กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,216 Views

  • 13 Comments

  • 137 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    78

    Overall
    3,216

ตอนที่ 12 : โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

ตอนที่ 12 : โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่



     ฮึบ! ตุบ

     ท่ามกลางป่าเขาหมู่ไม้รกทึบยามราตรี ที่บนยอดต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง เงาร่างของเด็กชายในชุดคลุมลายพยัคฆ์สีเทาสลับดำยืนสาดส่องสายตาออกไปที่กลางป่าทางทิศเหนือ แววตาสีฟ้าครามกวาดออกไปโดยรอบ ก่อนที่จะนั่งลงบนกิ่งไม้ใหญ่หลังพิงลำต้นเอาไว้อย่างมั่นคง

     เขาก็คือเฟยหมิงนั้นเอง หลังจากเดินทางมาได้สามวันเต็ม ตอนนี้เขาทิ้งห่างหมู่บ้านยักษ์แดงมาแล้วร่วมยี่สิบกิโลเมตร ตลอดการเดินทาง เขาพบเจอสัตว์อสูรวิญญาณมากมายหลายรูปแบบ หากเจอกับสัตว์อสูรที่พลังปราณสูงส่งกว่า เขาจะหลีกเลี่ยงหลบภัยออกไปไม่ปะทะกับมัน

    แต่หากเจอสัตว์อสูรวิญญาณที่พลังอ่อนด้อยกว่าหรือเท่าเทียม เขาจะเข้าจู่โจมและสังหารเพื่อขัดเกลาฝีมือทันที และตอนนี้เขาก็ได้รับผลึกวิญญาณมาแล้วสามก้อนด้วยกัน

     "เพียงแค่ข้าหันไปฝึกปรือพลังวิญญาณเพื่อเรียนรู้อักขระโบราณกว่า 50 ปี ฝีมือข้าก็ขึ้นสนิทขนาดนี้เลยรึ?" เฟยหมิงพึมพำในลำคออย่างแผ่วเบา เพราะในภพก่อน ก่อนที่เขาจะถูกส่งข่ามภพมา เขามัวแต่ใจจดใจจ่ออยู่กับการปลดผนึกกล่องสมบัติสวรรค์ ทำให้เขาฝีมือตกลงไปมาก

     เฟยหมิงถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะ พลิกฝ่ามือขวาขึ้นมา ปรากฏเป็นแสงสว่างวูบขึ้นมาในเสี่ยวพริบตา จากนั้นก็ปรากฏเป็นธนูผนึกโลหิตสีแดงฉาน ที่เขายึดมาจากคุณชายสามจากนิกายโลหิตอสูร

     เขาเพ่งมองคันธนูโลหิตอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าเบาๆพร้อมกับแววตาที่เคร่งขรึมขึ้นมาในทันที จากนั้นที่ฝ่ามือขวาของเขาก็เปล่งประกายสีขาวนวลขึ้นมา 'ชำระล้าง'

     วิ้ง!

     ฮึม....

     คลื่นพลังสีขาวนวลพลันแทรกตัวเข้าไปในคันธนูผนึกโลหิตอย่างแช่มช้าทันที จากนั้นคันธนูก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องคำรามคล้ายเสียงของสัตว์อสูรหลายสิบตัวซ้อนทับกันดังก้อนอยู่ภายในหัวของเขา

     สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพียงผ่านไปได้สิบกว่าลมหายใจ ปรากฏโลหิตสีดำสนิทค่อยๆไหลซึมออกมาจากตัวคันธนูผนึกโลหิตอย่างประหลาด ก่อนที่มันจะแตกตัวและระเหยกลายเป็นหมอกสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนจมูก กระตายตัวออกไป

     เสียงหวีดร้องคำรามก็ค่อยๆเบาบางลง จนในที่สุดหลังผ่านมากว่าหนึ่งชั่วโมง ตัวคันธนูก็หยุดสั่นไหว หยาดโลหิตสีดำสนิทก็จางหายไปจนหมด และเสียงหวีดร้องคำรามของสัตว์อสูรก็เงียบหายไป 

     ตัวคันธนูก็ยังคงเป็นสีแดงโลหิตเช่นเดิม แต่ว่าในสีแดงนั้นแฝงไว้ด้วยประกายความสว่างสดใสกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด คลื่นพลังที่แผ่ออกมาก็ดูจะสงบนิ่ง มั่นคงกว่าเดิมหลายเท่าตัว

     เฟยหมิงค่อยๆคลายมือออกพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่รูจมูกของเขาปรากฏโลหิตไหลซึมออกมาเล็กน้อย จากการใช้พลังที่หักโหมจนเกินไป "ถึงกับต้องเสียพลังปราณไปกว่าแปดส่วนเชียวรึ!? คราวก่อนชำระล้างกระบี่ฟ้าครามไป ข้าใช้พลังปราณไปเพียงแค่สามส่วนเท่านั้นเอง แต่นี่..." เฟยหมิงสถบในลำคออย่างเหนื่อยหอบ ก่อนที่เขาจะเก็บธนูเข้าไปในแหวนดังเดิม

