เส้นทาง ที่ไม่อาจคว้า จุดจบได้

ตอนที่ 19 : การเดินทางสู่เมืองใหญ่ การปกปิดอย่างไม่โสภา [a1.1-14]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 เม.ย. 64

หลังจากที่ได้ส่งส่วนที่เคยเป็นพลังและความหวังของฉันออกไปได้ ... เพื่อว่า สักวันเจ้านั้นมันจะกลับมาช่วยฉัน แต่เอาจริงๆก็ไม่คิดว่าเจ้านั้นจะทำได้หลอกนะ แต่ไม่รู้สิ ฉัน สังหรณ์ ใจว่า เจ้านั้นจะทำได้...และดีมากด้วย ก็ไม่รู้เอาความมันใจนั้นมาจากไหน

“เจ้าอย่าเหม่อสิ ตั้งใจทำให้มากกว่านี้อีก” ... จะบ่นทำไหมให้มากนิ ยังไงก็ทำอยู่นี้ แค่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่เท่านั้นเอง

“ก็ทำอยู่ไง ไม่เห็นรึไง หะ!”

“เจ้าช่วยเขียนให้มันตั้งใจมากกว่านี้อีกสิ แค่ทำโทษโดยให้เขียนคำขอโทษ 50,000 จบ ตอนนี้ได้แค่ 49,235 แล้ว ตั้งใจอีกนิดก็จะเสร็จแล้วนิเข้าใจไหม”

“…อืมฉันผิดไปแล้ว แต่ก็ขอพักสักหน่อยสิ...”

“ไม่ได้ถ้าทำช้ากว่ากำหนดการแล้วล่ะก็ ข้าจะไม่ให้เจ้าไปที่นั้น” ... ขู่อยู่ได้ให้ตายสิ

“ก็ได้ๆ ...”

“แล้วก็เจ้านะคิดว่าวิธีนั้นจะได้ผลรึไง ข้าว่ามันจะทำให้ข้าเป็นตัวตลกมากกว่า”

“….อย่าช่วยคุยสิกำลังตั้งใจเขียนอยู่นี้ ...เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิ และก็เชื่อมันในตัวฉันด้วยสิ ฉันนะทำได้อยู่แล้วมันต้องไปได้ด้วยดี จนความกังวลของนายเป็นเรื่องตลกแน่ ๆ”

“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ตั้งใจเขียนเข้าล่ะ”

“คะ ๆ ท่านเทพผู้พิทักษ์แห่งน้ำ”

[หวังจากที่โดนทำโทษมาแสนนาน และก็อีกไม่กี่นาทีก็จะได้ ไปแล้ว] ไปในสิ่งที่เรียกว่าโรงเรียน ส่วนใหญ่ จะมีคนไปเพื่อหาความรู้ แต่ฉันก็จะไปหาเพื่อน ... และก็ถ้ามีความรู้อะไรน่าสนใจหรือไม่ก็การฝึกอะไรที่น่าสนุกก็ถือว่าคุมค่าแล้ว ยังไงตอนนี้ฉันก็อายุได้ 11 ปี ....

อาดจะเข้าไปเรียนกะทันหันไปบ่างแต่ก็เริ่มดีกว่าไม่เริ่มจริงไหม และก็เรียนอีกไม่นานก็จะไปเรียนต่อที่ดีๆถ้าจบแล้วก็หางานทำดีๆ.... แค่คิดก็น่าเบื่อแล้ว... แต่ถ้ายังเอาแต่อยู่ที่นี้ล่ะก็ มันจะไม่มีอะไรที่ดีขึ้นแถมจะน่าเบื่อสุดๆเลย

“ทำเสร็จแล้ว”

“เตรียมตัวเสร็จแล้วรึยัง”

“ฮะๆ"[การหัวเราะที่เต็มได้ด้วยความเหนื่อย] "มันแน่อยู่แล้ว ก็ได้เตรียมตัวไปก่อนที่จะได้มา นั่งเขียนเจ้านี้ในช่วงสุดท้าย มันได้จบแล้ว ....เอานิกระดาษทั้งหมดที่ฉันได้เขียนคำขอโทษ”

[ยืนกระดาษ ที่เขียนคำขอโทษ50,000 คำไปให้ที่พื้นที่ว่าเปล่า]

“วางเจ้านั้นไว้ที่พื้นได้แล้ว และก็ไปเอากระเป๋าซะ เจ้าจะสายวันแรกไม่ได้เข้าใจไหม”

“คะ ๆ”

[หยิบกระเป๋าแล้วก็ได้วิ่งลง มาที่อยู่ไปหน้าประตู] จะได้ไปแล้วสินะ

[ใช้เวลาไม่นานมากในการขึ้นรถม้า] 

“…เงียบจังนะ” ....

