เกาะขอบรั้วโรงเรียนแพทย์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,849 Views

  • 22 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    75

    Overall
    9,849

ตอนที่ 2 : I’m a freshman : นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    25 พ.ค. 61

สิ่งที่ต้องทำหลังจากตัดสินใจจะเรียนแพทย์แล้วนั้นคือไปรายงานตัว คณะแพทย์ที่เรียนนั้นอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ปีแรกจึงต้องไปเรียนที่มหิดลศาลายา ก็มีการค้นหาก่อนว่าศาลายามันเป็นอย่างไร เขาว่าร่มเย็น ทว่าพอไปถึงนั้น พับข้อมูลเก็บไปได้เลย แดดประเทศไทยกับต้นไม้กระจุ๊งกระจิ๊งในศาลายา ต้นไม้แพ้ราบคาบ แสงแดดแผดเผาได้ทุกอณูผิว หน้าเมือกตัวเปียกตั้งแต่วันรายงานตัว

สิ่งหนึ่งก่อนที่ทุกคนควรจะรู้ก่อนสอบเข้าหรือเมื่อสอบติดแล้วคือถ้าเป็นมหาลัยของรัฐ จะมีการเซ็นสัญญาชดใช้ทุนหลังจากเรียนจบจะต้องใช้ทุนคืน คือทำงานในโรงพยาบาลรัฐเป็นระยะเวลาสามปีหลังจากเรียนจบ หรือจ่ายเงินสี่แสนบาทหากไม่ใช้ทุนตามสัญญา(ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ตามสัญญาได้) หากเป็นคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่มีพันธะผูกพัน สามารถไปทำงานที่ไหนก็ได้ หรือเลือกจะทำงานในโรงพยาบาลรัฐก็ย่อมได้ 

ที่มหิดลศาลายา สำหรับคณะที่เป็นสายวิทย์ จะเรียนเหมือนกันหมด แค่คนละห้องเรียน คนละอาจารย์ แน่นอนว่าข้อสอบเดียวกันตัดเกรดร่วมกัน ถามว่าสามารถหนีไปเรียนห้องอื่นได้ไหม หรือหนีไปเลย ก็คิดว่าสามารถทำได้ เพราะเห็นมาเหมือนกัน แต่ระวังอาจารย์เช็คชื่อก็แล้วกัน ขอบอกว่าโตจนเข้ามหาลัยก็ยังมีสุ่มเช็คชื่อนะ ทีนี้ถ้าอาจารย์ที่สอนเราสอนไม่ได้เรื่องเลย หรือวิธีสอนมันไม่โดนจะทำอย่างไร ก็มีหลายทาง ตั้งแต่ไม่เข้าเรียน อ่านเอง ย้ายห้องเรียน หรือเรียนห้องเดิม แล้วไปฟัง e-lecture เอาที่ห้องสมุด

E-lecture คือวิดีโอบันทึกการเรียนการสอน เราสามารถไปดูย้อนหลังได้ที่ห้องสมุด ฉะนั้นจะโดดแล้วไปฟังซ้ำเอาเอง หรือจะเรียนสดรอบหนึ่งเรียนเทปรอบหนึ่ง ก็จัดการชีวิตตัวเองให้เรียบร้อย เพราะช่วงใกล้สอบ ห้องสมุดโซนนี้จะแน่นมากถึงกับต้องต่อคิว ระหว่างรอคิวในห้องสมุดที่ศาลายาจะมีห้องสำหรับดูภาพยนตร์ได้ น่าไปสิงสถิตยามว่างเช่นกัน เหมือนหนึ่งเป็นมินิเธียเตอร์

ไฮไลท์ของปีหนึ่งคือการได้พบปะเพื่อนต่างขณะ ทำงานร่วมกัน หรือแม้กระทั่งพบรัก เพราะพอขึ้นปีสองปีสามหันไปมาซ้ายขวาก็เพื่อนร่วมคณะเราดีๆนี่เอง แต่สำหรับหลายๆคณะอย่างจุฬา เชียงใหม่ แต่ละแคมปัสมันอยู่ใกล้กันโอกาสเจอเพือนต่างคณะมีทุกปี

