เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 3 : ผู้ที่มีประสิทธิภาพแต่บกพร่องด้านสมรรถภาพ [a1-2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 มี.ค. 64

[ตอนนี้หลวงพ่อที่อยู่ที่นี้ได้มาถึง ท่านพร้อมที่จะบอกอะไรบ่างอย่างแล้ว]

“เอาหระนะท่านทั้ง สอง ของเด็กผู้นี้ เราในนามแห่งสาวกของ พระผู้เป็นเจ้าที่สาดส่องแสงลงมาจากโลกเบื้องบน ด้วยความสัจจริง ลูกของพวกท่านไม่อาดมองเห็นแสงของพระผู้เป็นเจ้าของเราได้อีก ฉะนั้นพวกท่านทั้ง สอง ไม่ควรทำสิ่งที่เป็นดังการหลงผิดนี้ พวกเราได้ช่วยเด็กคนนี้ออกมาจากความตายได้อย่างยากลำบาก พวกท่านควรทำใจและยอมรับถึงมันสะ ถึงมันจะสะเทือนใจพวกท่านก็ตาม แต่ถ้าพวกท่านยังคงเห็นแก่เด็กคนนี้ ก็จงมีสติสะไม่งันเด็กคนนี้จะได้ตายจริงๆแน่ นะท่านทั้งสอง” ว้าว หลวงพ่อคนนี้พูดคำยากๆ อะไรไม่รู้เต็มไปหมดเลย

[มีเสียงเล็กๆที่เบามากมาจากทางที่พ่อแม่อยู่ราวกับเสียงหยดน้ำที่ไหรลงมาตกถึงพื้น] พวกท่านคงไม่ได้ร้อยไห้อีกนะนี้มันแย่จริงๆเลยหลวงพ่อคงพูดอะไรแย่แน่ ๆ แต่เข้าก็ช่วยชีวิตเราด้วยสินี้มันแย่จังนะ

“พวกเรา...ก็แค่อยากให้เด็กคนนี้....แค่ได้เห็นแสงสว่างเองนะท่าน...”

“แต่นั้นมันก็ยังไม่เปลี่ยนที่พวกท่านเกือบได้ ฆ่าลูกตัวเองด้วยความรู้สึกนี้” ... อะไรพ่อกับแม่จะฆ่าเราเหรอ ทำไหมระ เพราะเราตาบอดหรอ?

“ไม่ใช้นะพวกเราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น พวกเราแค่...”

“เอาล่ะผมรู้ว่าพวกท่านทั้ง สอง แค่ต้องการให้ลูกของพวกท่านได้มองเห็นอีกครั้ง นั้นเป็นเจตนาที่เราเข้าใจได้แต่ นั้นก็ไม่ใช้สาเหตุที่พวกท่านจะเอาอะไรก็ได้มาทำกับลูกตัวเองแบบนี้ “

“แต่เด็กคนนั้นนะเข้าเก่งมากเลยนะ พวกเราไม่อยากให้เข้าจมปลัก อยู่ที่นี้เข้ายังสามารถมีอนาคตได้อีกไกล แต่เพียงเพราะว่าเขาตาบอกทำให้เข้าไม่อาด...ไม่อาด...ไ.ม่.อ.า..ด”

[แล้วก็มีเสียงร้องไห้ดังมาจากฝั่งของพ่อแม่]

“…ผมเข้าใจ...แต่นั้นก็ไม่ถูกอยู่ดี พวกท่านได้เทยาอันตรายอย่างมาก ดวงตาของเด็กคนนี้ ไม่อาดถูกอากาศหรือแม้แต่แสงก็ตาม ไม่งันเลือดจะไหลจนเด็กคนนี้ตายได้เลยที่เดียว” … นี้มันแย่จริงๆนะนี้

“ผมไม่รู้นิสีมันเหมือนกับยาในตำนาน แล้วคนขายยังบอกแบบนั้นอีกแล้วก็...แล้ว...ก็”

“เพราะคุณนั้นล่ะทำให้ลูกของเราอาการแย่กว่าเดิมอีกเห็นไหมนี้” พ่อ..แม่ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ อุสาเดียวนี้ไม่เป็นแบบนี้แล้วเชียวนะ..

