เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 20 : วางแผนในอนาคต การทำงาน [a1.1-15]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 มี.ค. 64

[เวลาก็ผ่านไปอยู่นานพอสมควร]  ตอนนี้ฉันก็กำลังจะขึ้นชั้นปีใหม่ ก็ขึ้นชั้นเร็วนั้นเพราะว่าตอนเข้านั้นเป็นช่วงที่จะกำลังจบของชั้นปีอยู่แล้วตอนนั้น ตอนนี้ก็กำลังจะได้ขึ้นชั้นปีสุดท้ายของระดับประถมการศึกษาที่เป็นระดับ มาตรฐาน ที่มันเป็นธรรมเนียมของคนที่นี้ว่า คน คนหนึ่งควรจะมีความรู้อย่างน้อยก็ให้มีระดับเท่านี้ มันเป็นธรรมเนียมของ เมืองที่นับถือองค์เทพแห่งน้ำ ในที่นี้ เพราะมันเป็นเมืองที่มีการค้าขายสูงมาก ถ้าไม่มีความรู้อย่างต่ำในระดับนี้ก็อาดจะถูกโกง หรือสิ่งต่างๆที่เลวรายกว่านี้ก็ได้ ที่เมืองนี้เลยสามารถเรียนได้ฟรีจนถึงระดับประถมการศึกษาระดับสูง แต่ถ้าอยากมีความรู้เพิ่มขึ้นอีกก็ต้องใช้เงินมากขึ้นและมันไม่ใช้น้อยๆด้วย

ตอนนี้เลยกำลังวางแผนต่อไปจากนี้ เพราะตอนนี้เหลื่ออีกแต่ปีเดียวก็จะจบในระดับประถมการศึกษาแล้ว จะให้ไปเรียนต่อหรือจะให้พอแค่นี้ แต่ถ้าพอแค่นี้มันก็จะไม่มีอะไรให้ทำเลยนี้สิก็คงน่าเบื่อเปล่าๆ แต่ถ้าไปเรียนต่อก็จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ว่าก็ยังไม่ได้คิดจะไปเรียนต่อที่ไหนเลยนะสิ ถ้าเรียนที่ใกล้ๆนี้ก็คงจะมีแต่พวกความรู้การค่าขายของ หรือไม่ก็การวางแผนในการตลาด หรือจะเป็นสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับการขายของเท่านั้น ...

มันก็ไม่แย่หลอกนะ แต่มันก็หน้าเบื่อไปหน่อย และความรู้พวกนั้นส่วนใหญ่ก็รองศึกษาดูไปบ่างแล้ว ... แต่ก็อยากจะไปเรียนที่ ที่มันโดดเด่นบ่างนะ อย่างเช่นโรงเรียนที่อยู่ในเมืองแห่งศูนย์กลาง แต่ว่าที่นั้นนะไกลมากๆเลย และก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากด้วยนี้สิ แค่ค่าเดินทางก็แพงมากแล้วนะ ถึง \น้ำ\ จะบอกว่าเรื่องพวกนี้นะ ไม่ต้องเป็นห่วง ... ถ้าเป็นตอนนี้ที่เกลียดกันอยู่ ก็คงไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้และก็ใช้เงินเจ้านั้นไปเลย แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้เกลียดอะไรกันมากแล้ว ก็เท่าที่คิดนะสถานะเจ้านั้นก็เหมือน ผู้ปกครอง กับฉันที่เป็นเด็กที่โดนรับเลี้ยง เรื่องมันก็กายเป็นอะไรแบบนั้นไปแล้ว แต่ว่า ถึงจะผู้ปกครองของฉันเจ้านั้นก็มีสถานะ เป็นผู้พิทักษ์ของเมืองแห่งนี้เท่าที่ฉันถามมาจากเจ้าตัวนะ แต่นั้นก็แค่เมืองแห่งนี้ จริงไหม ถ้าฉันอยากจะไปเรียนต่อที่อื่นล่ะก็เจ้านั้นก็จะไม่มีอํานาจอะไรเลย และจะให้ฉันเอาแต่ใช้เงินของประเทศนี้ ที่ไม่ใช้เมืองเกิดของฉันด้วยซ้ำไป ฉันเป็นแค่คนนอกที่อยู่ดีๆ ก็ได้อภิสิทธิ์ มากกว่าคนอื่นๆ เท่านั้นเอง .... ถึงจะไม่อยากมีถ้าฉันเลือกได้นะ 

นี้มันก็แย่พออยู่แล้ว ฉะนั้นฉันเลยตัดสินใจว่า ถ้าจะไปเรียนต่อที่อื่นก็ควรจะหาเงินด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุดอย่างน้องก็จะได้ไม่เป็นภาระให้กับที่นี้มาก ถึงจริงๆเงินพวกนั้นจะไม่มากมายอะไรกับเมืองการค้าแห่งนี้ก็ตามที่ แต่ในด้านของความรู้สึกของฉันเอง ฉันก็สัมผัสได้เลยนะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็กำลังโดนนินทาเรื่องการใช้เงินในเรื่องส่วนตัวแน่ ๆ ... อย่างน้อยฉันก็ไม่ชอบอะไรแบบนั้นนะสิ

ฉะนั้นตอนนี้เลยกำลังหาประสบการณ์ของการทํางานพวกการค้าขาย หรือจะเป็นพวกการฝึกฝนด้านการสร้าง การวางแผนหรือเรื่องต่างๆ ในตอนที่มีเวลาว่างล่ะนะ 

[ตอนนี้ฉันก็กำลังเริ่มต้นจากการนำเสนอการขายของในตลาดในเมืองของตอนเย็น ในทุกๆวัน] ตอนเช้าฉันก็ไปเรียนตอนหนังสือ ตอนเย็นก็ทำการฝึกทักษะการขายของต่างๆ ส่วนตอนดึกก็ทำการฝึกร่างกายและเทคนิคการต่อสู้ต่างๆ หรือไม่ก็ทำการใช้ความสามารถด้านนั้นๆในการต่อสู้ในรอบวัน

