กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,207 Views

  • 13 Comments

  • 137 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    69

    Overall
    3,207

ตอนที่ 11 : ออกเดินทาง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 328
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

ตอนที่ 11 : ออกเดินทาง




     หลังจากผ่านเหตุการณ์การปะทะอันดุเดือดมาได้หนึ่งสัปดาห์เต็ม ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงบไร้ซึ่งวี่แววของกลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬและนิกายโลหิตอสูรแต่อย่างใด

     แต่ทุกผู้คนภายในหมู่บ้านยักษ์แดงยังคงปฏิบัติตัวตามคำสั่งท่านลุงเฉินอย่างเคร่งครัด คอยระแวดระวังตัวเองอยู่เสมอ หน่วยสอดแนมด้านนอกหมู่บ้านก็เพิ่มกำลังคนมากขึ้นเป็นสองเท่า หากพบเจอสิ่งผิดปกติจะรีบแจ้งต่อผู้เฒ่าเฉินทันที

     และด้วยเหตุการณ์การปะทะในวันนั้น ก็ทำให้ลุงเฉินได้กลายเป็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเต็มตัว ชาวบ้านต่างเคารพนับถือในฝีมือการวางแผนการรบอันแยบยลของเขาอย่างมาก ทั้งกับดักและจังหวะการเข้าจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว จนศัตรูนับร้อยต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก

      และด้วยพลังลมปราณชั้นก่อตั้งลมปราณขั้นกลางระดับสี่ของเขา ก็ถือว่าสูงส่งที่สุดในตอนนี้ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ทุกคนจะให้ผู้เฒ่าเฉินเป็นหัวหน้าหมู่บ้านยักษ์แดง และเพียงคำพูดของเขาไม่กี่คำ ก็ทำให้ชาวบ้านทุกคนผนึกกำลังสามัคคีกันมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเริ่มหันมาฝึกฝนร่างกาย และเรียนรู้ทักษะต่อสู้ขั้นพื้นฐานกันมากขึ้น 

     ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพลังลมปราณใดๆ แต่ก็มีทักษะต่อสู้ขั้นพื้นฐานติดตัวกันเกื่อบทุกคน เว้นแต่ผู้อาวุโสหลายคนที่สูงอายุแล้ว ก็หันมารวมกลุ่มประดิษฐ์สิ่งของ และสร้างอาวุธเพื่อเสริมกำลังรบมากขึ้น 

     และด้วยการที่ชาวบ้านถูกรวบรวมมากจากหลายหมู่บ้าน เมื่อรวมตัวแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ช่วยกันปรับแก้จุดบกพร่องต่างๆ ทำให้สิ่งประดิษฐ์มีคุณภาพมากกว่าเก่าหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ก่อสร้างบ้านเรือน หรืองานโลหะพวกอาวุธและชุดเกราะ ก็มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

     และด้วยจำนวนสินสงครามมากมายจำพวก กระบี่ หอก และดาบ ที่ยึดมาได้หลังจากจบสงคราม ก็มีจำนวนมากพอที่จะหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้หลายชิ้น

     และคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่ใช่ใครอื่นก็คือ เฟยหมิงนั้นเอง เขาสังเกตชาวบ้านและคอยแนะนำผู้เฒ่าเฉินหลายอย่างมากมาย ส่วนผู้เฒ่าเฉินก็นำคำแนะนำต่างๆจากเฟยหมิง ไปบอกต่อชาวบ้าน จนเกิดเป็นกลุ่มสมาคมหลอมประดิษฐ์ขึ้น

     ..........

บ้านผู้เฒ่าเฉิน

     "เฟยหมิง นี่คือแผนที่คร่าวๆของป่าสวรรค์หมื่นอสูรแห่งนี้ ในเมื่อเจ้าเรียนรู้รายละเอียดและข้อมูลต่างๆที่ข้ามีไปจนหมดแล้ว คงจะทำให้เจ้าตามหาครอบครัวและท่านอาจารย์ของเจ้าได้ง่ายขึ้น แต่ว่า.. เจ้าจะไปแล้วจริงๆรึ?" น้ำเสียงที่ราบเรียบสุขุมของท่านลุงเฉินกล่าวออกมาอย่างแช่มช้า ก่อนที่เสียงของบุรุษวัยเยาว์จะกล่าวตอบ