[เสียงอะไรบ่างอย่างเล็กแหลม] แล้วก็

#ตู้ม! เสียงดังสนั่นที่ทำให้อากาศโดยรอบมีลมกระโชกแรงต่อมา เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วบ้านก็จะพังแต่ที่นี้ไม่ใช้บ้านนะสิ แย่ นี้มันแย่รึป่าวนะ?

 “โอ้อะไรนี้ที่รักคุณต่อยผมทำไหมนี้ ....” อ่าแม่ทะเลาะกับพ่อมันไม่เคยจบง่ายๆเลยนะสิ

#ตู้ม!

“เพราะแกนะหระลูกที่น่ารักของฉันถึงต้องเจ็บปวดแบบนี้ไป ตายสะ!!!”

#ตู้ม!       #ตู้ม!!!!   #ปั้ง!!!

“ผมก็ขอโทษไปแล้วไง ผมรู้ว่าผมผิดแต่ผมก็แค่อยากช่วยลูกของเราเท่านั้นเอง...”

#ตู้ม!!!!

[ได้แต่หันหน้าไปตามเสียง] หวังว่าจะไม่มีอะไรพุ่งมาใส่อีกนะ แล้วก็แค่รองคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้นเอง

[เวลาผ่านไปสักพัก]

“พวกคุณเป็นบ้าอะไรกันทำไหมถึงมาทำรายโบสถ์แบบนี้กัน” มีคนมาหยุดพ่อกับแม่สักที่

“นี้นายไม่เป็นไหรเหรอ ได้ยินว่านายตาบอดนิให้พี่ชายคนนี้ช่วยไหม”

“ไม่เป็นไหรครับ ผมเดินเองได้เดียวผมไปหาพ่อกับแม่ก่อนนะครับ”

“นายรู้ทางรึป่าวระ ไม่สินายมองไม่เห็นนิเดียวนำทางให้” ...ที่จริงก็รู้ทางระนะจากเสียงที่หยุดครั้งล่าสุด แล้วก็สัมผัสกระแสลมยังไงก็คงไม่ชนกับสิ่งของขนาดใหญ่อยู่แล้วแต่ มีคนช่วยก็ดีนะ

“ช่วยบอกทางก็ดีเหมือนกันนะพี่ชาย”

“พ่อแม่นายนี้บ้าพลังจังนะ”

“นั้นเป็นเรื่องปกตินะครับ” ใช้ปกติแล้วก็ไม่ได้ชอบทะเลาะกันหรอกนะ

“ว้าว นายนี้เก่งจังนะที่อยู่ได้นิ”

“ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นอยู่แบบไหนนี้เป็นครอบครัวของผมนะ อย่าว่าแบบนั้นสิพี่ชายผมเสียใจนะนี้” ผมเสียใจมากด้วยถ้าไม่ขอโทษผมนะ

“โอ้ ฉันขอโทษด้วยนะที่ว่าร้ายครอบครัวนาย พี่ชายคนนี้คงยังฝึกฝนมาไม่พอจริงๆเลย ขอโทษๆ” อืมผมยกโทษให้แล้ว

[พอมาถึงที่อยู่ของพ่อกับแม่]

“พวกคุณมันตัวอันตราย สำหรับเด็กคนนั้น” เสียงพูดคุยกันดังจัง

“แต่นั้นลูกพวกเรานะคุณจะทำอะไรกับลูกฉันไม่ได้นะ!”

“ใจเย็นก่อนที่รัก คุณทำรายโบสถ์ ไป 1 ใน 3 แล้วนะพวกเราไม่มีตังจ่ายหนี้ได้แน่”

“…”

[มีเสียงบ่างอย่างดังแปลกๆ] ... 

