เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 8 : ความเห็นใจ ความสงสาร ความไม่เข้าใจ [PL1-1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 มี.ค. 64

เรื่องราวยุ่งยากต่างๆมันได้เริ่มขึ้นหลังจากที่ฉันพาเด็กคนนั้นไปหาท่านบาทหลวง ท่านให้ฉันสามารถช่วยเด็กคนนั้นได้ แต่เด็กคนนั้นก็กับทำสิ่งต่างๆได้ดีเกินคาด จนเรียกว่าดีจนเกิดไปเลยล่ะ แต่ยังไงเขาก็ยังคงเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ฉันได้คุยกับเขาบ่อย ๆ เพื่อว่าจะหาอะไรที่ช่วยเขาได้ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่รู้จะช่วยเขายังไงเหมือนกัน เขาสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆได้จนน่าตลกเลยล่ะ เขาเป็นอัจฉริยะที่ใครๆก็ดูออก แต่เขาเป็นคนตาบอด... มีแค่เรื่องนั้นที่คำให้เขาไม่มีอนาคตที่ดี ไม่มีใครจะยอมรับคนพิการโดยเฉพาะการที่ตาบอด ฉันสงสัยมากเลยทำไหมเขาถึงเกิดในทวีปแห่แสงระ ถ้าเขาเกิดที่อื่นอะไรๆ ก็คงไม่เลวร้ายเท่านี้ ถ้าไม่ใช้คนที่อยู่ที่นี้ ที่เห็นว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ่าง พวกเขาที่เหลือก็คงตัดสินว่า เด็กคนนั้นเป็นผู้ที่พระองค์แห่งแสงเกลียดเป็นแน่ แล้วก็คงกลั่นแกล้งเขาโดยมีความรู้สึกที่ถูกต้อง...นี้มันโหดร้าย

[เวลาได้ผ่านไป]

[วันนี้ก็เหมือนวันอื่นๆ]

[เดินเล่นหลังจากการที่เรียนอย่างหนัก] วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่สามารถช่วยเด็กคนนั้นได้สินะ

นี้ก็ผ่านมาเดือน 1 แล้วมั้งที่เจ้าเด็กนั้นมาอยู่ที่นี้ เขาเป็นเด็กที่พิเศษ(ในด้านที่แย่) แต่เขาก็เก่งมาก มากเกินไปด้วยซ้ำ มีคนที่ดูถูกเขาตอนแรกๆ แต่ตอนนี้กับมีแต่คนที่เกลียดเขาแทน แต่ก็มีบ่างคนที่ไม่ได้มองว่าเขาผิดปกติแล้ว แต่นั้นก็น้อยมาก เพราะเรื่องต่างๆที่เขาทำฉันต้องค่อยเขียนสิ่งต่างๆ ที่เจ้าเด็กนั้นสามารถทำได้หรือโดนกระทำเพื่อส่งไปให้ท่านบาทหลวงตรวจสอบ ใช้นั้นเป็นงานที่ฉันเลือกเพราะฉันหวังว่าจะช่วยเจ้าเด็กนั้นได้มีชีวิตที่ยุติธรรมขึ้นอีกนิดก็ยังดี แต่เอาจริงๆมันก็แถบไม่มีอะไรจะเขียนส่งเลย 

“นี้มันแย่แบบแปลกๆนะนี้” ฉันสงสารเด็กคนนั้น แบบว่าถ้าลองคิดว่าแค่ ถ้าฉันเกิดมาตาบอดแล้วเจอการกระทำแบบที่ฉันเห็นว่าคนอื่นๆได้ทำกับเด็กนั้น ฉันก็คงเศร้าใจแล้วเอาแต่โทษสิ่งต่างๆที่ทำให้เจอเรื่องพวกนี้แทน

[เดินเล่นจนไปถึงหน้าโบสถ์] มันก็มีเรื่องต่างๆให้คิดเยอะไปหมดเลย

[มองไปที่เด็กที่วิ่งเล่นในส่วนข้างๆโบสถ์] ทำไหมฉันถึงไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นแบบนั้นบ่าง ตั้งแต่จำความได้ฉันก็อยู่ที่นี้ และโดนประติบัติแบบไม่ปกติ

ฉันต้องเรียนสิ่งต่างๆมากกว่าคนอื่นจนน่าแปลกใจและก็ไม่เข้าใจ ถึงขั้นต้องถามคนดูแล แต่ก็ไม่มีอะไรที่ตอบความไขขอข้องใจได้เลย คำตอบที่ออกมาก็มีแต่คำว่าเป็นเด็กที่พิเศษ หรือไม่ก็ต้องมีความรู้เพราะต้องไปใช้ในอนาคต....เรื่องบ้าอะไรกันนี้ ต้องมาทนกับการที่ถูกเรียกว่าพิเศษ นี้มันบ้าอะไรหะ! แล้วไอ้คำว่า ต้องมีความรู้เพราะต้องใช้ในอนาคต นี้คนอื่น ๆ เข้าไม่เห็นจะได้เรียนหนักอะไรขนาดนี้เลย!! ...ทำไหม....

