เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 6 : จุดเริ่มต้นจะเริ่มจากตรงไหน [a1-4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ก.พ. 64

[นอนอยู่ที่นอนในห้องเล็กๆในโบสถ์]

[ที่นอนที่ไม่คุ้นเคย] เราต้องมานอนอยู่ที่นี้อีกนานสินะ ... ต้อนนี้เรามีจุดหมายในการมีชีวิตแล้ว แต่ว่าการพูดมันง่ายกว่าการทำ ยังไงมันก็จำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้น แต่จะเริ่มด้วยอะไร แล้วจะทำยังไง นั้นคือคำตอบที่เราต้องหา แต่ยังไงระ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดีเลย

ผ่านช่วงเวลาที่ได้มีความตั้งใจนั้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง

[มือสัมผัสกับผ้าที่บ่างและหยาบ] เป็นผิวสัมผัสที่ไม่สบายตัวเอาเสียเลย ... 

[ยังคงคิดและหาวิธี...] ... จะทำยังไงดีนะ คิดไม่ออกเลย....

[ได้มีเสียงกระดิ่งเสียงดัง 3 ครั้ง] นี้ต้อนเช้าแล้วงันเหรอเนี้ย ไม่รู้ตัวเลย ไม่สิตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลย...แต่คงไม่เป็นไรหลอกมั้ง...

[ลุกออกจากเตียง] วันนี้ก็จะวันแย่ๆอีกวัน

[มีเสียงอะไรบ่างอย่างมาทางนี้อย่างเร็ว] เสียงอะไรนะมาทางนี้แล้ว...

#ตุ้บ อะไรนะ มีอะไรกระแทกใส่แต่ก็ไม่เจ็บนะ

“ไอเด็กตาบอด พระเจ้าไม่รักคนอย่างแก่นะ” เสียงของคนที่เป็นเด็กที่อยู่ที่นี้นิ

“55555ไอปีศาจ ไอพระเจ้าแห่แสงไม่รักแก่” เสียงนี้ก็ใช้

“ไอตาบอด ไอตาบอด 55555” .....นั้นมันเป็นการพูดที่เจ็บ นะ

นี้มันเริ่มแล้วเหรอนี้ เร็วจริงวันนี้ เราต้องทำได้ ใช้เราต้องผ่านมันไปให้ได้

[แต่กับมีเสียงอะไรกระแทกพื้นมาทางนี้เร็วและเงียบมาก] นั้นคงไม่ใช้...

“ไอพวกเด็กนิสัยแย่ ทำไหมต้องมารังแกเข้าด้วย” นั้นเสียงพี่เขานิ

“ทำไหมเราถึงทำแบบนั้นไม่ได้ล่ะ \แสง\ ไอนี้มันตาบอดนะ และอีกอย่างพ่อแม่เจ้านี้ทำรายโบสถ์เราจนเราต้องมาทำความสะอาด แต่เจ้านี้กับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักนิด” นั้นเป็นเสียงที่แก่ที่สุดในกลุ่มเด็กที่อยู่ที่นี้

“...แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนิ เขาตาบอดนะเข้าทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หลอก นายก็รองปิดตาทำงานบ่างสิ” นั้นพี่เขากำลังปกป้องเรางันเหรอ

“ทำไหมต้องทำงันระพระองค์สงมอบการมองเห็นมาให้แล้ว พวกเราก็ต้องใช้สิ่งนั้นอย่างดีเพราะถูกมอบให้อยู่แล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องทำตามที่บอกนายเลยนะ \แสง\ ”พวกเขารู้จักกันสินะ แต่แค่\แสง\ งันเหรอแปลว่าคงสนิทกันสินะ

“แต่มันก็ไม่ยุติธรรมกับเขา....” มันไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้วล่ะ

“ผมไม่เป็นไรครับพี่ ยังไงผมก็ได้รู้จุดหมายแล้วถ้ามีแต่ให้พี่\สว่างแสง\เอาแต่ช่วยแล้วผมจะจัดการมันด้วยตัวเองยังไงระครับ จริงไหม” ใช้ยังไงเราก็ต้องอยู่

“แต่นายจะโดนรังแกตลอดเลยนะ” นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเจอนะ

“ผมเตรียมใจไว้แล้วครับ” ใช้ยังไงก็ต้องทำให้ได้ 

“พวกนายคุยอะไรกันนะหะ! ยังไงสะเจ้านั้นนะก็เป็นแค่คนตาบอดที่พระองค์ท่านสงค์เกลียด พวกเราไม่จำเป็นต้องนับว่าเจ้านั้นเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว” ....