การเดินทางไปมาในมหาลัย ก็อาศัยรถรางในคณะที่เรียกว่า tram (รถราง แต่ว่ามันไม่มีรางหรอก) หรือจะใช้รถจักรยานหรือเรียกกันว่าจักก้า จะมีศูนย์จักรยานให้ยืม เสร็จแล้วคืนด้วยล่ะ คนอื่นจะได้ไปยืมต่อได้  

ศูนย์อาหารใหม่ ตอนนี้อาจจะเก่าแล้วช่วงอยู่ปีหนึ่งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ตั้งอยู่ในตึก learning center ได้กลับไปยลโฉมตึกนี้เป็นช่วงอย่างตอนไปเลี้ยงน้องรหัส ล่าสุดก็ตอนไปรับปริญญา

เบื่อๆก็ปั่นจักรยานไปหาของกินที่มหิดลดุริยางคศิลป์ ใครเกิดทันก็จะรู้จักคณะนี้จากภาพยนตร์เรื่อง season change สะพานชมดาว ก็ขับขึ้นไปได้ ไปกันสองคนกระหนุงกระหนิงตอนอากาศร่มเย็นก็คงโรแมนติกดี ไปผิดเวลาละก็ กลายเป็นหนังเขย่าขวัญ เพราะมันเงียบมาก และค่อนข้างมืดทางลงสะพานอีกฝั่งข้ามไปวิทยาลัยสอนคนตาบอด

กิจกรรมยามว่างมีให้เข้าร่วมอยู่ เช่นขี่ม้า มีคอกม้าอยู่ มีสนามแบดมินตัน หรือจะไปเข้าร่วมร้องประสานเสียง mu choirก็ย่อมได้

มหาวิทยาลัยจะมีการสร้างนู่นนั่นนี่อยู่เรื่อย รวมถึงอาคารที่ใช้รับปริญญาหรือสิทธาคาร ตอนปีหนึ่งนั้นยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำไป มาเสร็จอีกปีหรือสองปีถัดมา และถูกใช้เป็นที่จัดการแสดงรวมทั้งเป็นหอประชุมสำหรับรับปริญญา

เล่าเรื่องการใช้ชีวิตทั่วๆไปแล้ว ก็มาถึงวิชาที่เรียนกัน บอกก่อนว่าเหมือนกลับไปเรียนมัธยมปลายอีกรอบหนึ่งแต่ยากกว่า สำหรับใครที่อยากอ่านล่วงหน้า อันนี้เป็นวิชาที่ต้องเรียนของคณะแพทย์ที่เรียนด้วยกันที่มหิดลศาลายา ดังนั้นถ้าเป็นมหาวิทยาลัยอื่นอาจจะต่างออกไป

คณิตศาสตร์ นั่นคือ สถิติ แคลคูลัส และแมทริกซ์ ทั้งปีมีอยู่ประมาณนี้ ทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกจากมัธยมสิบเท่าตัว หากพื้นฐานมาไม่ดี อาจจะต้องรื้อใช้เวลาทำความเข้าใจนานพอสมควร

ฟิสิกซ์ เหมือนกับตอนมัธยมปลายโดยส่วนใหญ่ แต่จะเน้นไปบางเรื่องอย่างพวกนิวเคลียฟิสิกซ์

เคมี คือทั้งหมดที่เรียนตอนมัธยมปลายรวมกับ organic chemistrysหรือเคมีอินทรีย์ซึ่งเป็นวิชาที่แตะผ่านเพียงผิวเผินเมื่อตอนชั้นมัธยมปลาย เราจะเรียนกันถึงโครงสร้างทางเคมี และการทำปฏิกิริยาต่างๆ ถ้าเข้าใจและจำได้ วาดโครงสร้างได้บอกเลยว่าสนุก ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้แต่สอวน.เคมียังบ่นอุบ นอกจากเรียนทฤษฎีก็มีให้ทำการทดลอง ดูปฏิกิริยาทางเคมี

ชีววิทยา ก็ทั้งหมดที่เคยเรียนตอนมัธยม เหมือนทวนความรู้ใหม่ ซึ่งเยอะมาก กว้างเป็นมหาสมุทร

ภาษาไทย จำไม่ได้มากนักว่าสอนเกี่ยวกับอะไรบ้าง แต่วิธีการสอนรู้สึกว่าน่าสนใจ ไม่จำเจ มีการนำเพลงเข้ามาผสมผสาน หรือข่าว คือจะสอนอย่างไรไม่ให้เหมือนสอนเด็กมัธยม