“เจ้าหนูพวกฉันมีเรื่องจะถามนะได้ยินไหม” ...ทำไหม...(กรีดร้องภายในหัว)

[ร่างกายโดนเขย่าจนรู้สึกตัว] เกิดอะไรขึ้นนนนนน

“....อะไรนี้...พวกคุณเป็นใคร จับฉันทำไหมนิ”

“เจ้าหนูช่วยพวกเราหน่อยสิ มีคนบอกว่าเธอรู้จักคนที่เราอยากจะไปหานะ” อะไรทำไหมยังไง ...

“ฉันว่าฉันก็รู้จักคนที่นี้ไม่มากนะ”

“…เรามาหาเด็กคนหนึ่งที่...” [กระซิบ] “ตาบอดนะ”

“...พวกคุณมาหาเขางันเหรอ งันเดียวฉันไปตามมาให้...” แล้วฉันจะไปรู้ไหมว่าเขาอยู่ไหนนิ แต่ทำไหมถึงมาภามฉันระแค่เดินดูรอบๆ แล้วก็หาก็คงเจอเองแล้ว แต่ก็ดีแล้วจะได้มีข้ออ้าง ตอนเข้าเรียนสายแล้วก็จะไปดูเจ้านั้นด้วยว่าเป็นไงบ่าง

[ใช้เวลาตามหาไม่นาน] กำลังกวาดพื้นอยู่สินะ เดินไปอย่างช้าๆดีกว่าจะได้ไม่รู้ตัว 55555

[เดินเข้าไปใกล้] 

“...นี้พี่ผมรู้นะว่าที่อยู่ข้างหลังนะ...” ...ตกใจหมดเลย ไม่มั้งคงไม่ใช้ว่ารู้ตัวหลอก...ใช้ไหม...

“...” เดินไปอีกนิดดีกว่า แล้วค่อยตะโกนให้ตกใจ เอาจริงๆเจ้าเด็กนี้อยู่ที่นี้ตั้งนานแล้ว แต่เห็นทำสีหน้าแบบเดียวจนแอบน่ากลัวนะ ถ้าตกใจจะทำสีหน้าแบบไหนกันนะ

“ไม่ต้องเงียบเลย” เอาจริงดินี้การเดินอันเงียบกริบ ที่ฝึกจากการหนีออกจากห้องตอนเรียน แม้แต่ตอนที่ใช้ในการวิ่งหนีจากที่โดยพวกอาจารย์ต่างๆที่พึงรู้ว่าเราหนีเรียนก็ตาม จะมาโดนทำร้ายจากเจ้าเด็กนี้เลยเหรอเนี้ย ไม่จริง นี้ฉันฝึกมาไม่พอสินะ 

“นายรู้ได้ไงนิ ให้ตายสิ นายมองเห็นได้แล้วรึไงนิ” ถ้าตอบว่าใช้ฉันจะตกใจมากเลยนะ แต่ก็ไม่แปลกใจหลอกถ้าเป็นงันเพราะ การเดินของฉันมันคงไม่ได้ยินหลอกนะ

“เพราะผมฝึกมาดีไงระพี่” ...วิชาฉันโดนทำร้ายแล้วววววววรับไม่ได้.....ฉันจะไปฝึกมาจนการเดินของฉันไม่มีเสียงเลยค่อยดู

“ฉันอุสามาหาแบบเงียบที่สุดแล้วนะ”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะจับสัมผัสกระแสลมถึงจะรู้ตัว แต่ตอนนี้ผมได้ยินเสียงพี่เดินเบาๆนะ” อะไรนะจับสัมผัสกระแสลมงันเหรอเจ้านี้มันไปอ่านคัมภีร์ ที่มีแค่ภาษายากๆออกงันเหรอ ที่คัมภีร์ได้บอกเรื่องร่าวความเป็นมา และความสามารถต่างๆของพวกผู้กอบกู้แห่งแสงรุ่นก่อนๆนะเหรอ บ้าไปแล้วววววว

“นายจับกระแสลมได้งันเหรอ บ้าไปแล้วนายไปอ่านประวัติความสามารถของพวกผู้กล้าไม่งันก็ผู้ถูกเลือกมารึไงกันถึงรู้ได้นิ” ถ้าตอบว่าไม่ฉันคงต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆที่ได้ยินเรื่องแบบนั้น เพราะความสามารถนั้นมันไม่ได้มาง่ายๆเลยนะเฮ้ย นายต้องเป็นผู้ที่ได้กลับมาเป็นแน่นนอน