“นี้พวกคุณนะทำรายโบสถ์ ของเราไป แถมยังไม่จ่ายค่ารักษาอีก ผมควรทำยังไงกับพวคุณดีนี้ ผมไม่มันใจว่าจะให้เด็กคนนั้นไปกับพวกคุณดีรึป่าว”

 “…”

“งันเอาแบบนี้ดีกว่ายังไงเด็กคนนี้ก็อายุตั้ง 6 ปีแล้วยังไม่ได้เรียนหนังสือหรือความรู้อะไรเลย แล้วพวกคุณก็ยังไม่มีเงินอีกเอาเป็นว่าเดียวผมอุปการะ เด็กคนนั้นก่อนจนกว่าผมจะเห็นสมควรว่าพวกคุณจะดูแลเข้าได้”

“…นี้มันเรื่องอะไรหลวงพ่อนั้นลูกผมคนหนึ่งเลยนะนี้มันบ้าอะไรกัน หะ!!” นั้นเสียงของพ่อนิ … พ่อไม่เคยทำเสียงดังแบบนั้นมาก่อนเลยนะ

 “ใจเย็นก่อนคุณฉัน...ฉันก็.....”

“…”

“ผมให้พวกคุณกลับไปคิดก่อน ยังไงก็ต้องจ่ายหนี้อยู่ดีนะครับ ส่วนเด็กคนนั้นก็ให้พักอยู่ที่นี้ก่อนแล้วกัน หรือพวกคุณมีความเห็นว่ายังไง”

“นั้นลูกผมเขาหายดีแล้วเขาควรกลับบ้าน และอีกอย่างที่นี้มันพังมันไม่ปลอดภัยสำหรับเขาด้วยสิ”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นพวกคุณยังไม่จ่ายหนี้ ทั้งค่ารักษาและค่าที่พวกคุณทำรายโบสถ์และอื่นๆอีกมากมาย อีกอย่างลูกของพวกคุณยังไม่หายดีสักหน่อยเด็กคนนั้นแค่ตื่นแล้วแค่นั้นเอง“

“…งันผมมาเยียมลูกผมได้ไหม...”

“ได้สิครับไม่มีปัญหา”

“งัน....”

[ผมที่ยืนแอบฟังที่พวกเขาคุยกัน] นี้เราจะต้องไปจากพ่อแม่เหรอ

“…นี้น้องชายนายไม่เป็นไรนะ...”

“ผมก็…เศร้าใจนะ” แต่สักวันมันก็ต้องเปลี่ยนแปลกสินะก็แค่วันนั้นคือวันนี้

“ไม่เป็นไรเดียวพี่ชายคนนี้จะช่วยนายเต็มที่เอง” .. อืม

“ครับ”

[เวลาได้ผ่านไป][พวกเขาให้ผมอยู่ที่นี้ต่อ ผมต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี้เพื่อรอให้พ่อแม่จ่ายนี้เพื่อให้ผมออกไปได้ผมก็ต้องช่วยงานที่นี้เพื่อพวกเขาจะลดหนี้ให้พ่อแม่ผมสักนิดก็ยังดี]

[เช้าวันต่อมา]

[ได้มีเสียงกระดิ่งเสียงดัง 3 ครั้ง] ถึงเวลาตื่นแล้วสินะ

“โอ้ตื่นได้แล้ว\หินฟ้า\” ที่จริงก็ตื่นนานแล้ว

“ครับ ๆๆ พี่ \สว่างแสง\ ”

ตอนนี้ก็ได้พี่เขามาดูแล

“ไปกันเถอะแล้วเรื่องเข้าห้องน้ำนี้จะต้อง...ให้ช่วยไหม”

“ไม่เป็นไรครับแค่บอกว่าอะไรคืออะไร ผมก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ”

“ว้าว นายนี้น่าถึงจังนะ”

“มันก็เป็นเรื่องปกติของผมนะครับ”

“5555นั้นสินะ มาเดียวนำทางให้ อย่าลืมเอาของที่จำเป็นมาด้วยนะ แล้วถ้าอยากให้ช่วยก็บอกมานะอย่าดื้อไปเลย”

“ไม่เป็นไรครับผมจะต้องทำด้วยตัวเองนะครับ” ใช้ถ้าให้แต่คนอื่นมาช่วยเรา เรามันก็แค่ภาระ...

