กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,198 Views

  • 13 Comments

  • 135 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    60

    Overall
    3,198

ตอนที่ 4 : เสียงโหยหวนยามราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 552
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    8 ธ.ค. 61





ตอนที่ 4 : เสียงโหยหวนยามราตรี


     ในยามราตรีที่มืดมิดแสนเย็นเยียบ อสูรวิญญาณคำรามกึกก้องแว่วมาจากส่วนลึกของป่าสวรรค์หมื่นอสูร และในส่วนหนึ่งที่ห่างออกไปในป่าลึกที่ริมลำธาร เปลวเพลิงร้อนแรงกำลังลุกโชน ท่ามกลางไฟร้อนแรงมีหมูป่าตัวอวบอ้วนเนื้อตัวแดงก่ำจนมันเกื่อบจะไหม้เกรียมหมุนวนอยู่ เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นมา ก่อนที่เงาร่างของเด็กชายคนหนึ่งค่อยๆก้าวเดินเข้ามา ใบหน้าสะท้อนกับแสงไฟวูบวาบ ก่อนจะคว้าจับไปที่ท่อนไม้อย่างถนัดถนี่ และออกแรงยกขึ้นทันที "ฮ่าฮ่า เนื้อสุกกำลังดี! .... อืม.. รสชาติก็ถือว่าไม่เลว!" สิ้นคำ เสียงฉีกกัดและเสียงเคี้ยวก็ดังขึ้นอย่างมูมมาม และเด็กชายคนนี้ก็คือเฟยหมิงนั้นเอง

     
     ด้วยการที่เขาฝึกปรือพลังปราณมาตลอดทั้งเดือน ทำให้หิวโหยจนผอมซูบหน้าท้องเกื่อบติดแผ่นหลัง แต่โชคยังดีที่ได้พบหมูป่าโดยบังเอิญ ทำให้มื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อแรกหลังก้าวข้ามมิติมาแห่งนี้ 'ตอนนี้ข้าฝึกปรือทักษะบ่มเพาะ [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] ได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นเพียงพื้นฐานการเปิดจุดชีพจรลมปราณทั้ง 64 จุดทั้งร่างกาย ด้วยวิธีโคจรลมปราณที่ซับซ้อนดั่งประคองเปลวไฟท่ามกลางลมพายุ แม้ตอนนี้ข้าจะเปิดจุดชีพจรได้ทั้ง 64 จุดแล้วก็ตาม แต่จุดชีพจรที่สมบูรณ์มีแค่ 35 จุดเท่านั้น แต่ว่า..'

     เฟยหมิงพึมพำด้วยปากเต็มไปด้วยคราบมันเปรอะเปื้อน ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างพอใจขึ้นมา ที่รับรู้ว่าแท้จริงนั้น การฝึกปรือทักษะบ่มเพาะ [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] ไม่เพียงแค่ชำระล้างลมปราณภายในร่างกายเท่านั้น เพราะหลังจากเขาเปิดจุดชีพจรได้ทั้ง 64 จุด อยู่ๆคำว่าลมปราณวิถีสวรรค์ก็ปรากฏขึ้นมาในจิตสำนึกของเขา ก่อนที่เขาจะลองปล่อยพลังลมปราณออกมาบนฝ่ามือขวาช้าๆ ปรากฎไอพลังลมปราณสีขาวนวล ค่อยๆหมุนวนอยู่บนฝามือ สีหน้าของเขาปรากฎรอยยิ้มปิติออกมาจนไม่อาจจะหยุดยั้งได้ "มันคือ เส้นลมปราณวิถีสวรรค์! ความบริสุทธิ์ของลมปราณช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!!"

     เสียงหัวเราะของเด็กน้อยวัยเพียง 9 ขวบดังไปรอบบริเวณอย่างสดใส และหลังจากกินเนื้อหมูป่าจนหมดอย่างรวดเร็ว เขาก็ยืนครุ่นคิดถึงอดีตขึ้นมา 'ในตอนนี้ธาตุหลักของข้าเป็นธาตุแสง หากให้นึกย้อนถึงตำราทักษะธาตุแสงที่เคยผ่านตา นับว่ามีน้อยจนนับนิ้วได้ เพราะธาตุเดิมของข้าเป็นธาตุลมและอัคคี คงต้องอาศัยทักษะขัดเกลาร่างกาย และพละกำลังที่เป็นพื้นฐานสำคัญของผู้ฝึกยุทธ และที่พอคิดได้ตอนนี้ก็มีอยู่ 3 ทักษะ ที่เหมาะแก่การผสานทักษะอย่างยิ่ง' 


1.ทักษะเสริมพลัง ราชันย์ภูผา (มี 7 ระดับขั้น ช่วยเสริมกำลังกล้ามเนื้อ)

2.ทักษะเสริมพลัง กายาหมื่นศิลา (มี 6 ระดับขั้น ช่วยเสริมของกระดูก ข้อต่อให้แข็งดุจศิลา)

