กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,199 Views

  • 13 Comments

  • 135 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    61

    Overall
    3,199

ตอนที่ 3 : มหาวิถีจุติ กำเนิดลำแสงปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61




ตอนที่ 3 : มหาวิถีจุติ กำเนิดลำแสงปริศนา




     
เปรี้ยง!!

     เสียงปะทะดังสนั่นไปทั่วทั้งตัวถ้ำ จนเศษหินและน้ำสีแดงฉานปนโลหิตกระเซ็นเป็นคลื่นกระจาย ก่อนที่จะค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆ พบว่าท่อนไม้ปลายแหลมที่เป็นกับดัก ได้แตกหักกระจายเป็นเศษลอยตามผิวน้ำ และที่ข้างๆก็พบร่างของพยัคฆ์หมอกครามนอนหายใจรวยรินอยู่กับที่ด้วยแววตาสิ้นหวัง ตามเนื้อตัวก็มีรอยถูกไม้แหลมทิ่มแทงอยู่ไม่น้อย แต่ที่น่าตกใจก็คือ มีหอกไม้แหลมท่อนหนึ่ง แทงเข้าไปที่หน้าอกอย่างถนัดถนี่ แทงตัดขั้วหัวใจของมันอย่างแม่นยำ จนในที่สุดมันก็แน่นิ่งไร้สิ้นวิญญาณลง จากบาดแผลที่โลหิตไหลนองออกมาอย่างน่าสยดสยอง แต่พอมองดูที่ตามร่างกายของมันนั้น ก็พบรอยคมเขี้ยวและรอยกรงเล็บของหมาป่าโลหิตที่สู้กับมันมาก่อนหน้านี้อยู่ไม่น้อย

     ครืด...

     อยู่ๆร่างของพยัคฆ์หมอกครามก็ขยับอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเป็นร่างเด็กชายคนหนึ่งที่ร่างชุ่มไปด้วยโลหิตแดงฉาน ค่อยๆคืบคลานออกมาจากใต้ร่างของพยัคฆ์หมอกคราม ใบหน้าของเขาซีดเผือดเต็มไปด้วยความอ่อนแรง และทันทีที่เขาคลานออกมา เขาก็พลันเอนกายกับผนังถ้ำและผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ นั้นก็คือเฟยหมิงนั้นเอง ที่มุมปากค่อยๆเผยรอยยิ้มขึ้นมาสายหนึ่งพร้อมกับยกมือขวาขึ้นมาอย่างแช่มช้า

     ในมือของเขากำลังถือไว้ด้วยผลึกอสูรสีเขียวอ่อนลูกหนึ่ง ที่มีออร่าสีครามสว่างออกมาจนแสบตา และความสว่างของออร่าผนึกอสูรนั้น ยิ่งสว่างมากก็แสดงว่า พลังปราณของอสูรวิญญาณแข็งแกร่งมากเท่าใด! และนี้ก็คือผลึกอสูรของพยัคฆ์หมอกครามชั้นกำเนิดลมปราณขั้นกลางระดับ 7 ที่ส่องแสงสีครามสว่างจ้าออกมา

     เฟยหมิงค่อยๆเดินขึ้นจากบริเวณน้ำขัง ตอนนี้เขาอยู่ส่วนลึกสุดของภายในถ้ำที่ลาดชันแห่งนี้ เขาเก็บผลึกอสูรเข้าไปที่หน้าอกเสื้อ ทำให้ภายในถ้ำมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่เงามือตนเอง แต่ยังดีที่มีแสงจันทราเร้นลอดส่องผ่านปากถ้ำเข้ามาเล็กน้อยพอให้เห็นทางอยู่บ้าง เขาเหม่อมองไปทางปากถ้ำ ก่อนจะนั่งหลับตาลงเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่เนินหินในทันที และด้วยความเคยชิน ทำให้การเดินลมปราณรักษาบาดแผลเป็นไปอย่างราบรื่นและชำนาญ แม้จะติดขัดไปบ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา ที่มีประสบการณ์กว่า 300 ปี จนหลายชั่วยามผ่านไปแสงแดดก็สาดผ่านเข้ามาภายในถ้ำ เฟยหมิงที่กำลังนั่งฟื้นฟูร่างกายอยู่ ค่อยๆลืมตาขึ้นมา และล้วงหยิบผนึกอสูรออกมามองอย่างพอใจ

