ตอนที่ 22 : นศพ.ปี 4 ใสๆกับอายุรศาสตร์: Internal Medicine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 409
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    2 มิ.ย. 61

เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องโรคทางอายุรกรรม แล้วมันมีอะไรบ้างละ ถ้าจะให้บอกเป็นชื่อโรค ร้อยหน้าก็อาจจะไม่เพียงพอ โรคทางอายุรกรรมเปรียบเหมือนมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง กว้างขวาง ตัวมันก็จะแบ่งย่อยได้อีกเป็นสาขาย่อยเช่น หัวใจ ไต ทางเดินอาหาร ปอด ประสาท ผิวหนัง ต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ในการเรียน ไม่ได้เน้นให้เรารู้ทุกโรค เพราะไม่มีใครรู้ทุกโรคอยู่แล้ว วัตถุประสงค์ในการเรียนสำหรับนักศึกษาแพทย์ปีสี่คือการซักประวัติตรวจร่างกาย การรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ การส่งตรวจเพิ่มทางห้องปฏิบัติการ วินิจฉัยแยกโรค อาจจะยังวินิจฉัยได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จึงต้องมีการเขียนรายงานผู้ป่วยที่ตัวเองรับผิดชอบส่งตามจำนวนที่ภาควิชากำหนดไว้ อาจจะแปดถึงสิบฉบับ อาจารย์จะตรวจและให้คะแนน ถ้าคิดว่าคะแนนที่ได้มันน้อยก็เขียนฉบับใหม่ ยิ่งเขียนเยอะความรู้จะยิ่งตกผลึก สังเกตได้จากที่ฉบับแรกๆเวลาเขียนจะใช้เวลานาน เพราะการรวบรวมข้อมูลและการคิดของเราจะยังไม่เป็นระบบ ความรู้ที่จะนำมาใช้แยกโรคก็ยังไม่มากพอ การเรียนการสอนจึงมีทั้งปฏิบัติ คือการตรวจร่างกายคนไข้ในแต่ละวัน และทฤษฎีคือการเรียนเลกเชอร์ควบคู่กันไป

หอปู้ป่วยอายุรกรรมกจะถูกแบ่งเป็นชาย หญิง icu ccu intermediate ward คือแล้วแต่ความหนักเบาของอาการผู้ป่วย ซึ่งปีสี่ก็จะอยู่แค่หอผู้ป่วยสามัญธรรมดาชาย หญิง (ดูเคสเบาๆน่ารักๆ หรือคนไข้อาการไม่นักมาก แต่โรงเรียนแพทย์มักไม่ค่อยมีเคสบ้านๆ ชอบมีเคสซับซ้อนซ่อนเงื่อนมานอนรักษาบ่อยๆ จนปี่สี่ใสๆก็มึนตึบ แต่ก็ได้เรียนรู้เคสหายากไปอีกแบบ)

ในระหว่างวันหากไม่มีเรียนก็จะอยู่ที่หอผู้ป่วยตลอด อาจจะมีผู้ป่วยเคสใหม่เข้ามา จะมีการราวผู้ป่วยตอนเย็นอีกรอบหนึ่งและเขียนรายงานความคืบหน้าลงในชาร์ทคนไข้ว่าอาการวันนี้ดีขึ้นแย่ลง หรือเท่าเดิม หรือมีปัญหาใหม่อะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่

การเรียนรู้อีกอย่างที่สำคัญคือการเรียนรู้จากรุ่นพี่นั่นคือปี่ห้าและปีหกที่วนวอร์ดด้วยกัน เราสามารถถามพี่ๆเขาได้ ว่าทำไมคนนี้ถึงวินิจฉัยโรคนี้ เพราะอะไร และหากเป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีแพทย์ประจำบ้าน เขาก็จะพยายามสอนเมื่อว่าง เพราะก็เป็นการที่ตัวเขาก็ทบทวนความรู้ไปด้วย เราก็จะได้ค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อย เพิ่มความรู้เข้าไปในคลัง

โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยโรคมาแล้วก่อนที่เราจะมาเจอเคส เราสามารถศึกษาย้อนหลังได้ และถ้าเราไปเปิดอ่านก็จะยิ่งจำได้ง่ายขึ้น เรียนจากเคสจะง่ายกว่า เราจะมีภาพอาการของคนไข้อยู่ในหัว

นักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปีจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งแล้วแต่ว่าทางเจ้าหน้าที่ภาควิชาจะจัดให้เรามาเจอใคร อาจจะเป็นที่ปรึกษาเดียวกันหมดตั้งแต่แพทย์ประจำบ้านจนถึงนักศึกษาแพทย์ อาจารย์จะคอยมาสอน หรือมาร่วมดูเคสถามไถ่ปัญหาสารทุกข์สุขดิบ

เวลาอยู่เวรถ้าหากไม่ยุ่งจนเกินไป แพทย์ประจำบ้านก็จะคอยมาสอนนักศึกษาแพทย์ปีสี่ถึงหก แต่บางทีปีหกก็วิ่งวุ่น(อ่านต่อ) นอกจากดูคนไข้ และนำไปเขียนรายงาน ก็ยังมีหัตการพื้นฐานต้องทำได้และได้ทำ จะมีสมุดเช็คลิสท์ หรือ log book มาให้แพทย์ประจำบ้านเซ็นให้ อย่างเช่น เจาะเลือด ย้อมไสลด์เลือด ย้อมเสมหะคนไข้ดูแบคทีเรีย ดูปัสสาวะคนไข้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราได้รับการฝึกมาแล้วในปีสาม ถ้าจำไม่ได้ก็อย่าได้เครียดไป เปิดหนังสือหรือหาข้อมูลจากในโทรศัพท์มือถือได้ หลักการคือรู้แค่ว่าจะหาอะไร และหาได้จากที่ไหน เพราะไม่มีใครจดจำได้ทุกอย่าง รวมถึงตอนอยู่เวรก็อย่าลืมให้แพทย์ประจำบ้านเซ็น log book ด้วยละ(ต้องทำตอนอยู่ทุกวอร์ด major ทั้งหลาย)

นอกจากการราวของนักศึกษาแพทย์กับแพทย์ประจำบ้านในการดูคนไข้แต่ละวันแล้ว ยังมีการราวของหน่วย หน่วยในที่นี้คือแพทย์เฉพาะทางสาขาย่อยหรือที่เรียกว่า sub specialty อย่างเช่น หน่วยต่อมไร้ท่อ มาราวคนไข้ เนื่องจากแพทย์ประจำบ้านของเราได้ปรึกษาหรือที่เรียกว่าคอนซัลท์ไป หากเราอยากได้ความรู้ก็ต้องเข้าไปแจมหรือไปแอบยืนฟัง ยิ่งเป็นเคสตัวเองถ้าอยากรู้ก็เข้าไปฟังร่วมกับแพทย์ประจำบ้านได้

ช่วงพักเที่ยงบางวันก็จะมีการนำเสนอเคสผู้ป่วยของextern หรือไม่ก็resident ซึ่งมีข้าวฟรี ซึ่งหากเป็นการนำเสนอเคสโดยexternนักศึกษาแพทย์ปีสี่และห้าควรเข้าร่วม เนื่องจากจะเป็นโรคที่ไม่ยากมาก ไม่ค่อยซับซ้อน จะมีอาจารย์เจ้าของไข้เข้าร่วมฟังด้วย extern จะคอยกระตุ้นให้รุ่นน้องซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่ม ไปจนถึงว่านึกถึงโรคอะไรบ้างและจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอะไรเพิ่มเติม เมื่อได้วินิจฉัยโรคแล้วexternก็จะเล่าเกี่ยวกับโรคนั้นคร่าวๆ

            ด้วยความที่อายุรศาสตร์เหมือนมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง แค่ราวคนไข้ ทำหัตถการ เข้าเรียนเลกเชอร์ ก็เหมือนโดนสูบพลังไปจนหมดสิ้น แต่ก็อาจจะเป็นแค่ช่วงแรกๆ พอเราเริ่มชิน ปรับตัวได้ มันก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

0 ความคิดเห็น