“มันก็แน่อยู่แล้ว ก็เจ้านะอยู่ในรถที่ข้าบอกให้ผู้ดูแลที่นี้ทำให้เป็นอย่างดีเลยนะ และตอนนี้ก็ไม่มีใครหรืออะไรมารบกวน ข้ากับเจ้าได้อีก”

“จำเรื่องที่ตกลงกันได้ไหม ว่าฉันแค่อย่าไปเรียนแบบปกติ และก็นายก็ต้องไปด้วย เข้าใจไหมต้องแบบปกติด้วย”

“ข้ารู้ๆ เจ้าไม่อย่างให้วุ่นวาย อะไรดูเจ้าตอนนี้สิเจ้าดูแตกต่างไปจากเดิมมาก และที่ตกลงไว้ข้านะ ข้าจะอยู่ที่คาดผมของเจ้าเอง แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นเลยนิที่ข้าต้องไปด้วย ... เจ้าคงเหง่าสินะที่ไม่มีข้า เจ้าช่างน่ารักจริงๆ”

“… มันคือการทดลอง ถ้าฉันไปเรียนต่อที่อื่น ที่ไม่ใช้แถวๆนี้ นายคงไม่อนุญาตแน่ ๆ แต่ถ้านายไปกับฉันด้วย นายก็คงไม่ว่าอะไรใช้ไหม”

“นี้แค่วันแรกเจ้ายังคิดไปถึงวันข้างหน้าอีกเหรอเนี้ย ... แต่ ... ก็จริงถ้าข้าไปด้วยข้าก็อาดจะอนุญาตเจ้าก็ได้ แต่เมืองนี้ล่ะข้าก็จำเป็นต้องดูแลอยู่ดี และข้ายังออกไปไม่ได้ด้วย”

“นั้นเลยเป็นเหตุผลที่ฉันให้นายลองมาอยู่ในสิ่งของก่อน และถ้านายสามารถทำตัวได้อย่างปกติแล้ว ฉันว่าการที่ฉันจะพานายออกไปโลกกว้างก็ไม่ได้แย่ใช้ไหม นายก็อยากจะไปด้วยใช้ไหม?”

“ข้าขอคิดดูก่อน...”

“อืมยังไงก็มีเวลาให้คิดเหลืออีกนานนะ ไม่ต้องรีบตัดสินใจไปก็ได้”

[ความเร็วของรถม้าได้ช้าลง] [ใกล้จะถึงแล้วสินะ]  [ใช้มือรวบผมและมัดผม ต่อมาก็ใช้ที่คาดผมใส่ไว้กลางหัว จัดเสือผ้าให้ดีๆและที่สําคัญ... ใส่แวนตา] อิๆ ฉันตลกนะแต่นี้เป็นการฝึก ในการใช้ชีวิตแบบปกติ โดยไม่ให้คนอื่นรู้ว่าฉันนั้นตาบอด แค่ใส่แวนก็เป็นการปกปิดแล้ว แต่มันก็รู้สึกแปลกๆนั้นล่ะ 

“อย่างลืมกระเป๋าด้วยระ”

“อืม”

แล้วฉันก็ให้\น้ำ\ มาช่วยด้วย เพื่อเพิ่มความเนียน แค่คิดว่าจะต้องทำให้ความไม่แตกว่าเราเป็นใครนั้นรวมถึงว่าเรานั้นยังตาบอดอีก แต่ได้มาเรียนที่นี้ มันก็ตื่นเต้นแล้วสิ ว้าวๆ 

การที่ใช้โรงเรียนนี้ในการฝึก และเรื่องการหาเพื่อนนะเป็นเรื่องลอง ส่วนความรู้นะรึถ้าเจอเรื่องที่น่าสนใจก็คุมค่าแล้วที่ได้มาที่นี้

“ถึงแล้ว\ขอบฟ้า\ ที่น่ารักของข้า ของให้สนุกกับการเรียนของเจ้านะ”

“มันแน่อยู่แล้วนะ\น้ำ\”

[ลงจากรถม้า?] [หันกลับหลังมาเพื่อจะกล่าวคำขอบคุณ] .....