     ตอนแรกเขาคิดจะลองทดสอบพลังโจมตีของมันหลังการชำระล้างเสียหน่อย แต่กับต้องเสียพลังปราณไปถึงแปดส่วนกับการชำระล้างเสียได้ เขาจึงเลิกสนใจมันและพลิกฝ่ามือขวาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะปรากฏผลึกวิญญาณทั้งสามก้อนจะออกมาจากแหวนมิติ เขาเพ่งสายตาไปที่ผลึกทั้งสามอย่างพึงพอใจ

     ผลึกวิญญาณทั้งสามก้อน มีชั้นกำเนิดลมปราณระดับเจ็ดธาตุลมสองก้อน และชั้นก้อตั้งลมปราณระดับหนึ่งธาตุดินอีกหนึ่งก้อน เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มดูดซับพลังปราณจากผลึกวิญญาณทั้งสามก้อนทันที

     วิ้ง!

     ...........


     เมื่อถึงยามเช้า แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องพ้นเนินเขาสูงกระทบบนร่างของเฟยหมิง แผ่ความอบอุ่นในยามเช้า 

     เฟยหมิงค่อยๆลืมตาตื่นจากภวังค์การฝึกปรือ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้ารับอากาศอันบริสุทธิ์เฮือกใหญ่ พร้อมกับบิดกายจนเสียงกระดูกดังลั่นอย่างผ่อนคลาย

     ผลึกวิญญาณตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงก้อนหินสีเทาที่ว่างเปล่าไร้พลังปราณใดใดคงอยู่ เขาสะบัดมือขวางมันออกไปปานก้อนหินธรรมดาไร้ค่า ก่อนจะลุกขึ้นยืนสาดส่องสายตาออกไปโดยรอบ ก่อนจะโคจรลมปราณอย่างแช่มช้า จากนั้นสีหน้าก็พลันดคร่งเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นปกติดังเดิม

     'ได้แค่ฟื้นฟูกลับมาดังเดิมเท่านั้น? เฮ้อ..' เขาถอนหายใจแผ่วเบา เนื่องจากการดูดซับพลังปราณจากผลึกวิญญาณทั้งสามก้อน มีผลแค่ฟื้นฟูพลังกลับมาเต็มสิบส่วนเท่านั้น หาได้เลื่อนระดับพลังอย่างที่คิดไว้ไม่ สีหน้าของเขาไม่ค่อยจะยินดีเท่าไหร่นัก

     จากนั้นเขาก็พลันเลิกคิดให้มากความ ก่อนที่จะค่อยๆลงจากยอดไม้ และออกเดินทางต่อทันที ยังดีที่ในแหวนมิติมีเนื้อตากแห้งที่ชาวบ้านนำมาให้อยู่เยอะพอสมควร เขาจึงไม่รีบร้อนหาสะเบียงมาตุนเผื่อไว้ เขาค่อยๆก้าวเดินไปพรางกินเนื้อแห้งอย่างสบายอารมณ์

     แต่ในตอนนั้นเอง เมื่อเขาเดินทางมาได้ร่วมสองชั่วโมง เขาก็พบกับความผิดปกติบางอย่าง บริเวณพุ่มไม้หนาที่ห่างออกไปจากด้านเขาเพียงยี่สิบเมตรเศษ มันกำลังขยับเคลื่อนไหว โยกไปมาคล้ายมีบางอย่างกำลังเขย่ามันอยู่ แต่ด้วยความหนาของพุ่มไม้ เขาไม่สามารถมองออกได้ว่ามันคืออะไร

     เขาค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปใกล้ในระยะสิบเมตรอย่างแผ่วเบา เพื่อที่จะอยู่ในระยะที่คลื่นพลังของเขาจะสามารถรับรู้ได้ว่าหลังพุ่มไม้มันเป็นตัวอะไร

     แต่ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะปล่อยคลื่นพลังออกไปสำรวจ อยู่ๆก็มีเงาบางอย่างสีน้ำตาลเข้ม พุ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว และมันยังวิ่งตรงมาทางเขาโดยไม่คิดจะหยุดชะงักหรือหลบหลีกเฟยหมิงเลยแม้แต่น้อย

     ฮี่... ฮี่...

     "ม้าป่า!?" เฟยหมิงอุทานลั่น หลังจากเห็นร่างที่แท้จริงของมันเต็มสองตา มันเป็นม้าป่าขนสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง มันกำลังวิ่งตะบึงอย่างไม่คิดชีวิต สีหน้าของมันแสดงออกถึงความหวาดกลัวและตื่นตระหนก จนมันมองไม่เห็นแม้แต่น้อยว่ามีมนุษย์ยืนอยู่ด้านหน้าของมัน

     "ประเสริฐ! ข้ากำลังขี้เกียจที่จะเดินเท้าอยู่พอดี ฮ่าๆ ในที่สุดโชคก็เข้าข้างข้าจนได้!" เฟยหมิงเผยแววตายินดีเป็นประกายวูบวาบ ก่อนที่จะพุ่งตัวหลบออกด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว

     และเมื่อเขาหลบออกจนพ้นอันตราย จากนั้นเขาก็รีบกระโดดคว้าคอของเจ้าม้าป่าเอาไว้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเขาขึ้นขี่หลังมันได้แล้ว เขาก็พบบางอย่างที่ผิดจากที่เขาคาดคิดเอาไว้

     "หือ!? ทำไมม้าป่าถึงมีอานม้าได้กัน?" เฟยหมิงพลันชักสีหน้าฉงนสงสัยอย่างอดไม่ได้


     โฮก!!