“นี้มัน....โครต....” ...แย่ผมรู้ว่าคำนั้นจะออกมากแต่...

“นั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกแล้วระครับ พี่ไม่ต้องมาช่วยผมก็ได้ครับยังไงผมก็อยู่คนเดียวได้ครับ” ใช้พวกเขาพูดมาไม่ผิดหลอกนะ

“นั้นมัน...พวกนายนะไม่เห็นความตั้งใจของเขางันเหรอ” ไม่เป็นไรครับยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้

“อะไรของนายนะ\แสง\เจ้านั้นมันมีอะไรดีนักหนาที่ต้องไปยุ่งด้วยหะ” ...นั้นสินะ

[กระซิบให้กับพี่ชาย\สว่างแสง\]

[“ผมอยู่ได้ครับพี่ ไปเถอะ”]

“ถ้านายว่างันนายก็เรียกฉันได้เสมอเลยนะ ถ้าพวกนี้ทำอะไรนาย” ผมต้องทำให้ได้อยู่แล้ว ผมไม่เป็นไรหลอก

“ครับ”

[แล้วมีเสียงเดินเบาๆจากไป] เอาจริงๆนั้นการเดินของพี่ชายคนนี้เบามากจนบ่างที่ก็ไม่ได้ยินเลย 

“เอาล่ะถ้ายังไงผมขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ” หวังว่าพวกเขาจะได้ยินนะ

“...”

[ใช้เวลาไม่นานในการเก็บของ] ทำไหมพวกเขาถึงเดินจากไปเงียบๆระ แปลว่าพี่เขาทำอะไรสักอย่างที่เราไม่รู้สินะ ....

[เดินมาถึงห้องน้ำ] มีเสียงคึกคักจังนะ 

[เข้าไปมีที่อายน้ำรวมกัน] ต้องไปทางซ้ายสินะ

[มีเสียงน้ำกระทบพื้นเสียงดัง และมีเสียงคุยกันเป็นพักๆ]

เดินตรงไปที่ห้องเล็กๆ อย่างน้อยที่นี้ก็มีน้ำให้อาบดีกว่าที่บ้าน อยู่ที่บ้านไม่ค่อยจะมีน้ำ จำเป็นต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว

[พอเดินเข้าไปสักพักสัมผัสกับละอองน้ำนี้มันเย็นมาก]

“เฮ้ยเจ้าหนูใครให้นายใส่รองเท้าเขามาในห้องน้ำกัน” ร้องเท้า...ต้องถอดไว้เหรอ

“ผมไม่รู้ครับ”

“งันก็เป็นนายสินะที่ใส่รองเท้าเข้าห้องน้ำเมื่อว่านนี้รู้ไหมว่ามันมีดินอยู่บนพื้นเต็มไปหมด มันลำบากคนอื่นที่มาทำความสะอาดเข้าใจไหม”

“...ครับ”

“เดียวนะเจ้านี้มันใช้เด็กตาบอดคนนั้นนิ” มีอีกเสียงหนึ่งที่อยู่ข้างๆ

“งันเจ้านี้ก็...” ....

“ใช้อย่าไปยุ่งดีกว่าเดียวจะพระองค์เจ้าจะลงโทษนายนะ” เป็นเพราะตาบอดหลอ

“…เจ้าหนูนายอยากทำอะไรก็ทำแต่อย่าทำให้ใครเดือดร้อนก็พอเข้าใจไหม” ...นั้นสินะแต่ไม่มีใครบอกแล้วจะรู้ได้ไงนิ

“ครับ...” …แล้วจะรู้ได้ไงว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้นี้มันยากนะนิ