     'อย่างน้อยศึกในครั้งนี้ ก็ถือว่าได้กำไรอยู่ไม่น้อย' เขาพึมพำด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้หากเขาพลาดท่า อาจจะต้องทอดร่างเอาไว้ที่แห่งนี้อย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยๆผลึกอสูรก้อนนี้ก็อาจจะทำให้เขาเลื่อนขั้นสู่กำเนิดลมปราณขั้นที่ 3 ตอนปลายเลยทีเดียว เฟยหมิงไม่คิดอะไรมากความ หลังจากที่เขาฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาเจ็ดในสิบส่วนแล้ว เขาก็พลันกำผลึกอสูรไว้แน่นและเริ่มดูดซับพลังปราณจากผลึกอสูรพยัคฆ์หมอกครามทันที

วูม!

     เพียงแค่ชั่วอึดใจ ก็ก่อเป็นกระแสลมสายหนึ่งหมุนวนรอบกายของเขาช้าๆ และพลังปราณจากผลึกอสูรสายหนึ่งก็ได้แล่นเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที เฟยหมิงรีบโคจรพลังปราณสายนั้นให้ไหลผ่านเส้นลมปราณไปตามจุดชีพจรลมปราณต่างๆในร่างกายเพื่อขยายเส้นลมปราณทันที

     แต่ทว่า หลังจากผ่านมาได้แค่ 10 ลมหายใจ อยู่ๆใบหน้าอันเย็นชาของเขาปรากฎเม็ดเหงื่อเม็ดโตมากมาย เมื่ออยู่ๆพลังปราณจากผลึกอสูรที่เขากำลังควบคุมให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณก็หลุดจากการควบคุม และไหลซึมเข้าไปที่จุดตันเถียนอย่างรวดเร็ว จนผลึกอสูรในมือแห้งเหือดกลายเป็นเพียงก้อนหินสีเทาในชั่วอึดใจเดียว และไม่เพียงเท่านั้น พลังลมปราณชั้นกำเนิดลมปราณระดับ 2 ที่มีอยู่น้อยนิดก็ถูกรั้งดึงเข้าสู่จุดตันเถียนเช่นเดียวกัน


"ฮืม!..." 


     เสียงทุ้มต่ำในลำคอดังขึ้นจมูกออกมาอย่างตระหนก ความร้อนเริ่มแผ่ออกมาจากจุดตันเถียนอย่างแช่มช้า และเขาจำสัมผัสนี้ได้อย่างไม่มีวันลืม มันก็คือพลังจากมุกอมฤต 9 สวรรค์ที่ทำให้เขาต้องข้ามมิติมาเช่นนี้ เฟยหมิงกัดฟันอดทนเอาไว้แน่น พลังลมปราณค่อยๆหมุนเวียนภายในจุดตันเถียนพร้อมกับความร้อนที่แผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาพยายามฟื้นฟูพลังลมปราณขึ้นมา ด้วยทักษะบ่มเพาะที่เขาเคยใช้ที่โลกเก่า แต่ทว่าเมื่อเริ่มโคจรทักษะ ร่างกายพลันส่องแสงสว่างยิ่งขึ้น พร้อมกับความร้อนที่รุนแรงตามความสว่าง จนโลหิตไหลซึมออกมาที่มุมปากและจมูกทันที เฟยหมิงต้องหยุดโคจรลมปราณเอาไว้ เพราะว่าสิ่งที่เขาสัมผัสได้เมื่อโคจรทักษะบ่มเพาะนี้ อาการเหมือนตอนก่อนที่เขาจะถูกส่งข้ามมิติมาไม่ผิดเพี้ยน และเมื่อเขาเลิกโคจรทักษะบ่มเพาะ เปลี่ยนมาดูดซับพลังปราณธรรมชาติรอบตัวแทนการโคจรทักษะบ่มเพาะ พลังลมปราณภายในถ้ำก็ถูกดูดเข้าหาร่างกายของเขาทันที 