ภาษาอังกฤษ เวลาเรียนแบ่งตามเลเวล ตามคะแนนที่สอบโอเน็ตกันมา ฉะนั้นไม่ต้องห่วง เพราะเวลาสอบข้อสอบก็จะเป็นคนละชุด

MUGE (ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันเปลี่ยนชื่อไปแล้วหรือยัง) มันคือ general education คล้ายสังคมประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง จริยธรรม มนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ อะไรเทือกนี้มารวมๆกัน สรุปว่ามีการเช็คชื่อ แสกนบัตร เซ็นชื่อ อาจารย์จะทำทุกวิถีทางในการให้เด็กมาเข้าเรียน เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่มีใครสนใจวิชานี้ ส่วนมากก็ทำทุกอย่างในคาบนี้ยกเว้นตั้งใจฟัง คนบางส่วนจึงโดดเรียนไปเลย จึงมีกิจกรรมในคาบ หรืองานให้ทำตลอดและต้องลงชื่อด้วยตัวเองห้ามให้เพื่อนเขียนชื่อให้  ขอสารภาพว่านั่งอ่านเชอร์ล็อก โฮมส์ จบทั้งหมด เป็นเล่มรวม แล้วก็ซีรี่ย์หนังสือ A song of ice and fire หรือที่รู้จักกันในชื่อ game of throne อ่านเล่มสองจบพอดี เขียนไปเขียนมาทำไมเป็นวิชาที่ดูเลวร้ายแปลกๆ มันก็มีข้อดีของมันอยู่คือนักศึกษาปีหนึ่งทุกคนจะถูกจับคละ เพื่อเข้าเรียนในแต่ละห้อง ดังนั้นเราก็มีโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนต่างคณะ ชอบใครถูกใจใครก็จีบโลดได้เรียนด้วยกันไปหนึ่งปีเต็มๆ

          อ่านมาจนถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีวิชาไหนเลยที่เกี่ยวกับการเรียนแพทย์โดยตรง แล้วเรียนไปทำไมนะ บอกตามตรงว่าวิชาที่มีประโยชน์ที่สุดคือภาษาอังกฤษเพราะตำราแพทย์เป็นภาษาอังกฤษ พอแปลมาเป็นไทยแล้วภาษามันประหลาดมากเข้าใจยากกว่าเดิม ศัพท์ทางการแพทย์เป็นภาษาละติน ไม่ก็ชื่อคน ดังนั้นถ้าใครรู้รากของภาษา จะเข้าใจและรู้ความหมายของศัพท์ที่ถูกนำมาใช้ เหมือน prefix subfixในภาษาอังกฤษนั่นเอง แต่ถ้าเรียนได้จนจบหกปีหรือกระทั่งเป็นอาจารย์แพทย์แล้วจะรู้ว่า มันมีประโยชน์ทุกวิชา แค่เขาให้เราเรียนเยอะไป เพราะมันใช้แค่บางเรื่องของแต่ละวิชา

จะมีวิชาหนึ่งของคณะแพทย์ที่เรียนจบมาถูกนำมาเรียนในปีหนึ่งเทอมสอง ขณะที่ของคณะอื่นจะเรียนตอนปีสอง มันคือชีวเคมี หรือ Biochemistry เป็นวิชาแรกที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นแพทย์ มันคือสองวิชาอย่างเคมีและชีวะมารวมกัน แล้วมันเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่นว่า DNA มีกระบวนการสังเคราะห์อย่างไร cycle ต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ลำดับของกรดอะมิโนต่างๆที่รวมขึ้นมาเป็นหน่วยโปรตีน เป็นต้น วิชานี้คือก้าวแรกที่เปิดประตูสู่การเป็นแพทย์ เป็นพื้นฐานแรกที่ได้เรียนรู้ ถ้าเรารู้ว่ากรดอะมิโนที่ผิดปกตินี้แค่หนึ่งตัว หรือหลายตัว หรือเอ็นไซม์หนึ่งตัวที่ขาดหายไปใน cycle ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร เราก็จะเข้าใจว่าโรคนี้มันต้องรักษาอย่างไร หรือมันไม่มีทางรักษาเพราะอะไร

