เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 32 : เดินทางคนเดียวนั้นสบายกว่าแต่ก็เหงากว่าเช่นกัน ซึ้งไม่ใช้ต่อไปนี้ [a1.2-23]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 เม.ย. 64

[หลังจากวันนั้นก็ผ่านมากไม่มีวัน]

“นี้ลูกพี่ พวกเรากำลังจะไปที่ไหนกัน” นั้นสินะ ผมก็ยังไม่ได้บอกกับเจ้าหนุ่มนี้ว่ากำลังจะไปที่ไหนอยู่เลย ที่จริงก็ไม่ได้มีที่จะไปเป็นพิเศษอยู่แล้ว

“นั้นสินะ ก็ไม่ได้มีจุดหมายในการเดินทางอะไร และนายละอยากจะไปที่ไหน”

“นี้ลูกพี่ไม่ต้องพูดสุภาพกับผมก็ได้นะครับ ... ผมก็ไม่มีที่อยากจะไปด้วยสิครับ” ....

“งันที่ใกล้ที่สุดล่ะ \ถ่าน\นายคิดว่าที่ไหนจะสามารถฝึกได้กันบ่าง” คนที่ผมพามาด้วยมีชื่อว่า \ถ่านไฟ\ เขาเป็นตัวอันตรายกับผู้คน แต่ว่าถ้าเขามากับผม ผมก็สามารถหยุดเขาได้ นี้ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่ผมไปยุ่งเรื่องของเขาตอนนั้น

“ถึงจะถามผมแบบนั้นแต่ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ ลูกพี่” ใช้อีกเรื่องหนึ่งเขาเรียกผมว่าลูกพี่ ... มันก็ฟังดูดีนะผมชอบ .... จะว่าไงดีระ รูปร่างตอนนี้ผมคงเป็นชายที่มีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังทำตัวห้าวๆ อยู่นะสิ...

[ผมมองไปรอบๆ] ตอนนี้ก็กำลังจะเย็นแล้ว ถึงจะมองเห็นแต่ก็แค่สีดำและขาวเท่านั้น ... มันก็มีประโยชน์์มากอยู่ดีนะ

“ใกล้จะมืดแล้ว นี้เจ้าลูกน้องไปหาอาหารที่จะกินตอนเย็นซะ เดียวผมจะไปหาฟืนเอง” ตั้งแต่มีเจ้านี้มารวมเดินทาง ทุกอย่างก็ดูยุ่งยากมากขึ้น ก็นะโดยปกติผมก็ไม่จำเป็นต้องกินหรือนอน ก็เพราะผมไม่มีร่างกาย แต่ก็จำเป็นต้องพักผ่อน ยังไงก็จำเป็นต้องควบคุมกระแสเวทของตัวเองให้กลับมารวมกันเพื่อจะได้ไม่สูญเสียไป ถึงเอาจริงๆมันจะไม่ได้เอากลับมา 100 % แต่นั้นก็ดีกว่าที่จะ สูญเสียไปเรื่อย ๆจนหมด ... นั้นคือจุดจบของเราเลย และก็ไม่อยากจะใช้วิธีเจือจางกระแสเวทอีกแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นก็อาดจะเกิดเรื่องแบบนั้นอีกก็ได้

“อีกแล้วเหรอลูกพี่ นี้ผมต้องไปล่าสัตว์ทุกครั้งเลยเหรอ”

“นั้นอาหารของนาย นายก็หาเองสิ”

“บอกแบบนั้นอีกแล้ว แล้วทำไหมตอนนั้นถึงได้ห้ามไม่ให้ผมล่าสัตว์เล็กมาเก็บไว้ล่ะนี้”

“นายควรจะล่าก็ต่อเมื่อจะกินเท่านั้น นายต้องเขาใจเรื่องของคุณค่าของชีวิต...”

“แต่ถ้าพวกเราเดินทางไปในที่ไม่มีสัตว์แล้วผมจะหาอะไรกินล่ะ”

“งันนายก็ต้องหาทางเอาเอง”

“อะไรครับเนี้ย นี้ลูกพี่เป็นบ้าไปรึไง ทำไหมไม่ทำให้เหมื่อนคนปกติล่ะ”

“อยากจะรู้เหตุผลเหรอ....”