[เดินออกมาข้างนอกห้องน้ำ] แล้วจะต้องไปถอดรองเท้าที่ไหนระ

[เดินสำรวจหน้าของ] ...ก็แค่ถอดรองเท้าไว้ข้างๆกำแพงเท่านั้นเอง

[ถอดร้องเท้า] ตอนนี้คงอาบน้ำได้แล้วสินะ

[เข้าไปในห้องน้ำ] ตอนนี้ก็ยังคงมีเสียงดังเช่นเคย

เลือกสักห้องที่ไม่มีเสียงแล้วก็ประตูที่เปิดได้ เท่าที่ดูเมือว่านี้มันมีที่อาบน้ำอยู่ 2 แบบ แบบห้องที่มีอยู่ 10 ห้องที่เป็นห้องสวมไปในตัว แล้วก็มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางห้องนั้นเป็นที่อายน้ำรวมยังไงอาบน้ำในห้องก็สะดวกกว่าระนะ

[กว่าจะหาห้องได้ต้องรอนาน] นานพอควรเลยเพราะมันก็ต้องมีคนใช้ห้องน้ำกันตั้งหลายคน

กว่าจะได้อาบจริงๆก็นานพอตัวเลย ยังไงสะก็ได้อาบแล้ว 

[ถอดเสียผ้าออกนำสบู่ออกมาถูตัว] ตั้งแต่เมือว่านยังไม่ได้ล้างหน้าแบบถอดผ้าออกเลยเพราะไม่มีเวลาว่างตอนนั้นเลย

[ใช้มือจับที่ตา] มีผ้าพันแผลพันรอบเลยคงใช้เวลาไม่นานในการแก้ออก แต่คงไม่เป็นไรหลอกมั้งถ้าไม่ถูกอากาศก็คงไม่มีปัญหา

[ใช้เวลาแป๊บหนึ่งในการถอดผ้าพันแผล] งันก็ล้างหน้าแล้วก็ใส่เหมือนเดิม

[ใช้มือจับน้ำมาล้านหน้า] เย็นจริงๆเลย

[อาบน้ำและล้านหน้าเสร็จ] ก็แต่งตัวแล้วก็พันผ้าที่ตา

[แต่งตัวเสร็จ] ถึงเวลาที่ต้องใช้ผ้ามาปิดตาแล้วสิ

[เช็ดหน้า] ทำไหมหน้ายังไม่แห้ง สักที

[เอามือมาจับหน้า] เดียวนะทำไหมมีน้ำอะไรอุ่นๆไหนมาตลอดระ 

[จับที่ใต้ตา] มีน้ำไหลออกมาตลอด แต่ก็ไม่รู้สึกว่ากำลังร้องไห้นิ ทำไหมมีน้ำไหลมาได้ หรือว่าเป็นเลือด แต่ก็ไม่ได้เจ็บอะไรนิ แต่ถึงจะคิดยังไงก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็แค่ใช้ผ้ามาปิดไปเลย

พอแต่งตัวเสร็จ ก็ออกมา

[เดินออกไปจากห้องน้ำ] หวังว่าน้ำที่ตาจะหยุดไหลได้แล้วนะ

พอมาหาร้องเท้าที่เดิมกับไม่เจอ

[ใช้มือหาร้องเท้าอีกรอบ] ไม่มีเป็นไปได้ไง

[ใช้มือหาบริเวณใกล้ๆนั้น] เจอร้องเท้าแล้ว ทำไหมมันมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะมันไม่ควรจะกระเด็นมาได้ตั้งไกลขนากนี้เลย นี้มันแย่นะนี้

[ใส่ร้องเท้าแล้วเอาผ้าไปเก็บที่ห้อง] อีกไม่นานก็จะถึงเวลากินข้าวแล้วสินะ

[นั่งอยู่ที่นอน] อีกไม่นานก็จะมีเสียงกระดิ่งดังแล้วค่อยไปที่ห้องกินข้าว จากนั้นก็ต้องทำงานต่างๆหวังว่าจะสามารถชินกับงานได้ไว้นะ

ชินกับงาน

[ได้มีเสียงกระดิ่งเสียงดัง 1 ครั้ง] ไปรอที่ห้องกินข้าวดีกว่า....

[วันเวลาได้ผ่านไป....]