#ฮี้!!! ..... [มีกระแสลมที่เร็วมาได้พัดไปแล้ว ... ] ไวเกิน!!

“...จะกล่าวคำบอกลาซะหน่อย ...แต่ไปซะเร็วเลย” 

[เริมสำรวจหน้าโรงเรียนและทำการเดินไปด้วย] อืม...มีกำแพงอยู่รอบๆเลย อืม มีคนที่น่าจะอายุเท่ากันอยู่ที่นี้เต็มไปหมดเลย จากน้ำหนักเท้าที่เดินและเสียงที่ได้ยิน ... อืม นั้นคงเป็นอาจารย์สินะ...หวังว่าจะไม่ได้สอนแบบที่นั้นหลอกนะ ... หวังว่า... คงจะสอนแบบปกติเหมือนที่อยู่ในโบสถ์ตอนฉันเด็กๆล่ะมั้ง... หวังว่านะ

ก่อนอื่นต้องไปที่...ห้องที่มีพวกอาจารย์เยอะๆ ก่อนต้องไปแจ้งให้รู้ว่าฉันได้มาที่นี้แล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงต่อไป

[ฉันเดินไปตามเส้นทางหน้าโรงเรียนเพื่อที่จะเข้าไปในโรงเรียน] การที่จะต้องไม่ใช้กระแสเวทในการจับสัมผัสสิ่งต่างๆ มันไม่... มันเป็นเพราะ....เจ้า\น้ำ\ นะเลยทำให้กระแสเวทของเราใช้ไม่ได้เพราะถูกกดด้วยกระแสเวทอยู่ การทำสิ่งต่างๆเลยเป็นการใช้การสัมผัสจากร่างกายแบบจริงๆ ส่วนการเขียนการอ่านก็ศึกษามาบ่างแล้วจาก\น้ำ\ กับพวกหนังสือต่างๆที่อยู่ในที่พักของฉัน การอ่านจากหนังสือเลยไม่มีปัญหามากนัก ก็ใช้มือสัมผัสจากร่องรอยของตัวหนังสือพวกนั้น หรือเป็นพวกการสอนที่ใส่วงจรกระแสเวทเข้าไป มันก็จะง่ายขึ้นเพราะแค่ใช้การจับกระแสเวทที่แตกต่างกันของอากาศและตรงหนังสือถ้าเป็นเรื่องแค่นี้ฉันยังทำได้อยู่ มันทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงตัวอักษร ที่อยู่ในหนังสือและบ่างที่อาดจะรู้ถึงบ่างอย่างที่อยู่ในนั้นอีกที่นึ่งด้วย แต่ที่นี้คงจะไม่มีอะไรแบบนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องที่ท้าทายสุดๆเลย

[เดินมาตั้งนาน] น่าจะเป็นห้องนี้นะเพราะจากการเดินมาในห้องนี้มีเสียงการเดินที่ดังที่สุดและมากที่สุด ถ้าเสียงดังนั้นแปลว่าเป็นคนตัวใหญ่ ก็คงเป็นผู้ใหญ่ก็คงเป็นพวกอาจารย์ สินะ

[กระซิบถาม\น้ำ\ไป] “ใช้ห้องนี้ไหมที่ฉันต้องมาแจ้งว่าตัวฉันมาแล้วนะ” [มีเสียงกระซิบกลับ] “อืม”

[มีกระแสลมที่พัดเข้ามา ... แต่กับสัมผัสได้ถึงช่องว่างของกระแสลม...] ... “ขอโทษนะคะ ทำไหมคุณถึงได้มามองฉันแบบนั้นล่ะคะ” 

[มีคนกำลังยืนอยู่ด้านซ้ายมือ ผละกำลังมองมาที่ฉันเงียบมาก แต่ก็รู้ได้เพราะเขาบังกระแสลมไว้ ... ]

“นี้คูณหนูเป็นคนที่มาเรียนใหม่วันนี้สินะครับ” จากเสียงคงเป็นคนแก่แน่ ๆ ต้องทักทายตามมารยาทแล้วสิ