[ฉันกำลังเดินขายของพวกยาจากทางโบสถ์อยู่] ฉันใส่ชุดในการปลอมตัวเพื่อการขายของต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงในการโดนจับได้ว่า ฉันนะเป็นคนที่อยู่ในเมืองแห่งนี้โดยค่อยกินภาษีพวกเขาไปวันๆ แถมยังไม่ใช้คนของเมืองนี้จริงๆด้วย ฉันไม่อยากจะโดนจับได้เลย ... มันสำคัญมากนะสำหรับฉัน

#เสียงคุยกันเรื่องราคาต่างๆในตลาด ยังคงเสียงดังเช่นเคยเลยให้ตายสิ ... แต่นี้คือการฝึก

“เร่เข้ามาร้านนี้ขายปลาสดๆ” ... อย่างนี้นี่เองนี้สินะคือการโปรโมทสินค้าของตัวเองอย่างกระตือรือร้น ... ฉันจะทำได้ไหมนะ ... 

[ฉันเดินไปเลื่อยๆ โดยการหลบคนและสิ่งของต่างๆที่อยู่ทั่วไป]

“มาซื้อยาแห่งการเยียวยาของทางโบสถ์ไหมคะ ราคา 20 เหรียญฟ้าคะไม่รับเหรียญอื่น”

รู้ไหม? เงินในการค้าขายของที่นี้คือ เหรียญ แถมมีหลายสีมากด้วย แล้วแต่เมืองไหนจะรับเหรียญของอะไรกันบ่าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสีของเหรียญนั้นจะมีสัญลักษณ์ขององค์เทพที่เมืองนั้นๆนับถืออยู่ ซึ่งเมืองนี้ก็นั้นก็จะเป็นขององค์เทพแห่งกระแสสายน้ำและท้องทะเล เลยใช้เหรียญสีฟ้านะสิ รู้ไหมว่าฉันแยกชนิดของเหรียญพวกนี้ออกจากกันยากมากเลยนะในเรื่องของสีนะ แต่ถ้าเป็นวัสดุ หรือน้ำหนัก การใช้ส่วนผสมของกระแสเวทในการผสมอะไรแบบนั้นนะ ต้องใช้ใช้พวกนี้แทนในการสังเกตเหรียญพวกนี้ในการรับรู้ว่า มันคือเหรียญอะไรแทน 

“ซื้อยาแห่งการเยียวยาของทางโบสถ์ไหมคะ ราคา 20 เหรียญฟ้าคะไม่รับเหรียญอื่น”

[ฉันเดินหลายรอบแล้ว] ...แต่ไม่มีคนซื้อเลยคงเป็นเพราะ ว่าเสียงฉันสู้พวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดไม่ไหวสินะ

[วันนี้ก็คงยังขายไม่สำเร็จสินะ เอาของไปคืนที่โบสถ์แล้วไปฝึกในช้วงเย็นดีกว่า]

[ฉันเดินลัดเลาะเส้นทางในตลาดเพื่อจะไปที่โบสถ์] ..วันนี้น่าเบื่อจังนะขายไม่ออกอีกแล้วสิ

“…” ... [มีความรู้สึก ที่ ... เหมือนจะรู้จัก ...]

“…”

[ถึงจะจับกระแสเวทภายนอกไม่ได้ แต่ก็สามารถรับรู้สิ่งอื่นได้เป็นปกติ] ... รองพูดออกไปดีกว่าบ่างที่ฉันอาดจะเด่าถูก

“เป็นไงบ่างไม่ได้เจอกันนานเลย”

“ใครครับ คุณคุยกับผมอยู่เหรอครับ” ... ถึงเสียงจะแปลกๆไปบ่างแต่ฉันว่าใช้นะ

[คงจำฉันไม่ได้สินะ]

“จากวันนั้นก็ผ่านมา สักปี สองปีได้แล้วมั้ง”

“มีปัญหาอะไรรึป่าวครับ ท่าน” มีเสียจากคนข้างๆ ได้พูดแซกขึ้น คงจะเป็นคนติดตามของเจ้านี้สินะ แต่ว่าถ้ามีคนติดตามแบบนี้คงจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปแล้วสินะ คงจะจำเราไม่ได้แล้วสินะ แย่จังเลย

“นั้นคุณเหรอครับ ... ไม่สิคุณเป็นใครกันแน่” ... ไม่ฉันยังมีความหวังอยู่

“นั้นสินะ ... จากวันนั้นก็ผ่านมานาน นายคงจำฉันไม่ได้ แต่ฉันจำนายได้นะ แล้วคนอื่นเป็นไงบ่างล่ะนายรู้ไหม”

“คุณหนูผมว่าเราอย่าไปยุ่งกับเจ้าเด็กนี้เลย ผมว่าพวกเราควรซื้อของและกลับกันดีกว่านะครับ”

“นั้นสินะครับ นี้เธอคนรี้นะ เธอคงจะจำผิดคนแล้วนะครับ ผมว่าผมไม่ได้รู้จักเธอนะ และพลังเวทของเธอก็ไม่มีด้วย”

“ฮะ...ฮะ..ฮะ.."[ฉันหัวเราะแห้งๆ พร้อมกับหลบหน้าออกจากความจริงที่เจ็บปวด]    "อย่างพูดความจริงสิ เจ็บปวดนะนี้ที่ได้ยินแบบนี้ แต่เอาเถอะยังไงก็แค่มาทักทายกันเอง ฉันนะต้องติดอยู่ที่เมืองนี้จนตอนนี้แบบเบื่อสุดๆไปเลย ขอโทษนะคะที่รบกวนเวลาคุณ 3 ถ้าฉันจำไม่ผิดนะคนนะคะ”

“ผมว่าพวกเราไปกันได้แล้วนะครับคุณหนู วันนี้พวกเราเจอเรื่องแปลกๆเกิดพอแล้วนะครับ”

“… นั้นคุณ ...ไม่สิถ้าเป็นงันทำไหมสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ ครับ”

“เรื่องมันยาว ฉันก็อยากถามอะไรนายตั้งเยอะนะ แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะ เอาเป็นพรุ่งนี้ตอนเย็นที่หน้าตลาดดีไหม”

“ถ้างันก็ได้ครับแต่ ใช้คุณจริงๆเหรอ ทำไหมคุณถึงมีภาพเป็นแบบนี้ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ”

“ก็บอกว่าเดียวจะบอกไง แต่วันนี้ไม่ว่างแล้ว แค่ได้เจอกันก็ถือว่าโชคดีมากแล้วนะ”

“นั้นสิครับ งันเดียวค่อยเจอกันนะครับคุณ 8 ?”

