ผู้ส่งวิญญาณ ภาค 1-2

ตอนที่ 19 : บทที่ ๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ม.ค. 58

 

บทที่ ๕

 

            เตโชขยับวูบสองที เลือนหายในความมืด...แล้วเสือกเข่าใส่ตัวที่วิ่งกู่ร้องนำหน้ามาจนจุกแอ้กล้มกลิ้ง ชายหนุ่มหมุนตัวพร้อมกับชักมีดจากซองปักเข้ากลางหลังตัวที่วิ่งตีคู่กันมา ตัวมันแอ่นถลา ฉุดเขาไปด้วยจนทรุดลงเอาแขนค้ำดิน เจ้าปีศาจไม่ได้แปรสภาพเป็นควัน เพียงแต่สั่นย้วยก่อนฮึดสู้เหวี่ยงแขนปัดมาข้างหลัง หลังมือหนาฟาดใส่สะบักของชายหนุ่มพาให้เซแซดจนต้องถอนมีดกลับ แล้วพุ่งม้วนหน้าเพื่อทรงตัว เจ้าสองตัวนี้สูงกว่าเขาเกือบสองเท่า แม้จะผอมซูบแต่ช่วงไหล่กว้างบึกบึน หัวของมันคล้ายสัตว์ผู้ล่าลูกผสม ปลายนิ้วติดกรงเล็บ เขาสัมผัสได้ถึงแรงโทสะที่สุมอยู่ในจิตของพวกมัน ดูดุดันอันตราย สมควรรีบจัดการให้สิ้นฤทธิ์

            ทว่าฝูงสัตว์วิ่งห้อหนุนกันมาเข้าถึงตัวเขาเสียก่อน เตโชก้มหลบเจ้าตัวหนึ่งที่ทะยานเข้าโจมตี จำต้องผุดลุกขึ้นพุ่งเข้าโรมรันกับฝูงปีศาจ ทั้งเตะ ต่อย เสียบและเชือดด้วยมีดประจำตัวผู้ส่งวิญญาณ แล้วพลันตระหนักว่า สัตว์เหล่านี้ไม่ใช่พวกอ่อนปวกเปียกที่อำนาจแห่งกรรมจะอนุโลมให้เดินตกร่องหลืบลงมาหลบซ่อนในอุโมงค์ หากแต่มันกักขฬะหยาบช้าจนต้องถือกำเนิดขึ้นจากอบายภูมิโดยตรง และขณะนี้สังสารวัฏกำลังเล่นตลก ยอมให้พวกมันหลุดรอดผ่านช่องประตูบ้าบอออกมาจากที่ที่ควรอยู่...

            ในเวลาอันสั้นพวกมันล้มคว่ำไปเกือบสิบตัว บ้างบาดเจ็บ บ้างสลายเป็นผุยผง เตโชเคลื่อนไหวแบบ วูบวาบ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ เขาหมุนตัวเสือกมีดใส่เจ้าตัวหนึ่งที่มีแขนขางอกออกด้านข้างเหมือนแมลงยักษ์ เป็นจังหวะเดียวกับตัวบึกบึนฟาดกระบองลงมา โดนเข้าเต็มเหนี่ยวล้มฟุบไปทั้งแมลงยักษ์และชายหนุ่ม กระบองฟาดซ้ำลงมาอีก ชั่วพริบตาเตโชพลิกตัวหลบได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

            เวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ส่งวิญญาณคนอื่นๆ ปราดเข้าถึงแถวหน้าของกองทัพปีศาจ

            ดุจบรรพตวิ่งตะลุยเข้าไปพร้อมกำปั้นติดไฟ ควงหมัด อัดแหลก ด้วยพละกำลังมหาศาลผสานกับความร้อนแรงจากจิต ทำให้สัตว์ที่ถูกต่อยถึงกับปลิวหวือ หรือไม่ก็กระเด็นย้อนหลังกระแทกเข้ากับตัวอื่นล้มระเนระนาด บ้างก็ถูกไฟเผาดิ้นเร่า ฝูงสัตว์ตัวเล็กแตกฮือเฉออกด้านข้าง ทว่าพวกตัวโตกลับโกรธแค้นพุ่งเข้าโจมตี

