชานี้สำคัญไปหมดทุกอย่าง แม้จะเป็นแค่วิชา minor

1.      ETT เราจะได้เรียนวิธีการใส่ท่อช่วยหายใจ ตั้งแต่ข้อบ่งชี้ในการใส่ การเลือกขนาดท่อ การจัดท่าคนไข้ ประเมินว่าคนไหนใส่ท่อได้ง่ายได้ยาก และหากใส่ได้ยากเราต้องเตรียมทำอะไร หรือมีอุปกรณ์อะไรอย่างอื่นช่วยได้บ้าง เมื่อใส่ได้ก็ต้องเช็คเป็นว่าเราใส่ท่อเข้าหลอดลมหรือไม่ แล้วทำไมต้องเรียน ก็เพราะเวลาเราระงับปวดทั่วไป เราทำให้คนไข้หลับ ยิ่งหลับลึก ยิ่งเข้าใกล้สู่สภาวะโคม่า คนไข้จะหายใจเองได้ยาก มีโอกาสสำลัก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เราจะได้เริ่มจากการฝึกใส่กับหุ่น จากนั้นจะได้ฝึกใส่ท่อช่วยหายใจคนไข้อย่างง่ายที่สุดในชีวิตแพทย์คือในห้องผ่าตัด เพราะคนไข้จะหลับและได้ยาคลายกล้ามเนื้อ จะไม่มีแรงต้านใดๆ ในเวชศาสตร์ฉุกเฉินเราก็จะได้เรียนซ้ำอีกครั้ง แต่อาจจะต่างไปตรงที่ในห้องฉุกเฉินคนไข้บางคนรู้ตัว แต่มีข้อบ่งชี้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ดังนั้นเราจึงต้องทำของง่ายเป็นก่อน แล้วของที่ยากจะค่อยๆง่ายขึ้นมา เราจะเริ่มจำหลักให้ตัวเองได้

2.      Lumbar puncture หรือการเจาะเอาน้ำในไขสันหลัง ซึ่งเป็นหัตถการสำหรับเอาน้ำในไขสันหลังมาตรวจในคนที่เราสงสัยว่ามีการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง จริงๆแล้วในวิสัญญีวิทยานี้เราจะเรียนการบล็อกหลัง หรือspinal block ซึ่งขั้นตอนของมันเหมือนการทำ LP เพียงแต่ต่างกันตรงที่เราไม่ได้ดูดเอาน้ำไขสันหลังมาตรวจแต่เป็นการใส่ยาชาระงับปวดเข้าช่องไขสันหลังแทน ความสำคัญของหัตการนี้จึงอยู่ตรงที่เราต้องสามารถเจาะเอาน้ำในไขสันหลังมาได้เพื่อส่งตรวจในวิชาอายุรกรรมมากกว่า เพราะการบล็อกหลังจริงๆต้องยกให้วิสัญญีแพทย์ แต่ในการเอาน้ำไขสันหลังมาตรวจแพทย์ทั่วไปที่จบมาต้องทำได้ เราจึงต้องเคยฝึกทำกับหุ่นเสียก่อน และจึงมีโอกาสได้ทำการบล็อกหลังคนไข้บ้างประปราย

3.      การตั้งเครื่องช่วยหายใจ และการให้ออกซิเจน เราจะได้ฝึกใช้เครื่องช่วยหายใจที่เรียกว่า bird ซึ่งเป็นเครื่องที่คลาสสิกมาก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แค่มีออกซิเจนต่อเข้าเครื่อง เรากดปุ่มเปิดมันก็สามารถช่วยหายใจได้ หน้าที่เราคือต้องตั้งเครื่องให้เป็น ส่วนการให้ออกซิเจน หากเคยไปเดินตามหอผู้ป่วยหรือดูในละคร จะเห็นเหมือนที่เป็นหนวดเสียบเข้าจมูก หรือเป็นหน้ากากครอบจมูกและปาก และอื่นๆอีกมากมายหลาบแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะให้ปริมาณออกซิเจนที่ต่างกัน

4.      การใช้เครื่อง defibrillator ซึ่งไม่ได้สลักสำคัญมากแค่เน้นว่าใช่อย่างไร ส่วนว่าจะใช่ในกรณีใด เราต้องไปเรียนในวิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินในหัวข้อ ACLS

5.      CPR สำคัญมาก อย่างที่เราเคยเรียนไปตอนปีสาม และจะได้เรียนซ้ำอีกด้วยในเวชศาสตร์ฉุกเฉินใน ACLS ไม่มีอะไรแตกต่าง เหมือนกันหมด เพียงแต่ให้เราได้ทบทวน อย่างที่บอกว่าวิสัญญีแพทย์เป็นผู้ดูสภาวะทั้งหมดของคนไข้ขณะผ่าตัด ดังนั้นหากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ก็ต้องจัดการได้เช่นกัน

อาจารย์หนึ่งคนก็จะคุมนักศึกษาแพทย์ราวๆสามสี่คน คุมตั้งแต่การเจาะเลือดและการใส่ท่อช่วยหายใจ ใครได้อาจารย์ใจดีตะมุตะมิก็ดีไป อาจารย์บางคนนี่โหดเหลือ เรียนแล้วกลัวทุกวันเครียดด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น