-[จากวันเป็นเดือน] -

ที่ได้อยู่โบสถ์แห่งแสงในเมืองเล็กที่ชื่อเมือแห่งแสงตะวันออก ที่อยู่ทิศตะวันออกที่สุดของทวีปแห่งแสงที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอื่นๆ มันมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นแต่วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องตื่นนอนเช้ากว่าคนอื่นๆ เพื่อมาออกกำลังกาย อย่างเงียบๆแล้วก็คิดเรื่องเก่าๆ หลังจากมาอยู่ที่นี้ได้ 5 วัน ก็เจอกับพ่อและแม่ พวกท่านบอกว่าพวกท่านสบายดี(แต่ฟังเสียงยังไงก็ไม่ใช้อย่างนั้นแน่ ๆ) เท่าที่ได้จับมือกับพ่อและแม่พวกท่านมีแผลมากขึ้น พวกท่านคงไม่ได้ไปทำอะไรที่อันตรายหลอกใช้ไหม หลังจากอยู่มาได้ 8 วันก็ชินกับที่นี้แล้ว บ่างวันก็มาคุยปรับทุกข์กับพี่\สว่างแสง\เอาจริงๆนะก็มีข่าวว่าพี่เขาเป็นผู้หญิง ที่จะเป็นนักบวช แต่ได้ยินว่าผู้หญิงที่เป็นนักบวช นะตำแหน่งไม่สามารถสูงได้เท่ากับผู้ชายหลอกนะ ถึงจะทำงานเท่ากันก็ตามแต่ 

แต่ยังไงผู้ชายกับผู้หญิงก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันต่างกันตรงไหน ฉะนั้นก็ยังคงเรียกพี่เขาว่าพี่ชายเหมือนเดิมระนะ ยังไงพี่เขาก็อยากให้เรียกแบบนั้นมากกว่าด้วย

 

หลังจากนั้นไม่นานถ้านับจากที่มาอยู่ที่นี้ก็ 15 วันแล้วทางโบสถ์ ให้ไปเรียนหนังสือเพราะอายุมากเกินไปแล้ว ยังไงก็จำเป็นที่ต้องเรียน แต่ว่าเพราะตาบอดเลยทำให้เรียนแบบปกติไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะ อ่าน เขียน หรืออะไรในการเรียนรู้ได้เลย แต่ยังไงก็ต้องพยายามเอาเองให้ได้ เลยต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นจนชินแล้ว แล้วก็วันถัดมาก็มีการวัดสิ่งที่เรียกว่าพลังเวท มันเป็นเรื่องทั่วไปที่มีการวัดพลังเวท เพราะมันเป็นตัวที่จะบอกว่าในอนาคตเราสามารถจะรู้ว่าไปทำงานแบบไหนมันคือเส้นทางการทำงาน ทางไหนง่ายทางไหนยาก เรื่องพลังเวทเป็นตัวช่วยและเป็นตัวขัดขวางเช่นเดียวกัน แต่เรื่องพวกนั้นช่างมันเถอะยังไงซะเราก็ทำงานปกติไม่ได้อยู่แล้ว ไม่สิต้องบอกว่าไม่รู้ว่าจะมีใครรับเราทำงานด้วยซ้ำไป พลังเวทที่มีคืออยู่ปริมาณธรรมดา ส่วนธาตุคือ น้ำ และ น้ำแข็ง ฟังดูดีนะแต่ใช้ไงนิ

ก็เป็นเรื่องปกตินะ ที่มี 2 ธาตุ ยิ่งมี ธาตุ มากคนนั้นยิงมีตัวเลือกที่จะหางานได้ง่าย แต่ยังไงที่นี้ก็เป็นโบสถ์ พวกเขาก็จะสอนเรื่องธาตุแสงเป็นหลักยังไงเวท ธาตุ ระดับต่ำกว่าพื้นฐานก็สามารถเรียนรู้ได้ ถึงจะไม่มีธาตุแสงก็ตามแต่ว่าเรียนได้มากสุดก็ ไม่สามารถไปไกลกว่าพื้นฐานได้ มีใช้ก็ดีว่าไม่มี การเรียนและการทำงานช่วยของทางโบสถ์ นั้นก็ใช้ความพยายามมากอยู่แล้วแต่เท่าที่ดูถึงจะทำเรื่องพวกที่ได้ดีกว่านี้แต่ว่ามันก็คงไม่พออยู่ดี ที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายตอนนั้นเลยคิดว่ามันยังไม่พอ แล้วอะไรที่จะทำให้ดีกว่านี้ระ ผมสรุปก็ออกมาว่าก็คือการฝึกฝนร่างกายด้วยก็แล้วกัน นั้นก็เลยจำเป็นต้องมีตารางเวลาที่แน่นมากขึ้น