     ความเจ็บปวดที่จุดตันเถียนของเขา ที่เหมือนกับถูกแผดเผาในก่อนหน้านี้ ก็เบาบางลงอย่างที่คาดไว้ แต่ถึงแม้ว่ามันจะเบาบางลง ความร้อนที่แผ่ออกมา ก็ถือว่ารุนแรงเกินกว่าพลังขั้นกำเนิดลมปราณระดับ 2 จะทานทนรับไหว แต่เฟยหมิงฝืนกัดฟันทนกับความเจ็บปวดด้วยใบหน้าฝืนเกร็ง โดยไม่สนโลหิตที่ไหลซึมออกมาจากมุมมากและจมูกแต่อย่างใด 

     และผ่านมาได้หลายชั่วยาม จนม่านราตรีครอบคลุมชั้นฟ้า แสงจันทราเริ่มสาดส่อง หลังจากที่เขาหลับตาซึมซับพลังปราณธรรมชาติมานาน จนพลังปราณเริ่มหนาแน่นขึ้นกลายเป็นดั่งหมอกควันที่หมุนวนในตันเถียนอย่างนิ่งสงบและมั่นคง อยู่ๆก็เกิดเสียงบางอย่างคล้ายกระจกร้าวดังขึ้นอย่างแผ่วเบา 

แกร่ก แกร่ก แกร่ก

     เสียงแตกร้าวค่อยๆดังถี่ขึ้นเรื่อยๆภายในร่างกายของเขา พร้อมกับตามผิวหนังปรากฏรอยแตกร้าวคล้ายประกายอัสนีที่เปล่งแสงสีขาวนวลสว่างออกมาตามรอยแตกร้าว และเพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา รอยร้าวก็กระจายไปทั่วทั้งร่างกายจนสว่างไสวปานดวงอาทิตย์ ภายในจิตใต้สำนึกที่กำลังสับสนวุ่นวาย อยู่ๆก็มีประกายความอบอุ่นสายหนึ่งปรากฎขึ้นมาภายในจุดตันเถียนของเขา ก่อนทุกๆอย่างพลันสว่างจ้าขึ้นมาภายในจิตสำนึกของเขา

วูบ!! 

     "หือ!? นี่ที่ใดกัน? ข้าถูกส่งข้ามมิติอีกแล้วงั้นรึ!" เฟยหมิงรับรู้ถึงความผิดปกติในอากาศโดยรอบ จนต้องลืมตาขึ้นมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตกใจ อยู่ๆเขาก็ถูกส่งมาอีกสถานที่หนึ่งอย่างฉับพลัน โดยพื้นที่รอบๆมีแต่แสงสีขาวสว่างอ่อนๆทั้งสี่ทิศแปดด้าน ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือแม้แต่ก่อนหินซักก้อนก็ไม่มี มีเพียงแต่ความว่างเปล่าและกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่กลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายในอากาศนั้น คล้ายกับพลังจากมุกสวรรค์ไม่มีผิดเพี้ยน!


ฟุบ !!

     ในขณะที่เขากวาดสายตาสำรวจไปโดยรอบ อยู่ๆก็ปรากฎลูกแก้วสีขาวนวลออกมาจากความว่างเปล่าที่ด้านหน้าห่างจากเขาประมาณ 1 เมตรเท่านั้น พร้อมกับปล่อยออร่าสีทองที่เปล่งแสงออกมาอย่างเจิดจรัส ในพลังงานของออร่านั้น ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่บริสุทธิ์ และมีกลิ่นอายของพลังที่เก่าแก่โบราณลอยอยู่เหนืออากาศ, เขาจับจ้องไปที่ลูกแก้วอย่างไม่วางตา ก่อนที่จะอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ได้ ยื่นมือออกไปสัมผัส และในเสี่ยวพริบตานั้นเองที่เขาสัมผัสได้เพียงปลายนิ้วมือ ลูกแก้วสีขาวนวลก็พลันสว่างจ้าขึ้นมา และกลายเป็นเส้นแสงวิ่งเข้าไปในฝ่ามือของเขาในทันที