“ฉันมีเรื่องจะบ่นให้ฟังอีกเพียบเลย”

“ฮะๆ" [ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่รู้ได้เลยว่าไม่เชื่อใจแบบสุดๆ]"ครับๆ”

[ใช้เวลาในการแยกย้ายจนกลับกันไปคนระท่างกันแล้ว]

ไม่นึกว่าจะได้เจอคนรู้จักในวันแบบนี้เลย ถ้าตอนนั้นไม่ทักทายไปเจ้านั้นก็คงยังไม่รู้ตัวว่าฉันนะอยู่ตรงนี้ ... เจ้านั้นก็ดูสบายดี ... แปลว่าที่นั้น สถานที่แห่งนั้นไม่ได้ตามหาพวกเราเหรอไง ... ถึงฉันจะไม่ทำตัวเด่นสะดุดตาบ่างแล้ว ถึงช่วงหลังๆจะเบื่อจนต้องไปหาอะไรทำบ่าง แต่เพราะว่ากระแสเวทของเราโดนกดทับจนใช้กระแสเวทแบบที่ชอบใช้ไม่ได้ แถมเพศสภาพก็ยังไม่ใช้แบบเดิมอีก พวกนั้นก็คงหาฉันไม่ได้ง่ายๆ แต่เจ้า 3 นั้นฉันกับรู้ถึงตัวเจ้านั้นได้ง่ายๆ จนไม่ต้องใช้กระแสเวทระบุตัวเลยด้วยซ้ำไป ... แปลกๆนะ

[ฉันกำลังใช้ความคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี] จะบอก\น้ำ\เรื่องนี้ไหม หรือเราจะปกปิดเรื่องบ่างเรื่องจาก 3 เพื่อจะให้เจ้านั้นมาช่วยเรา ไม่ๆ เรื่องของเราเดียวจัดการเองดีกว่า ... \น้ำ\ไม่ได้อยู่กับฉันตลอดเวลาแล้ว บ่างที่เจ้านั้นก็หายไปบ่าง ... และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นตอนที่เจ้า\น้ำ\ไม่อยู่ด้วยสิ ...

[กลับมาถึงที่บ้านที่ฉันพักอยู่]“นี้\น้ำ\ได้ยินไหม”

“…”

“มาคุยกันหน่อยฉันรู้ว่านายได้ยิน ฉันจะคุยเรื่องของฉันก่อนที่จะมาที่นี้ ... นายอยากจะฟังไหม ... ฉันแค่อยากจะเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง ...”

“...เรื่องราว...ของเจ้าสินะ...”

[ฉันใช้เวลานานพอควรเลย ในการบอกเรื่องราวจริงๆต่างๆ ตั้งแต่แรกให้เจ้า \น้ำ\ฟัง แต่เจ้านั้นกับบอกว่า...]

“ข้าไม่แปลกใจหลอก เรื่องราวแบบนี้นะข้าเดาได้ จากการที่เจ้ามีความสามารถสูงขนาดนั้น ข้านะมีประสบการณ์ที่สู้กับคนแบบเจ้ามาพอควรเลย ข้าถึงสามารถจัดการเจ้าได้ไงล่ะ แต่ข้าก็รู้เรื่องพวกนี้มาไม่มากหลอกนะ แต่โดยที่ข้าอยู่มาอย่างยาวนานเดียวข้าจะบอกอะไรบ่างอย่างให้เจ้าฟัง คิดซะว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนจากที่เจ้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังก็แล้วกัน”

“…” เจ้าน้ำรู้อะไรกันแน่

“ถ้านับจากลำดับที่ข้ารู้ เจ้าเป็นรุ่นที่ 7 จากรุ่นของข้า พวกเราเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหมด ถูกสร้างมาเพื่อสู้กับพวกที่มัน พวกเราเรียกว่าปีศาจภายนอก พวกมันไม่ใช้สิงมีชีวิตของโลกใบนี้ มันไม่ใช้พวกปีศาจภายใน พวกมันมีพลังและรูปร่างที่แต่ต่างกันไป” นี้เจ้า\น้ำ\กำลังพูดอะไร

“นี้มันบ้าอะไร...”

“แต่เหตุการณ์พวกนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆหลอกนะ แต่ว่าถ้ามีการคัดเลือกแล้ว ก็คงจะใกล้ถึงเวลาแล้ว แต่เร็วมาถึงสุดคงเป็นอีกหลายสิบปีข้างหน้า ... สถานที่ๆเจ้าเคยไปอยู่ที่นั้นถูกสร้างมาคงเป็นรุ่นที่ 6 ... แต่รุ่นนั้นก็ได้แพ้นะสิ ถือว่าเป็นของเหลือที่ส่งต่อมาถึงตอนนี้

ซึ่งในแต่ล่ะรอบพวกที่จะต้องไปสู้ จะไม่เหมือนเดิมไปตลอด ขึ้นอยู่กับว่ายุคสมัยนั้นจะมีการพัฒนาการด้านไหนสูงกว่ากัน ... ข้ายังคงจำวันแห่งนั้นได้ดี ...” ... ฟังไปก่อนแล้วกัน ...