[วันเวลาที่อยู่ที่นี้ได้ 1 เดือน] แล้วสินะวันนี้ก็จะได้เจอพ่อกับแม่ด้วยสิ

[ตื่นขึ้นมาจากที่นอน] เราตื่นก่อนเสียงกระดิ่ง มานานสัก 20 ถึง 23 วันแล้วมั้ง

[ใช้มือจับผ้ามาพับด้วยความเคยชิน] ตอนนี้ข้างนอกคงยังมืดอยู่สินะ

[จัดการแต่งตัวและดูของต่างๆ] เตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะไปอาบน้ำด้วย

[ออกไปข้างนอกเพื่อเตรียมตัวไปออกกำลังกาย] ยังไงการออกกำยังกายก็ทำให้รู้สึกว่าจุดหมายจะอยู่ใกล้ขึ้นระนะ

“เจ้าหนูเป็นไงบ่าง ออกกำลังการเร็วนะวันนี้นะ” นั้นคือเสียงของคนดูแลสวนที่นี้ เขาก็เป็นคนที่บอกให้เรารองฝึกฝนร่างกายแต่ก็ไม่รู้ต้องทำไงอยู่ดีล่ะนะก็เลยรองให้เขาบอกวิธีมาแต่เขาก็ไม่บอกอยู่ดี แล้วก็เอาแต่พูดว่าให้รองด้วยวิธีที่ถนัดมันจะดีกว่า แย่จริงๆ

“วันนี้ก็ปกติครับ แล้วลุงเป็นไงบ่างระครับ”

“5555 มันก็แย่เหมือนเดิมต้องมาทำสวนตอนกลางคืนอย่างนี้ แต่อีกเดียวก็จะเช้าแล้วจะได้ไปนอนพักสักที่” ก็ไม่รู้หลอกนะว่าลุงทำไหมต้องมาทำงานตอนกลางคืนด้วย แต่ก็ไม่กล้าถามอยู่ดี แค่มีคนคุยด้วยก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว

[ตอนที่ยืนอยู่ที่สนามหญ้า] เอาของที่เตรียมอายน้ำไปไว้ที่เดิมแล้วตอนนี้อากาศก็หนาวจริงๆแต่ก็ดีที่จะได้ฝึก

[ใช้เท้าเดินอย่างช้าๆวนรอบสนาม 1 รอบ]

[ใช้เท้าเดินอีกรอบเร็วขึ้น อีกรอบ 1 รอบ]

[เร็วขึ้น] และ [เร็วขึ้นอีก] จนในที่สุดก็วิ่ง ในการก้าวเท้าที่ไม่ชินนี้มันจะทำให้กะระยะของภาพในหัวยากขึ้น แต่มันก็เป็นการฝึกที่ดีจนกำลังจะชินแล้วการที่สามารถกะระยะในการวิ่งหรือเดิน มันช่วยให้สามารถฝึกการรับรู้ในการขยับร่างกายที่สัมผัสกับภาพในหัวที่ทำไว้

โดยปกติการสร้างภาพในหัวจะใช้กลับความทรงจำและของสิ่งที่รู้จัก โดยต้องรู้ขนาด น้ำหนัก และผิวสัมผัส อะไรแบบนั้น แต่การที่ไปในสถานที่ ที่ไม่รู้จักถ้าใช้วิธีนี้ต้องใช้เวลาในการจำนานมากพอควรในการที่จะคุ้นเคย แต่การที่เราใช้การฝึกนี้มันทำให้การขยับร่างกายที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ภาพในหัวเรากว้างขึ้นที่หมายถึงการที่มีอะไรแปลกๆในการคิดภาพในหัวมากขึ้น ทำให้สามารถประยุกต์กับการขยับร่างกายหรือภาพในหัว หรือแม้กระทั่งพื้นที่ ที่ไม่คุ้นชิน ก็สามารถคิดความเป็นไปได้ในการขยับในพื้นที่ไม่ คุ้นเคย นี้อาดเป็นการฝึกที่สามารถทำสิ่งพวกนี้ได้ แต่ก็ยังสร้างภาพในหัวไม่เร็วพออยู่ดีแต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำได้อยู่ดีนั้นล่ะ แต่มันก็สนุกดีนะที่เราสามารถฝึกแล้วพัฒนาต่อไปได้อยากรู้จังถ้าฝึกจนไม่สามารถไปต่อแล้วเราจะอยู่ที่ระดับไหนกันนะ....