     และในพริบตานั้นเองท่ามกลางมิติที่ว่างเปล่านี้ ค่อยๆปรากฏตัวอักขระโบราณมากมายเปล่งแสงระยิบระยับไหลเวียนไปมาอย่างเชื่องช้า ปานขนนกพริ้วไหวตามสายลม และเขารู้สึกคุ้นเคยกับอักขระโบราณเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นตัวอักษรที่ใช้ในโลกเก่าที่เขาข้ามมานั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็กระจัดกระจายกันออกไปนับร้อยนับพันตัวอักษรจนยากจะเข้าใจความหมายได้ และเมื่ออักษรโบราณมากมายปรากฏออกมาจนหมด ก็มีบางส่วนค่อยๆลอยวนมาผสานกันจนเป็นประโยคประโยคหนึ่ง ค่อยๆเปล่งแสงสีทองดำออกมาว่า [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] 


    เขาพลันเพ่งสมาธิไปที่ประโยคอักขระ [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] ทันที และทันใดนั้นเอง เหล่าอักขระมากมายที่กระจายตัวกันอยู่ ก็พลันลอยเข้ามาผสานรวมกันที่มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่อักขระที่นิ่งสงบอีกนับร้อยจะค่อยๆจางลง คงเหลือเพียงสองประโยคคือ [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] และอีกประโยคที่แตกย่อยออกมาอีกที [มหาวิถีจุติสวรรค์ชั้นที่ 1 ชำระล้าง] หลังจากอ่านจบประโยคเขาก็พลันตกตะลึงทันที เมื่อความรู้มากมายแล่นเข้าสู้ห่วงจิตสำนึกของเขาแววตากระจ่างแจ้งปนตื่นตะลึงวูบไหวไปมา ก่อนจะเริ่มทำความเข้าใจต่อสิ่งที่ได้รับมาทันที

      [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] เป็นทักษะบ่มเพาะพลังลมปราณทักษะหนึ่ง ที่อาจจะอยู่ในทักษะระดับสูงที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ถึงแม้การโคจรลมปราณไปตามจุดชีพจรต่างๆของเส้นลมปราณจะคล้ายกับทักษะบ่มเพาะพลังทั่วไปที่เขาเคยเจอมา แต่ที่ซับซ้อนจนยากอธิบายก็คือการโคจรลมปราณให้สมดุลสม่ำเสมอกัน โดยเริ่มโคจรลมปราณจากมุกอมฤต 9 สวรรค์ในตันเถียน ไปตามเส้นลมปราณ เข้าสู่จุดชีพจรอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคงที่ก็รั้งกลับสู้มุกสวรรค์และโคจรใหม่อีกครั้ง คล้ายกับโลหิตที่ไหลเวียนจากหัวใจไปตามเส้นเลือดในร่างกายและวนกลับมาสู่หัวใจโดยไม่ขาดช่วงตามจังหวะการเต้นของหัวใจ, เขาค่อยๆปล่อยวางสิ่งต่างๆรอบกาย และหลับตาลง จมดิ่งสู่ห่วงสมาธิและเริ่มฝึกปรือทักษะบ่อเพาะ [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] ตามที่เขาเข้าใจทันที