“...ใช้สิครับ....”

“ก็นี้คือการ...ฝึก...ไงล่ะ”

“…”

“นายคงรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว นายนะเป็นตัวอันตรายสำหรับผู้คน นายมีอารมณ์ที่รุนแรงนั้นคือพื้นฐานของนายเอง นั้นยังไม่รวมเรื่องของนายที่มีบาป แห่งโทสะ และสิ่งที่นายกำลังทำอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจ นั้นก็คือการ...ฝึก...ไงล่ะ”

“ผม...เข้าใจ...แต่ผมจะสามารถเปลี่ยนตัวเองได้จริงเหรอครับลูกพี่”

“เรื่องนั้นคนที่ตอบได้มีแต่นายเท่านั้น ลูกพี่ของนายคนนี้ก็กำลังฝึกเช่นกัน ถ้าวันไหนที่นายยอมแพ้ นายก็แค่เดินจากไป แต่จงรู้ไว้ว่าผมได้พยายามช่วยนายแล้ว”

[เมือเขาฟังผม เขาก็ได้แต่นั่งนิ่ง จนฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ผมได้แต่ลุกขึ้นแล้วไปหาเก็บกิ่งไม้แถวๆนี้มา ถึงที่นี้จะเป็นป่าที่มีแต่หิน แต่ว่านั้นก็เลยทำให้ที่นี้มีไม้แห้งอยู่บ่างในบ่างที่]

[ตอนผมกลับมาเขาก็ได้หายไปแล้ว] ... ผมไม่รู้หลอกนะว่าเขาจะเลือกทางไหน แต่ผมได้ช่วยเขาแล้วที่เหลือคือการตัดสินใจของตัวเขาเอง 

[ผมจุดไฟด้วยกระแสเวทภายนอก ที่มีองค์ประกอบที่มีธาตุไฟอยู่]ก่องไฟนี้มันจะสร้างแสงสว่าง...ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องใช้แสงหรอกนะ เพราะที่จริงโลกของผมมันก็ไม่จำเป็นต้องมีแสงอยู่แล้ว

 

... #กล้าว!! นั้นคงเป็นเสียงคำรามของสัตว์ป่าสินะ ... คงกำลังทำอะไรเกินตัวอยู่แน่ๆ

[ผมกำลังเดินอย่างช้าๆไปหาต้นทางของเสียง] ผมรู้ว่าเจ้าเด็กนั้นมันบ้าในบ่างกรณี แต่เขาก็ยังอ่อนต่อโลกภายนอกอยู่มาก

[พอผมมาถึงผมก็เห็นว่า] เขากำลังใช้มือทุบไปที่ซากสัตว์ด้วยใบหน้าที่โกรธเป็นอย่างมาก ... ถึงแม้ว่านั้นจะเป็นแค่ซากสัตว์แล้วก็ตามที่

[ผมเดินเขาไปและก็พูดว่า] “หยุดได้แล้ว เจ้านั้นตายไปแล้ว”

[พอเดินไปหาได้ระยะหนึ่ง เจ้านั้นก็พุ่งมาด้วยความโกรธ] ...ให้ตายสิ

[พอถึงระยะปะทะ ก็แค่ใช้มือจับไปที่หัวของเจ้า\ถ่าน\และพักออกไปอย่างนั้น] ดูสภาพสิโดนความโกรธเขาครอบงำ ไปซะแล้ว

“นายควรจะได้สติได้แล้วนะ” ที่จริงก็มีวิธีที่จะทำให้เขามีสติ แต่ถ้าผมใช้พวกความรุนแรงไปเดียวก็จะชิชาแล้วยิงจะทำให้ได้สติยิ่งยากไปอีก จะต้องฝึกให้เจานี้มีสติได้ด้วยตัวเอง ก็นะนี้ถือว่าเป็นการฝึกโดยรุ่นพี่ที่เคยฝึกมาด้วยตัวเอง ก็จะช่วยรุ่นน้องที่ควบคุมตัวเองไม่ได้สิจริงไหม

[เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ เจ้านี้ก็ได้หยุดลง และเท่าที่ดูเหมือจะเหนื่อยด้วยสิ]

“เป็นไง ได้สติมาบ่างรึยัง”

#เสียงหอบหายใจ “ครับ...ผม...”