     "อันที่จริงข้าคิดว่าจะอยู่ต่อสักพักหนึ่ง เผื่อว่าพวกมันจะย้อนกลับมาอีกครั้ง จะได้ช่วยเหลืออีกแรง แต่ว่าหลังจากที่ท่านให้พี่เฟงคงคอยจับตาดูค่ายจันทราเสี้ยวทมิฬเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน พวกมันได้ถอยทัพทั้งหมดหายเข้าไปในป่าทางทิศเหนือ และปล่อยทิ้งค่ายเอาไว้ ข้าคาดว่า มันคงจะยังไม่เคลื่อนไหวในเร็ววันนี้แน่นอน และอีกอย่างหนึ่ง หมู่บ้านเรากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและรวดเร็ว ข้าเชื่อว่าพวกมันคงลำบากแน่ถ้าคิดจะบุกขึ้นมาที่นี่"

     เฟยหมิงกล่าวตอบตามความจริง โดยตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟยหมิงได้เรียนรู้แผนที่และข้อมูลต่างๆของป่าสวรรค์หมื่นอสูรจากผู้เฒ่าเฉินมากพอสมควร แลกกับการที่เขาแนะนำทักษะผนึกกายหลอมอัคคีแก่กลุ่มหมาป่าเพลิง และการพัฒนาบุคลากรและการปกครองเมืองแก่ผู้เฒ่าเฉิน

     และเพียงเวลาแค่เจ็ดวัน ผลลัพธ์การพัฒนาการของพวกเขา ก็เห็นผลอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มหมาป่าเพลิง ที่มีพลังปราณกล้าแกร่งขึ้นมาก ณ ตอนนี้หยางตงฉวนก็ได้ก้าวผ่านขึ้นมาชั้นก่อตั้งลมปราณขั้นต้นระดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น คนในกลุ่มต่างก็เลื่อนระดับกันอย่างรวดเร็ว ขึ้นมาชั้นกำเนิดลมปราณระดับ 7-9 กันทั่วหน้า

     และสิ่งที่ทำให้เฟยหมิงยินดีก็คือ หลังจากที่ต้นยักษ์แดงระเบิดพลังออกมาเมื่อเจ็ดวันก่อน นอกจากลุ่มหมาป่าเพลิงจะเลื่อนระดับพลังแล้ว ยังมีชาวบ้านอีกหกคน ที่ยังอยู่ในวัยสิบสองถึงสิบแปดปี ถูกพลังนั้นกระตุ้นเลือดลมในร่างกาย จนพลังลมปราณในตัวตื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และที่แปลกก็คือพวกเขาล้วนเป็นผู้ใช้ธาตุอัคคีกันทั้งสิ้น 

     ทำให้ตอนนี้ สมาชิกกลุ่มหมาป่าเพลิงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกหกคน กลายเป็นสิบสามคน หากนับรวมผู้เฒ่าเฉินอีกคน สมาชิกกลุ่มหมาป่าเพลิงจะมีด้วยกัน สิบสี่คนด้วยกัน หากให้เวลาพวกเขาอีกสักหน่อย เชื่อว่า ด้วยทักษะระดับสูงที่เฟยหมิงมอบให้จะสร้างผู้ฝึกยุทธที่มีฝีมือขึ้นมาอีกหลายคน

     ...........

      หลังจากคุยธุระเสร็จสิ้น เฟยหมิงก็แยกกับผู้เฒ่าเฉินและกลุ่มหมาป่าเพลิง กลับไปที่บ้านพักตนเองทันที 'หลังจากที่ข้าเลื่อนมาชั้นก่อตั้งลมปราณ พลังธาตุแสงก็ดูต่างออกไปจากแต่ก่อนนัก' เฟยหมิงพึมพำแผ่วเบา พลางโคจรฝึกผรือลมปราณตามมหาวิธีจุติเก้าสวรรค์อย่างต่อเนื่อง ในยามนี้ พลังปราณของเขาฟื้นฟูกลับมาดังเดิมแล้ว และยังมั่นคงกว่าเก่าเล็กน้อย

     โดยในก่อนหน้านี้ เขาไม่อาจควบคุมธาตุแสงจากมุกสวรรค์ได้เต็มทั้งสิบส่วน คล้ายว่าพลังธาตุแสงมันมีชิวิตและจิตนึกคิดเป็นของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น อย่างตอนที่เขาเผลอไปปลดผนึกต้นยักษ์แดงอย่างบังเอิญ โดยที่เฟยหมิงก็ไม่ได้ทำการอันใดแม้แต่น้อย แต่ว่าธาตุแสงในร่างกายกับไหลเวียนออกมาปลดผนึกอย่างอิสระ

