กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,201 Views

  • 13 Comments

  • 135 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    63

    Overall
    3,201

ตอนที่ 10 : ถูกผู้เยาว์สั่งสอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    2 ม.ค. 62



ตอนที่ 10 : ถูกผู้เยาว์สั่งสอน







     "หมัดทลวง 6 ชีพจร!"

     เสียงคำรามดังลั่น กำปั้นขวาที่อัดแน่นไปด้วยแสงสว่างสีขาวนวลพุ่งเข้าหาหน้าอกของคุณชายสามอย่างถนัดถนี่ โดยระยะห่างแค่ไม่ถึงสองเมตร หากจะหลบหลีกกำปั้นของเฟยหมิง คงได้แต่เพ้อฝันเท่านั้นแล้วในตอนนี้ 

     วิ้ง!

     แต่ทว่า.. ในเสี้ยวพริบตาที่กำปั้นของเฟยหมิงกำลังจะกระแทกเข้าที่ทรวงอกของมัน แววตาของเฟยหมิงก็กระตุกวูบ เมื่ออยู่ๆที่มือขวาของคุณชายสามก็พลันเปล่งแสงประกายสีเลือดหมูแยงตาขึ้นมา ก่อนที่แขนขวาของมันจะเคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างน่าตื่นตะลึง และกางฝ่ามือขวารับกำปั้นของเฟยหมิงโดยตรง!

     ปัง!

     เสียงปะทะทึบหนักดังลั่น แต่ว่าทั้งสองกับไม่ได้กระเดนแยกออกคนละทิศตามแรงปะทะแม้แต่น้อย ทั้งสองลอยเคว้งอยู่กลางอากาศปานทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว กำปั้นขวาและฝ่ามือขวายังคงอยู่ดังเดิมในท่าปะทะ

     เฟยหมิงเผยแววตาประหลาดใจทันที เมื่อมองไปที่ฝ่ามือขวาของคุณชายสาม พบว่าต้นกำเนิดของแสงสว่างสีเลือดหมู มาจากแหวนมิติที่นิ้วชี้ขวาของมัน 

     และตอนนี้กำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยแสงสีขาวนวลก็พลันเกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น พลังธาตุแสงภายในหมัดทลวง 6 ชีพจรพลันวูบวาบไปมา และแทรกซึมเข้าไปในแหวนมิติของมันอย่างรวดเร็ว จนแสงสว่างสีเลือดหมูค่อยๆอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด

     อ๊าก!!

     เสียงกรีดร้องคร่ำครวญดังออกจากปากคุณชายสาม สีหน้ามันแดงก่ำบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด พร้อมกับเสียงกล้ามเนื้อบริเวณท่อนแขนขวาจะฉีกขาดส่งเสียงดังฟังชัด เพียงไม่กี่อึดใจแหวนมิติที่เดิมเป็นสีเลือดหมู กับกลายเป็นสีทองสุกสกาว คล้ายดั่งเหล็กร้อนที่ผ่านอุณภูมิหลายร้อยองศามาหมาดๆ

     ชี่ๆๆ

     อ๊ากก!

     เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นอีกครา พร้อมกับกลิ่นเนื้อไหม้เหม็นฉุนตลบอบอวลทันที จากนั้นกำปั้มและฝ่ามือก็พลันแยกออกจากกัน ทั้งสองกระเดนร่วงลงสู่พื้นดินไปคนละทิศอย่างพร้อมเพรียง เฟยหมิงชักกำปั้นกลับและประคองร่างกายลงมายืนที่พื้นอย่างมั่นคง เขารีบโคจรพลังปราณทันที ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังจากไม่พบพลังปราณสีเลือดหมูแทรกเข้ามาในร่างกายอย่างที่มันคาดคิดไว้

     แต่ทางด้านคุณชายสามมันต่างออกไป เมื่อมันร่วงลงสู่พื้นดิน มันเซถลาไปด้านหลังร่วมสี่ก้าวพร้อมใบหน้าที่หวาดผวาสุดขีด แขนขวาของมันบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด มันพยายามใช้มือซ้ายคว้าจับไปที่แหวนมิติในมือขวาและดึงออกในทันที

