กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,203 Views

  • 13 Comments

  • 136 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    65

    Overall
    3,203

ตอนที่ 7 : จิ้นฮุ้ยเหวิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61




ตอนที่ 7 : จิ้นฮุ้ยเหวิน



     "สหายข้า! ในที่สุด.. วันแห่งคำทำนายโบราณก็ได้มาถึงแล้ว.. จงตื่นเถิดเหล่าสหายทั้งหลาย.." น้ำเสียงทุ้มต่ำ ที่แฝงไว้ด้บยพลังอันศักดิ์สิทธิ์และโบราณ ดังก้องไปทั่วผืนป่า ก่อนที่ตัวอักขระโบราณสีทองบนยอดเขาทั้ง 7 จะเกิดเป็นเส้นแสงเชื่อมโยงเข้าหากัน ซึ่งตัวอักขระโบราณเหล่านี้ไม่มีผู้ใดอ่านออกหรือเข้าใจความหมายของมันแม้แต่คนเดียว ก่อนที่พวกมันจะพุ่งวาบเข้าหาต้นยักษ์แดงและจมหายเข้าไปในลำต้นอย่างรวดเร็ว 

     พริบตานั้นเอง ท่ามกลางสายตาที่กำลังตื่นตระหนกของทุกผู้คนในพื้นที่โดยรอบ ต้นยักษ์แดงก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ลำต้นที่สีแดงฉานก็พลันบิดเกรียวและลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว จนเหลือส่วนสูงเพียงแค่ 30 เมตร ความกว้างเหลือ 10 คนโอบเท่านั้น

     ลำต้นค่อยๆแตกร้าวพลัดเปลือกนอกสีแดงฉานออก เผยให้เห็นเนื้อไม้สีทองเปล่งประกายสวยงาม ใบไม้สีแดงพลันร่วงโรยตามสายลม พร้อมกับแตกใบสีขาวนวลตาขึ้นมาแทน กลิ่นอายแห่งธาตุอัคคีภายในอากาศลดจางลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คลื่นพลังปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์และอบอุ่นจะระเบิดกระจายออกมาจากต้นยักษ์แดงอย่างรุนแรง

ตึม!

     และในเสี้ยวพริบตานั้นเอง ที่ลุงหยางเฉินและกลุ่มหมาป่าทมิฬต้องตื่นตะลึงขึ้นทันที เมื่อคลื่นพลังปราณจำนวนมหาศาลที่อัดแน่นในอากาศจากแรงระเบิด ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายปานคลื่นน้ำหลาก 

     พวกเขาดวงตาเบิกกว้างอย่างตระหนก เมื่อลมปราณในร่างกายกำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างมิอาจหยุดยั้งได้ เส้นลมปราณขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว จนมันทำลายขีดจำกัดในร่างกายและก้าวข้ามระดับชั้นอย่างน่าอัศจรรย์

     ภายในไม่กี่อึดใจ ลุงเฉินที่อยู่ในชั้นก่อตั้งขั้นต้นระดับ 3 ก็ก้าวผ่านจุดคอขวดไปอยู่ระดับ 4 ทันที และกลุ่มหมาป่าเพลิงก็เลื่อนระดับขึ้นมาอยู่ชั้นกำเนิดขั้นปลายระดับ 7 กันทุกคน และหยางตงฉวนเองก็เหลืออีกแค่ครึ้งก้าวเท่านั้น ก็สามารถก้าวเข้าสู่ชั้นก่อตั้งระดับต้นได้แล้ว

     ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลต่อจิตใจพวกเขาในตอนนี้เป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและอึดอัด ที่พวกกลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬกำลังยกพลบุกขึ้นมา หากนับผู้ฝึกยุทธภายในหมู่บ้านยักษ์แดง ณ ตอนนี้มีเพียงลุงเฉินและกลุ่มหมาป่าเพลิงเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น


     ซึ่งยากนักที่จะได้รับมือต่อกำลังคนนับร้อยได้ ซึ่งหากพวกเขาทั้งแปดคิดหลบหนีเอาตัวรอดก็หาได้ยากเย็นไม่ แต่ชีวิตชาวบ้านที่อยู่ข้างหลังก็จะต้องล้มตายอย่างน่าอนาถแน่นอน และในตอนนี้เมื่อพวกเขาทั้ง 8 ได้รับพลังปราณที่แสนลี้ลับจากต้นยักษ์แดง ก็ทำให้สายตาที่หวาดหวั่นกลับมาฮึกเหิมขึ้นทันที และเชื่อว่าสวรรค์กำลังเมตตาและมอบพลังนี้ให้แก่ตน จงอย่าทำให้สวรรค์ที่กำลังทอดมองพวกตนอยู่ต้องผิดหวัง