[ได้มีเสียงกระดิ่งเสียงดัง 3 ครั้ง] ถึงเวลาตื่นปกติแล้วสินะ ไปอายน้ำดีกว่า

[ใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำ] รีบทำให้เสร็จจะได้ทำการฝึกอย่างอื่น

การฝึกฝนไม่จำเป็นต้องทำเรื่องแปลกๆ มันควรจะเป็นการทำเรื่องปกติให้ดีขึ้นและดีขึ้นไปอีก นั้นก็เป็นการฝึกแล้วล่ะ มันเป็นเรื่องที่ใช้เวลาคิดเรื่องนี้ตั้งหลายวันเพราะการที่ไม่รู้จะต้องฝึกยังไง เพราะจะทำให้ตัวเราดีขึ้นเลยคิดได้ว่าเราก็ทำเรื่องปกติให้ดีว่านี้ก่อนไม่งันการทำเรื่องที่ไม่คุ้นชินก็คงยังทำไม่ได้อยู่ดี คิดงันได้เลยจะต้องทำให้ทุกอย่างให้ดีขึ้น มันก็ถือว่าเป็นการฝึกไปในตัวด้วย และก็ที่สำคัญ การที่ทำงานดีมันก็ไม่ค่อยมีคนต่อว่าหรือการรังแก ก็จะมีเป็นการที่ย้ายสิ่งของหรือปั่นป่วนงานที่ทำมากกว่าและนั้นก็เป็นการฝึกด้วย ถ้าคิดว่าทุกอย่างเป็นการฝึกมันก็ไม่แย่หลอกนะ มันกับสนุกด้วยซ้ำไป ที่มีอะไรแปลกให้ทำอยู่ตลอดเลยแต่ยังไงมันก็น่ารำคาญอยู่มาก แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ระก็เราก็ไม่สามารถไปต่อได้อีกมันก็เลยทำให้ช่วงเวลาที่อยู่ตอนนี้เป็นการฝึกที่ไม่รู้จะมาตอนไหนมันก็เลยทำให้เหนื่อยล้าอยู่บ่างแต่ก็แค่คิดในแง่ดี

[มาถึงห้องกินข่าว] ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงนั่งอยู่เฉยๆ แต่ว่าตอนนี้

[เดินไปทางห้องครัว] หวังว่าจะมีอะไรให้ช่วยนะ

“วันนี้มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” 

“มาแล้วเหรองันช่วยตักซุปเตรียมเสริฟอาหาร แล้วกินเสร็จก็มาล่างถ้วยด้วย” งานถึงจะเยอะแต่ก็ไม่มีคนมากวน แล้วก็จะได้ฝึกด้วยมีแต่ได้กับได้

เดินไปทางที่อยู่ ของผ้ากันเปื้อนที่อยู่ประจำ

[ใช้มือมือหยิบผ้ากันเปื้อนมาใส่] ก่อนที่จะใส่ต้องจับให้รู้ตำแหน่งของตะเข็บผ้าแล้วหันด้านตะเข็บผ้ามาทางตัวเองแล้วก็ใส่ผ้ากับตัว เพราะการใส่เสื้อผ้าที่บ้านต้องเอาตะเข็บผ้าเข้าหาตัว แล้วก็ใส่แบบนี้พ่อครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็คงถูกนั้นล่ะ

[เดินไปทางใส่อุปกรณ์] หวังว่าทัพพีตักแกงจะอยู่แถวๆนี้นะ

[ใช้มือจับอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่แถวนั้นแล้วก็คอยๆขยับหา] ถ้าไม่ระวังให้มากจะไปเจอกับมีด ยังไงก็ไม่อยากมีแผลล่ะนะมันเจ็บด้วยนิสิ 

[ใช้เวลานิดหน่อยในการหาทัพพี] เจอแล้วๆ

[ยิบทัพพีมาแล้วเดินไปทางด้านหน้าที่เตรียมไปตักซุปให้คนอื่นๆ]