     ความร้อนจากแหวนมิติส่งเสียง ชี่ๆ ออกมาเป็นระยะเมื่อสัมผัสถูกผิวหนัง ก่อนที่คุณชายสามจะสะบัดมือทิ้งแหวนมิติลงพื้นอย่างไม่นึกเสียดาย

     "เจ้ามันเป็นตัวอะไรกัน!? พลังนี้.. อัค!" คุณชายสามกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครื่อ ไร้ซึ่งท่าทีหยิ่งยโสดั่งก่อนหน้านี้ไม่ ก่อนที่มันจะกระอักโลหิตออกมาที่มุมปาก จากนั้นมันก็กวาดสายตาออกไปยังป่ารถทึบด้านหน้า พร้อมกับเร่งพลังที่เหลืออยู่ในร่างกายเฮือกสุดท้าย พุ่งทยานหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต และไม่รอฟังคำตอบใดๆทั้งสิ้น

     เฟยหมิงเห็นอย่างนั้น มันก็เตรียมที่จะติดตามไปสังหารมันทันที เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้เขาทดลองใช้ พลังธาตุแสงจากมุกสวรรค์จู่โจมพวกนิกายโลหิตอสูร แต่กลายเป็นว่า พลังธาตุแสงของเขาดันเป็นพลังธาตุดาวข่มของพวกมันอย่างรุนแรง 

     ขนาดพลังปราณของเฟยหมิงอ่อนด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าพลังธาตุแสงที่เขาครอบคลองอยู่กับพลิกสถานการณ์ได้อย่างง่ายดาย ถ้าหากเขาปล่อยมันไปละก็ คาดว่าคงจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาอีกมหาศาลเป็นแน่ จึงจำเป็นจะต้องสังหารมันทิ้งเพื่อปิดปากสถานเดียว!

     คิดได้อย่างนั้น สายตาของเฟยหมิงก็พลันฉายแววเด็ดเดี่ยวและอำมหิตออกมาอย่างมิปิดบัง พร้อมกับเร่งเร้าพลังปราณในกายเตรียมจะวิ่งติดตามไปทันที แต่ทว่า พริบตานั้นที่เขาเร่งเร้าพลังปราณ อยู่ๆเขาก็มีอาการหน้ามืดจนเซถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างมิอาจควบคุมได้

     เขาสะบัดศรีษะไปมาเพื่อคลายอาการหน้ามืดอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างตะลึง 'จิตวิญญาณถูกสะท้อนกลับงั้นรึ!?' เขาพึมพำในลำคอด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะเพ่งมองแผ่นหลังของคุณชายสามที่กำลังวิ่งหนีห่างออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหายลับไปในเงาป่า จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างจนปัญญา

     ในตอนนั้นเอง ท่านลุงหยางเฉิน และกลุ่มหมาป่าเพลิงก็มาถึงที่ด้านข้างของเฟยหมิง ก่อนที่ท่านลุงหยางเฉินจะกล่าว "เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" น้ำเสียงที่อบอุ่นและห่วงใยพลันทำให้เฟยหมิงใจเย็นลงทันที พร้อมกับสายหัวเล็กน้อย "ขอบคุณท่านลุงเฉินที่เป็นห่วง แต่ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่ใช้พลังปราณมากจนเกินไปเท่านั้น พักผ่อนสักหน่อยก็คงจะหายดี"