“งันกลับกันเถอะ เดียวจะเอาซากสัตว์นี้ไปด้วย นายต้องกินเจ้านี้เข้าใจไหม”

“....ครับ....”

[ผมได้ทำการจับเจ้าเด็กหนุ่มนี้ขึ้นบ่า และก็เอาซากสัตว์ชิ้นใหญ่สุดเอากลับมา]

[ผมมาถึงกองไฟที่กำลังจะดับ ผมได้วางเจ้าเด็กที่กำลังเหนื่อยจนหลับวางลงไปพร้อมกับซากสัตว์ที่ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรลงไปด้วย และโยนเศษไม้ที่เก็บมาใส่ในกองไฟ]

“ผมรู้ว่านายกำลังเหนื่อยและรู้สึกแย่ แต่ว่านะ นายนะเปลี่ยนอะไรไม่ได้หลอก นอกจากที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองและนั้นก็คงไม่ใช้เรื่องง่าย ฉะนั้นก็ต้องฝึกไงล่ะ”

[ผมได้เอาเนื้อของซากสัตว์ที่เละเทะมาเสียบไม้และย่าง] ก็นะผมไม่จำเป็นต้องกิน แต่เจ้าหนูนี้ไม่ใช้อย่างนั้น

[ผมย่างเจ้าเนื้อนี้ไปสักพักใหญ่ๆเลย จนเจ้า\ถ่าน\ตื่นขึ้นมา]

“ตื่นแล้วเหรอ”

“…ครับ...”

[ผมยื่นเนื้อเสียบไม้นั้นไปให้กับเจ้า\ถ่าน\]

“กินซะนายเป็นคนล่ามันเอง”

[แล้วเจ้านั้นก็หยิบไปกิน...น้ำตาไหล... ? …ผมพึ่งได้เห็น สิ่งที่เรียกว่าน้ำตา ... มันคือน้ำที่ไหลออกมาจากตาจริงๆ...มันเป็นแบบนี่ นี้เองสินะ]

“เป็นอะไรไปนะ...”

“ผม...ผมไม่เคยได้กินอะไรที่มัน...แย่ขนาดนี้มาก่อนเลยนะสิครับ” ผมควรจะเสียใจสินะ ... นี้อุสาทำให้ยังมาว่าให้อีก ให้ตายสิ

“…” แต่ว่าถึงจะพูดแบบนั้นก็ยังกินอยู่ดี ... ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

“มันเป็นอาหารที่แย่ที่สุดในชีวิตเลยล่ะครับ ... แต่ผมก็มีความสุขที่ได้กินมัน...ให้ตายสิ!”

“ถ้านายไม่ชอบก็ไม่ต้องกินก็ได้นิ”

“ไม่เป็นไรครับ”

[จนสุดท้ายเขาก็กินเนื้อที่ผมย่างไว้ให้ 7 ไม้ จนหมด] ... ไม่รู้สิ ถึงจะแปลก แต่จะบอกว่าแย่ยังไงก็ยังกินอยู่ดีนะสิ

“ดูนายจะอาการดีขึ้นแล้วนะ”

“ใช้ครับ...ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเดินทางไปกับลูกพี่ต่อ และก็จะฝึกในสิ่งที่ลูกพี่สอนด้วย แต่ผมก็มีจุดหมายเป็นของตัวเองแล้ว ผมจะเป็นคนทำอาหารที่เก่งที่สุดให้ได้เลย ผมจะทำให้ลูกพี่กินแล้วจงรู้ซะว่า คำว่าอาหารมันเป็นยังไง ไอ้เนื้อรสชาติแย่เวรนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายที่ผมจะได้กินอาหารที่รสชาติห่วยแตกนี้”