3.ทักษะเสริมพลัง ลมหายใจทองคำผันแปร (มี 5 ระดับขั้น ช่วยเสริมพลังของโลหิตและพลังปราณให้มั่นคงขึ้น)


(การผสานทักษะนั้นยากเย็นยิ่ง เพราะผู้ฝึกยุทธจะต้องเข้าใจทักษะทั้ง 3 ทักษะอย่างลึกซึ้ง และชำนาญเป็นอย่างมาก ตัวทักษะเองก็ต้องสอดคล้องกัน ถึงจะหลอมรวมทักษะเข้ากันได้ เช่น 3 ทักษะนี้ ที่เป็นทักษะเสริมพลังร่างกายทั้งสิ้น หากนำมาผสานกันแล้ว จะสามารถใช้ทั้ง 3 ทักษะออกมาในคราเดียวได้ และประสิทธิภาพที่ออกมา จะแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณ)


     "สงสัยข้าต้องเริ่มตั้งแต่ 1 ใหม่เลยซินะ แต่รอบนี้ข้าไม่ต้องเสียเวลาเหมือนโลกเก่าอีกแล้ว ในเมื่อข้ามีทั้ง 3 ทักษะอยู่ในหัวอยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากเดินทางตามหาทักษะให้เหนื่อยแรงเหมือนกาลก่อน ตอนนี้ก็แค่ฝึกปรือมันไปพร้อมๆกันทั้ง 3 ทักษะ คงไม่ยากเย็นนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่าเมื่อตอนอยู่โลกเก่านั้น กว่าเขาจะค้นพบทักษะทั้ง 3 ทักษะจนครบ รวมกับเวลาที่ใช้ฝึกปรือ ก็ร่วมไปกว่าครึ้งชีวิต ถึงจะพบว่าทั้ง 3 ทักษะ สามารถผสานกันได้เป็นอย่างดี

     แต่ทว่าในตอนนี้ เขายังขาดทรัพยากรในการฝึกปรือทั้งสามทักษะอยู่มากโข จึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างผิดหวัง และเลือกที่จะฝึกปรือทักษะ'มหาวิถี' เพื่อให้เส้นลมปราณสมบูรณ์เสียก่อน แต่ในตอนที่เขากำลังจะเดินเข้าไปภายในถ้ำ เขาก็สังเกตเห็นบางอย่าง ท่ามกลางความมืดในยามราตรี จนเขาต้องเพ่งมองด้วยความฉงน

     ที่กลางผืนป่ารกทึบห่างออกไปราว 1 กิโลเมตร ท้องฟ้าที่ควรจะมืดมิดกำลังย้อมไปด้วยแสงสีส้มสลับแดง วูบวาบไปมา คล้ายเกิดไฟป่ากำลังลามทุ่ง แต่เมื่อตั้งใจเพ่งมองดีๆ กลับได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาตามสายลมที่เย็นเยียบ จนขนลุกอย่างอดไม่ได้

     สีหน้าเฟยหมิงพลันวูบไหวหลากอารมณ์ "เสียงมนุษย์!? ดูเหมือนว่ากำลังถูกโจมตีจากบางอย่าง แต่ท่ามกลางป่าที่แสนอันตรายนี้ ยังมีเงามนุษย์อยู่อาศัยด้วยรึ!" พลันแววตาก็ประกายวูบขึงขังขึ้น ก่อนจะเคลื่อนไหวตรงดิ่งตามต้นเสียงที่แสนโหยหวน เข้าไปในเงาไม้รกทึบในทันที


     เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!


      ครึ้งชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางเสียงลั่นจากไม้ที่กำลังถูกเผาไหม้ ภาพที่แสนโหดเหี้ยมอำมหิตก็พลันปรากฏต่อสายตาของเฟยหมิง จนเขาต้องสบถในลำคอด้วยสีหน้าหม่นหมองทันที "ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกเก่า ต่างก็เต็มไปด้วยคนชั่วช้าต่ำตมทั้งสิ้น ต่อให้ข้าจะโหดเหี้ยมอำมหิตเพียงใด ก็มิเคยกระทำต่อผู้อื่นเยี่ยงนี้ เสียดายที่ข้ามาถึงช้าเกินไป" เปลวเพลิงลุกโชนกำลังเผาผลาญหมู่บ้านแห่งหนึ่งอย่างรุนแรง และที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน เต็มไปด้วยร่างผู้คนนอนเกลื่อนกลาด บ้างก็ครบส่วน บ้างก็แขน ขาและศรีษะขาดหายไป สายธารโลหิตไหลนองเป็นทางยาว คาดว่าเป็นชาวบ้านคนธรรมดาที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดยกหมู่บ้าน

