เกาะขอบรั้วโรงเรียนแพทย์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,843 Views

  • 22 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    69

    Overall
    9,843

ตอนที่ 15 : ปีสามแล้วจ้า: เวชศาสตร์คลินิก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    30 พ.ค. 61

     
          เวชศาสตร์คลินิก คือเรียนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และบันทึกเวชระเบียนคนไข้ อันเป็นสิ่งที่จะได้ใช้ไปตลอดชีวิตการการเรียนและทำงาน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงวิชานี้เป็นวิชาที่บางคณะแพทย์จะได้เรียนตอนปีสามและบางคณะเรียนทั้งปีสองและปีสาม

ขอยกยอดนำมากล่าวถึงในตอนปีสาม เนื่องจากตอนปีสองที่เคยเรียนนั้นเป็นการซักประวัติและตรวจร่างกายในคนปกติ คือเรียนให้รู้ว่าการตรวจร่างกายเป็นอย่างไรและทำอย่างไร ตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทุกระบบของร่างกาย เป็นพื้นฐาน และการตรวจพบที่ผิดปกตินี้น่าจะหมายถึงอะไร พอขึ้นปีสามก็มาครบทั้งการซักประวัติและตรวจร่างกายที่จะต้องสอดคล้องกัน และนำมาซึ่งการให้การวินิจฉัย หมายความว่าจะต้องมีการวินิจฉัยแยกโรค คนไข้ อาการแบบนี้ ตรวจร่างกายได้แบบนี้ เป็นโรคอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นทักษะที่จะได้ใช้ตลอดการเรียนชั้นคลินิกและตลอดชีวิตแพทย์ นักศึกษาแพทย์จึงถูกจับออกเป็นกลุ่มเล็กๆเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับอาจารย์ และได้รับโจทย์มาว่าคนไข้มีอาการสำคัญแบบนี้ จะซักประวัติอะไรเพิ่มเติม จึงต้องมีการเรียนอาการวิทยา ง่ายๆว่าคนไข้มาด้วยอาการนี้เราจะนึกถึงอะไรบ้าง คิดตามระบบของร่างกาย หรือคิดว่าตำแหน่งนี้มีอวัยวะอะไรบ้าง คล้ายๆกับเป็นนักสืบ ค่อยๆซักประวัติเพิ่มตัดออกไปทีละโรค จนได้ตัวผู้ร้าย จะว่าสนุกก็สนุกเพราะเป็นการเรียนเคสแห้ง ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมืออาจารย์ สามารถถามหว่านไปทั่วให้ครบทุกระบบได้ และจะเริ่มจับจุดได้ว่าโรคนี้มักมาด้วยอาการแบบนี้ โรคและอาการที่อาจารย์นำมาสอนจะเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจริงๆตอนทำงานเป็นแพทย์

พอได้ประวัติครบแล้วก็จะตรวจร่างกายอะไรเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย และจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอะไร หมายความว่าเราต้องนำความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดตอนปีสามผนวกเข้ามาในวิชานี้

นอกจากนี้ยังต้องฝึกเขียนรายงาน คือเขียนการซักประวัติตรวจร่างกายในคนไข้จริงๆที่เราได้รับมอบหมาย เขียนสิ่งที่พบทั้งที่ปกติและผิดปกติ และเขียนปัญหาที่พบในคนไข้คนนี้ออกมา ข้อมูลการซักประวัติ ตรวจร่างกายนี้เราจะได้มาจริงจากการที่อาจารย์พาไปตรวจคนไข้จริงที่นอนอยู่บนหอผู้ป่วย รวมถึงรู้จักเขียนบันทึก progress note ซึ่งคือการบันทึกความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในแต่ละวัน ว่าดีขึ้นแย่ลง เท่าเดิม

หลังจากเรียนซักประวัติตรวจร่างกายแล้ว ก็ต้องมาเรียนว่าเราจะบันทึกมันลงในเวชระเบียนอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าเราได้ตรวจ ได้ให้การรักษากับคนไข้อย่างไรบ้าง ยิ่งละเอียดยิ่งมีประโยชน์ อาจารย์จะฝึกให้เราบันทึกทุกอย่างก่อนในขั้นแรกทั้งการตรวจและซักประวัติที่พบว่าเป็นปกติ กระทั่งเราสามารถแยกได้ว่าข้อมูลไหนสำคัญจำเป็นต้องมี และข้อมูลไหนไม่จำเป็นต้องมี จึงค่อยๆลดทอนข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก ซึ่งการบันทึกเวชระเบียนนี้จะคล้ายๆการเขียนรายงานแต่กระชับกว่าจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องฝึกเขียนรายงาน

เคยสงสัยไหมว่าเวลาผู้ป่วยมาด้วยอาการนี้ แล้วเราจำทำอย่างไรต่อ นักศึกษาแพทย์จึงต้องเรียนสิ่งที่เรียกว่า อาการวิทยา (Symptomatology) เพื่อการ approach โรค เราจะต้องถามข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากคนไข้ เพื่อวินิจฉัยโรค หรือวินิจฉัยแยกโรค