[หลังจากลุกขึ้นมา] ต้องจับทิศทางของที่นอนด้วยความจำก่อน แล้วก็เปรียบเทียบกับการจับกระแสลมที่มาสัมผัสร่างกาย (ตอนนอนนี้ลมมันไม่ถูกตัวแต่ก็ได้ยินเสียงระนะ) ฟังเสียงต่างๆนำทุกอย่างมาประกอบกันจนในหัวเป็นเส้นทางถึงจะไม่สมบูรณ์ แต่นั้นก็เพียงพอในการนำทางได้แล้วระ

[ใช้มือสัมผัสกับที่นอนแล้วเดินไล่ไปทางที่ตู้ควรจะอยู่] ยังไม่ค่อยชิน ก็ที่นี้เป็นที่เรามาอยู่ใหม่ระนะ

[ใช้มือจับราวตู้เสื้อผ้า] ต้องจำว่าเนื้อผ้าแบบไหนเป็นของอะไร

[หลังจากเก็บเสื้อผ้าเตรียมพร้อม] คงมีแค่นี้สินะ

“ผมว่าผมพร้อมแล้วนะพี่”

“ว้าวเป็นความเร็วที่ เร็วมาสำหรับการที่ไม่เห็นอะไรนะนี้” …

“ขอบคุณครับที่ชม” แต่ก็ถือว่าช้าสินะ สำหรับคนที่มองเห็น ก็ต้องใช้เวลาฝึกอีกนานเลย

“มาเดียวพี่พาไปที่ห้องน้ำ แล้วเดียวพี่ก็จะได้ไปเตรียมตัวของพี่อีกด้วยสิ”

“ไม่ไปอาบน้ำด้วยกันเหรอครับ”

“5555 ไม่ได้หรอกพี่นะมีหน้าที่อยู่อีกเยอะเลยนะแต่อีกแปบพี่จะมาหานะ พี่ก็มีงานของพี่อีกอยู่ ขอโทษด้วยนะ” นั้นสิเราต้องพึงตัวเองให้มาก

“ไม่เป็นไรผมเข้าใจครับพี่”

“งันก็มาเลยเดียว พี่จะสายไปด้วยสิ5555”

“ครับ”

[หลังจากที่ถูกพามาเดินถึงห้องน้ำ] ...แปลกๆนะทำไหมถึงมาเดินวนไปวนมาอยู่ได้

“ขอบคุณครับ”

“ถ้ามีปัญหาก็เรียกพี่นะ” แปลกนะไหนว่าจะไปทำอย่างอื่นอีกนิแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ด้วยสิ

[เดินแล้วใช้มือตัวเองจับกำแพง] ที่นี้มันไม่หน้าใช้ห้องน้ำนะ ไม่เห็นชื่นเลย แล้วก็ไม่เห็นมีเสียงด้วย

#แก๊ก มีเสียงอะไรสักอย่าง นี้มันใจคอไม่ดีเลยให้ตายสิ

[ใช้เวลาสักพักในการสำรวจ] ที่นี้ไม่ใช้ที่อาบน้ำจริงด้วยสิ มันควรเป็นที่เก็บของอะไรสักอย่างสินะ

[ใช้มือไปจับประตู] ประตูเปิดไม่ได้ด้วยสิ นี้มันแย่จังนะ

[ใช้มือเคราะให้เกิดเสียงและร้องเรียก]

#ก๊อกๆ 

“มีใครอยู่ไหมครับเปิดประตูให้หน่อย”

#แก๊ก 

“นายรู้ได้ไงนี้ นายไม่กระทั้งแก้ผ้าเลย”

“พี่ช่วยอย่าแกล้งผมสิมันเสียเวลาผมอาบน้ำหมดเลย”

“โทษที่พี่แค่อยากทดสอบอะไรหน่อยนะ แต่นายนี้มันใจเย็นเป็นบ้าเลยนายโกหกเรื่องอายุจริงๆสินะบอกมานายอายุเท่าไหรกันแน่”

นี้มันเรื่องอะไรนิ

“ผมก็บอกพี่ไปแล้วผมอายุ 6 ปี ทำไหมจะต้องใส่ใจด้วยนิ”

“ก็แบบว่า...แบบว่า...ก็นายไม่น่าจะอายุเท่านี้จริงนิ พี่ไม่เชื่อหรอกนะ” แค่อายุเองมันต้องอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ

[ได้แต่ส่ายหัว] นี้พี่ชายคนนี้เป็นบ้าอะไรนิ เสียเวลาจริงๆเลย

[เดินออกไปจากประตู]