[ทำการก้มตัวลงแล้วใช้ท่าที่พวกอาจารย์ที่สอน มารยาท สอนมาใช้อย่างเต็มที่]

“คะ ดิฉันชื่อ \ฟ้า\คะ แล้วคุณคือใครเหรอคะ ฉันกำลังจะเข้าไปในห้องเพื่อไปหาอาจารย์ฉันจะได้เตรียมตัวถูกนะคะ”

“ขอโทษที่นะคุณหนูผมเป็นครูใหญ่ที่นี้ .... คุณคงเป็น ...คนที่องค์ท่านดูแลสินะ มีคนรู้แค่ผมคนเดียวเท่านั้นเองในที่นี้ แต่...ผมแค่มาทักทายนะครับ...ขอให้สนุกกับโรงเรียนนะครับ ผมขอตัวก่อน”

... อืมก็ไม่แปลกใจที่เป็นแบบนี้ ...อืมเข้าไปข้างในดีกว่า

[ใช้เวลาสักพัก] [คุยกับอาจารย์ สักพักแล้วต้องรออะไรอีกนิดหน่อยเดียวฉัน จะต้องมีการแน่นำตัวหน้าห้องด้วยสิ...] แต่พวกอาจารย์ให้ฉันเรียกพวกเขาว่าคุณครูนะ อืม.

[ฉันกำลังรออยู่หน้าห้อง] รอว่าจะถูกเรียกให้ไปตอนไหน

“เข้ามาได้แล้วนักเรียนถึงตาที่เธอต้องแน่นำตัวให้กับคนอื่นๆแล้วนะ”

[กำลังเดินเข้าไปในห้อง] ก็ตื่นเต้นนิดๆนะนี้

[เดินมาถึงห้องแล้วก็กำลังหันหน้ามองไปทั่วห้อง] แล้วก็ต้องเป็นการแน่นำตัวต่อ

“สวัสดีคะฉันชื่อ \ฟ้า\ นะคะ” เกร็งไปหมดเลย จะรอดไม่นิ

“…”

“…เพื่อนเขาพึงย้ายมานะลงยังปรับตัวไม่ทัน พ่อของเธอนั้นได้ย้ายมาทำงานมาที่นี้ เธอเลยต้องย้ายที่เรียนมาตามพ่อของเธอนะ ทุกคนช่วยดูแลเธอด้วยนะ”

“ครับ/คะ”

“ฝากตัวด้วยนะคะ”

[เวลาในวัยเรียนได้เริ่มขึ้นอย่างเงียบสงบ] 

[เวลาผ่านไป]

ช่วงเวลานั้นมันเป็นอะไรที่สนุกและเยี่ยมมากเลยได้ใช้ชีวิตในแบบปกติสุข ....... แต่ก็น่าเบื่อมากเช่นกัน บ่างเวลาเลยต้องหาอะไรที่ไม่น่าเบื่อ เช่นการฝึกต่างๆ โดยการหาคู่ต่อสู้ที่เก่งๆในหลายๆด้านมาโดยในบริเวณใกล้ๆที่นี้ ควบคู่กับการใช้ชีวิตปกติไป ฉันทำแบบนี้เป็นเพราะการไปเรียนถือว่าเป็นการพักผ่อนจิตใจ และได้สนุกกับช่วยเวลานั้นๆโดยการมีเพื่อนมากมาย ....ส่วนช่วงเวลาในการฝึกนั้นเพื่อเป็นการตอกย่ำตัวเองว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี้ ... แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นช่วยเวลาที่สนุกมาก บ่างครั้งฉันก็สงจดหมายถึงเรื่องราวต่างๆที่สนุกพวกนั้นลงไปในจดหมายและนั้นรวมถึงการที่อ่านจดหมายพวกนั้นด้วย เพราะฉันรู้ว่าฝั่งนู้นกำลังใช้ชีวิตที่เป็นอิสระจริงๆเผื่อฉันอยู่นะสิ ... 

[วันนี้ก็เป็นอีกวันที่กลับจากโรงเรียนอย่างปกติ จนต้อนนี้ก็กำลังอยู่ในห้องพักของฉัน]

“วันนี้ก็เป็นวันที่สนุกอีกวัน....และนัดช่วงเย็นล่ะมีอะไรบ่าง”

“เจ้าก็ไปอ่านที่จดไว้เองสิข้าไม่ใช้คนใช้เจ้านะ”

“ช่วยๆหน่อยสิ”

“ก็ได้....วันนี้เจ้าต้องเรียนการต่อสู้โดยใช้ดาบ โดยคนที่เจ้าต้องเจอก็คือ...”