“ผมรู้แค่ว่าพวกเขาสามารถช่วยโลกของเราจากความมืดเท่านั้นเองนะ” ...แล้วนายรู้ได้ไงหะ

“เอ...เดียวนะ....นายสุดยอดไปเลยนะ..แต่นายไม่สามารถมองเห็นได้นี้มันเป็นเรื่องที่แย่จังเลยนะ” ยังไงการที่นายมองอะไรไม่เห็นก็ยังคงเป็นอะไรที่แย่แบบว่าถ้าใครมาได้ยินว่านายทำแบบนั้นได้ พวกเขาคงคิดว่านายโกหกเพราะมันคงไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะความสามารถนั้นช่วยทำให้รับรู้สิ่งต่างๆจากแค่รอบตัวเป็นการรับรู้พื้นที่ขนานกว้างได้เลย แต่ถ้ายิงรับรู้ได้น้อยมันก็จะยิงไม่เห็นผมต่างเลย ถ้าเจ้าเด็กนี้พูดมา....ไม่สิฉันว่ามันเป็นความจริงไม่งันเขาจะสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่จะเท่ากลับคนปกติได้แล้วนะ ....ยังไงมันก็สุดยอดอยู่ดี

[ฉันกำลังลนลานอยู่] แย่แล้วกำลังคุมตัวเองไม่อยู่เพราะได้ยินอะไรที่มันบ้ามากๆเลย บวกกับความเครียดสะสมอยู่ด้วย

“…นี้ผมว่าพี่ใจเย็นๆหน่อยสิครับ...” ใช้ฉันต้องตั้งสติ...ตั้งสติ..ตั้งสติ.เดียวนะฉันมาหาเจ้านี้ทำไหม...จำได้แล้ว!

“...ใช้ฉันมีเรื่องจะมอบอกนายนะ” ใช้ฉันจะได้ไปเรียนต่อสักที่แล้วก็จะได้ไปเขียนรายงานเรื่องนี้ และจะได้มีเวลาฝึกการเดินเท้าไรเสียงต่อ

“อะไรเหรอครับ”

“มีคนมาหานายอยู่นะ” ฉันก็จำพวกเขาไม่ค่อยได้แล้วสิ

“เดียวผมเก็บของก่อนนะ รอผมแป๊บนึงนะครับ”

 “อืม ๆ” ตอนพาไป เดียวพวกเขาก็คงจำฉันได้เอง แล้วก็คงเข้ามาทักเองระ ก็คนมันจำหน้าพวกนั้นไม่ได้นิ

[ใช้เวลาไม่นานในการพาเขาไปหาคนที่อยากจะเจอเขา] เจ้าหนูนั้นดูเศร้าใจนิดๆ ถึงจะสีหน้าไม่เปลี่ยนแต่ฉัน ดูแล้วเขาดูเศร้าจริงๆนะ

[กลับมาที่ห้องเรียน]

“มาช้าจังนะครับ” ...อาจารย์ที่พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่บรรยากาศกลับน่าขนลุก...

“ขอโทษที่มาช้านะ หนูแค่ให้ความช่วยเหลือคนที่กำลังหาใครสักคนอยู่นะ”

“...ห่าง.....เสียง.....ด้วย.....ครับ....ช่วย.....มี.....มา....ร....ยาท....หน่อย....ครับ.....คุณ.....หนู” เขาดูโกรธจริงจังมาก

“...คะ...”

“ทำไหมคูณหนูถึงไม่ชอบพูดให้มีห่างเสียงระครับ รู้ไหมมันเสียมารยาทมากนะครับกับการพูดกับคนที่อายุมากกว่า”

“...คะ...” ก็ไม่ชอบนิ จากการที่เรียนมาผู้หญิงไม่เป็นที่ยอมรับเท่าผู้ชายนิ

“ก็การเป็นผู้หญิง มันไม่ดีเท่าการเป็นผู้ชายนิ”

[มีสายตาที่กำลังจ้องมองมาแบบอํามหิต]

“..คะ..”