     ขณะที่กล่าวเฟยหมิงก็หันมายิ้มให้กับท่านลุงหยางเฉินและกลุ่มหมาป่าเพลิง พร้อมผสานคือคารวะอย่างนอบน้อม และกล่าวอีกว่า "ขออภัยท่านลุงเฉิน และทุกท่านด้วย ที่ก่อนหน้านี้ข้ามาช้าไป..." สิ้นคำ คิ้วของเฟยหมิงก็ขมวดเข้าหากัน ก่อนจะกล่าวอีกว่า "ก่อนหน้านี้.. ข้าสัมผัสได้ว่าพวกท่านกำลังแผดเผาแก่นธาตุอัคคีในร่างกาย ข้าก็เกิดความกังวลใจ จึงชิงลงมือจู่โจมพวกมันก่อน.. แต่ในเมื่อพวกท่านไม่ได้รับบาดเจ็บอันใดมาก ข้าเองก็โล่งใจ"


     น้ำเสียงนิ่งสงบและมีสัมมาคารวะดังแผ่วเบา ทำให้หยางเฉิน หยางตงฉวนและคนในกลุ่มหมาป่าเพลิงต่างพึงพอใจ และชื่นชมผู้เยาว์ตรงหน้าอย่างอดไม่ได้ "เจ้ากล่าวหนักไปแล้ว.. พวกข้าสิควรจะต้องขอบใจเจ้าที่เข้ามาช่วยเอาไว้อย่างทันท่วงที.. ตอนแรกเจ้าหายตัวไปถึงสามวันเต็ม ข้าก็นึกว่าเจ้าจะหนีหายไปไหน ที่แท้เจ้าเก็บตัวเพื่อเลื่อนสู้ชั้นลมปราณก่อตั้งนี่เอง ช่างเป็นผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์จริงๆ" หยางเฉินยืนลูบเครากล่าวอย่างผ่อนคลาย ก่อนที่หยางตงฉวนจะรีบก้าวเท้าแทรกออกมาด้านข้างทันที

     แต่ในตอนนี้ หยางตงฉวนมีสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก ก่อนจะกล่าว "พวกนิกายโลหิตอสูรแสนชั่วช้านั้น คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆเป็นแน่ คาดว่าพวกมันคงจะกลับมาแก้แค้นเร็วๆนี้แน่นอน" ทันทีที่กล่าวจบ ทุกผู้คนก็พลันมีสีหน้าขึงขังขึ้นมาทันที

     เฟยหมิงกวาดสายตามองออกไปยังตีนเขาลูกหนึ่งทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของค่ายกลุ่มจันทราเสี้ยวทมิฬ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา "ในตอนนี้ พลังปราณข้ายังอ่อนด้อยกว่ามันนัก ถ้าหากดูจากการแต่งกายของมัน และอาวุธวิญญาณธนูผนึกโลหิต หรือม้าศึกที่เป็นพาหนะของมัน มันคงจะเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่โตตระกูลใดตระกูลหนึ่งแน่นอน ไม่ว่าจะปล่อยมันไปหรือสังหารมันทิ้ง ก็คงจะเกิดปัญหามากมายตามมาไม่ต่างกัน"

     สิ้นคำกล่าว ทุกผู้คนต่างก็กระจ่างชัดต่อสถานการณ์ตรงหน้าทันที ก่อนจะพยักหน้าแผ่วเบา แต่ทางด้านท่านลุงหยางเฉิน กับมีสีหน้าไม่นำพานัก ก่อนจะกล่าว "ก่อนอื่นเจ้ากลับเข้าไปพักฟื้นร่างกายก่อน พวกเราต้องเร่งฝึกปรือกันมากขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะมาอีกเมื่อไหร่ ต้องทำร่างกายให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ"

     ท่านลุงหยางเฉินกล่าวอย่างใจเย็น แต่แววตากับฉายแววกังวลอย่างอดไม่ได้ เมื่อทุกคนได้ยิน ต่างก็พยักหน้าในเชิงเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่จะพากันกลับเข้าไปที่หมู่บ้านยักษ์แดงทันที

     เมื่อชาวบ้านเห็นพวกเขากลับมาครบทุกผู้คน โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต ต่างก็วิ่งกรูออกมาจากหลุมพรางด้วยสีหน้ายินดีหาใดเปรียบ พวกเขาส่งเสียงเฮลั่นหุบเขาอย่างมีความสุข ที่พวกเขาทั้งเก้าคน สามารถชนะศึกสงครามและปกป้องหมู่บ้านเอาไว้ได้

     ท่านลุงหยางเฉินกล่าวปลุกใจชาวบ้านเล็กน้อย เพื่อให้พวกเขาคลายความกังวลด้วยน้ำเสียงราบเรียบและอบอุ่น ก่อนที่จะให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนตามปกติ เหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

     ..........