“ไม่ต้องบอกสิ อย่างนั้นจะไปสนุกอะไร แล้วก็ดาบอีกแล้วเหรอ นี้มันครั้งที่เท่าไหนแล้วนิ แต่ก็นะถ้าเป็นวิชาที่มีประโยชน์ก็คุมค่าที่จะลองดู”

จากการที่ได้เรียนรู้อะไรต่างๆจากที่นี้ ทำให้รู้ว่า....ที่เมืองนี้ ไม่สิที่ ที่นับถือเทพแห่งน้ำ นะจะเป็นเมืองที่เก่งการค้าอย่างมาก และ เก่งการค่าทางเรือแบบที่สุดเลย ก็ตอนไปเรียนก็จะเป็นพวกความรู้เกี่ยวกับการค้าขายทั้งนั้น และการเดินเรือ หรือเดินทางอะไรแบบนั้น แต่ก็เป็นเป็นเมืองที่ไม่มีคนเก่งด้านการต่อสู้เท่าไหน ที่จะบอกก็คือเก่งการหาเงิน ก็เลยไม่มีเวลาในการฝึกการต่อสู้นะสิ ไม่เก่งการต่อสู้เท่ากับเมืองอื่นๆที่นับถือเทพองค์อื่นๆ แต่นั้นไม่นับเรื่องการต่อสู้ในน้ำหรือทะเลนั้นรวมถึงการต่อสู้กับสัตว์ต่างๆในทะเล เพราะเป็นแบบนั้นเลยสรุปได้ว่าที่นี้มีเรื่องดีคือการค่าขาย ดีสุดคือทางเรือ และการต่อสู้ก็ไม่ได้เก่งมากถ้าไม่ได้สู้ในน้ำหรือสู้กับสัตว์ในน้ำ นั้นคือขอดีทั้งหมดที่สามารถเรียนรู้และฝึกได้จากที่นี้

แล้วก็ส่วนใหญ่ฉันก็ฝึกมาหมดแล้ว ถึงจะไม่ได้ดีมากแต่ก็มากพอที่จะใช้ความรู้และความสามารถพวกนั้นให้มีประโยชน์ได้อยู่บ่าง

[ใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่นานมาก] แนวการแต่งตัวก็จะเป็นอีกประเภท ในการต่อสู้

[ฉันมายืนอยู่ในสนาม ... ที่น่าจะเป็นตอนการคืนนะ] ก็ฉันแยกไม่ออกนิ

“ขอบคุณมากนะคะที่มาในวันนี้”

“ผมเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ที่จะมาสอนให้คุณหนูผมได้ยินมาจากที่ลับๆมา ว่าคุณหนูนั้นเก่งมาก บ่างที่คุณหนูอาดจะได้เป็นผู้กล้าแห่งน้ำก็เป็นได้ในสักวัน หรือเทพธิดาแห่งนาดน้ำก็...”

“ขอบคุณนะคะ แต่ว่าฉันคงเป็นอะไรแบบนั้นไม่ได้เหรอคะ และอีกอย่างคุณต้องชนะฉันก่อนถึงจะสามารถสอนฉันได้คะ แต่ถ้าแพ้ฉันก็จะสอนคุณเองนะคะ ตามที่ตกลงกันไว้”

“ครับ แต่แต่งตัวแบบนั้นมันน่าจะขยับยากนะครับ”

“ไม่ต้องเป็นห่วงคะ นี้ก็เป็นการฝึกอีกแบบของฉันด้วยนะคะ และก็ขอโทษนะคะถ้ามันทำให้กวนใจคุณ”

“ครับ แต่ว่าถ้าเป็นงัน ผมจะสู้แบบออมมือนะครับ”

“ถ้าทำอย่างนั้นคุณคงอยากให้ฉันสอนสินะคะ”

“ไม่อยากอยู่แล้วครับ”

“ก็อย่าออมมือนะคะเพราะถึงจะฉันจะแต่งตัวแบบนี้ก็สามารถชนะคุณได้นะคะ”

“...งันก็มาเริ่มกันเลย”