“อืม”

“หลังการที่พวกข้าชนะพวกนั้น ได้พวกของข้าก็เหลือเพียงแค่ 3 จากทั้งหมด 15 พวกเราที่เหลือก็อ่อนแอ่เกินไปที่จะสามารถสู้ในครั้งหน้าได้พวกข้าเลยไม่ได้ทำการต่อสู้กับมันในครั้งต่อมา แต่ข้ายังสามารถช่วยพวกที่เหลือได้ โดยการปกป้องพวกเขามาตลอด แต่ว่ารอบนี้มีแต่พวกมนุษย์โดยส่วนใหญ่แล้ว ข้าไม่รู้ว่ารอบนี้จะชนะได้ไหม ถ้ามีแค่นี้ ... แต่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดพวกข้าห้ามอะไรไม่ได้ ... ข้าเคยรองแล้ว ... ในทุกครั้ง ... ก็เหมือนเดิม ...”

“จะบอกว่านายถูกสร้างขึ้นเพื่อสู้กับอะไรพวกนั้นสินะ นายเป็นพวกก่อนพวกเราตั้ง 7 รุ่นแปลว่านับจากนายลงมาก็ชนะหมดเลยเหรอ”

“ไม่หลอกในช่วยที่ผ่านมา ชนะไป 3 แพ้ไป 3 ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้อยู่เท่าที่ข้าจำได้ ... ถึงจริงๆจะมีหลังจากข้าไปอีกแต่ทุกอย่างก็เลือนลางไปตามการเวลา ... นั้นคือความจริง”

“ถ้าพวกเราแพ้จะเป็นยังไง...”

“ก็แค่ตายหมดอารยธรรมจะถูกทำราย และทุกอย่างจะกลับไปที่จุดเริ่มใหม่อีกครั้งจากการไม่มีอะไรเลย ที่พวกข้ายังมีตัวตนอยู่ก็เพราะกระแสเวทของพวกข้าได้ถูกหลอมรวมเป็นธาตุเวทในโลกนี้ไปแล้ว แต่ยังไงพวกข้าก็ได้อ่อนแอลงไปอีก อย่างมากสิ่งที่ข้าทำได้ก่อนคือการนำท่างเผ่าพันธุ์ใหม่ที่จะต้องเจอกับเหตุการนี้อีกครั้ง ถึงพวกข้าจะชนะครั้งแรกได้ แต่ครั้งต่อมาพวกข้านั้นอ่อนแอเกินไป และได้พ่ายแพ้ ... มันจะมาอีกครั้ง ... และ ... อีกครั้ง ... จนกว่าจะชนะ ...”

“ว้าว...แล้วจะให้ทำยังไงล่ะถึงจะชนะได้ล่ะนี้”

“ความสามารถต้อนนี้ก็คงยังไม่พอ ที่จริงก็ไม่เคยมีใครที่จะมีความสามารถพอเลย ... ไม่เคยมี ... ”

“สรุปก็ต้องทำให้มากที่สุดก็แค่นั้น ยังไงก็ต้องพยายามต่อไปสินะ”

“อย่าได้ยึดติดกับการที่ได้ถูกเลือก เพราะว่ายังมีคนที่มีความสามารถอยู่อีกมากมายกว่าที่เจ้าไม่รู้อีกหลอกแต่ว่าจะอยู่ที่ไหนนั้นก็สุดแล้วแต่ ถ้าสามารถนำพวกนั้นมาฝึกจนสามารถก้าวข้าม ขีดจำกัดของตัวเอง ซัก 100 ครั้งแล้วล่ะก็อาดจะสามารถชนะได้”

“อะไรคือการก้าวข้ามขีดจำกัด แล้วตั้ง 100 ครั้งนี้มันอะไรนิ”

“มันเป็นเรื่องยาก ที่จะก้าวข้ามแต่ระครั้ง แต่ถ้าเป็นซัก 100 ครั้งก็คงสามารถชนะได้แน่ ๆ ... โดยตัวต่อตัว ... นั้นเป็นเรื่องเล่าในยุคของข้านะ”

“ก็ยังไม่บอกอยู่ดีนะว่ามันคืออะไรนะ การก้าวข้ามขีดจำกัดนิ”

“มันเป็นเงื่อนไขของแต่ระคน บอกโดยรวมไม่ได้” ... ฉันก็ไม่สนใจเรื่องยุ่งยากหลอกนะ ... แต่ก็รู้เหตุผลอะไรๆ มากขึ้นแล้วนี้สิ

“…อืม ขอบใจมากที่บอกเรื่องพวกนี้นะ”

“ไม่เป็นไรเพราะว่าเจ้าก็คงจะได้ยินเรื่องพวกนี้อยู่แล้วถ้าเจ้ายังอยู่ที่นั้นต่อไป แต่เอาจริงๆข้าคิดว่าเจ้าจากที่นั้นมาก็ดีแล้วมันมีเรื่องลับลมคมในอีกมากที่มันไม่ดี เจ้านะโชคดีแล้วที่ออกมาได้”

“งันเหรอ แล้วจะว่าไปมีที่อื่นที่เป็นแบบนี้อีกไหม”

 

“ข้าว่าจะต้องมีอีกแน่ ก็ยุคนั้นมันไม่ได้มีแค่ที่ดเียว ... แต่ข้าก็ไม่แน่ใจ ก็พวกข้าคนอื่นๆก็คงจะช่วยทำอะไรบ่างอย่างเพื่อเตรียมตัวรอวันนั้นอยู่แน่ ๆ” เดียวนะ ... ทำไหมฉันคิดอะไรได้ ...

“............ ฉันของถามอะไรโง่ๆ นะนายช่วยบอกความจริงมาที่ ........”

“ได้สิที่รักของข้า”

“นายเป็นคนสร้างที่ ที่จับพวกฉันไปใช้ไหม”

“ข้าไม่ได้สร้างโดยตรง ก็แค่มีส่วนรวมในการจัดการอะไรหลายๆอย่างเท่านั้นเอง” ...