“ผมว่าผมสายแล้วนะกับการไปกินข้าวนะ”

“ก็ได้ๆ”

[หลังจากเดินมาสักพัก]

[ผมก็ได้หยุดเดิน]

“พี่เลิกเดินวนได้ยังนิมันจะไปถึงไม่นี้ เลิกแกล้งผมได้แล้ว ไม่งันผมจะเกียดพี่แน่ ๆ”

“ ! …. ฉันขอโทษนายรู้ได้ไงนิ” เอาจริงดินี้เขาจะแกล้งไปถึงไหนนิ

“ผมอาดจะมองไม่เห็นแต่ผมไม่ได้โง่นะ”

“ก็ได้ๆ เซ็งโว้ยนายรู้ได้ไงนิ”

“ผมว่าพี่เป็นคนนิสัยแย่นะ”

“เป็นคำพูดที่เจ็บนะ งัน...ไปหาเองเลยไปถ้านายเก่งขนาดนั้นนะ”

[แล้วก็มีเสียงกระแทกกับพื้นดังห่างออกไป] ...ให้ตายสิ เอาเถอะยังไงก็ไม่มีปัญหา ยกเว้นแต่ที่นี้มันเงียบจริงเลยนะงันรองตะโกนขอความช่วยเหลือดีว่า ถ้าไม่มีงันรองใช้วิธีนั้นก็ได้

“หวัดดีครับมีใครอยู่แถวนี้ไหมครับ”

“...” เงียบดีจัง งันมารองวิธีนี้ดีว่าก็อยากรองวิธีนี้มาตั้งนานแล้วสิ

[เอามือมาตบกันให้เกิดเสียงดัง]

#แปะๆ เสียงดังประมาณนี้สินะ

[รองเดินไปที่เสียงดังที่สุด แล้วใช้มือจับ] ใช้จริงด้วยกำแพงสินะ งันก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อย เพื่อจะได้มีคนได้ยินด้วย

[เดินไปสักพัก] มือที่ถือเสื้อผ้านี้มันตบมือลำบากจังนะ [ตบมือให้เสียงไม่ดังมาก]

 #แปะ

[ใช้เวลาในการเดินพอสมควร] เท่าที่เดินไปมาตอนนี้เราอยู่ที่ มีซากของกำแพงเต็มไปหมดและก็ไม่มีคน งันที่ ๆ เราอยู่คงเป็นที่ตึกพังแล้วแน่ ๆ

คงเป็นที่พ่อแม่ ทำพังสินะแปลว่าแค่ออกไปข้างนอกก็ได้แล้ว

[ได้เดินออกมาจากรูบนกำแพง] มีกระแสลมมาพัดโดนตัวนี้มันก็ไม่แย่หรอกนะ ตอนนี้คงอยู่ข้างนอกแล้วสิ

[เดินออกมาจากตึก] ตอนนี้คงอยู่ที่สนามหญ้าแล้วสินะ นิ่มกว่าพื้นตึกจัง

[เดินไปตามกระแสลม] ต้องจับทางด้วยเสียงลมที่พัดโดนสิ่งต่างๆ เพื่อจับตำแหน่งสิ่งของใหญ่ๆ คงใช้เสียงตบมือนำทางไม่ได้แล้วสินะก็เดียวเสียงมันตีกันเองจนฟังไม่รู้เรื่อง

[เดินตามกระแสลมไปเรื่อย ๆ]  

#ตุ้บ ตกลงหลุมอีก เจ็บ ๆๆ

[ได้ยินเสียงกระทบพื้นอยู่ทางด้านขวา แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะ]

“ดูไอ้บ้านั้นสิทำไหมไม่ดูทางเอาผ้าปิดตาทำไม่ ไม่เอาออกคงโง่สินะ 55555”

“อย่าไปพูดแบบนั้นสิก็แค่เขาตาบอดไงระ 55555”

“นายก็อย่าได้ไปดูถูกเขาสิพระเจ้าก็แค่ไม่อยากให้เขาเห็นแสงสว่างเท่านั้นเอง”

“ฉันได้ยินว่าพ่อแม่เขาเป็นบ้าจนทำรายโบสถ์ ของเราจนพังไปหมดเพราะไม่มีเงินพวกเขาคงโง่มากแน่ ๆ”