     "ทุกคนประจำตำแหน่ง! ทำตามแผนที่วางไว้อย่าได้ผิดพลาด เด็ดขาด!" เสียงตะโกนของลุงเฉินดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา พร้อมกับชาวบ้านทั้ง 46 คน เคลื่อนไหวอพยพไปที่ด้านหลังสุดของหมู่บ้านยักษ์แดงทันที

     ที่ด้านหลังหมู่บ้านมีหลุมขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ ซึ่งหลุมใหญ่นี้ก็เป็นแผนของลุงเฉินคิดค้นขึ้นมา มันถูกขุดด้วยฝีมือชาวบ้านทั้งหมดร่วมมือกันสร้าง และเมื่อชาวบ้านลงไปกันจนหมดทุกผู้คน ก็นำแผ่นไม้ธรรมดามาปิดเอาไว้ โดยเจาะช่องอากาศเอาไว้อย่างดีกันการขาดอากาศหายใจ และตามด้วยนำเศษดินมาเกลี่ยอีกทีเพื่อปกปิดร่องรอย หากมองจากด้านหน้าหมู่บ้านเข้ามา ด้วยระยะทางที่ห่างไกล ทำให้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าบริเวณตรงนั้นมีหลุมหลบภัยอยู่

     ลุงเฉินเพ่งมองออกไปด้านนอก ด้วยสายตามิยินยอม ก่อนจะกระชับกระบี่เอาไว้แน่น "วันนี้! พวกเราจะแก้แค้นให้กับพี่น้องของเราทุกคน! สวรรค์ทรงเมตตาเราแล้ว! จงอย่าทำให้เบื้องบนต้องผิดหวัง!" หยางเฉินตะโกนกึกก้อง ปลุกใจสหายร่วมรบทุกคน พลังปราณในกายทั้งแปดคตเดือดพล่านเร่งเร้าอย่างมิเคยเป็นมาก่อนในชั่วชีวิต ในมือกุมกระบี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพุ่งทยานออกไปในทันที


     ...........


     อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางเมืองโบราณอันแข็งแกร่ง ภายในเมืองเงียบเหงาวังเวง ไร้เงาผู้คนที่เดินขวักไขว่อย่างในก่อนหน้านี้ ที่ส่วนกลางของเมือง มีร่างของเด็กชายคนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอย่างเคร่งขึม รอบกายเขาปกคลุมด้วยพลังปราณสีแดงสดปานโลหิต กำลังสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นลงดั่งละลอกคลื่นบนผิวน้ำ ก่อนที่เสียงของบุรุษวัยชราจะกล่าวขึ้น

     "ไม่เลว.. เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เจ้าสามารถบีบอัดอัคคีโลหิตมังกรได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยอดเยี่ยม..." เสียงชราดังออกมาจากต้นยักษ์แดง ขณะที่สายตายังคงจับจ้องกลุ่มพลังปราณสีโลหิตที่ด้านหน้า ด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชมต่อพรสวรรค์ของเด็กชายตรงหน้า 

     ก่อนที่กลุ่มพลังปราณสีโลหิตจะค่อยๆ กระจายตัวออกและจางหายไปในอากาศ เมื่อพลังปราณสีโลหิตจางลงก็เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กชายที่หล่อเหลา คิ้วสีดำเข้มดั่งกระบี่กล้าแสนคมกริบ ดวงตาสีน้ำเงินครามลุ่มลึกฉายแววเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งเป็นสันเสริมให้น่าเกรงขาม รูปปากบางสมส่วน ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย และเขาก็คือ เฟยหมิงนั้นเอง

    "ข้าน้อย ขอขอบคุณท่านอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวิน ที่มอบผลึกธาตุอัคคีที่แสนล้ำค่าให้แก่ข้าน้อย ข้าขอสัญญา ข้าจะตามหาสหายทั้ง 7 ของท่านให้พบและจะแจ้งเรื่องที่ท่านมอบหมายให้ข้าอย่างไม่มีผิดพลาดเด็ดขาด!" เฟยหมิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมผสานมือคารวะต่อต้นยักษ์แดงอย่างนับถือและเลื่อมใส ก่อนที่เสียงหัวเราะของชายชราจะดังขึ้น