“เป็นแก่นี้เอง!!!! ทำให้ฉันอดเป็นนักบวชแห่งแสงเลย ฉันนะจะได้เอายศนั้นไปกระแทกหน้าพวกที่กดฉันในเมืองนั้น!!!! ได้อยู่แล้วเชียวนะ”

“…ข้าไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่ยังไงถึงเจ้าจะจบไปข้าก็จะรับเจ้าเข้ามาอยู่ดี เพราะข้าก็มีตําแหน่งเป็นผู้พิทักษ์ของเมืองนี้อยู่แล้ว และ ... พวกนั้นก็นับถือข้าเป็นเท...” ไอ้เวรนี้มัน!!!

“นี้นายวางแผนทั้งหมดไว้แล้วเหรอ!! ทั้งการที่ฉันหนีมาที่นี้ได้”

“มันก็แค่เรื่องบังเอิญ ที่ข้าสามารถควบคุมมันได้เท่านั้นเอง”

“อะไรวะนี้!!!!”

“อย่าหัวเสียไปเลย ข้านะบอกทุกอย่างให้เจ้ารู้ไปหมดแล้วนะ เจ้าจะเอาแต่โทษข้าก็ไม่ได้ เพราะข้ายอมบอกก็เพราะเจ้ายอมบอกเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังเท่านั้นเอง”

“ส่วนขอบใจนะมันก็มี แต่อันที่อยากจะมาสู้กับนายตัวๆ นี้มันก็อยากมากๆ เลยนะ ให้ตายสิ มาต้อยกันตัวๆสิ”

“ใจเย็นๆนะ แต่หน้าเจ้าตอนโกรธ ก็ดูดีมากเลยนะ” ....ไอ้โรคจิตนี้เอย!!!

[ฉันได้ใช้เวลาทั้งคืนในการกรีดร้องใส่เจ้าบ้านั้น ทั้งคืนจนนอนไม่หลับเลย] ต้องไปโรงเรียนแล้วเหรอเนี้ย เอาเถอะ

[เวลาผ่านไปจน ถึงเวลาเรียน และตอนนี้ก็กำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่]

“นี้หัวหน้าห้อง” มีใครมาเรียกฉันอีกนี้

“อะไรเหรอ ฉันกำลังตั้งใจเรียนอยู่นี้”

“นี้พวกเราไปหาอะไรกินที่ร้านหลังโรงเรียนดีไหมพวกฉันว่าจะไปกันทุกคนเลย” ...แย่ล่ะฉันมีนัดด้วยสิแต่ถ้าไปกันทุกคนถ้าฉันไม่ไปคนเดียวนี้มันโครตแย่เลยไม่ใช้หลอกไง

“ตอนไหนเหรอ”

“ประมาณ 5 โมงเย็นนะพวกเราจะที่ร้านเค้ก ที่เปิดใหม่ ได้ยินมาว่าเป็นร้านที่ดังมากๆ ในเมืองที่นับถือเทพแห่ง ..... อะไรนะ..... คิดสิ....”เค้กงันเหรอ จากที่ฉันได้ไปอ่านการเข้าออกสินค้าในเมื่องนี้ เงินที่ฉันลงทุนไปเมือเดือนก่อนคงเป็นร้านนั้นสินะ

“ร้านชื่อ เค้กหวาเย็นสินะ มาจากเมืองเทพแห่งน้ำแข็งนะ”

“ใช้ๆร้านนั้นแหละ”

“ได้ๆแต่ตอนนี้ขอเรียนก่อนะ”

“อืม ๆ”

เอาล่ะรับปากไปแล้ว แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะนี้ ... ไม่สิก็ ฉันต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ไปเลยสิ

[เวลาได้ผ่านไปจนถึงช่วงเลิกเรียน]

“นี้ไปกันเถอะคุณหัวหน้าห้อง”

“อืม แต่ขอไปเอาเงินจากที่บ้านก่อนนะ เดียวมาไปก่อนเลย”

“ไม่เป็นไร พวกเราว่าจะเลี้ยงให้เธอนะ มีเพื่อนคนหนึ่งเห็นเธอไปทำงานขายของที่ตลาดมา พวกเราไม่รู้เลยว่าเธอลำบากแค่ไหนเธอได้ช่วยพวกเรามาเยอะ เธอนะเป็นเพื่อนใหม่ที่เจ๋งสุดๆเลยนะ” อะไรนะ นี้การปลอมตัวสุดเนียนของฉันโดนจับได้รึไงกัน .... แย่ๆ ...ให้ตายสิ

“นั้นเป็นการเข้าใจผิดแล้ว ฉันหางานพิเศษทำ เพราะจะได้ฝึกการขายของตัวเองนะ”

“ไม่ต้องแก่ตัวไปหลอกนะ พวกเราเข้าใจเธอดี เธอนะต้องเดินมาโรงเรียนคนเดียว” อันนั้นึฝึกร่างกาย ... ก็ถ้าไม่รีบจริงๆ ก็ไม่ขึ้นรถม้าหลอกนะ ... ก็ ฉันสามารถฝึกร่างกายได้ด้วยวิธีนี้นิ

“ไม่ๆ”

“แถมเธอยังสายตาไม่ดี แล้วยังแยกสีไม่ออกอีกเธอช่างน่าสงสารจริงๆ” ไม่ฉันนะตาบอดเลยต่างหาก ... แต่พวกเธอคงจะยังไม่รู้สินะ

“ใจเย็นๆก่อนสิ”

“ฉันเข้าใจเธอดีไม่ต้องพูดแล้ว” ... ใจเย็นๆสิพวกเธอฟังฉันหน่อย

“เดียวสิ”

[ช่วงเวลาในการเข้าใจผิดก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่] จนถึง [เวลาที่นัดกับ 3 เอาไว้ฉันเลยขอตัวออกมาโดยใช้เหตุผลว่าเหนื่อยแล้วจะกลับบ้าน]