     ที่บ้านหยางตงฉวน ภายในห้องนอนที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มากนัก ที่กลางห้อง เฟยหมิงกำลังนั่งหลับตาเพ่งสมาธิโคจรลมปราณตามทักษะมหาวิธีจุติ 9 สวรรค์ เพื่อฟื้นฟูพลังปราณอย่างนิ่งสงบ รอบๆกายของเขา มีละลอกคลื่นพลังปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์จำนวนมากถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายอย่างแช่มช้า

      หล้งจากแก่นธาตุของท่านอาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวินถูกเฟยหมิงชำระล้างไป พลังธาตุอัคคีในชั้นอากาศก็จางหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นพลังปราณธรรมชาติที่แฝงด้วยธาตุแสงที่บริสุทธิ์แผ่กระจายอยู่ในอากาศแทน แม้มันจะเบาบางกว่าพลังธาตุอัคคีในก่อนหน้า แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังควบแน่นและเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

     และด้วยการที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอันใดมากนัก ทำให้การฟื้นฟูพลังปราณเป็นไปอย่างราบรื่น  แต่ท่ามกลางความเงียบสงบ สีหน้าของเขากับเคร่งเครียด จนคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแน่น คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ที่เขาเริ่มฟื้นฟูจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังมิคลายสีหน้าลงเลย

     ภายในตันเถียน เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น ในก่อนหน้านี้ผลึกธาตุอัคคีที่เฟยหมิงพยายามควบแน่นอย่างยากเย็นแสนเข็น มันเคลื่อนตัววนรอบมุกสวรรค์อยู่ตลอด แต่หลังจากที่เขารีดเร้นพลังธาตุอัคคีออกมาจำนวนมาก เพื่อใช้ท่าหัตถ์อัคคีโลกันต์ ซึ่งเป็นทักษะเก่าแก่ที่เขาเคยใช้อยู่เป็นประจำในภพก่อน แต่ในภพนี้เขายังอ่อนด้อยเกินไปที่จะใช้ออกมา ทำให้เขาต้องเสียพลังปราณไปกว่าครึ้ง และตัวผลึกธาตุอัคคีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

     ในตอนนี้ตัวผลึกธาตุอัคคี มันกลายเป็นดั่งวงแหวนอัคคีสีแดงเพลิง ที่ครอบคลุมมุกสวรรค์เอาไว้อีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับปะทุเปลวเพลิงอยู่ตลอดเวลาปานชั้นลาวาเหลวบนผิวดวงอาทิตย์ ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง เมื่อเขาลองโคจรพลังอัคคี วงแหวนธาตุอัคคีจะหมุนวนเร็วขึ้น เปลวเพลิงก็เคลื่อนไหวปะทุวูบวาบไปมารุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้การควบคุมเปลวเพลิงต้องใช้พลังปราณมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

     แต่นั้นก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เฟยหมิงกังวลใจ เนื่องจากอาการแบบนี้ เป็นผลของการที่เขาฝืนดึงพลังจากผลึกธาตุอัคคีที่ยังควบแน่นไม่สมบูรณ์พอออกมามากเกินไป แต่ว่าที่รอบๆวงแหวนอัคคี มันกับมีโล่พลังงานทรงกลมโปร่งใสที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมา ครอบคลุมเอาไว้อยู่ และโล่พลังประหลาดนี่เอง ที่ทำให้เฟยหมิงมีสีหน้าฉงนสงสัยอยู่ตลอดเวลา


     เฟยหมิงตัดสินใจปล่อยวางเรื่องวงแหวนผลึกธาตุอัคคี หันมาสนใจมุกสวรรค์แทน ซึ่งในตอนที่เขาต่อสู้ พลังธาตุแสงกับมีความร้อนแรงของอัคคีแทรกเข้ามา เขาจึงลองควบแน่นพลังธาตุแสงออกมาบนฝ่ามือขวาจนกลายเป็นลูกแสงทรงกลมขนาดเล็กเท่าไข่ไก่ และในตอนนั้นเอง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตันเถียนของเขาอีกครั้ง


     ฟู่!