     "ข้าจิ้นฮุ้ยเหวิน ได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก็เพราะเจ้า หากข้าไม่มอบอะไรให้เจ้าเพื่อเป็นการตอบแทน ข้าคงจะกลายเป็นตาแก่แล้งน้ำใจจนเกินไป ฮ่าๆ" ต้นยักษ์แดงหรือนามที่แท้จริง 'จิ้นฮุ้ยเหวิน' กล่าวต่อเฟยหมิงด้วยแววตาภาคภูมิใจและเอ็นดู ดั่งสายตาของผู้เฒ่ายามมองดูบุตรหลานกำลังเติมโตอย่างมีคุณภาพ ก่อนจะกล่าวอีกครั้ง

     "เดิมที ผลึกธาตุของข้าเป็นธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อเกื่อบ 400 ปีก่อนข้าถูกพวกเผ่ามังกรโจมตีเมือง จึงทำให้ผลึกข้าเสียหายอย่างหนัก จนเกื่อบจะตกตายกลายเป็นต้นไม้แห้งเหี่ยวไป แต่ใครจะไปเชื่อว่า บุรุษในคำทำนายจะเป็นเจ้า! เด็กน้อยที่กำเนิดมาพร้อมพลังธาตุแสงอันศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ยิ่ง ฮ่าๆ" จิ้นฮุ้ยเหวินหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว พลังที่บริสุทธิ์หาที่ใดเปรียบนั้น มันมาจากมุกอมฤต 9 สวรรค์ในร่างของเฟยหมิง หาใช่ดั่งคำทำนายไม่ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน

     "ดูเหมือนด้านนอกจะเกิดเรื่องขึ้น เจ้าจงทำความคุ้นชินต่อพลังอัคคีให้คล่องเสียก่อน ค่อยออกไปช่วยพวกเขา ตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกยังคงไม่หนักหนานัก.." สิ้นคำของอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวิน สีหน้าของเฟยหมิงก็พลันเปลี่ยนแปลกหลากอารมณ์ ก่อนจะค่อยๆหลับตาลงและฝึกปรือตามคำท่านอาวุโสทันที

     เฟยหมิงมิอาจละเลยคำของท่านอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวินได้ ร่างกายของเขาตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ภายในตันเถียนมีผลึกธาตุอัคคีเพิ่มขึ้นมาดวงหนึ่ง มันกำลังหมุนวนรอบมุกอมฤต 9 สวรรค์อย่างเชื่องช้า พร้อมกับค่อยๆซึมซับพลังจากมุกสวรรค์ ที่แผ่ออกมาอย่างอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา

      พลังปราณในตัวเขาในตอนนี้หลังจากที่ฝืนบีบอัดผลึกธาตุอัคคีจนสำเร็จอย่างยากลำบาก  ความร้อนของผลึกธาตุอัคคีแผดเผาเส้นลมปราณของเขาอย่างหนักหนาสาหัส แต่ก็แลกมากับการทลวงเปิดจุดชีพจรลมปราณที่รวดเร็วจนน่าตระหนก จนทำให้เขาก้าวมาอยู่สุดปลายของชั้นกำเนิดลมปราณเรียบร้อยแล้ว 

      'ตอนนี้ผลึกธาตุอัคคีถูกมุกสวรรค์สกดข่มไว้หมดแล้ว และการควบคุมพลังธาตุอัคคีเองก็ไม่ใช่ปัญหาต่อข้าเท่าใดนัก แต่ว่าพลังของมันนั้น.. ช่างแตกต่างจากธาตุอัคคีสามัญทั่วไปมากนัก ทั้งขนาดและความร้อนแรงของมัน อยู่เหนือกว่าธาตุอัคคีของข้าในกาลก่อนหลายขุมเลยทีเดียว และดูเหมือนว่ามันจะยังคงพัฒนาต่อไปได้อีกมากมาย เกินกว่าตัวข้าจะคาดเดาได้...' เฟยหมิงลืมตาขึ้นมองจิ้นฮุ้ยเหวินด้วยสายตาเลื่อมใสอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหลับตาลงฝึกปรืออีกครั้งหนึ่ง