[ต้องกลับมาเปลี่ยนชุดโดยการใส่ชุดคลุมยาวไปแถนและเดินไปที่นัดไว้] แล้วก็เดินไปที่หน้าตลาดตามที่นัด

[จนฉันเดินมาเจอ]

“เป็นไงบ่างคะ คงไม่ได้รอนานเกินไปใช้ไหม”

“ผมยังแปลกใจอยู่เลยและก็ไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง คุณเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ได้ยังไงกันนิครับ”

[พวกเราได้นั่งลงบนม้านั่งตรงหน้าตลาด] ... จะบอกเลยดีไหมนะ ... ไม่ดีกว่าหาที่เงียบกว่านี้คงจะเป็นความคิดที่ดี

“ฉันว่าพวกเราไปหาที่นั่งเงียบๆดีกว่าไหมคะฉันรู้จะที่หนึ่ง”

“นั้นก็ดีครับ”

[ฉันพาเขาเดินโดยมีจุดหมาย ที่เป็นนั่งเล็กๆในอาณาเขตบ้านของฉัน เพราะแถวนั้นเงียบมากเลย]

“เดียวสิครับ ที่นี้มันเขตหวงห้ามนิครับ”... อะไรนะ มีที่แบบนั้นด้วยรึนี้แย่ล่ะ

“นั้นสินะ ไม่เป็นไรๆฉันรู้จักคนที่อยู่ที่นี้ อีกอย่างเราไม่ได้เข้าไปสักหน่อยแค่ไปนั่งที่เงียบๆที่อยู่ใกล้ๆแถวนี้เอง”

“คุณไปรู้จักคนนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ ผมได้ยินข่าวลือ มาเยอะเลยนะครับ” แย่ล่ะข่าวลือ ฉันยิ่งไม่อยากบอกเขาเลยว่าที่นี้เป็นที่พักฉันเอง

[พวกเราเดินมาถึงที่ม้านั่งที่อยู่ใกล้ต้นไม่ริมหาดที่เงียบสงบ]

“ถ้าเป็นตรงนี้คงจะเงียบสงบดีนะคะ”

“ว้าวเป็นสถานที่ ที่เยียมมากเลย” ดูจะชอบนะ ... ฉันก็ชอบที่นี้เพราะมันเงียบสงบดีด้วย

“งันนั่นลงก่อนนะคะ”

[ฉันนั่งลงบนม้านั่ง]

“นี้ก็ผ่านมานานแล้วนะคะ...ไม่สิฉันขอพูดแบบเดิมกับเพื่อนฉันหน่อยนะ” ฉันรู้ว่าเจ้า\น้ำ\ฟังอยู่ บอกไว้ก่อนยังไงก็ดีว่าไม่บอกล่ะนะฉันไม่อยากจะมีปัญหากับ\น้ำ\อีกแล้ว อุตส่าห์ความสัมพันธ์ของพวกเรากำลังไปได้ด้วยดี

“…ครับ?”

[คงไม่รู้สินะว่าฉันไม่ได้คุยกับนายอยู่แต่กำลังคุยกับ\น้ำ\อยู่]

“ฮิๆ ฮิ! ฮิ!ฮิ!ฮิ!อิ!" [กำลังหัวเราะโดยการใช้มือจับที่หน้าผาก] [ตอนนี้กำลังคิดสภาพตัวเองตอนนี้ เปรียบเทียบกับเมื่อก่อนที่ได้รู้จักกับเจ้านี้ ... ให้ตายสิ สมเพชตัวเองฉะมัดเลย] 

"นี้ก็ผ่านมานานจนฉันจำวิธีพูดแบบเดิมไม่ได้แล้วสิ”

 

[ฉันได้ทำตัวตามสบาย เอาเท้าไขว่ห้างและใช้มือโอบไหล้เจ้าบ้า หมายเลข 3 ]

“อะไรครับผมปรับตัวไม่ทันแล้วนิ”

“ยังไงเรื่องวันนั้นก็ขอบใจจริงๆ นะที่รักษาผมนะ ไม่งันคงไม่สามารถลอดมาจนถึงที่นี้ได้แน่ ... ถึงจะต้องมีสภาพเป็นแบบนี้ก็ตามที่”

“…ครับไม่เป็นไรครับแต่ช่วย...อย่ากอดแน่ขนาดนั้นสิครับ” ...เจ้าบ้านี้มันเขินฉันรึไงนิ

“โทษที่ ๆ ก็ไม่ได้เจอคนรู้จักตั้งนาน เลยเก็บอาการไม่อยู่นะ”

“แล้วทำไหมคุณถึงเป็น...ผู้หญิงล่ะครับ....ผมจำได้ว่าคุณเป็นผู้ชายนิ แถมดูน่ากลัวมากด้วย” อะไรเจ้าบ้านี้กลัวฉันตอนนั้นสินะ ให้ตายสิ ทำตัวหน่อมแน้มซะจริง

“เดียวจะเล่าให้ฟังนะ แต่ถ้าเล่าแล้วช่วยบอกเรื่องของนายมาหน่อยนะ”

“ได้ครับๆ”

“หลังการที่แยกย้ายกันตอนนั้น ฉันก็ใช้เวลาเดินทางจนไปถึงชายหาดจนได้ แต่ตอนนั้นฉันหิวมาก ก็เลยลองกินอะไรแถวๆนั้นไปจนอ้วกออกมา จากที่ไม่มีแรงอยู่แล้วเลยขยับตัวไม่ได้แทนเลย แต่ว่าฉันได้รู้สึกว่ามีคนกำลังตามมาเลย ใช้กระแสเวทของตัวเองพาร่างไปที่ทะเล แล้วก็ใช้เวลานานมากว่าจะถึงที่นี้ได้ ก็นึกว่าจะตายแล้ว...”