“หาเสร็จยังคนเข้ามาต่อคิวรอแล้วนิ” เสียงพ่อครัวนี้ดุมากๆเลย

“ครับๆหาเจอแล้ว”

[ไปยืนที่หน้าหม้อซุปใช้มือจับทัพพีตักแกง ตักน้ำซุปอย่างเคยชิน] เป็นการฝึกที่ดีในการทำให้เร็วแล้วเรียบร้อย 

[มีเสียงคุยกันเสียงดัง] เสียงคุยพวกนี้ทำให้ไขว้เขว แต่นี้ก็เป็นการฝึกด้วยเช่นกัน

[ใช้เวลานานพอควรกว่าที่จะเสิร์ฟอาหารเสร็จ] มีจำนวนคนที่มากินซุปนี้ แค่ 263 คนเท่านั้นเอง จำนวนคนที่เอาซุปไม่เท่ากันทุกวันหลอกส่วนใหญ่ที่ครัวนี้ ก็มีอะไรให้เลือกกินแค่ 2 ถึง 3 อย่างเอง 

[ยกหม้อที่ว่างเปล่าไปที่ล่างถ้วย] งันตอนนี้ก็ถึงเวลากินข่าวแล้วสินะ

“มาเจ้าหนูข่าวของแก่อยู่นี้ กินเสร็จแล้วก็ไปล่างถ้วยต่อด้วย”

“ครับๆ”

[ใช้เวลากินข่าวไม่นานนัก] ตอนกินข่าวก็ฟังเสียงรอบๆ เพราะได้กินข่าวกับพ่อครัวที่อยู่ที่นี้แต่จะว่ายังไงดีระมีคนที่อยู่ในครัวแค่พ่อครัวคนเดียวเองแล้วเขาก็ไม่ใช้คนที่ชอบพูดต้อนกินข่าวเลยเงียบๆนะ แต่ก็ลุงแก่ทำอาหารให้กินทั้งโบสถ์เลยนะ แถมคนในโบสถ์ก็มีตั้ง 260 ถึง 290 คนเลยเท่าที่รองนับจำนวนที่ตักซุปมาได้ 11 ถึง 12 วันแล้ว ตอนแรกมาช่วยทำครัวเพราะว่าไม่อยากจะไปทำงานอื่นที่เจอพวกเด็กที่อยู่ที่นี้ พวกนั้นชอบแกล้ง แต่ถึงจะมาทำที่ครัวก็แค่ช่วงเวลาอาหารเท่านั้นแต่ช่วงเวลาที่ช่วยงานเสร็จก็ต้องไปทำอย่างอื่นที่ เป็นงานประจำของโบสถ์อยู่แล้วก็แค่เวลาที่เจอพวกนั้น น้อยลงก็เท่านั้นเอง นี้ก็แค่รําคาญพวกนั้นเท่านั้นเอง

[พอเดินไปที่ล่างถ้วยชามและวางพวกถ้วยต่างๆที่กินกับพ่อครัวมาวางไว้] ถึงเวลาล่างถ้วยแล้วสินะ

มีกะละมังไม้อันใหญ่ที่น้ำเต็มอยู่ตรงหน้า และมีผ้าเช็ดถ้วยจานเอาไว้ทำความสะอาดอยู่ทางเก้าอี้ไม้ แล้วก็มีถ้วยจานอยู่ทางซ้าย

[ใช้เวลาในการล่างถ้วยชามนานมาก] มันก็เป็นการฝึกความอดทนและไม่ประมาทในการทำงาน

[พอล่างถ้วยชามเสร็จแล้ว ก็ต้องไปข้างนอกเพื่อไปเอากะละมังที่ใส่ถ้วยชามที่กินเสร็จแล้วมาล่างเพิ่มจนกว่าจะหมด] ทำวนไปวนมาปกติวนประมาณ 7 ถึง 8 ครั้งถึงจะเสร็จ

[พอล่างถ้วยจานเสร็จทุกอย่างแล้ว]

“ผมล่างถ้วยเสร็จทุกใบแล้วนะครับผมไปทำงานอย่างอื่นต่อแล้วนะครับ”

“...อืม...” ลุงแก่ก็ตอบแบบนี้ทุกที่ นั้นล่ะ

[เดินจากไปทำงานปกติที่เป็นการทำความสะอาดโบสถ์] 