[มีเสียงดูถูกมากมายที่เจ็บแสบ] แต่ว่านะที่ได้ยินเสียงพวกนี้นะมันช่างเจ็บจังเลย จนอยากวิ่งนี้ไปไกล้ๆ  แต่ว่ามันกลับมีเสียงที่ดังมาจากความทรงจำของคำพูดของพ่อ “ถึงจะเสียใจหรืออยากยอมแพ้ ลูกจะมีความรู้สึกพวกนี้มันไม่ผิดหรอกนะ แต่ที่มันจะผิดนะ คือการจมปลักอยู่กับมันต่างหากระ ลูกต้องเข้มแข็ง ลูกต้องก้าวเดินต่อไป นั้นต่างหากระสิ่งที่ควรทำ” เป็นคำพูดจากพ่อ ถึงตอนนั้นจะเป็นตอนที่พ่อถูกทำโทษ จากแม่ที่พ่อลืมซื้อของที่แม่ฝากซื้อมาก็เถอะนะ

“นี้พี่ชายพี่สาวช่ายบอกผมหน่อยได้ไหมว่าห้องน้ำอยู่ทางไหน”

“…”

“ผมรู้ว่าพวกคุณอยู่ตรงนั้น ยังไงก็ขอบคุณครับ” นั้นสินะ ยังไงก็ต้องเดินด้วยเท้าตัวเองสิถึงจะถูก

[เดินตามกระแสลมต่อไป]

[มีเสียงพูดเบาๆจากที่เดินจากมา]

“เขายังเด็กอยู่พวกเราได้พูดรุนแรงกับเขาไปนะพวกเราควรช่วยเขานะ”

“เขาไม่ได้ยินที่พวกเราพูดหรอกนะไม่ต้องสนใจ”

“แต่ยังไงพ่อแม่เขาก็หน้ากลัวนะพวกเราควรช่วยเขาสิ”

“พวกคนที่ทำทรัพย์สินของโบสถ์ ต้องโดนจับไม่ก็ตัดหัวสิถึงจะถูก”

“แต่เขาก็ไม่ใช้คนทำนิยังไงเขาก็ตาบอดน่าสงสารจะตายพวกเราควรช่วยเขานะ”

[มีแต่เสียงที่มาความเห็นใจและกลัวและไม่สนใจ] แต่ถึงยังไงก็ไม่มีใครขยับจากตรงนั้นเลยสักคนเดียว

[เท้ายังคงเดินจากไปด้วยความนิ่ง] ทำไหมถึงเป็นแบบนี้ระ นี้มันแย่มากๆเลยโลกภายนอก เพราะพ่อแม่เป็นคนทำรวยที่แห่นี้เหรอหรือเป็นเพราะผมตาบอดกันแน่นี้มันไม่ยุดติธรรมเลยสักนิ พระเจ้าบ้าอะไรกันนี้มันคือเรื่องบ้าบออะไรกัน

[เวลาได้ผ่านไป]

สุดท้ายก็มีคนช่วยบอกทางไปห้องน้ำจริงๆ กว่าจะได้กินข้าวก็อีกนานพอตัวเลย แล้วก็มาทำกิจกรรมของทางโบสถ์ต่างๆ เช่น ทำความสะอาด  ซักผ้า ถูพื้น มันทำยากมากจริงๆ นั้นระแต่คนที่สามารถมองเห็นกับทำมันได้อย่าง ง่ายๆเลย ตอนนี้จิตใจมันช่างเจ็บปวดจริงๆ ถึงคนที่ชื่อว่า  \สว่างแสง\ มาขอโทษแต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิเดียว ทรมาน จัง

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่3

เรื่องทุกอย่างจะไม่เกิดถ้า คนเขียนไม่ได้เขียนลงไป # มันคือความจริง  

รู้สึกจะดราม่าไปหน่อย แต่ทุกอย่างมีลงก็ต้องมีขึ้น เอาเถอะถ้าตอนนี้มีคนไม่พอใจหรืออะไรก็ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้นะ

//////////////////////

ฟังดูแก้ตัวยังไงก็ไม่รู้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น