“เดียวนะครับ มาจากที่นั้นจนมาถึงที่นี้ ... มันไกลมาก ๆๆๆๆ เลยนะครับ ...ถึงคุณจะเก่งแค่ไหนแต่ว่าตอนนั้นคุณก็อ่อนแอมาก ตอนนั้นคุณรอดมาได้ไงนิครับบอกรายระเอียดมาดีๆนะครับ” ไกลขนาดนั้นเลยหลอ ... คงเป็นระยะท่างที่ไม่ปกติสินะ ฉันก็ไม่รู้ตำแห่งของที่นั้นจริงๆนั้นล่ะ ... เอาเถอะ

“ก็ได้ ฉันมาที่นี้ได้โดยความช่วยเหลื่อจากคนที่รับฉันมาดูแลตอนี้ล่ะ และก็เป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันมีสภาพเป็นแบบนี้ด้วย แถมยังกดพลังเวทของฉันไว้อีก เรื่องของฉันถึงตอนนี้ก็ประมาณนี้ล่ะ” ถ้าบอกมากกว่านี้เดียวก็จะรู้อีกว่าที่นี้เข้าเรียกฉันว่าอะไร บอกแค่นี้ก็พอแล้วกัน

“ให้ผมช่วยไหมครับ ถึงผมจะไม่อยากจะเชื่อว่าความสามารถระดับคุณและนี้ก็เป็นความสามารถที่คุณถนัดมากที่สุดด้วย แต่กับโดนผนึกความสามารถไว้ได้ ... ใครกันแน่ที่ทำแบบนี้กับคุณครับ”

“ก็ตอนนั้นฉันอ่อนแอมาก และอีกอย่างฉันก็ถูกรับเลียงฉันเอาไว้ด้วยสิ และถึงจะถูกฝึกให้ต้องทำตัวเป็นแบบนี้ก็ตามที่”

“... เขาต้องเป็นคนเลวและเห็นแก่ตัวมากเลยนะครับคุณ 8 คุณโดนทำอะไรไม่ดีๆ มารึเปล่าครับ เดียวผมจะบอกให้คนอื่นๆมาช่วยคุณเองนะครับ คุณคงต้องทุกทรมานมากสินะครับ ผมยังเห็นคุณแต่งตัวแบบนั้นไปขายของคุณช่างน่าสงสารจริงๆ” นี้มันจะเข้าใจอะไรผิดๆมากว่าที่ฉันตั้งใจไปอีกนะนิ

“ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหลอก ถึงจะไม่สามารถใช้พลังเวทได้ แต่ก็สุขสบายดี ถึงจะเบื่อๆอยู่บ่างนั้นล่ะ และก็ไม่ต้องช่วยก็ได้ ถ้าฉันเก่งพอเมือไหรเดียวก็จะหาทางไปเองได้นั้นล่ะนะ แล้วเรื่องของนายล่ะเป็นไงบ่าง”

“ผมนะหลังจากออกมาได้ ก็ได้รู้ข่าวเพิ่มอีกนิดหน่อยว่า 4 กับ 9 หนีออกมาไม่สำเร็จ”

“4 กับ 9 เหรอ ...ก็อยากจะพูดว่าพวกนั้นคงไม่เป็นอะไรหลอกนะ แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่เป็นแบบนั้นแน่ ๆ”

“ผมก็ตามสืบหา พวกเขากับลัทธิบ้านั้นอยู่ครับ” ...ฉันจะบอกดีไหมว่าฉันรู้จักคนหนึ่ง...ไม่สิ ...เอาประมาณว่ามีรู้จักเจ้านี้อยู่ ที่อยู่เบืองหลังเรื่องพวกนี้ ฉันก็พึงจะได้ยินมาเมื่อวานนี้เองนะ แต่จะให้บอกเรื่องสำคัญเลย มันก็พูดยากหน่อยๆ

“เรื่องพวกนั้น ฉันมีคนที่อาดจะรู้อะไรนิดหน่อยนะ”

“จริงเหรอครับ!!!” ที่จริงก็อยากบอกตรงๆว่า ไปที่บ้านฉันสิ เขานะงี่เง่าสุดๆเลย ฉันก็อยากจะบอกข้อมูลไปเลยแต่ก็ไม่รู้ว่ามันถูกต้องแน่ ๆไหม อืม...เอายังไงดีบอกไปเลยดีไหมนะ แต่ก็กลัวว่าจะบอกผิด ... เอาแบบนี้แล้วกัน

“อืมแต่ว่า...นายสามารถไปหาได้รึป่าวนี้ก็อีกเรื่องนึ่งนะ” ขอถ่วงเวลาหาข้อมูลแล้วเดียวจะเขียนรายระเอียดอีกที่นึ่งแล้วกัน

“ใครครับ คนแบบนั้นคือใครนะครับ” จะบอกอย่างไงดีก็คนใกล้ตัวด้วยสิ เอาล่ะบอกก็บอกยังไงก็ไม่อยากปกปิดด้วยสิ

“ก็เจ้าของบ้านหลังนั้นไง" [ฉันชี้นิ้วไปที่บ้านพักของฉันที่อยู่ใกล้ๆที่ฉันนั่งอยู่] "ฉันนะรู้เรื่องไม่มากหลอกนะ และก็จะพูดไงดีเอาเป็นว่านายต้องไปฟังกับด้วยตัวเอง มันพูดยากๆนะ”

“บ้าน...หลังนั้นเหรอครับ อันที่ใกล้ๆเรานี้นะครับ....เอาจริงดิครับคุณไปรู้จับกับเจ้าของบ้านหลังนี้ได้ไงครับ...ไม่สิผมเขาใจทุกอย่างแล้ว...คุณนะ...ต้องเป็นคนรับใช้ของคนที่นั้นสินะครับ...ถ้าเป็นงัน....ถ้าเป็นท่านคนนั้นล่ะก็...ผมคงรู้คำตอบแล้วว่าใครเป็นคน...ที่ได้ว่าทำไหมคุณถึงมีสภาพเป็นแบบนี้ แต่เท่าที่ดูท่านคง...ชอบคุณมากเลยนะครับ...อืม”