     เขาค่อยๆดูดซับพลังปราณธรรมชาติ พร้อมกับโคจรลมปราณมารวมที่จุดตันเถียนอย่างช้าๆ และเริ่มโคจรตามทักษะ  [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] แต่ว่าผ่านไปได้เพียง 1 ชั่วโมง ใบหน้าของเฟยหมิงก็เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเต็มใบหน้าและร่างกาย สีหน้าซีดเผือดคล้ายจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ เขาพบว่าการควบคุมให้มันสมดุลและสม่ำเสมอไม่ให้ขาดช่วงนั้นต้องใช้พลังจิตวิญญาณในการควบคุมพลังปราณสูงมาก แต่ตอนนี้เขามีพลังอยู่แค่กำเนิดลมปราณระดับ 2 เท่านั้น เพียงแค่เริ่มไปได้ 1 ชั่วโมง จิตวิญญานเขาอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว


     แต่เฟยหมิงยังไม่ถอดใจโดยง่ายดาย และเริ่มดูดซับพลังปราณธรรมชาติไปพร้อมกับโคจรทักษะบ่มเพาะ  [มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์] อีกครั้ง เขาเริ่มจับใจความสำคัญของทักษะบ่มเพาะนี้ได้บ้างแล้ว ถึงจะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็รู้สึกว่าเส้นลมปราณและจุดชีพจรกำลังขยายตัวอย่างช้าๆ เมื่อเขาพยายามฝืนควบคุมพลังเอาไว้ให้คงที่และสม่ำเสมอตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เขาพบว่าการไหลเวียนพลังปราณราบรื่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณธรรมชาติที่เขาดูดซับเข้ามา ก็จะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ขึ้น และเส้นลมปราณก็ค่อยๆเปล่งประกายเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องใช้พลังจิตวิญญาณจำนวนมากในการฝึกปรือเช่นกัน และเมื่อเขาฝึกปรือจนพลังจิตวิญญาณอ่อนแรงถึงขีดสุด เขาก็จะหันมาดูดซับพลังปราณธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณและฝึกปรือทักษะบ่มเพาะอีกครั้ง วนเวียนไปเรื่อยๆซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่รู้เลยว่า โลกภายนอกกำลังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดจนทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกันทั้งแคว้น



.........


      ทั่วทั้งแคว้นต้องพบเจอกับความปั่นป่วนอย่างหนัก หลังจากที่มีหลายคนพบเห็นเหตุการณ์ ลำแสงสีทองพุ่งลงมาจากฟากฟ้าก่อนจะหายเข้าไปใน ป่าสวรรค์หมื่นอสูร ผลกระทบของลำแสงนั้น ได้ทำให้เหล่าจอมยุทธที่มีพลังลมปราณระดับสูงทั่วทั้งยุทธภพต่างต้องตื่นตระหนกทันที เนื่องเพราะอยู่ๆพลังวิญญาณของพวกมันนั้น สัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของพลังที่บริสุทธิ์อันสูงส่งที่กระจายออกมาจากลำแสงสายนั้นอย่าแปลกประหลาด แต่ในทางกลับกัน พวกที่ฝึกฝนพลังด้านมืดที่มิอาจต้านทานพลังอันบริสุทธิ์สายนี้ได้ ก็ถึงกับกระอักโลหิตออกมาทันทีที่ลำแสงวาบผ่าน



     หลังจากเกิดเหตุการณ์ลำแสงประหลาดขึ้น เหล่าผู้คนมากมาย หลายกองกำลัง ที่มีที่มาที่ไปจากที่ต่างๆ ก็เดินทางเข้าสู่ป่าสวรรค์หมื่นอสูรกันอย่างไม่ขาดสาย หวังครอบครองสมบัติหรือสิ่งของที่มากับลำแสงสายนั้น อาจจะเป็นของระดับตำนานหรือสูงกว่านั้นก็เป็นได้ และข่าวลือก็ยิ่งทำให้ผู้คนมากมายเดินทางมาเผื่อว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือออกมาบ้าง และนับวันผู้คนก็ยิ่งมากันมากมายยิ่งขึ้น