            มะลิมีวิธีการต่อสู้ที่แตกต่างออกไป หล่อนทะยานไปด้านข้างจัดการกับพวกตัวเล็กที่กำลังหลบหนี ด้วยรูปร่างบอบบางหญิงสาวทั้งตีลังกา กระโจน และเกือบจะร่อนในบางครั้ง ทุกจังหวะเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่นว่องไวประดุจสายลม กว่าสัตว์เหล่านั้นจะรู้ตัวและหันมาสู้เพื่อนพ้องก็ล้มฟุบไปเป็นสิบแล้ว

            ยอดปราการไม่บุ่มบ่ามเหมือนพวกคนหนุ่มเลือดร้อน เขากวาดตามองคลื่นสีดำที่ไหลทะลักจากช่องประตู ความโกลาหล เสียงตูมตาม เปลวเพลิงแตกปะทุอยู่ในจุดที่ผู้ส่งวิญญาณทั้งสามต่อสู้ เตโชกับดุจบรรพตลุยฝ่ากลางเข้าไป มะลิสกัดพวกหลบหนีอยู่ทางด้านขวา ส่วนทางด้านซ้ายเปิดโล่งปล่อยสัตว์ตัวเล็กหนีรอดไปได้เป็นโขยง ยอดปราการไม่ใส่ใจ เจ้าพวกนี้เอาไว้เก็บกวาดทีหลังได้ โชคดีที่พวกตัวโตไม่หลบลี้หนีหน้า หากแต่นิยมความรุนแรงจนกรูเข้ามาห้ำหั่นตะลุมบอน

            พวกมันหนังเหนียว แรงกรรมเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้ตายดับหรือเคลื่อนไปจุติยังภพใหม่ได้ง่ายๆ มิหนำซ้ำมันยังหนุนเนื่องกันออกมาเรื่อยๆ

            ต้องหาทางรีบปิดประตูโดยด่วน

            ยอดปราการจุดโคมไฟแถวนั้นให้สว่างขึ้นด้วยอำนาจจิต ดวงที่หรุบหรู่อยู่เร่งแสงเข้ม ดวงที่ดับมืดพลันสว่างจ้า ไฟส่องถนนซึ่งลอกแบบจากเมืองมนุษย์บิดก้านโคมสาดแสงใส่ความโกลาหล หลอดไฟในอาคารเก่าโทรมติดสว่างทั้งหลัง แสงสปอร์ตไลต์ขาวจัดจ้าสาดลงมาจากยอดตึกหลังหนึ่ง เผยสมรภูมิอันบ้าคลั่งที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์โลกวิญญาณ สัตว์จากโลกมืดล้วนแต่มีร่างกายสีเทา ทว่ารูปลักษณ์นั้นมีสารพัดแบบทั้งใหญ่และเล็ก พวกมันคงไม่ชินกับแสงสว่าง หลายตัวถึงกับหัวหดยกแขนป้องหน้า เป็นโอกาสให้ผู้ส่งวิญญาณได้ตั้งหลักซัดพวกมันหมอบไปอีกนับสิบ แต่ไฟโทสะเข้มข้นยิ่งกว่า ทำให้พวกมันไม่นำพากับแสงใดอีกต่อไป อึดใจต่อมาเจ้าตัวที่คล้ายต้นไม้ตายซากขนาดใหญ่ก็ค้อมตัวลอดกรอบประตูออกมา ตัวมันสูง สองกิ่งใหญ่เหยียดยื่นต่างแขน กิ่งแขนงกางอ้าคมกริบ เสียงหยาบกร้านของใครคนหนึ่งตะโกน “ฆ่ามันนน...”