     แต่ว่าในตอนนี้ เขาสามารถควบคุมธาตุแสงเองได้ถึงสิบส่วนเต็มแล้ว แต่ว่าการเลื่อนระดับของเขาเชื่องช้ากว่าแต่ก่อนมากมายนัก เมื่อเขาฝึกปรือดูดซับลมปราณธรรมชาติ มุกอมฤตเก้าสวรรค์จะขับพลังปราณที่ไม่บริสุทธิ์ออกมา ทำให้พลังปราณบริสุมธิ์ที่ได้รับมีจำนวนเบาบางยิ่งนัก จนเขาลอบสบถในใจอย่างเดือดดาลและจนปัญญา

     ในตอนนั้นเอง เฟยหมิงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ และล้วงมือหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบา 'สหายของท่านอาวุโสจิ้น.. อยู่ทางทิศเหนือของป่าแห่งนี้งั้นรึ? คาดว่าจะต้องเดินทางไกลหลายวันหรืออาจจะเป็นเดือนเป็นแน่'

     ย้อนไปเมื่อสองวันก่อน ภายในมิติเมืองโบราณ

     "เจ้าหนู.. โทษทีที่ขัดจังหวะการฝึกปรือของเจ้า แต่เมื่อครู่ข้าได้รับสัญญาณตอบกลับจากสหายของข้าผู้หนึ่ง ซึ่งสัญญาณนี้ก็คือคลื่นพลังจิตที่มีเฉพาะเผ่าพันธุ์พฤกษาของข้า ที่เอาไว้แจ้งเตือนภายในเผ่าพันธุ์เท่านั้น.. ซึ่งตอนนี้สหายข้ากำลังเผชิญกับภัยอันตรายบางอย่าง ซึ่งมีแต่ข้าเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเขาได้" 

     น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลใจและจริงจังของอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวิน ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันอึดอัดขึ้นมาทันที ส่วนทางด้านเฟยหมิงเองก็รับฟังอย่างตั้งใจ และกังวลใจตามน้ำเสียงของท่านอาวุโสอย่างเลี่ยงไม่ได้

     เมื่อเฟยหมิงไม่ได้กล่าวตอบ เพียงแต่รับฟังอย่างตั้งใจ ท่านอาวุโสจิ้นจึงกล่าวต่อพร้อมกับยื่นบางอย่างในมือให้เฟยหมิง "นี่คือผลธิดาแห่งพงไพร ที่ข้าออกผลและชุบเลี้ยงด้วยตนเองเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปีจนมันสุกงอม ข้าอยากจะวานเจ้า ให้นำมันไปให้สหายข้า ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ ก่อนที่จิตวิญญาณของสหายข้าจะดับสลาย.. แต่เรื่องระยะทาง.. ข้าไม่อาจบอกแน่ชัดได้ เพราะสัญญาณคลื่นพลังจิตที่ตอบกลับข้ามา ช่างบางเบาเหลือเกิน ข้าเพียงจับทิศทางได้เท่านั้นเอง.."

     "ผลธิดาแห่งพงไพร..." เฟยหมิงกล่าวแผ่วเบา พร้อมกับมองผลไม้ที่รูปร่างคล้ายกับผลแอ็ปเปิ้ล มีผิวสีเหลืองอ่อนเรียบเนียน มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเขาเล็กน้อย แต่ว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมารอบๆผลกับมีสีเขียวเข้ม ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายเม่อยามสัมผัส คล้ายว่ากำลังนอนผ่อนคลายอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ร่มรื่นอย่างใรอย่างนั้น

     เฟยหมิงมีสีหน้าตกตะลึงทันทีเมื่อเขาสัมผัสกับผลธิดาแห่งพงไพร ความรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขากำลังถูกเยียวยา ทำให้จิตสงบ และมั่นคงขึ้นช้าๆ ก่อนที่สีหน้าแววตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นกังวลใจขึ้นมา ก่อนจะกล่าว "เอ่อ.. ท่านอาวุโส ถ้าหากข้าทิ้งหมู่บ้านนี้ไป แล้วเกิดพวกศัตรูมันบุกเข้ามา เกรงว่าพวกเขาคงจะ-" เฟยหมิงกล่าวอย่างตะกุกตะกัก แต่ยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ ก็ถูกกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน

     "อื้ม.. ข้าเข้าใจ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป หมู่บ้านแห่งนี้ข้าจะช่วยปกป้องเอง ขอแค่เจ้าส่งมันถึงมือสหายข้าก็พอ" สิ้นคำ อาวุโสจิ้นก็พลันขยับตัวบิดลำต้นเป็นเกรียวและยกสองมือขึ้นฟ้า ก่อเป็นคลื่นพลังสีทองอ่อนปานหิ่งห้อย จะกระจายตัวออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง ออกไปโดยรอบทันที