“…นั้นก็จริงครับ...มันเป็นความจริงเสมอมาครับ แต่ก็มีอย่างที่ผู้ชายเป็นไม่ได้นะครับแต่ผู้หญิงเป็นได้ อย่าน้อยใจไปเลยครับพระองค์แห่งแสงท่านให้เป็นแบบนี้”

“……ค่ะ.......” งี่เง่าชะมัด

[การเรียนได้เริ่มขึ้น] ช่างเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดจริงๆ

[เวลาได้ผ่านไป]

เรียนเสร็จสักที่ให้ตายสิพวกผู้ใหญ่ชอบยัดความคิดของตัวเองมาใส่อย่างเดียวเลย โครตแย่

[เดินเล่นยามดึก] โอ้ยอยากหนีไปจังเลย

[สายตาได้มองไปที่สวน] นั้นใครนะนี้ดึกมากแล้วนะ

เดินไปดูดีกว่า

[เดินไปอย่างเงียบๆ] อะไรนะแสบตาซะจริง...นั้นมันผมนิ

*ในส่วนดอกไม้ที่ถูกแสงของดวงจันทร์ทั้ง 4 ที่กำลังสาดแสงสีฟ้าอ่อน สีส้มอ่อน สีเขียวอ่อน และสีเงินอ่อน สีของดวงจันทร์ ในฤดูหนาว ในเมืองอาณานิคมแห่งแสง เมืองทางทิศตะวันออก มีเด็กชายคนนึ่งที่หันหน้าไปทางดวงจันทร์พวกนั้น สีผมของเขาหากเป็นตอนกลางวัน สีผมของเขาจะเป็นสีฟ้าสว่าง แต่ตอนนี้ ตอนที่เหลาพระจันทร์กำลังสาดแสงมาที่เขา สีผมของเขากลับส่องประกายสีพวกนั้นออกมา ยังกับพระจันทร์กำลังอวยพรเขาอยู่ มีเหลาดอกไม้สีสันต่างๆที่กำลังห้อมล้อมราวกับกำลังฟังเสียงร้องไห้เบาๆของเด็กน้อยคนนั้น*

[…มันคงเป็นภาพที่สวยงามมากถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้กำลังร้องไห้] ...น้ำตานั้นเป็นสีแดง... นั้นอะไร...เลือดเหรอ.....

“นั้นนายใช้ไหม\หินฟ้า\” ...ทำไหมนายมาอยู่ตรงนี้

“…” ทำไหมไม่ตอบเกิดอะไรขึ้น

[วิ่งไปที่เด็กคนนั้นอยู่] ...ตัวเขาเต็มไปด้วยสีแดง ที่มาจากน้ำตาของเขา

[ใช้มือจับไหล่เขาแล้วก็เขย่าแรง]

“นายเป็นอะไร ได้ยินฉันไหม ตั้งสติสิ ถ้านั้นเป็นเลือดล่ะก็นายต้องหยุดร้องนะไม่งันเดียวนายก็ตายหลอก ”

[ใช้เวลาไปนานพอควร][เสียงร้องไห้ได้หยุดลง]

“นายเป็นอะไรนะเดียวฉันรักษานายกอนนะใจเย็นๆไว้” เราต้องจำเป็นในการใช้เวทแสงรักษาเขา..แต่ๆเขาเสียเลือดเยอะมากฉันควรใช้เวทบทไหนระคิดสิ ๆ ให้ตายสิมีตัวเลือกเยอะเกินไป ต้องใช้ๆไปก่อนแล้วกัน

“ผมไม่เป็นไหนหลอกครับ”

[กำลังรวบรวมพลังเวท]

“นายเป็นแน่มัน เกิดอะไรรึ ทำไหมนายมาอยู่ตรงนี้”

[กำลังแปรเปลี่ยนพลังเวท]

“ผม...ผม...ได้รู้ข่าวร้าย...”

[กำลังจัดเรียงพลังเวท]

“อะไร...ล่ะ...”

[กำลังเชื่อมวงเวท]

“.....ผม.....ไม่อยากพูด”

[กำลังเริมทำการรักษา]

“.....ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด....”

[ใช้เวลาสักพักในการรักษาเขา]

[เวลาผ่านไป]

นั้นเป็นวันที่แย่จริงๆ ฉันส่งเขาไปที่ห้องรักษา ฉันรักษาเขาทั้งคืน แต่เลือดมันไม่หยุดไหลเลย เขายังใช้ผ้าปิดตาไว้อยู่นะ แต่ยังไง หลังจากนั้นฉันก็ได้รู้ข่าวจากคนพวกนั้นที่เคยมาตามหาเขา พวกเขาได้มาเยี่ยมเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้นบ่อยๆ ฉันเลยมีโอกาสได้ยินมาแวบๆว่าพ่อแม่เขาเสียแล้ว ...นั้นมันแย่มากๆ ตอนนี้ฉันสงสารเขาเสียแล้ว เมือก่อนฉันก็เกรียดเขานะเพราะเขายังมีพ่อแม่ แต่ฉันไม่มีเขาแค่ตาบอดเอง แต่ก็ยังเหลือพ่อแม่ที่มาดูแลอยู่ แต่ฉันกับต้องติดอยู่ที่นี้ ไม่เคยมีพ่อแม่ และก็โดนกดดันโดยไม่รู้เหตุผมที่ชัดเจนเลย แต่ดูตอนนี้สิเด็กคนนั้นเสียพ่อแม่ไป และเขายังคงตาบอดในโบสถ์แห่งแสง ที่คนทั่วไปมีอคติกับคนตาบอดอยู่แล้ว นี้มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆเลย และถึงเขาจะเข้มแข็งมากก็ตามแต่เขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง ทำไหมมันถึงได้โหดร้ายได้ขนาดนี้กัน ฉันไม่เข้าใจเลยทำไหมพระองค์ทางถึงได้เกลียดเด็กคนนี้ถึงเพียงนี้กัน....