            ยอดปราการปราดไปทางซ้ายซัดพลังใส่พวกที่กำลังหลบหนี บีบอากาศเป็นก้อนกระแทกใส่ฝูงปีศาจล้มระนาว นานนักหนาที่ไม่ได้ออกแรงด้วยตนเอง เกือบทำให้เขารู้สึกกลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง หากแต่ไม่ถึงกับบ้าระห่ำไม่เลือกหน้าเช่นวันวาน ชายแก่บังคับหินก้อนหนึ่งลอยขึ้นแล้วยิงใส่ปีศาจต้นไม้ที่เพิ่งก้าวพ้นประตูออกมา โคนแขนขวาถูกกระสุนปริฉีกรุ่งริ่ง ตัวโอนเอน โพรงกลางลำต้นส่งเสียงกรีดโหยหวน

            ยังไม่ทันทำอะไรต่อ หมาป่าฝูงหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีหัวหน้าแห่งอุโมงค์สี่แพร่งทันที พวกนี้ปากยื่นยาวเหมือนหมา หากแต่ข้างลำตัวมีแขนหรือไม่ก็พังผืดเป็นของแถม ชายแก่ก้มหลบตัวแรกที่ทะยานเข้าใส่ แล้วกำหนดจิตงัดแผ่นดินตั้งเป็นกำแพงจนสามสี่ตัวที่พุ่งตามมาชนดังโครม กำแพงดินสลายลง จากนั้นเขาสร้างนวมล่องหนรอบสองมือ ต่อยสวนด้วยมวลอากาศที่บีบอัดกันแน่นประหนึ่งกำปั้นหิน ส่งพวกมันอีกสี่ห้าตัวกระเด็นกระดอน

            ชายชราต่อสู้พลางมองหาแม่ทัพของพวกมัน ตัวไหนสักตัวที่ตะโกนสั่งการเมื่อครู่ รวมถึงคิดหาวิธีปิดประตู

            ทางด้านเทียนไขและไตเติล ทั้งคู่ตกอยู่ในอาการตื่นตะลึงนับแต่เตโชหายตัววับแวบเข้าประจัญกับคลื่นสีดำ พวกเขาต่างก็เบิกตาฝ่าความมืดพยายามมองให้ออกว่าอะไรเป็นอะไร ท่ามกลางความชุลมุนมีทั้งเสียงขู่กระโชก เสียงกรีดร้อง และประกายไฟแลบแปลบปลาบ ถัดจากนั้นเมื่อดุจบรรพตตะลุยเข้าไปเปลวไฟจึงแตกปะทุลุกท่วมเป็นระยะ เผาสัตว์สี่หรือห้าตัวล้มกลิ้ง เปลวไฟส่องวูบวาบเผยหน้าตาของปีศาจบางจำพวกที่เหล่าผู้ส่งวิญญาณโรมรันอยู่ สำหรับเด็กชายมันคือฝันร้าย สำหรับเทียนไขมันคือกองทัพปีศาจที่แสนจะบ้าคลั่งและจำนวนมากเหนือความคาดหมาย

            “ทำไงดี ทำไงดี” เทียนไขย่ำเท้ายิกๆ แทบจะเต้นรอบตัวเด็กชาย “เราตายแน่ อาวุธก็ไม่มี พวกมันกำลังมาทางนี้แล้ว ไม่น่ามาด้วยเลย ให้ตายสิ…” ฉับพลันเขาเห็นทางรอดเฉพาะหน้า เลยกระตุกแขนเด็กชาย “อุ้มข้าที!

            “ฮะ...เอ้อ” ไตเติลหน้าเหลอหลา

            “อุ้มข้า! ก็เจ้าบอกจะอุ้มข้าไม่ใช่เรอะ เร็วเข้า ไปหลบทางโขดหินตรงนั้นก่อน”

            เด็กชายฉวยเทียนไขขึ้นมาอุ้มวิ่งตัดไปทางขวา ตรงนั้นมีก้อนหินเกยซ้อนกันอยู่พอให้หลบได้ ส่วนทางซ้ายมือ แถวหน้าของกองทัพปีศาจกำลังโถมทะยานเข้ามา มะลิสกัดกั้นมันไว้ด้วยสารพัดกระบวนท่า แต่ยังคงมีบางตัววิ่งกระเจิดกระเจิงรอดมาได้ เด็กชายสับขาสุดกำลัง ไม่นำพาเปลวเทียนร้อนๆ ข้างแก้มที่ถูกสายลมพัดย้อนหลัง อีกไม่ถึงสิบเมตรก็จะถึงโขดหินอันเป็นป้อมปราการน่าสังเวชของพวกเขา...