*ในคำคืนที่มีแสงจันทร์ทั้ง 4 อยู่บนฟ้า ทั้ได้สาดแสงทั้ง 4 มาที่สนามอันเงียบสงบ มีชายรุ่นใหญ่ ที่มีบรรยากาศที่สงบนิ่งถือดาบไม้อยู่ตรงข้ามกับ มีเด็กสาวผมสีฟ้าอ่อนที่ถูกยอมสีจากเหล่าแสงจันทร์ เธอนั้นกำลังปล่อยผมอันตรงยาวที่กระเซอะกระเซิง ที่ใส่เสื้อผ้าอันเรียบง่าย ที่ข้อมือข้อเท้าต่างสวมกำไลที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ดูเกะกะอย่างขัดหูขัดตา ได้ถือดาบไม้เช่นเดียวกัน*

ความรู้สึกนี้อีกครั้ง มันความรู้สึกของการที่อยู่ที่นั้น ถึงตอนนี้จะใส่พวกเครื่องถ่วงน้ำหนัก ที่หนักรวมกันมากกว่าน้ำหนักของฉันสักอีก

[มีเสียงของมีกระแสลมอ่อนๆพุ่งมาทางข้างหน้า]

[พุ่งส่วนเขาไปหา]

[สัมผัสได้ถึงกระแสลมที่พัดมาเฉื่อย นิดนึ่ง] คงเป็นเขาสินะ ฉันสัมผัสได้แต่กระแสลมที่พัดมา และได้ยินแต่เสียงของกระแสลมที่พัดไปมาเท่านั้น ไม่มีเสียงฝีเท้าเลย การขยับก็เงียบแต่ก็ยังพอจับทางได้อยู่บ่าง ก็คงจะเป็นเรื่องยากหน่อยๆ ถ้าไม่ใช้กระแสเวทในการสัมผัส

[พุ่งไปหาด้วยความเร็วที่สูงขึ้น] จะถึงจุดปะทะแล้วสินะ ต้องมีสมาธิ

#แปะ เสียงอะไรนะ

#ฟิ้ว [กระโดนหลบ]

#ตู้ม! 

ดีนะที่หลบก่อน จากเสียงนั้นมาช้ากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น และเสียงดังตอนแรกนั้นคงเป็นเสียงของการตบมือ นั้นคงจะเป็นแผนที่ทำให้ฉันเสียสมาธิสินะ

“เก่งมากครับ เท่าที่ผมได้ยินมาคุณหนูตาบอดด้วยสินะครับ แต่ก็ใช้ความสามารถทางร่างการส่วนอื่นๆได้ดีมากและยังมีสมาธิที่ดีด้วย และการตัดสินใจได้อย่างใจเย็น เยียมมากคุณหนู”

“ฉันว่าเรายังสู้ไม่จบนะคะ”

“งันผมจะเอาจริงแล้วนะคุณหนู”

[เกิดเสียงลมกระโชกแรงจนกลเสียงของอื่นๆไปหมด] มาไม้นี้สินะ แต่ก็...แค่นี้ล่ะนะ

ตอนนี้ไม่สามารจับด้วยการใช้เสียงได้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็มีอีกหลายวิธี ฉันนะได้ฝึกเรื่องพวกนี้เตรียมไปตั้งนานแล้ว

...

[ขยับหัวหลบไปข่างหลังและหมุนตัวครึ่งก้าว ใช้หมัดต่อย ไปข้างขวาระยะช่วงหัวของฉันเอง]

“…หลบได้สวยมาครับคุณหนู...หมัดคุณหนูหนักจริงๆเลยนะครับ...”

[กระโดดถอยหลัง]

“พอยังคะ หรือจะอีกสักยก”

“ขออีกสักครั้งนะครับแต่รอบนี้จะเป็นการสู้ด้วยดาบโดยใช้แต่ฝีมืออย่างเดียวนะครับ ตกลงไหมครับคุณหนู”

“เอาสิคะใช้แต่ดาบและไม่ใช้เวทนะคะ”

“ได้ครับ...งันมาเริ่มกันเลย”

[กระแสลมอันเงียบสงบกำลังขยับอย่างช้าๆ]

...