[เวลาได้ผ่านไป] ฉันยังคงต้องใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป

เมือไม่นานมานี้เขาได้ออกมาจากใช้ชีวิตแบบปกติแล้ว แต่ว่า..ฉันรู้ได้เลยเขาไม่ใช้คนเดิมอีกต่อไป เขาทำอะไรบ้าๆมากขึ้น แถมไม่ใช้คนใจเย็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ฉันถึงขันต้องถามเขาว่าเป็นบ้าอะไรถึงได้ทำอะไรแบบนี้ เขาก็ตอบมาแค่ ฝึกอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน นี้มันเป็นขออ้างกับการกระทำเรื่องบ้าๆเท่านั้นเองให้ตายสิ ฉันก็ได้แค่ทำใจว่าเขาเป็นบ้าเพราะเสียพ่อแม่ไปแล้ว นั้นจะดูมีเหตุผมมากเลยที่จะเชื่อแบบนั้นว่าไหม

แต่เมือไม่นานมานี้เขาได้ขอให้ฉันเขียนจดหมายให้ไปส่ง กับคนที่มาหาเขาเมือตอนนั้น...เอาจริงๆนะฉันเขาใจว่ายังไงเขาก็คงเขียนเองไม่ได้เพราะเขาตาบอด ก็ถ้าอ่านหรือเขียนไม่ได้นะเข้าใจ แต่ไอ้การที่บอกให้ไปส่งที่พวกเขาอยู่ แล้วมันที่ไหนกันล่ะ! จะไปรู้ไหมแล้วชื่อก็ไม่รู้อีก แถมพวกเขาก็มาแบบไม่ระบุตัวตนเอง แล้วจะให้ส่งไปที่ไหนกันล่ะหะ! ...แต่นั้นก็คงเป็นความหวังของเขาที่อยากจะเชื่อว่าพ่อแม่ยังไม่ตาย...ก็ได้ฉันก็จะไปส่งจดหมายให้ แต่ที่ได้ยินมาเป็นเพื่อนของพ่อแม่ของเจ้าเด็กนั้นที่เคยเป็นนักผจญภัยเก่า งันก็ส่งไปที่สำนักที่มีนักผจญภัยอยู่ก็คงพอนะ

[เวลาได้ผ่านไป]

นับวันเจ้าเด็กนั้นยิง บ้าเข้าไปใหญ่แต่เอาจริงๆนะ เจ้านั้นทำงานได้ดีกว่าคนปกติเสียอีก...แต่ยังไงเขาก็ทำตัวแปลกๆ แต่งานที่ทำออกมานั้นมันก็เป็นของจริงแบบถูกทุกอย่าง มันไม่ใช้คนธรรมดาท่ี่ทำแล้วนะนี้ นี้ฝีมือในการทำความสะอาดแบบหัวเราะไม่ออกเลย...

[วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องเบื่อกับการเรียน] เดินเล่นรอบโบสถ์จะต้องระวังตัวเพราะพื้นที่นี้มันสะอาดเกิดไปอาดทำให้ล้มได้ หรือจะเป็นกระจกที่ใสเกินไปจนอาดทำให้ตาบอดได้ ถ้าอยู่ในมุมที่ถูกต้อง นี้มันเป็นสถานที่อันตรายเกิดไปแล้วนะ

เจอตัวการแล้ว

“นายขยันจังนะแต่ก็ทำอะไรแปลกด้วยสิ” เอาถังน้ำไว้บนหัวทำไหมนิตลกฉะมัด

“มันเป็นการฝึกนะครับ” ใช้ฉันเชื่อนะเพราะตั้งแต่เขาทำอะไรแบบนี้ฝีมือเรื่องต่างๆก็พัฒนาแบบผิดปกติ

“การที่เอาถังน้ำไว้บนหัวนี้นะ” แต่ก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์เลย