...เจ้า 3 คงเข้าใจถูกสินะ แต่ฉันเป็นคนรับใช้เหรอ...มันก็แปลกๆนะ แต่ถ้าดูอีกความหมายนึ่งก็เป็นคนที่ดูแลเจ้า \น้ำ\ ถ้าคิดตามฐานะก็ใช้อืม ๆ

“ก็ใช้นะ อืมแล้วว่าจะดูยุ่งยากจังว่าไหม”

“ใช้ครับ ผมจะสามารถเข้าพบท่านได้ยังไงนิครับ .... ยุ่งยากจังเลย”

“นายก็เข้าแบบปกติไม่ได้เหรอ เดียวฉันเรียงให้เอาไหม”

“ไม่ๆครับ ผมไม่อยากรบกวนท่านนะครับ...แต่ก็อยากจะเข้าไปเพื่อถามจริงๆนะครับ...นี้คุณ 8 บอกผมเลยได้ไหมครับ” ... แย่ล่ะสิ ...

“เนื้อหามันเยอะนะ เอาเป็นว่าถ้าไม่เข้าไปเดียวจะเขียนส่งไปให้นะกัน”

“...งันเหรอครับ...ผมจะอยู่ที่เมืองนี้อีกแค่ สอง วันเท่านั้นเองนะครับแล้วเดียวผมต้องกลับแล้ว”

“ไปไหนล่ะ ฉันก็อยากจะออกไปจากเมืองนี้บ่างนะ”

“เป็นถึงระดับอย่างคุณก็ยังโดนจัดการอย่างอยู่หมัด แปลว่าท่านต้องแข็งแกร่งมากแน่ ๆสินะครับ” ... ก็ไม่ขนาดนั้น ...

“ถ้าฉันไม่อ่อนแอเพราะสู้กับเจ้าโกเลมบ้านั้นมานะ และรวมถึงเหนื่อยล้าจากการที่ต้องลอยอยู่ในทะเลล่ะก็ อย่างน้อยฉันก็สามารถหนีไปได้ล่ะนะ”

“…ไม่รู้สิครับแต่ระดับอย่างคุณต่อสู้กับเจ้านั้นได้...ผมก็คงยังไม่สามารถต่อก่อนได้อยู่ดีสินะครับ”

“น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ... แล้วนายนะอยู่ที่ไหนเหรอ เท่าที่ดูคงมาแค่เทียวสินะ”

 

“ผมอยู่เมืองแห่งศูนย์กลางนะครับ แล้วคนอื่นๆก็อยู่แถวๆบ่างคนด้วยนะครับ”

“เยี่ยมไปเลยนิ ฉันว่าปีหน้า ฉันจะไปเรียนต่อที่นั้น”

“... เรื่องนี้ผมว่าจะถามมานานแล้ว ทำไหมคุณถึงใส่ชุดนี้เหรอครับ ความรู้ที่พวกนั้นยัดใส่พวกเราก็มากกว่าการศึกษาทั่วๆไปในทุกทวีปนี้แล้วนะครับ หรือมีเหตุอะไรพิเศษรึเปล่าครับ”

“นายคิดงันเหรอ ฉันคิดว่าการที่ไปโรงเรียนนะมันช่วยฝึกอะไรบ่างอย่างได้นะ ความรู้ที่ได้อาดจะไม่ดีพอ แต่เรื่องอื่นๆนะมันก็ยังมีอะไรที่น่าเรียนรู้อยู่ด้วยนะ และที่สำคัญที่สุดก็เพราะ เบื่อนะ”

“เบื่อสินะครับ”

“ใช้ โครตแย่เลยนะ”

“ก็คนแบบคุณนะ คงไม่ชอบอยู่ที่เดียวๆไปนานๆสินะครับ คงลําบากแย่”

“ใช้ฉันนะอย่าจะเทียวฝึกฝนตัวเองไปทั่วทวีป ไปฝึกวิชาต่างๆให้หมดเลย แต่ดูฉันตอนนี้สิติดแหงกอยู่ที่นี้ แถมยังมีสภาพเป็นแบบนี้อีก แย่ๆ แล้วอย่างงี่ฉันจะไปเอาชนะเจ้าบ้า 7 ได้ยังไงกันดิ”

“คุณคงไม่ชนะเขาแล้วล่ะครับ”

“แย่จริง”

“…” ... [... พวกเราคุยกันถึงตรงนี้แล้วเงียบ กันไปซักพัก ...]

“นี้คงถึงเวลาแล้วฉันคงต้องไปก่อนนะ”

“ครับๆเดียวผมจะส่งจดหมายมาหา ท่านคนนั้นนะครับ เดียวถ้าท่านตอบรับ ผมก็จะพาคนอื่นๆ มาเยี่ยมด้วยนะครับ”

“นั้นก็ดีเลย แล้วเจอกันนะ”

[พวกเราแยกย้ายกันกลับไป] ทุกอย่างกำลังขยับไปอีกครั้งสินะ...พกวนั้นเป็นไงกันบ่างนะ

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่16

ตอนเขียนบทที่แล้วๆมามันดูจะไม่มีเนื้อหาอะไรเลย แต่ตอนนี้ก็กำลังเข้าเนื้อเรื่อง ... หวังว่าตอนเขียนจะมีที่ว่างให้ใส่ตัวละครอื่นๆ และบทสำคัญๆอื่นๆอีกนะ แต่ที่แน่ ๆ คือเขียนไปเขียนมารู้สึกว่าจะข้ามเนื้อหาที่สามารถเขียนยืดออกไปได้อีกนะสิ ถ้าเขียนจริงๆคงสามารถยืดไปได้สัก 2 – 3 เท่าของจำนวนตอนนี้ หวังว่านะ

//////////////////////

ชื่อตอนมันเป็นแค่ คอนเซ็ป ของการเขียนตอน ตอนหนึ่ง ฉะนั้นมันก็จะตรงบ่างไม่ตรงบ่างไม่ต้องสงสัยนะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น