     แต่ก็มีบางกลุ่มที่คอยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่รอบนอก และคาดว่าลำแสงในคืนนั้น อาจจะเป็นการตื่นขึ้นของสัตว์อสูรระดับสูงก็เป็นได้ เพราะว่าป่าแห่งนี้นั้น ขึ้นชื่อเรื่องอันตรายมากมายนัก ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งเจอกับสัตว์อสูรระดับสูงยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ชื่อว่าเป็นป่าสวรรค์แห่งหนึ่ง ย่อมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรหายาก และสมบัติต่างๆมากมายอยู่ภายในป่าลึกแห่งนี้อย่างแน่นอน



     และภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในส่วนลึกของป่าสวรรค์หมื่นอสูร เด็กชายที่กำลังลอยตัวในท่านั่งสมาธิ หลับตาอย่างผ่อนคลาย ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า ก่อนจะเอนตัวและยืนขึ้นอย่างมั่นคง "กำเนิดลมปราณระดับ 5 ความเสถียนพลังปราณคงที่ และควาทบริสุทธิ์ของพลังปราณ.. ไม่เลว!" เฟยหมิงสังเกตร่างกายของเขาที่ผิวพรรณก็เรียบเนียนดุจหยก และมีกล้ามเนื้อหนาแน่นขึ้นมาเล็กน้อยสมส่วนต่อร่างกายวัยเยาว์ของวัย 9 ขวบปี ก่อนที่สายตาของเขาจะไปสะดุดเข้ากับจุดวงกลมสีขาวนวลที่ขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กนัก ตรงกลางฝามือขวาของเขา (ขนาดประมาณเหรียญ 5) สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก ก่อนจะโคจรลมปราณไปที่ฝ่ามือขวาของเขาทันที


วิ้ง!! 

     อยู่ๆฝ่ามือของเขาก็พลันส่องแสงสว่างสีขาวนวลอ่อนๆออกมา เขาค่อยๆตั้งสติและโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แต่แล้วอยู่ๆก็มีลำแสงสว่างขึ้นมาภายในจิตใต้สำนึกของเขาก่อนจะรับรู้ทันทีว่า มันคือทักษะเฉพาะของ 1 ใน 9 มหาวิถีจุติ 9 สวรรค์ชั้นที่ 1 การชำระล้างนั้นเอง แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้กระบวนการทำงานของมันแต่อย่างใด เขาจึงถอนพลังปราณออกมา และเลิกสนใจมันไปก่อน และหันไปมองก้อนหินด้านข้างด้วยแววตาขึงขัง


ตึง!


     เสียงหมัดปะทะทุ้มต่ำดังก้องภายในถ้ำ ก้อนหินที่หนักถึง50กิโลกรัม ก็พลันเกิดรอยแตกร้าวขึ้นมาทันที ย๊า! เฟยหมิงพลันปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง ตูม! ก้อนหินพลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เฟยหมิงเผยรอยยิ้มพึงพอใจขึ้นมา 'ถึงจะเป็นแค่ระดับกำเนิดลมปราณขั้น 5 แต่กลับแฝงไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ยิ่ง สมกับเป็นหนึ่งในสมบัติสวรรค์จริงๆ' เขามองกำปั้นด้วยรอยยิ้มที่มิอาจปิดบังความปิติเอาไว้ได้ พลังปราณยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งควบแน่นได้ง่ายยิ่งขึ้น การใช้ผสานกับทักษะยุทธก็ยิ่งราบรื่น และประสิทธิภาพของมันก็สูงขึ้นอีกด้วย  


     ในตอนนี้มุกสวรรค์ภายในตันเถียนของเขาก็สงบลงแล้ว ไร้การต่อต้านใดๆอีก และความร้อนที่แผ่กระจายก่อนหน้านี้ ก็กลายเป็นคลื่นลมปราณที่อบอุ่นกระจายไปตามเส้นลมปราณและร่างกายอย่างราบรื่น แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งที่เขาได้รับมาจากการฝึกปรือทักษะบ่มเพาะอย่างขะมักเขม้นร่วมเดือนก็คือ....




______________________________________________________________________
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

0 ความคิดเห็น