ทั้งการกวาดพื้นโบสถ์ การเช็ดกระจก การทำความสะอาดห้องน้ำ การตักน้ำเพื่อเตรียมน้ำสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ต้องไปตักน้ำที่บ่อน้ำใกล้โบสถ์ ถึงจะเป็นหน้าหนาวแต่บ่อน้ำนั้นก็ไม่เป็นน้ำแข็งแถมในโบสถ์อากาศก็ไม่หนาวมากด้วยนี้มันเป็นเรื่องแปลกจริงๆเลยนะนี้ก็เคยถามอยู่พี่\สว่างแสง\ไปแล้วแต่พี่เขาไม่รู้เหมือนกันนะ

[กวาดพื้นอยู่] โบสถ์นี้กว้างจริงๆเลยแถมไม่ได้มีชั้นเดียวอีกมีคนของโบสถ์เยอะแล้วแต่คนที่เข้ามาโบสถ์นี้เยอะกว่าและคนพวกนั้นก็ทำให้โบสถ์สกปรก พวกเราเด็กของทางโบสถ์เลยต้องมาทำความสะอาดที่โบสถ์ทุกวัน แต่พวกที่เข้ามาในโบสถ์นี้ก็ได้มอบเงินให้ทางโบสถ์เป็นขอตอบแทนด้วย ยังไงโบสถ์ก็มีคนอยู่เยอะแล้วก็ต้องใช้เงินในการซื้อของต่างๆและก็นำเงินมาดูแลรักษาโบสถ์ด้วย

แล้วพ่อแม่เมื่อไหร่จะมาหานะ

[มีเสียงอะไรที่เบามากๆมาทางนี้] ...คงไม่ใช้พี่เขามาหาหลอกนะ

[ยังคงกวาดพื้นแบบปกติ] เสียงนั้นเข้ามาทางด้านหลังอย่างช้าๆ คงไม่ใช้จะตะโกนเพื่อทำให้ตกใจหลอกนะ

“...นี้พี่ผมรู้นะว่าที่อยู่ข้างหลังนะ...”

“...”

“ไม่ต้องเงียบเลย”

“นายรู้ได้ไงนิ ให้ตายสิ นายมองเห็นได้แล้วรึไงนิ” ตอนแรกๆก็ไม่รู้ตัวหลอกนะแต่มันคือผลของการฝึกหนังไงระ

“เพราะผมฝึกมาดีไงระพี่”

“ฉันอุสามาหาแบบเงียบที่สุดแล้วนะ”

“ถ้าเป็นเมือกอนคงจะจับสัมผัสกระแสลมถึงจะรู้ตัว แต่ตอนนี้ผมได้ยินเสียงพี่เดินเบาๆนะ”

“นายจับกระแสลมได้งันเหรอบ้าไปแล้ว นายไปอ่านประวัติความสามารถของพวกผู้กล้าไม่งันก็ผู้ถูกเลือกมารึไงกันถึงรู้ได้นิ” ผู้กล้าผู้ถูกเลือกเหรอมันคือเรื่องในตำนานนะ แค่รู้ว่าพวกเขาไปกำจัดความมืดที่ชั่วร้ายนะรู้แค่นั้นเอง

“ผมรู้แค่ว่าพวกเขาสามารถช่วยโลกของเราจากความมืดเท่านั้นเองนะ”

“เอ...เดียวนะ....นายสุดยอดไปเลยนะ..แต่นายไม่สามารถมองเห็นได้นี้มันเป็นเรื่องที่แย่จังเลยนะนี้” ...อะไรอีกนิ

“…นี้ผมว่าพี่ใจเย็นๆหน่อยสิครับ...”

“...ใช้ฉันมีเรื่องจะมาบอกนายนะ”

“อะไรเหรอครับ”

“มีคนที่หานายอยู่นะ” พ่อแม่ผมคงมาหาแล้วสินะ

“เดียวผมเก็บของก่อนนะ รอผมแป๊บนึงนะครับ”

“อืม ๆ”

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่5

รู้สึกว่าบทนี้จะยาวๆนะ ที่จริงว่าจะเขียนต่อแต่ถ้าทำงันก็ไม่รู้จะตัดตรงไหนดี

//////////////////////

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น