 ...ไม่รู้สิ ผมว่าผมได้ไปทำให้เจ้าบ้านี้ขึ้นนะ มันบ้ากว่าเดิมอีก แต่...ก็นะถ้ามีจุดหมายก็ดีกว่าไม่มีจริงไหม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเกี่ยวกับที่เจ้านี้ ที่ว่าอาหารที่ผมทำครั้งแรงว่ามันแย่ ... แต่เดียวนะเจ้าบ้านี้มันบอกจะทำให้เรากินด้วย ... แล้วเราจะกินมันยังไงล่ะ ... แย่แล้วความจะแตกไม่ได้ คิดสิ ๆหาวิธีเร็วๆนี้ ไม่งันเจ้านี้รู้ความจริงแน่ ถ้ารู้ล่ะก็...เราคงได้กลับไปอยู่คนเดียวแน่ ผมก็เหงาเป็นนะ กว่าจะได้มีเพื่อนคุยทั้งที่

 

[วันเวลาก็ได้ผ่านไป]

[พวกเรากำลังเดินทางไปเมืองใกล้ๆ] เอาจริงๆผมก็ไม่ได้อยากจะเข้าเมือหลอกนะ เพราะเดียวมันจะวุ่นวาย ป่าวๆ แต่เจ้า\ถ่าน\ ต้องการเครื่องมือในการทำอาหาร และพวกวัตถุดิบอีก

[พวกเราเดินมาสักพักแล้ว]

“นี้คิดวิธีที่จะเขาเมืองและเหรอ และมีเงินขนาดที่จะซื้อของพวกนั้นเลยรึไง”

“...แล้วทำไหมพวกเราต้องหาวิธีด้วยล่ะลูกพี่ ส่วนเงิน ... นั้นสิผมก็ไม่มี”

“นายรู้ไหมตอนที่พวกเราออกจากเมืองนั้นนะ พวกเราได้สร้างความวุ่นวายไปมากขนาดนั้น พวกเมืองต่างๆ ก็คงจะอยากจะจับพวกเรามากกว่านะ”

“แล้วผมจะหาอุปกรณ์มาจากไหนล่ะนี้!”

“ไม่รู้สิ”

“ผมว่ายังไงพวกเราก็ควรไปอยู่ดี มันยังดีกว่าพวกเราอยู่ในป่า”

“แล้วแต่เลย แต่ถ้าในเวลา 3 วัน ยังทำอะไรไม่ได้ล่ะก็ จะต้องไปที่ต่อไปเลย ส่วนจะเป็นที่ไหนคนกำหนดรอบนี้เป็นลูกพี่ของนายเขาใจไหม”

“ครับๆลูกพี่”

[พวกเราเดินทางมาใกล้เมืองจนสามารถเห็น พวกบ้านของคนแล้ว]

“เอาล่ะผมไม่อยากเขาไปเลย นายไปคนเดียวได้ไหม”

“ผมก็ไม่มีเงินด้วยสิครับ”

“แล้วทำไหมต้องใช้ของในเมืองด้วยล่ะนี้ มันวุ่นวายเปล่าๆ”

“ก็ผมต้องการของพวก มีด และ พวกเครื่องเทศ หรืออะไรแบบนั้น เดียวผมจะทำให้ดูเองว่าอาหารมันต้องทำยังไงลูกพี่ !”

“จะรอดู แต่จะเอามายังไงล่ะ ขโมยรึไง ถ้าไม่มีศักดิ์ศรีก็ทำเลย ผมไม่ว่าหลอกถ้าเจ้าจะทำแบบนั้น” 

“…เจ็บ...นั้นเป็นคำพูดที่เจ็บสุดๆเลยนะลูกพี่”

[หลังจากที่เจ้า\ถ่าน\นั้นหาข้ออ้างมากมายเพื่อให้ผมไปเป็นเพื่อน] ... สุดท้ายก็ไปด้วย

[พอเดินมาถึงตัวเมืองจะมีกำแพงขนาดเล็กที่รอมตัวเมืองไว้อยู่ ซึงมันได้ติดป้ายประกาศ] ... แย่แล้ว

[ผมได้หยุดเจ้า\ถ่าน\และชี้ไปที่ป้ายเล็กๆใบนึง] 

“นายเห็นนั้นไม่ มันเป็นรูปของพวกเรา มันเป็นใบประกาศของพวกเรา ถึงจะเขาไปในเมืองได้ แต่คงเข้าไปไม่นานก็จะมีพวกล่าเงินรางวัลมาจัดการพวกเรานะสิ”  ใช้ทุกครั้งที่ไปที่เมืองจะมีพวกรูปพวกนี้ พร้องกับเงินรางวัน .... แปลว่าต้องมีคนที่มีฝีมือ ที่จะนำจับได้