อีกสิ่งที่ต้องเรียนและจำเป็นคือการทำหัตถการตั้งแต่ง่ายๆอย่างเจาะเลือดดำ ใส่สายสวนปัสสาวะ ฝึกล้างมือให้ถูกต้องตามขั้นตอนก่อนเข้าห้องผ่าตัด การสวมเสื้อปลอดเชื้อในห้องผ่าตัดหรือที่เรียกว่าชุดsterile ฝึกเย็บและผูกไหม ฝึกใช้อุปกรณ์ผ่าตัด และหัตถการช่วยชีวิตอย่าง CPR หรือการกู้คืนชีพ ทุกครั้งที่จะทำหัตถการจงจำไว้เสมอว่าทำให้ตัวเองปลอดภัยไว้ก่อน ใส่หน้ากาก ใส่ถุงมือ เพราะหากเสมหะหรือเลือดคนไข้กระเด็นเข้าตา หรือเข็มทิ่มมือซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จะเครียดกันอีกไปเป็นเดือนหากคนไข้เป็นโรคที่ติดต่อทางเลือดหรือสารคัดหลั่งอย่าง HIV หรือ ไวรัสตับอักเสบ

การ CPR ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถทำได้เพียงแต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน ในเบื้องต้นสำหรับนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม ต้องทำ CPR เป็น คือเป็นคนลงมือทำ คลำชีพจร และเริ่มการปั๊มหัวใจ และช่วยหายใจ จัดท่าได้ การปั๊มก็จะต้องมีหลักการของมัน และแน่นอนว่าถ้าใครเคยเห็นของจริงบอกเลยว่าเหนื่อยมากพอๆกับไปวิ่งมาเป็นกิโล (ดังนั้นถ้าเราเป็นคนเดินถนน ทำอะไรไม่ถูกอย่างแรกคือเรียก 1669 นะจ๊ะ) การปั๊มหัวใจที่เราเห็นตามละครอาจจะไม่ถูกต้องนัก ดูซอฟใส แต่ชีวิตจริงไม่ต้องกังวลเรื่องกระดูกซี่โครงหัก เรากำลังช่วยให้หัวใจกลับมาทำงาน ให้มีเลือดไปเลี้ยงตัวหัวใจเองและสมอง (เพราะต่อให้ปั๊มถูกวิธี ประสิทธิผลก็เท่ากับแค่ 30% ของที่หัวใจบีบเอง)ในการฝึกเราจะได้ฝึกกับหุ่น ถ้าวางตำแหน่งถูก ความลึกในการกดได้ จะมีเสียง กึกๆเหมือนเป็นตัวรับ บางตัวสามารถปริ้นออกมาเป็นใบกระดาษ แสดงการกดหน้าอกปั๊มหัวใจของเราว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้อัตราในการกดก็ต้องได้นั่นคือ 100 ครั้งต่อนาที และต้องไม่ใช่การกระแทก แขนตั้งฉากกับหน้า อกคนไข้ แขนไม่งอ ใช้สะโพกเป็นจุดหมุน คิดดูว่ามันจะเหนื่อยแค่ไหน ดังนั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้คือ เมื่อเจอคนหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นขั้นตอนแรกคือขอความช่วยเหลือและค่อยเริ่มการ CPR เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้จนตลอดรอดฝั่ง อย่างน้อยต้องมีคนมาผลัดเปลี่ยน หรือโทรเรียกรถพยาบาลหากอยู่นอกสถานที่


หุ่นมันก็จะน่าตาประมาณนี้แหละ หุ่นไฮโซกว่านี้เราจะได้เห็นตอนเรียนชั้นคลินิก เป็นแบบหุ่นเต็มตัว บางตัวกระพริบตาได้ตามโปรแกรมที่สั่ง มีเสียงร้อง

(ภาพจาก: https://www.healthscienceconsulting.com/product/cpr-aed-hands-skills-session/)

)

ส่วนการช่วยหายใจโดยการเป่าปากจำเป็นหรือไม่ คำตอบคือไม่ หากเป็นใครก็ไม่รู้ ถ้าเราไม่สะดวกใจเป่าปาก ก็ไม่จำเป็น ไม่ควรมีการเว้นว่างจากการกดหน้าอกปั๊มหัวใจนานเกินสิบวินาที ดังนั้นถ้าหากการช่วยหายใจของเราใช้เวลาเกินกว่านั้นไม่ต้องไปสนใจ ให้กดหน้าอกต่อ ดังนั้นถ้าจะกดหน้าอกรวดเดียวอย่างเดียวก็ย่อมได้

จะเห็นว่าวิชานี้เรียนเยอะเหมือนอัดความรู้ให้คงไม่ผิดนัก เรียนทั้งความรู้ ทั้งหัตถการ ถ้ามองอีกมุมจะเหมือนเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาแพทย์ปี3 ก่อนที่จะขึ้นไปชันคลินิก เก็บทักษะเหล่านี้ไว้ให้ดี ช่วงว่างเว้นระหว่างปีสามขึ้นปีสี่ช่างสั้น เหมือนหนึ่งแค่หายใจเข้าออก รู้ตัวอีกทีก็มายืนงงอยู่กลางหอผู้ป่วยเพื่อรับเคสและรายงานเคสให้อาจารย์ฟัง


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

0 ความคิดเห็น