      เพราะตลอดเวลาที่ฝึกปรือใต้คำชี้แนะของท่านอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวิน เฟยหมิงก็ได้รับรู้อีกว่า ท่านจิ้นฮุ้ยเหวินนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์พฤกษาที่เก่าแก่โบราณเป็นอย่างมาก มีอายุยืนยาวมานานจนอายุเกื่อบสองพันปีแล้ว และรับรู้อีกว่า ภาพเมืองโบราณที่เขานั่งอยู่นี้นั้น เคยมีอยู่จริง! แต่มันตั้งอยู่ในอีกภพหนึ่งที่เรียกว่า อาณาจักรขนนกท่องนภา แห่งพิภพวิหคเหยียบสวรรค์ 

     ก่อนจะถูกศัตรูเผ่ามังกรบุกโจมตี ผู้นำของพวกมันเป็นผู้ใช้ธาตุอัคคีที่แสนแข็งแกร่ง ผู้อาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวินมิอาจต้านทาน และพ่ายแพ้ลง พลังปราณถดถอยลงมาก จนไม่อาจประคองเมืองให้ลอยอยู่กลางนภาต่อไปได้ ร่วงหล่นจากชั้นฟ้า ตกลงมากระแทกยอดเขาสูงบนพื้นผิวโลกอย่างรุนแรง

     แรงกระแทกทำให้ยอดเขาสูงยุบตัวลงเป็นหลุมลึกขนาดมหึมาดั่งปัจจุบันในทันที และเมื่อก่อนหน้านี้หลาย 100 ปีก่อน ได้มีกลุ่มคนค้นพบที่แห่งนี้โดยบังเอิญ และสร้างหมู่บ้านขึ้นโดยสลักชื่อเอาไว้ว่า หมู่บ้านยักษ์แดง ก่อนที่สัตว์อสูรธาตุอัคคีที่หวังจะชิงพลังธาตุอัคคีจากต้นยักษ์แดง จะบุกโจมตีหมู่บ้านอย่างหนักจนล่มสลายลง และกลายมาเป็นสภาพอย่างที่เห็นทุกวันนี้


      ..........

     ที่ด้านชายป่าห่างออกไปจากปากทางเข้าหมู่บ้านยักษ์แดงประมาณ 300 เมตร กลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬที่ถืออาวุธครบมือจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 คน หยุดเคลื่อนพลอยู่กับที่ ต่างเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนยอดเขาทั้งสองลูกที่สูงตงาดฟ้า ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกระคนประหลาดใจ

     ก่อนที่เงาร่างที่คุ้นเคยจะบังคับม้าสีดำก้าวออกมาต้องแสงแดด เผยให้เห็นร่างที่มีผ้าพันแผลปิดบังช่วงเอวเอาไว้อย่างชัดเจน และมันก็คือหัวหน้ากลุ่มโจรจันทราเสี้ยวทมิฬที่ถูกท่านลุงหยางเฉินโจมตีเมื่อ 3 วันก่อนนั้นเอง แววตาของมันจ้องมองไปที่ภูเขาด้านหน้าอย่างเคียดแค้นและอาฆาต

     ก่อนที่มันจะเก็บความแค้นในแววตาเอาไว้ และทำตัวสงบเสงี่ยม ก่อนจะก้าวลงจากหลังม้าดำ และหันไปผสานมือคารวะ พร้อมกับกล่าวออกมา "คารวะคุณชายสาม ที่ภูเขาด้านหน้านี้ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านพวกมัน ขอรับ" สิ้นคำ มันก็ก้มหน้าลงทันที คล้ายดั่งหวาดเกรงต่อชายตรงหน้าที่มันเรียกว่า คุณชายสามอย่างยิ่งยวด 


     โดยหลังจากเหตุการณ์ที่มันถูกรอบโจมตีในคืนนั้น มันได้แอบส่งคนติดตามพวกของเฟยหมิงไป จนได้พบกับหมู่บ้านยักษ์แดง และแม้กระทั่งคลื่นพลังธาตุอัคคีภายในหมู่บ้านยักษ์แดงก็ถูกมันรายงานออกไป และเรื่องนี้ก็ทำให้คนใหญ่คนโตที่อยู่เบื้องหลังเกิดสนใจเป็นอย่างมาก จนต้องส่งยอดฝีมือลงมาจัดการ


     และในตอนนั้นเอง เงาคนอีกผู้หนึ่งค่อยๆขี่ม้าออกมาด้านหน้า ก่อนที่ใบหน้าอ่อนเยาว์จะกวาดสายตาดุดันไปที่ภูเขาด้านหน้า ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมเงางามสีเลือดหมู สวมด้วยชุดเกราะอ่อนสีเงินสะท้อนแสงงดงาม ขี่ม้าศึกขนสีขาวงดงาม ลำตัวสูงใหญ่กว่าม้าศึกทั่วไปถึงสองเท่า รอบๆตัวมันส่งกลิ่นอายธาตุลมอันเข้นข้นออกมาอยู่ตลอดเวลา ช่างน่าหวาดหวั่นนัก