“...นั้นก็จริงครับ...แต่มันจะไม่ไว้เกินไปเหรอครับ มันผ่านมาแค่ไม่กี่วันเอง” นั้นก็จริงแต่เมืองที่เราไปยุ่งนั้นคงมีคนเห็นเราเยอะมาก และพวกนั้นคงจะประเมินว่าพวกเราอันตรายพอตัวเลยเป็นแบบนี้

“พวกเราออกไปก่อนดีกว่า”

“ครับ”

[หลังจากนั้นพวกเราก็ได้หาที่พักข้างนอกเมือง]

“นายมีเวลา 3 วัน”

“ครับๆ ลูกพี่ ผมจะหาทางทำอะไรสักอย่างเอง”

[หลังจากนั้นผมก็ให้เจ้า\ถ่าน\จัดการเรื่องของตัวเองไป ผมก็ได้เดินเล่นแถวๆนี้] ว่างจังนะ เดียวต้องเริ่มสอนสิ่งต่างให้เจ้านั้นแล้วสิ จะได้สามารถควบคุมตัวเองได้สักที่

[เดินเล่นไปเรื่อย ๆอยู่ๆก็]

#กรี๊ด ใครมันร้องเสียงดังในป่าเนี้ย

[ลองเดินไปตามเสียงร้องดู]

[พอไปถึงก็ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าภาพบาดตา] ให้ตาสิไม่น่ามองเห็นเลย

มันเป็นภาพของการฆ่ากันของพวกมนุษย์กันเอง มีอยู่ 2 กลุ่ม ที่กลุ่มน้องมีแค่ 4 คน ส่วนกลุ่มใหญ่มี 9 คน แต่พวก 4 คนกำลังได้เปรียบอยู่

“ไอ้พวกโจรเวรนี้ ส่งตัวผู้หญิงของพวกแก่มาซะดีๆ”

“ไอ้พวกสวะ นักผจญภัย อย่างพวกแก่ มันก็แค่พวกเห็นแก่ตัว”

“แล้วไงวะ พวกแก่มันก็โจนที่ปล้นของไปวันๆ ทำแต่เรื่องห่วยแตกทั้งนั้น”

“ก็ยังดีกว่าพวกที่ขายวิญญาณให้กับพลัง จนเสียสติอย่างพวกแก่ล้ะวะ”

“หุบปากไอ้พวกโจรกระจอก พวกแก่ต้องส่งยัยผู้หญิงนั้นมา และของมีค่าต่างๆมาด้วย ไม่งันพวกเราฆ่าพวกแก่แน่”

“ไอ้พวกหน้าตัวเมีย อย่าคิดนะว่าพวกข้าไม่รู้ว่าสุดท้ายพวกแก่ก็จะฆ่าพวกข้าอยู่ดีเพื่อจะไปขึ้นเงิน อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้สันดานที่โลภมากอย่างพวกแก่”

“แล้วไงวะ”

...

[พวกเขาก็เถียงกันไปสักพักและก็ต่อสู้กัน...และก็กับมาเถียง] ผมว่าพวกเขาคงไม่อยากสู้เต็มกำลังกันเพราะว่าไม่อย่าสูญเสียคนของตัวเองไปถึงจะชนะได้ก็ตามที่ ... ก็แบบใครจะชนะก็คงเสียคนไปทั้งสองฝ่ายอยู่ดี ก็เลยทำการทำสงคราม น้ำลายกัน ... แต่ที่น่าสงสารที่สุดก็คือผู้หญิงที่อยู่กับฝังของ...ที่พวกเขาเรียกว่าโจร ที่มีคนอยู่ 9 คน แต่ก็สู้จริงๆคือ 8 คนนั้นล่ะ

รำคาญเสียงกรี๊ดของผู้หญิงจริงๆนะ เธอจะร้องตอนที่พวกนั้นเริ่มโจมตีกันตลอดเลย

“เงียบสักที่สิ” ผมตัดสินใจออกไปบอกให้คุณผู้หญิงนั้นหยุดร้อง

“ในที่สุดก็มีคนมาช่วยสักที่ ช่วยพวกเราจัดการพวกโจรด้วยครับ” ... พอพวกเขาเห็นผมก็ทำเป็นพูดดีเลยนะ