“…มันฝึกการทรงตัวและความระเอียดในการขยับนะครับ” ...นั้นมันก็ดีนะแต่มันตลกมากเลย

“มันฟังดูดีนะแต่มันก็พิลึกอยู่ดี”

“แล้วเป็นไงบ่างล่ะพี่พวกเขาได้ตอบอะไรบ่างไหม” ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส่งไปถูกที่ไหมนิ

“วันนี้ก็ยังไม่มีอะไรตอบกลับเหมือนเดิมนะ”

“นั้นสินะแล้วพี่ระ การฝึกเวทมนตร์ เป็นไงบ่างมันทำยากไหม” ยากไหมงันเหรอ ก็ตอบยากนะ 

“นายอยากฝึกด้วยไหมถ้าว่างๆก็มาฝึกด้วยกัน ยังไงนายก็ชอบการฝึกอยู่แล้วนิ” ใช้มาฝึกเป็นเพื่อนฉันสะดีๆ

“แต่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างด้วยสิ งานของโบสถ์ก็มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมดเลย” ถ้านายยังคงทำได้ดีกว่านี้ระก็ เดียวคนอื่นๆ ก็จะไม่มีอะไรทำแล้วสิ

“นั้นสินะ ถ้าเป็นนายต้องเป็นคู่ฝึกที่ดีให้ฉันแน่ ๆ” เพราะฉันฝึกอยู่คนเดียวไงระ 55555 โครตเหงาเลย

“มันดีขนาดนั้นเลยเหรอพี่ เวทมนตร์นะ” มันก็ใช้ยากๆและหาประโยชน์กับมันได้ก็ต่อเมือใช้ได้เก่งๆเท่านั้น และกว่าจะใช้ได้มันก็โครตเสียเวลาเลย

“มันก็ทำให้อะไรง่ายขึ้นระนะ” ยังไงมันมีก็ดีว่าไม่มีระนะ

“อะไรบ่างระครับ” ...นั้นสิ

“ก็เช่นถ้าอยู่ที่มืดเวทแสงสามารถช่วยให้แสงสว่างได้หรือถ้ามีแผลถลอกก็สามารถใช้เวทรักษาให้หายในไม่นานเลยไม่ต้องรอให้หายเองด้วยถ้าฝึกดีๆนะ”

“แล้วมันทำให้แข็งแกร่งขึ้นไหมครับ” นี้ไงประโยคที่รู้ทั้งรู้ว่ามันช่วยได้

“ใช้ๆนายจะแข็งแกร่งมากถ้านายใช้เวทเป็นระนะ” 5555ฉันจะได้มีเพื่อนฝึกแล้ว ถ้าเป็นเจ้านี้อาจารย์ต้องยอมให้ฝึกด้วยแน่ยังไงนะเหรอก็เพราะเจ้านี้มีแววไงระ

“ผมอยากฝึกมั้งครับ” เยี่ยม

“แต่ก็ไม่รู้พวกอาจารย์จะสอนนายไหม แต่ถ้าไม่ถามก็ไม่รู้ล่ะนะ” ฉันจะไปขอให้อาจารย์สอนให้ได้เลย ฉันจะได้ไม่เหงา อีกแล้ว

[ใช้เวลาไม่นานในการพาไปหาอาจารย์สอนเวท]

[ใช้เวลาเจรจานานมาก]

สุดท้ายก็ไม่ได้อยู่ดี เหตุผลเพราะตาบอด นี้มันบ้าอะไร!!! ฉันทำได้มากสุดเท่านี้เอง แล้วการช่วยเจ้าเด็กนี้ล่ะ เดียวนะฉันสอนเองก็ได้...นิอาดเสียวเวลาในการพักไปบ่าง แต่ฉันก็จะได้มีเรื่องคุยในการเรียนเวทด้วยถ้าเป็นเจ้านี้ต้องมีความคิดดีๆแน่ 

[หลังจากการเรียนเสร็จ]

[หลังจากกินข่าวเสร็จ]

[หลังจากอาบน้ำเสร็จ]

[หลังจากเตรียมตัวเสร็จ]

[ออกมาข้างนอกเพื่อมาดูว่าเจ้าเด็กนั้นมารอไหม ถ้าไม่จะได้ไปนอน] วันนี้เหนื่อย ๆถ้าจะสอนแค่พื้นฐานแล้วกันมันคงต้องใช้เวลาสักหลายวันในการทำได้จะได้มีเวลาพัก และเตรียมในการสอนบทต่อไปด้วย

[เจอเจ้าเด็กนั้นแล้ว] นั้นมันกำลังทำอะไรอยู่นะ...