[พุ่งดาบเข้าไป]

“คุณหนูแพ้แล้วนะครับ”

“ก็จริงคะ”

“แต่ก็เพราะว่าประสาทสัมผัสของคุณหนูเฉียบคมเกินไปเลยเป็นแบบนี้ล่ะครับ”

“แล้วฉันควรจะรับมือยังไงดีล่ะคะ”

[ตอนแทงดาบไปก็รู้เลยว่าได้แพ้ลงไปแล้ว เพราะตรงนั้นนะไม่มีอะไรอยู่เลย แต่ว่าได้ยินเสียงเล็กๆจริงๆนะ] ถ้าแทงพลาดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับแพ้นั้นล่ะ เพราะว่ากว่าจะตวัดได้อีกครั้ง อีกฝั่งก็คงแทงฉันตายไปแล้ว

“ผมคงไม่สามารถสอนเรื่องของการใช้ดาบได้ เพราะคุณหนูเก่งเกินไป แต่ถ้าเป็นการ ใช้จิตสัมผัสผมสามารถช่วยฝึกได้”

“จิตสัมผัสเหรอคะ”

“ใช้ครับ ต้นตำรับจริงๆก็คงมาจากวัดในป่าแห่งธาตุดิน ไม่ก็เป็นพวกนักรบแห่งธาตุไฟ ผมนั้นสามารถใช้ได้แค่แบบระดับธรรมดาปกตินะครับ เดียวจะสอนให้และรวทถึงวิธีการแยกแย่แบบพื้นฐานนะครับ เพราะผมก็ใช้ยังไม่ได้เก่งมาก แต่ว่าผมมีแค่นั้นยังสามารถชนะคุณหนูได้เลยนะครับ”

“ไม่ๆพวกเราเสมออยู่กันนะ ลืมไปแล้วรึไงนิ”

[เวลาได้ผ่านไป]

...

**-**

จบตอนที่15

รู้สึกว่าชื่อตอนจะเริ่มคิดยากๆแล้วสิ ตอนนี้ก็ไม่เกี่ยวกับชื่อตอนเท่าไหร่เลย แล้วก็รู้สึกว่าจะข้ามเวลาไปบ่อยสุดๆเลยด้วย แต่ก็นะถ้าเรื่องเกิดในเวลาไม่กี่เดือนหรือ ไม่กี่วัน นั้นมันก็จะดูเก่งเกินไปแบบแค่ 1 เดือนจะเก่งเท่าคนฝึกมา 100 ปี? ผมไม่เหตุเลยนะแบบนั้น จะต้องมีช่วงเวลาของการฝึก สักเดือน สักปี มันถึงจะปกตินะ แต่ก็อีกไม่นานแล้วที่จะได้เข้าเนื้อเรื่องหลัก ถ้าเข้ามันจะไม่ค่อยจะข้ามเวลาเท่าไหร่ จะขยายเวลาแบบนึ่งวัน 2 ตอนเลยอะไรแบบนั้น... แต่ก็คงใช้เวลาอีกนานพอตัวเลย แต่นี้แค่ตอนที่ 15 เองนะเขียนจบคงจะไม่ถึง 80 ตอนแน่ ๆ แต่ถ้ายืดตอนดีๆ อาดจะ ได้ 100+ ก็ได้ใครจะไปรู้ คนเขียนยังไม่รู้เลย

คนเขียนก็แค่นักอ่านที่ได้อ่านแบบเรียลไทม์ของเรื่องนี้เท่านั้นเอง และแค่มีแนวโน้มในการสร้างเนื้อเรื่อง แต่ก็ไม่สามารถฝืนเนื้อเรื่องในสิ่งที่ไม่สมควรได้ ก็ประมาณนั้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีจุดหมายที่ จะเขียนบอกจริงๆจังๆนิยังไงก็สามารถใส่อะไรได้อีกเยอะ หวังว่าจะสามารถควบคุมเนื้อเรื่องที่หลังได้นะ

////////////////////// 

มีหลายที่ ที่รู้สึกว่าเขียนออกมาได้แย่ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ก็นี้มันเรื่องแรกนิจริงไหม ต้องฝึกอีกมากแล้วก็ถ้ามีว่างด้วย ก็จะเขียนเลื่อยๆ ไม่ซีเรียส ถือว่าแบ่งนิยายที่ไม่ได้เขียนตามแบบปกติที่คนอื่นชอบอ่านกัน ... ก็ถือว่าอยู่ในมาตฐานที่ว่ามันแปลกนะ ... หรือไม่แปลก? ยังไงก็ได้ทั้งนั้น

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น