     เมื่อเฟยหมิงกล่าวลาท่านอาวุโสจิ้น และก้าวออกมาจากต้นยักษ์แดง ก็พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ขึ้น กลุ่มคลื่นพลังสีทองค่อยๆกระจายออกมาจากลำต้น และไปรวมตัวกันที่ช่องทางเข้าหมู่บ้าน

      ก่อนที่มันจะค่อยๆผนึกรวมกันหลายเป็นดั่งกำแพงหินที่โปร่งใสจนสามารถมองทะลุออกไปภายนอกได้ชัดเจน แต่เมื่อคนภายนอกมองเข้ามา ก็จะเห็นเป็นเพียงกำแพงภูเขาธรรมชาติ ที่สูงชันบดบังหมู่บ้านเอาไว้ ปานว่าไม่เคยมีช่องว่างภูเขา และหมู่บ้านยักษ์แดงอยู่ตรงนี้มาก่อน

     และเพราะเหตุนี้เอง ทำให้ไม่มีศัตรูหน้าไหนพบเจอหมู่บ้านยักษ์แดงอีก แม้หน่วยสอดแนมของพวกกลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬจะวนเวียนมาสืบข้อมูลกี่ครา ก็มองเห็นเพียงภูเขาสูงชันเท่านั้น หมู่บ้านยักษ์แดงกับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

     หลังจากข่าวการหายไปของหมู่บ้านยักษแดงเริ่มกระจายในหมู่โจร พวกมันก็ตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ต่างคาดเดาไปหลายทิศทาง สุดท้ายพวกมันก็คิดถอยทัพหนีไปตั้งหลักในป่าอย่างระแวดระวัง และอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


     ..........

     เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างมารวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน สีหน้าพวกเขาแลดูเศร้าใจและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่เฟยหมิงจะต้องออกเดินทาง และชาวบ้านที่มารวมตัวกันก็เพื่อจะส่งเฟยหมิงออกเดินทางไกลเพียงลำพัง

     "เจ้าคิดจะออกตามหาครอบครัวและอาจารย์ของเจ้าเพียงลำพังจริงๆรึ? ช่างดื้อรั้นจริงๆ! เฮ่อ.." ผุ้เฒ่าเฉินกล่าวอย่างกังวลใจระคนจนปัญญาต่อความดื้อรั้น พร้อมกับสายหัวไปมาแผ่วเบา ก่อนจะนำชุดหนังพยัคฆ์หมอกครามของเฟยหมิง ที่ถูกเย็บและปรับแก้ใหม่โดยฝีมือกลุ่มสมาคมหลอมประดิษฐ์ออกมา และส่งคืนแก่เฟยหมิง

     "ขอบคุณท่านลุงเฉินมากที่ต้อนรับข้าเป็นอย่างดี ท่านเองก็หมั่นฝึกปรือตามที่ข้าแนะนำละ และไม่ต้องห่วงข้าจนเกินไป ตัวข้าเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว สบายใจท่านได้" เฟยหมิงผสานมือกล่าวคารวะตอบ และพูดคุยน้ำเสียงเชิงสนุกสนาน หวังไม่ให้ทุกผู้คนกังวลใจจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจคลายสีหน้ากังวลใจของพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย

     การจะปล่อยให้เด็กน้อยวัยแค่เก้าขวบปีเดินทางในป่าที่แสนอันตรายเพียงลำพัง จะไม่ให้พวกเขากังวลใจได้อย่างไร? ถึงแม้ว่าเฟยหมิงจะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมก็ตามที แต่ว่าเด็กก็คือเด็กอยู่วันยันค่ำ

     แต่ใครจะไปรู้ว่า สำหรับเฟยหมิงแล้ว เรื่งพวกนี้นับเป็นเรื่องอันใดได้? เขาที่มีประสบการณ์ชีวิตที่แสนจะโชกโชนมากว่าสามร้อยกว่าปี สถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่านี้ เขาก็เคยเผชิญและผ่านมาได้นักต่อนักแล้ว

     หลังจากเก็บชุดพยัคฆ์หมอกครามเข้าไปในแหวนมิติที่ยึดมาจากคุณชายสามอะไรนั่นแล้ว เฟยหมิงก็กล่าวลากับผู้เฒ่าเฉิน ท่านหยางตงฉวน และทุกๆคน ก่อนจะหันกายและก้าวเท้าออกเดินทางทันที 


     ..........