“มายืนรอมันก็น่าดีใจอยู่หลอกแต่นายทำท่าบ้าอะไรนิ นับวันยิงสติไม่ดีหรือไงนิ” สภาพไม่ปกติเลยสักนิดในการที่เจอกันแต่ล่ะที่

“กำลังฝึกขยับร่างกายให้ไม่แข็งอยู่นะครับ” หะ ยังไงนิ

“ฉันก็รู้นะว่านายเสียพ่อแม่ไปแล้ว แต่พวกท่านคงเสียใจกว่าเดิมแน่ถ้ามาเห็นนายเป็นแบบนี้ ทำตัวให้เหมือนคนปกติสิ!!” พวกท่านต้องเสียใจมากๆแน่ ฉันยังเสียใจแทนเลย

“การทำอะไรแปลกๆนั้นก็เพราะกำลังหาวิธีที่สามารถไปถึงได้ต่างหากล่ะครับ ถ้าเอาแต่ยึดติดอาดจะบ่างอย่างก็ได้นะครับ” นั้นเป็นขออ้างแน่ ๆ

“...ถึงจะพูดดูดี แต่มันก็ไม่ได้ดูดีเลยนะ นายกำลังทำให้ฉันอายแทนอยู่นะมีคนมองมาทางนี้ด้วย” ดึกขนาดนี้แล้วคงไม่มีคนหลอกนะ นายช่วยอายเป็นหน่อยจะได้ไหม

“ผมขอโทษนะพี่” ทำตัวปกติซะที่

“เอาเถอะนายอยากฝึกเวทสินะถึงได้มารออยู่ตรงนี้” ฉันจะได้มีเพื่อนคุยแบบรู้เรื่องสักที่

“ใช้ครับผมหวังว่าผมจะสามารถทำอะไรได้มากขึ้นถ้าผมใช้เวทได้”

“ตอนนี้ฉันก็จะได้สอนพวกพื้นฐานให้ก่อนนะ ฉันก็ไม่ได้เก่งพอที่จะสอนคนอื่นด้วยสิ”  หะ อาจารย์ยังชมฉันว่าเก่งนะ แต่ฉันก็ไม่เคยสอนใครด้วยสิ

“ครับอาจารย์” อาจารย์...อาจารย์ระ ฉันเป็นอาจารย์ระ 555555

“เรียกว่าพี่ก็พอ งันมาเริ่มจาการสัมผัสพลังเวทในตัวก่อนนะ” 

“แล้ว....ทำยังไงครับ” จะอธิบายยังไงดีนิ

“ตอนแรกจะยากหน่อยนะ ก่อนอื่นต้องทำตัวให้สบายต้องมีสมาธิ” คงรู้จักคำว่าสมาธิอยู่มันก็ได้เรียนพื้น ฐานมาแล้ว

“...”

“ต่อมาก็รองคิดว่าในร่างกายเรามีอะไรบ่างอย่างไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ต้องคิดให้มันชัดเจนถ้าทำได้แล้ว ก็ต้องใช้การสัมผัสในร่างกายถึงสิ่งนั้นแล้วหลังจากนั้นต้องทำการจับสัมผัสโดยที่รู้ถึงการไหลเวียนโดยไม่คิดว่ามันไหลอยู่ถ้าทำได้ก็สามารถนำมันมาใช้งานได้เข้าใจไหม” หวังว่าจะเข้าใจนะ

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นผมทำได้นะผมเคยฝึกอะไรแบบนั้นมาก่อนนะพี่ แล้วอีกอย่างพี่พูดสะงงไปหมดเลย แค่พูดว่าให้คิดถึงน้ำไหลในร่างกายให้ชัดเจนแล้วรองใช้ใจสัมผัสหาให้เจอแล้วเราจะรู้ว่ามันไหลแบบไหนแล้วก็ต้องจับมันให้ได้โดยไม่ใช้ความคิดแต่เป็นการใช้ใจ ต้องบอกแบบนี้สิพี่” อะไรยังไงทำไหม ....

“นายก็รู้แล้วนิจะให้ฉันสอนทำไหมระ” อะไรกัน เจ้านี้ก็รู้พื้นฐานนิ แล้วจะให้สอนทำไหมนิ นี้มันแกล้งกันชัดๆเลย

“อะไรผมก็ฝึกฝนแบบของมันก็ได้ทำแบบนั้นด้วยเหมือกันนะครับ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นพื้นฐานเวทด้วยซ้ำไป” …พูดยังกับพวกปรมาจารย์ในคัมภีร์แรกเริมอะไรแบบนั้นเลย

“นายรู้ด้วยตัวเองงันเหรอ นายโกหกแน่ ๆ พ่อแม่นายเคยสอนมาใช้ไหมเรื่องพวกนี้นะพวกเขาต้องใช้เป็นแน่ ๆ” ถ้านายเก่งขนาดนั้นจริงๆ ฉันเชื้อเลยว่าชาติที่แล้วนายไปทำอะไรผิดๆมาแน่ ๆชาตินี้นายเลยตาบอดไงไรแต่เรื่องพวกนี้มันคงไรสาระ