การเรียนของวิชาชีวเคมีหรือbiochemistryนี้ จะไม่ใช่แค่การนั่งฟังนั่งจดเลกเชอร์ เพราะชีวิตจริงคนไข้ไม่ได้เดินมาบอกเราว่า DNA นี้ของฉันหายไป หรือ ฉันขาดเอนไซม์ตัวนี้ เพียงเพื่อให้เราตอบว่าเขาเป็นโรคอะไร การเรียนจึงต้องมาเป็นเรื่องราวอย่างประวัติคนไข้ อาการ สำหรับโรคที่เป็นโรคทางพันธุกรรมก็จะมีประวัติครอบครัว สิ่งที่เราต้องทำคือการสืบโรค เหมือนที่นักสืบสืบคดีนั่นละ เพียงแต่หลักฐานนั่งอยู่ตรงหน้าเรา ซึ่งคือคนไข้ แค่เราจะหยิบหลักฐานที่เกี่ยวข้องออกมาได้หมด หรือหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือโรคที่ซ่อนอยู่นั้นได้หรือไม่ แต่เนื่องด้วยร่างกายเรามีความซับซ้อน เนื้อหาที่เรียนจึงมากมายมหาศาล และทำให้ปวดหัวไปตามๆกัน ต้องใช้พื้นที่สมองในการจำมากมาย

เมื่อเรียนกันมาจนจบมันก็ต้องมีการสอบ ส่วนใหญ่ข้อสอบตอนมัธยมจะเป็นช้อยส์ให้เลือกตอบเพราะเด็กหลายคน อาจารย์คงไม่มานั่งตรวจมือ ให้คะแนน เช็ควิธีทำ แต่ระดับมหาวิทยาลัย บางวิชาจะให้เขียนแสดงวิธีทำ อันได้แก่ คณิต ฟิสิกซ์ เคมีอินทรีย์และภาษาอังกฤษ ถ้าโรงเรียนใครตอนมัธยมเวลาสอบเป็นข้อสอบอัตนัย จะรู้สึกเฉยๆมาก เพราะก็เขียนตอบมาจนชินรู้ว่าต้องเขียนอะไร

สุดท้ายแล้วสำหรับปีหนึ่ง การเอาตัวรอดจากข้อสอบอย่างหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า ลังรหัส หรือคลังข้อสอบเก่านั่นเอง บางวิชาออกข้อสอบเก่า มีข้อสอบเก่าในมือเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่ง ถึงจะออกไม่ตรง แต่ก็จะเป็นข้อสอบแนวเดิม ถ้าไม่มีลังรหัสล่ะ ทำไง ร้านถ่ายเอกสารคือคำตอบ หรือแม้แต่ถ้าเราต้องการเลกเชอร์ของคนที่เขาจดดีๆ ไปโลดร้านถ่ายเอกสาร ช่วงปีหนึ่งจะเรียนเยอะหรือเล่นเยอะช่างน้ำหนักดูให้ดี ดูจากวิชาที่เรียนบอกเลยว่าหน่วยกิตเยอะมาก สามารถฉุดเกรดได้ดีทีเดียวเมื่อเฉลี่ยหกปี เพราะหน่วยกิตเยอะที่สุด แล้วเนื้อหาวิชาเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์เคยเรียนมาแล้วตอนมัธยม การตัดเกรดจะเป็นการตัดอิงกลุ่มฉะนั้นมั่นใจได้ว่าจะต้องมีคนสอบตกแน่นอน ถ้าคิดว่าเกรดปีหนึ่งไม่ต้องมาก ค่อยไปปั่นเอาปีสองปีสาม บอกเลยว่าอาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #3 DoctorX (@DoctorX) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 14:27

    ขอโทษน้ะครับไม่ทราบว่าเรียน SI RA หรือ PI ครับ

    #3
    8
    • #3-7 Skyler Henriette (@u5402040) (จากตอนที่ 2)
      5 มิถุนายน 2561 / 10:41
      เห็นภาพเลย เป็นลูกเป็ดเดินตามก้นเด้นท์ก็ได้นะ ไปยืนหน้าเอ็กซ์เทิร์น ไม่ก็ปีห้าให้เขากระซิบช่วย 55
      #3-7
    • #3-8 Mastard.p (@nyxs) (จากตอนที่ 2)
      7 มิถุนายน 2561 / 13:14
      ได้พี่เอ็กซ์ช่วยชีวิตหลายรอบอยู่เหมือนกันค่ะ55555
      #3-8