     ตูม!

     แต่แล้วอยู่ๆก็มีเสียงสัตว์อสูรวิญญาณกู่ร้องคำรามดังสนั่นมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงระเบิดอย่างรุนแรง จนพุ่มไม้หนาแตกหักกระจัดกระจายไปทั่ว

     เฟยหมิงพลันสะดุ้งตื่นตัวหันควับไปมองด้านหลังอย่างฉับพลัน ก่อนที่สีหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวปั้นยากขึ้นมาทันที "ราชสีห์ลมกรด! ก่อตั้งลมปราณขั้นกลางงั้นรึ!? บัดซบ!" เขาสบถออกมาดังลั่น ก่อนที่จะควบม้าหนีอย่างสุดกำลัง

     ที่แท้เจ้าม้าป่าที่เหมือนจะเป็นตัวนำโชคของเขา กลับกลายเป็นตัวบัดซบที่หาเรื่องมาให้เขาเองเสียได้ ด้วยพลังของราชสีห์ลมกรดขนาดนี้ ไม่สงสัยเลยทำไมเจ้าม้าบัดซบนี้ถึงได้มีสีหวาดกลัวขนาดนี้

     เฟยหมิงไม่คิดให้มากความ เขาคว้าบังเหี่ยนและบังคับให้มันวิ่งสลับกับต้นไม้ใหญ่ไปมาอย่างรวดเร็ว หากเขาคิดจะหนีราชสีห์ลมกรดทางตรง คงได้เป็นมื้อเช้าของมันเป็นแน่

    เพียะ! เพียะ!

    ย่ะ! ย่ะ!

     เขาตบก้นเจ้าม้าบัดซบอย่างแรง หวังเร่งความเร็วเพื่อให้พ้นจากระยะอันตรายของเจ้าราชสีห์ลมกรด แต่กลับกลายเป็นว่า ความเร็วกลับลดลงหวบ จนเขาต้องแตกตื่น

     ฮี้!...

     อยู่ๆเจ้าม้าบัดซบก็พลันร้องเสียงแหลมสูงอย่างผิดปกติออกมา มันเซไปเซมาปานคนมึนเมาขาดสติ 

     เฟยหมิงพลันขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่จะมองไปที่ร่างกายของเจ้าม้าโดยทั่ว ก็พบกับบาดแผลเป็นแนวยาวสามแผลที่สีข้างด้านซ้ายของมัน คาดว่ามันคงจะโดนกรงเล็บอันคมกริบของราชสีห์ลมกรดแค่ถากๆเท่านั้น หากโดนจังๆมันคงจะตกตายไปนานแล้ว!

     ตอนนี้ความเร็วของมันตกลงอย่างรวดเร็ว เฟยหมิงตัดสินใจสละม้าและกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับนำกระบี่ฟ้าครามออกมาอย่างฉับพลัน และหันกายเตรียมพร้อมการปะทะทันที แต่ทว่า

     "หือ!? มันหายไปไหนแล้ว!?" กลายเป็นว่าราชสีห์ลมกรดได้หายไปจากสายตาของเขาเสียแล้ว ในก่อนหน้านี้เขาเห็นว่ามันก็กำลังวิ่งตามตนกับเจ้าม้ามาติดๆ แต่หลังจากนั้นเขาก็มัวแต่ควบม้าหลบหนีอย่างสุดกำลัง จนไม่ทันได้มองข้างหลัง

     เฟยหมิงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเก็บกระบี่ฟ้าครามเข้าแหวนมิติ จากนั้นก็หันไปมองเจ้าม้าป่าที่กำลังนอนราบหายใจรวยริน เขาก็อดเสียดายไม่ได้ อุตส่าห์ได้ยานพาหนะฉันดีมาแล้ว กับต้องมาตายเสียได้

     แต่ในตอนนั้นเอง ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่ว่าจะนำเนื้อม้าไปทำอาหารอะไรดี อยู่ๆก็มีเสียงร้องคำรามของราชสีห์ลมกรดดังก้องขึ้นมาจากที่ไม่ห่างไกลออกไปมากนัก แต่ว่าครั้งนี้มันต่างออกไป

     กรี๊ดดดด!!


     "นั้นมัน! เสียงมนุษย์มิใช่รึ!?"



_____________________________________________________



ฝากคอมเม้นติชมด้วยนะครับ ทุกคำติและทุกคำชม ผมจะนำไปปรับปรุงแก้ไข้และจะพยายามแต่งนิยายให้ดีขึ้นนะครับ ^^










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

0 ความคิดเห็น