“ไม่นะผมเรียนรู้เองแต่มันสําคัญยังไงระมาสอนต่อได้แล้ว” สำคัญยังไงถามไปได้ ก็สำคัญมากๆ สินายต่างหากนะที่ควรมาสอนฉันไม่ใช้ให้ฉันมาสอนนาย

“นี้มันบ้าอะไรนายทำเป็นโดยไม่ต้องสอนเนี้ยนะ นายรู้ไหมฉันนะฝึกมันตั้ง 3 วันกว่าจะได้เลยนะรู้ไหม” ที่จริงนานกว่านั้นแต่จะบอกความจริงทำไหมยังไงก็ไม่สำคัญอยู่ดีนิ

“ผมก็ฝึกมาเหมือนกันนะถึงจะไม่รู้ว่าใช้กี่วันด้วยซ้ำว่าทำได้ตอนไหน” นั้นไม่ใช้ข้ออ้าง ที่จะทำตัวแปลกได้นะโว้ย!

“มันไม่เหมือนกัน!!” เริมจะตั้งสติไม่อยู่แล้วนะ

“ก็ได้ๆสอนผมต่อที่เถอะ” อะไรอีกนิเหนื่อยล้าจากการเรียนแล้ว กะว่าจะมาสอนเรื่องนี้สัก 3 ถึง 4 วันมาเจอคำว่ารู้อยู่แล้ว นี้มันอะไรกันหะ!!แล้วจะให้สอนทำไหมนิ 

“ไม่!” วันนี้พอ ไม่คุยด้วยแล้ว

“…” 

[เวลาได้ผ่านไป]

... ฉันว่าฉันยังฝึกจิตใจมายังไม่พอจริงๆนั้นล่ะ หัวเสียกับเรื่องพวกนี้ไปก็มีแต่ทำให้แย่ลง ...พรุ่งนี้ไปขอโทษดีกว่าแล้วบอกว่าฉันเรียนหนักแล้วเจอการตอบคำถามแบบนี้ทำให้หงุดหงิด แบบว่าจะให้มาสอนทำไหมในเมือก็รู้อยู่แล้ว แต่ทำยังกับไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ยังรู้อยู่แล้ว แล้วให้ไปสอนคนที่รู้แล้วเนี้ยนะ มันแย่จริง ... จริงๆก็เพราะเรื่องต่อจากการฝึกนั้นนะ มันจะยุ่งยากนะสิเพราะมันจะต้องเริมฝึกแบบเฉพาะธาตุนะสิ ฉันเป็นธาตุแสงแบบมีแค่แสงอย่างเดียงแล้วจะไปสอนอะไรใครได้ล่ะนอกจากธาตุแสงด้วยกันเอง แล้วเท่าที่ดูเจ้าเด็กนั้นก็ไม่ใช้ธาตุแสงด้วยสิ...ฉันควรฝึกให้มากกว่านี้แล้วสิ 

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่6-1

ถ้านั้นตามเหตุผลจากช่วงอายุ 8 ปีกว่า กับความเครียดที่มากเกินไป(มีการที่คิดเปรียบเทียบเด็กอายุรุ่นเดียวกัน+การที่ไม่พี่พึงทางใจ(พ่อแม่เพื่อนที่คุยกันรู้เรื่องฯลฯ)+ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากสถานที่อยู่(ถึงจะกว้างก็ตาม))ก็คงมีอาการที่แย่กว่านี้ระนะ ยิงเขียนยิงรู้ว่าคนเขียนนี้มันแปลกๆนะ

*เนื้อเรื่องดูไปไวๆ แค่6-1 ก็มาถึงตรงนี้แล้วสิ จะจบคงประมาณ 60-70 ตอนมั้งเป็นจำนวนที่น้อยๆยังไงก็ไม่รู้สิ คงต้องหาด้านต่างๆมาเขียนให้จำนวนตอนเพิ่มแล้วสิ555555ไม่งันก็ภาคแยก แบบบิดก็คงหน้าสนุกดีนะ**คนเขียนก็มาอ่านตอนเขียนนั้นระไม่ได้คิดพล็อตนิยายไว้หลอกนะ ก็แค่เขียนๆไปอันไหนอยากใส่ก็จะใส่ไป ถ้าจำเนื้อเรื่องได้ก็ติดๆต่อๆกันไปเลื่อย 555555 **ไม่เก่งภาษานะส่วนใหญ่ให้ GOOGLE มาดูคำ ผิดให้นะ*

//////////////////////

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น