     ภายในผืนป่าที่ห่างไกล มีเมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เมืองหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขารูปทรงประหลาดคล้ายปลายกระบี่ที่คดงอ แต่ความสูงของมันสามารถบดบังแสงอาทิตย์ในยามเช้า ไม่ให้ตกกระทบเมืองทั้งเมืองได้อย่างมิดชิด ทั้งเมืองยังคงมืดสลัวดุจยามค่ำคืนไม่มีผิด

     ที่คฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายเมืองชิดกับตีนเขา ผู้คนมากมายกำลังรวมตัวกันอย่างแน่นหนาไม่ต่ำกว่าห้าสิบ-หกสิบคน โดยที่ด้านหน้าพวกเขา มีแท่นหินขนาดใหญ่กว้างกว่าสิบตารางเมตร และสูงจากพื้นดินร่วมสองเมตรเศษ ซึ่งขั้นกลางระหว่างกลุ่มคนและตัวคฤหาสน์

     มีชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงโปร่ง ส่วนสูงหนึ่งเมตรแปดสิบเศษ แต่งกายด้วยชุดผ้าหรูหราสีแดงขลิบดำ กำลังยืนตรงตงาดอย่างองอาจตรงกลางแท่นหิน ปานปลายหอกแหลมคมที่พร้อมสังหาร

     เขากวาดสายตาอันคมกริบมองกลุ่มคนกว่าหกสิบคนด้วยแววตาเดือดดาลสีแดงกล่ำ จนทุกผู้คนต่างก็ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา หรือขยับเขยือนใดๆ พวกมันต่างเกรงกลัวว่าจะส่งเสียงรบกวนคนผู้นั้นเข้า ทุกครั้งที่สายตาอันคมกริบกวาดผ่าน เม็ดเหงื่ออันเย็นเยี่ยบมากมายก็ไหลซึมออกมาจากความหวาดกลัว

      ก่อนที่น้ำเสียงอันทุ่มต่ำและทรงพลังจะดังก้องออกมา "พวกเจ้าจงฟังให้ดี! ใครก็ตามที่สามารถฆ่าไอตัวบัดซบที่ลงมือกับบุตรชายของข้าได้! หรือว่าพวกเจ้าสามารถจับตัวมันมาได้แบบเป็นๆ! ข้ามีรางวัลให้พวกเจ้าอย่างงาม!" สิ้นเสียงอันดังก้องกังวาน ชายร่างกำยำก็พลันยกมือขวาขึ้นฟ้าอย่างแช่มช้า จากนั้นก็แบมือออก

     ทันใดนั้น ฝ่ามือขวาที่ว่างเปล่าก็พลันปรากฏผลึกสีโลหิตแดงฉานขึ้นมาบนฝ่ามือ พลันคลื่นพลังก็แผ่กระจายกลิ่นอายอันน่าสยดสยองออกมาอย่างรุนแรง เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏออกมา ดวงตาของพวกมันก็พลันเปล่งประกายไปด้วยความโลภ และบ้าคลั่ง ก่อนที่ทุกผู้คนจะตะโกนก้องกู่คำรามอย่างฮึกเหิมขึ้นมาทันที






-----------------------------------------------------------------------------------------

     ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่หายไป ,พอดีคุณพ่อของผมท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา หลังจากป่วยโรคมะเล็งตับ ไวรัสตับ C มานานหลายปี

     และจะกลับมาลงนิยายให้อ่านกันตามปกตินะครับ

หากเจอคำผิดตรงไหน หรือ ประโยคซ้ำตรงไหนก็คอมเม้นบอกไว้ด้วยนะครับ

ฝากคอมเม้นติชมด้วยนะครับ ทุกคำติและทุกคำชม ผมจะนำไปปรับปรุงแก้ไข้และพยายามแต่งนิยายให้ดีขึ้นนะครับ 
     
     ขอบคุณครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #9 Gouyjeng (@Gouyjeng) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 13:07
    ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ
    #9
    1
    • #9-1 Godsoul (@tranquilizer) (จากตอนที่ 11)
      22 มกราคม 2562 / 15:28
      ขอบคุณมากครับ ,ต้องขอโทษด้วยที่ลงช้า พอดีไปยื่นเอกสาร ประกันต่างๆ ของพ่อหนะครับ
      #9-1
  2. #8 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 21:06

    ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ

    #8
    1
    • #8-1 Godsoul (@tranquilizer) (จากตอนที่ 11)
      12 มกราคม 2562 / 11:24
      ขอบคุณครับ
      #8-1