            ตอนนั้นเองโคมไฟสว่างพรึบด้วยอำนาจจิตชายชรา สปอร์ตไลต์บนยอดตึดสาดแสงใส่สมรภูมิรบทำเอาเหล่าปีศาจหยุดชะงัก ไตเติลจำต้องหยุดวิ่ง หันไปมองฝันร้ายที่แจ่มกระจ่างขึ้นกว่าเดิม เทียนไขเองเบิ่งตามองด้วย เจ้าสัตว์ตัวหนึ่งที่ฝ่าด่านของมะลิมาได้อยู่ห่างจากพวกเขาราวห้าเมตร มันเซถลาเมื่อโลกพลันสว่าง ก้มหน้าหลบแสงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพบกับเจ้าถิ่นทั้งสอง...ต่างฝ่ายต่างชะงัก มองสบตาไม่ขยับเขยื้อน ต่างก็สะกดกันให้หยุดนิ่งได้อย่างประหลาด ปานประหนึ่งพลังแห่งรักแรกพบของคู่บุพเพสันนิวาส หรือไม่ก็คู่เวรที่พลัดพรากกันไปนาน

หน้าตาเจ้าปีศาจดูคล้ายแมวอย่างยิ่งเพียงแต่ว่าขนาดตัวใหญ่กว่า ขนขึ้นคลุมหร็อมแหร็ม สีเทาทั้งตัว ขาหน้ายื่นยาวกว่าที่ควรเป็น เท้าข้างหนึ่งเล็บยาวโง้งคล้ายกรงเล็บของนกอินทรี กำลังขยับเข้าออกกรุบกริบ ไตเติลเผลอคิดไปว่าเจ้าตัวนี้คงหลุดออกมาจากสมุดสเก็ตภาพของศิลปินชั้นเซียน...ทว่าสติเพี้ยน เพราะช่างจินตนาการมากเกินไป

            “ก้าวช้าๆ” เทียนไขกระซิบ

            “ไม่ได้”

            “ทำไม”

            “ขาผม กะ...ก้าวไม่ออก”

            “อย่ามองมันสิ มองโขดหินไว้...ค่อยๆ หันนะ แล้วก้าวไป”

            ไตเติลทำตาม เขาเหลือบมองข้างหน้า ฝืนบังคับขาซึ่งเกือบจะเป็นตะคริวให้ขยับเดิน หนึ่งก้าว สองก้าว...เจ้าสัตว์ประหลาดส่งเสียงไม่ชอบใจผ่านลำคอออกมา ขยับย่อตัว “วิ่งเลย” เทียนไขบอก “วิ่ง!

            แต่ช้าเกินไป

            มันควบสี่ขา แล้วกระโจนสูงตะปบกรงเล็บเข้าใส่ ไตเติลก้มหลบแต่ไม่พ้น เล็บคมเกี่ยวถูกหัวไหล่เขาและขอบส่วนบนของเทียนไขจนล้มคว่ำไปทั้งคู่ เทียนไขกลิ้งหลุนๆ ไปทางหนึ่ง ส่วนเด็กชายพลิกตลบไปอีกทางก่อนจบลงด้วยท่านอนหงาย เจ้าสัตว์ร้ายกระโจนคร่อมตัวเด็กชายอย่างไม่ลังเล ใบหน้าทั้งคู่จ่อประชิดกัน นัยน์ตาสีขุ่นของมันลุกวาวสะท้อนแสงไฟ ปากแสยะอวดเขี้ยวเล็กน้อยพอน้ำลายหยด แล้วกดศีรษะลงขย้ำเหยื่อทันที

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

283 ความคิดเห็น