“ให้ตายสิไอ้พวกนักผจญภัยเวรเอย” ... ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นนักผจญภัยเลยนะ

“เอาเถอะ” 

[ผมเดินไปอย่างช้าๆ เข้าไปหาพวกเขาพอเจอใครก็แค่จับคอและทุ่มลงพื้นทุกคน] ก็พวกนายมันทำให้เธอร้องนิ พวกนายทั้งหมดเลย

ถึงพวกเขาจะมีเสียงร้องแบบว่า “ไอ้เวรเอย” “พวกเราพวกเดียวกันนะ” “ไอ้ปีศาจ” “ไอ้นักผจญภัยแรงค์ต่ำชุบมือเปิบเอย” อะไรแบบนั้น แต่ก็นะ ส่วนความแรงในการทุ่มนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของพวกเขา ถ้ายิ่งมากก็ยิ่งแรง แต่เท่าที่ดูมันคงจะได้ผมดีนะ

“เงียบสักที่” กว่าจะจัดให้ทุกคนให้เงียบสักที่ นั้นรวมคุณผู้หญิงที่เอาแต่ร้องด้วย

[และเดินเล่นต่อไป]

ให้ตายสิหวังว่ามันจะมีอะไรให้ทำต้อนเดินเล่นนะ ถ้าเราไปฝึกด้านจิต ผมจะชอบลืมเวลานะสิ ก็อยากจะไปสอนเจ้าเด็กนั้นก่อน ที่เราจะไปฝึกจิตล่ะนะ

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่24

            ยืดนี้คือเวลาการยืดตอนไงระ เดียวถ้าไม่ทำอย่างนี้มันจะจบแค่ 60 ตอนจริงๆนะ บ่างที่ถึงจะทำแบบนี้มันก็จะจบเท่านั้นจริงๆด้วยให้ตายสิ

//////////////////////

ผมนั่งแก้คำผิดมาตั้ง 32 ตอนแล้วเหรอนี้ … และต้องไปเขียนตอนเพื่อเพิ่มจำนวนอีก ว้าว ผมว่าผมมีเวลาว่างมากจริงนะนี้ ไม่รู้สิแต่ผมสนุกนะที่ได้ทำแบบนี้ อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยเวลาทิ้งไปวันๆ สร้างอะไรสักนิดสักหน่อยในแต่ล่ะวันก็ไม่แย่อะไรเลยว่าไหม … เอาเถอะยังไงเรื่องนี้เดียวก็จบแล้ว … หวังว่ามันจะไม่ถึง 100 ตอนในการลงนะ … แต่ยังไงก็ไม่มีใครอ่านมาถึงตรงนี้อยู่แล้ว … เดียวเขียนจบภาคนี้ จะเขียนภาคพิเศษนิดๆหน่อยๆแล้วกัน ก็ไม่แย่อะไร ว่าแต่ตอนนี้ทำไหมผมถึงเขียนน้อยจังไม่ถึง 10,000 ตัวอักษรเลยแหะ

ไอ้คนเขียนบัดซบ ตอนผมเขียนตอนนี้ผมทำอะไรอยู่นิ ไม่ได้เขียนผิดแต่กับรูปประโยชน์มั่วไปหมดเลย แก่ยากสุดๆ ง่วงก็ง่าง ถ้าตรงไหนอ่าน งง ก็ให้รู้ได้เลยว่าที่จริงมันจะ งง กว่านี้อีกผมแก้ให้อ่านง่ายที่สุดได้แค่นี้ ไม่งันผมว่าเขียนใหม่จะง่ายกว่าอีก ให้ตายสิ พึ่งไปนั่งเขียนตอนใหม่เพิ่มอยู่ ก็นึกว่าตอนนี้จะได้แก้น้อยเพราะมันมีคำไม่ถึง 10,000 ตัวอักษร แต่ที่ไหนได้แก่ยากสุดๆ มันอ่านแล้ว งง จริงๆนะ … เอาเถอะผมก็แก้แล้วนั้นล่ะ บ่นแค่นี้ล่ะวันนี้ ง่วงแล้ว

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น