     และในตอนที่เขากำลังจะลงจากต้นไม้ เพื่อเข้าไปค้นหาผู้รอดชีวิต ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงพึมพำดังมาจากหลังพุ่มไม้ ก่อนจะปรากฏเป็นร่างชายฉกรรจ์ทั้งสองคน เดินออกมา "ฮ่าๆ เจ้าเห็นนางคนนั้นหรือไม่ ช่างงดงามเสียจริง คิดไม่ถึงว่ากลางป่ากลางเขาจะมีหญิงงามถึงเพียงนี้! ฮ่าๆ ข้าว่าเรารีบกลับค่ายกันดีกว่า กลางป่ารกทึบขนาดนี้คงไม่มีอันใดให้เฝ้าระวังอีก!" น้ำเสียงแหลมสูงดังมาจากชายรูปร่างผอมสูง สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มของมันฉายแววตาลามกขึ้นมาทันทีพร้อมกับถูมืออย่างตื่นเต้น

     "ฮ่าๆๆ เห็นสิวะ! งดงามถึงเพียงนั้น ขนาดท่านหัวหน้ายังสนใจนาง จนพาตัวนางกลับค่ายด้วยตนเอง หากกลับไปถึงค่ายเมื่อไหร่ ข้าจะขอสนุกกับนางต่อจากท่านหัวหน้าให้ได้ ฮ่าๆ" ชายอีกคนรูปร่างผอม เตี้ยฉีกยิ้มเลียริมฝีปากปานอสรพิษ กล่าวกลั้วหัวเราะร่า พร้อมกับรีบก้าวขาอย่างเร่งร้อน


     เฟยหมิงพลันชะงักวูบ และซ่อนกลิ่นอายในตัวลงอย่างช้าๆ จ้องมองพวกมันเดินผ่านไป ก่นจะรอบสะกดรอยตามพวกมันไปอย่างเงียบเชียบ พวกมันพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ เต็มไปด้วยเรื่องลามกและเหตุการณ์สังหารโหดที่เกิดขึ้น ชาวบ้านถูกสังหารทิ้งเกื่อบทั้งหมู่บ้าน เหลือไว้เพียงผู้ชาย และเด็กไม่กี่คนที่พวกมันคัดเลือกให้ไปทำงานบางอย่าง ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่สูงอายุก็จะนำกลับไปสนองตัณหาของพวกมันภายในค่าย

     แววตาของเฟยหมิงพลันโกรธแค้นพวกมันจนถึงกระดูกดำ หลังจากที่ฟังพวกมันบรรยายความเลวทรามของพวกมันตลอดทาง จนเกื่อบสะกดข่มความโกรธเอาไว้ไม่อยู่ และถึงแม้ชายฉกรรจ์ทั้งสองนี้ จะเป็นผู้ฝึกยุทธ! ชั้นกำเนิดลมปราณขั้นกลาง ก็หาหวั่นเกรงไม่ คาดว่าพวกมันเป็นแค่พวกลูกกระจ๊อกเท่านั้น และเมื่อสะกดรอยตามจนข้ามเนินเขา สายตาของเขาก็พลันเห็นแสงสว่างจากคบเพลิงบนกำแพงค่าย ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก แล้วตอนนั้นเอง แววตาเคียดแค้นพลันปลดปล่อยรังสีสังหารออกมาทันที

หึ!

     ท่ามกลางความมืดมิด อยู่ๆก็มีเสียงสบถในลำคอดังขึ้น จนชายฉกรรจ์ทั้งสองที่กำลังหัวเราะร่าอย่างสบายอารมณ์ต้องชะงักฝีเท้าลงทันที "นั้นใคร! ออกมาเดี่ย-" ชายรูปร่างผอมเตี้ยชักสีหน้าดุดันทันที แต่ว่ายังไม่ทันได้พูดจบ เงาดำที่พุ่งลงมาจากต้นไม้ดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง ก็ฝาดฝ่ามือลงกลางกระหม่อมของมันอย่างถนัดถนี่

ปัง!

     เสียงปะทะดังขึ้นในชั่วพริบตา ก่อนที่โลหิตจะไหลซึมออกจากรูหู ตา จมูก และปากในทันที ร่างของมันคุกเข่าลงและล้มลงแน่นิ่ง ด้วยแววตาตื่นตระหนกอย่างสุดขีด เฟยหมิงสังหารอย่างเด็ดขาดภายในเสี่ยววินาทีโดยไม่ให้ศัตรูได้ทันป้องกันตัว ก่อนจะหันไปมองชายร่างผอมสูง คาดอายุประมาณ 16-17 ปีเศษกำลังยืนตัวสั่นด้วยอาการตกตะลึงปานพบเจอภูติผีกลางป่าเขา
     




__________________________________________________________

เจอคำผิดหรือตรงไหนแปลกๆฝากคอมเม้นบอกกันด้วยนะครับ

ฝากคอมเม้นติชมได้ครับ

ขอบคุณนะครับ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

0 ความคิดเห็น