      ชายหนุ่มหันมามองชายตรงหน้าที่มีผ้าพันแผลคาดที่เอว ก่อนที่สายตาจะฉายแววหยามเหยียดออกมา "เหอะ! เจ้าคนไร้ค่า! แค่ชาวบ้านต่ำต้อยไม่กี่คน เจ้ายังสังหารพวกมันไม่ได้! งั่นก็ตายไปซะ!" สิ้นน้ำเสียงที่เย็นเยี่ยบและอำมหิต คมกระบี่สีครามวาบผ่านลำคอของมันในพริบตา ก่อนที่หัวของหัวหน้ากองโจรที่ดวงตาเบิกกว้างอย่างหวดกลัว จะกระเดนแยกออกจากร่าง โลหิตสาดกระเซ็นปานน้ำพุในพริบตา


     "คิดจะต่อต้านข้ารึ! หึ! ผู้ใดที่คิดต่อต้านข้า มันต้องตกตายอย่างอนาถไร้ที่กลบฝัง! ฆ่าสังหารพวกมันให้สิ้น! อย่าได้ละเว้นแม้แต่ผู้เดียว!" น้ำเสียงที่แสนเย็นชาและอำมหิตดังก้องทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมของกลุ่มโจรกว่า 100 ชีวิตกึกก้องไปทั่วป่าเขา ก่อนที่ผืนดินจะสั่นสะเทือน จากฝีเท้านับร้อยที่วิ่งกรูบุกทลวงขึ้นสู่หมู่บ้านยักษ์แดงปานคลื่นโหมซัดกระหน่ำ


     แต่ทว่า ที่บริเวณผืนป่าทั้งสองฝั่ง ที่มีของกลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬอยู่ตรงกลาง อยู่ๆก็เกิดเสียงแหวกอากาศดังขึ้น ก่อนจะปรากฏเป็นท่องซุงหลายสิบท่อนเหวี่ยงลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬพลันตื่นตระหนกจนใจตกวูบ มิอาจตั้งตัวทัน ได้แต่เพียงมองท่อนซุงพุ่งเขาหาอย่างอับจนปัญญาและหวาดกลัว

     ตูมๆๆๆ

     เสียงท่อนซุงกระแทกใส่ร่างพวกมันดั่งสนั่นนับสิบๆครั้ง เสียงร้องโหยหวยดังระงมทั่วหุบเขา เพียงแค่พริบตา โลหิตและเศษซากแขนขาจำนวนมากสาดกระจายไปทั่วผืนดิน จนเป็นดั่งสายธารโลหิต กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศอย่างสยดสยอง

     สีหน้าพวกมันแตกตื่นหวาดกลัวอย่างหนัก พวกมันกวาดสายตาออกไปในผืนป่ารกทึบโดยรอบ กับไม่พบแม้แต่เงามนุษย์สักคนเดียว และในจังหวะที่พวกมันหยุดนิ่งด้วยความตื่นตระหนก เสียงตะโกนที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและเย็นเยียบของบุรุษก็ดึงก้องกังวานขึ้น

     "สังหารพวกมันให้หมด! อย่าให้พวกมันรอดกลับไปได้แม้แต่คนเดียว!"



___________________________

     


     คอมเมนต์ติชมได้นะครับ ทุกคำติและคำชม จะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปครับ

ต้องขอโทษด้วยที่ลงช้านะครับ พอดีพ่อผมป่วยต้องไปเฝ้าที่โรงพยาบาล เลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ครับ / ขอบคุณที่ติดตามครับ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #4 Gouyjeng (@Gouyjeng) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 21:53
    สนุกมากคับ ก่อนมาพลังปราณถึงระดับเทวะ ถ้ามาฝึกใหม่พลังปราณน่าจะเลื่อนระดับเร็วขึ้นเพราะเคยผ่านมาแล้ว
    #4
    1
    • #4-1 Atikhun (@tranquilizer) (จากตอนที่ 7)
      20 ธันวาคม 2561 / 20:07
      ไม่แน่นะครับ แต่เรื่องเคล็ดวิชาไม่ธรรมดาแน่นอนครับ
      #4-1
  2. #3 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 18:32

    ขอบคุณค่ะ

    #3
    0