     ในขณะที่พลังธาตุแสงกำลังไหลบ่าออกมาบนฝ่ามือ วงแหวนอัคคีก็พลันหมุนวนรอบมุกสวรรค์อย่างรวดเร็วขึ้น แต่ว่าพลังอัคคีที่ควรจะกระจายออกมา กับถูกมุกสวรรค์ดูดกลืนเข้าไปแทน! เมื่อเฟยหมิงเห็นอย่างนั้น แววตาก็พลันส่องประกายวูบ

     เขารีดเร่งธาตุแสงออกมาบนฝ่ามือเพิ่มมากขึ้น ลูกแสงทรงกลมค่อยๆขยายจนมีขนาดใหญ่กว่าครึ้งเมตร จนเขาต้องใช้ทั้งสองมือประคองเอาไว้ และก็เป็นไปตามคาด โล่พลังทรงกลมโปร่งใสในตันเถียนพลันลดขนาดลงและบีบคั้นวงแหวนอัคคีให้แทรกเข้าไปในมุกสวรรค์อย่างแช่มช้า

     พรึบ!

     ในพริบตานั้นเอง เมื่อวงแหวนอัคคีที่ถูกโล่พลังโปร่งใสบีบคั้นจนกลืนหายเข้าไปในมุกสวรรค์ โล่พลังโปร่งใสที่ครอบคลุมวงแหวนอัคคี ก็พลันปรากฏขึ้นมาภายในลูกพลังธาตุแสงบนฝ่ามือของเขา ก่อนที่โล่พลังโปร่งใสจะแตกตัวออกทันทีที่ปรากฏตัวออกมา

     ฟู่!

     วงแหวนอัคคีเมื่อเป็นอิสระจากโล่พลังโปร่งใส มันก็ระเบิดเปลวเพลิงอันร้อนแรงออกมาทันที มันพยายามดิ้นรนวูบวาบไปมาหวังจะออกจากลูกพลังธาตุแสงให้จงได้ จนบางครั้งมันทำให้ลูกแสงเกิดรอยรั่ว จนเปลวอัคคีกระจายออกไป แต่มีหรือที่เฟยหมิงจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เขารีบโคจรธาตุแสงออกมาปิดรอยรั่วทันที

     เขารีดพลังธาตุแสงออกมาอย่างสุดกำลัง เพื่อประคองลูกแสงเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ เพียงไม่นาน เปลวเพลิงอันร้อนแรงที่ปะทุออกไป ก็ถูกรวบรั้งกลับมา เมื่อผ่านไปได้กว่าสิบลมหายใจ ลูกแสงค่อยๆกระจ่างชัดขึ้นปานลูกโป่งน้ำที่ผิวใสสะอาด ที่ภายในเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานจากวงแหวนอัคคี

     หึ!

     เฟยหมิงกระแทกเสียงขึ้นจมูกคราหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหมุนบิดฝ่ามือทั้งสองอย่างแช่มช้า พร้อมกับขนาดของลูกแสงที่ค่อยๆลดขนาดลงตามฝ่ามือที่หมุน

     เหงื่อเม็ดโตมากมายผุดขึ้นตามใบหน้า แต่ดวงตายังฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยินยอม พร้อมกับจับจ้องไปที่วงแหวนอัคคีไม่วางตา ยิ่งเขาใช้พลังธาตุแสงมากเท่าไหร่ วงแหวนอัคคีก็ยิ่งหมุนวนและปะทุรุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น

     เฟยหมิงฝืนควบแน่นลูกแสงกว่าสามชั่วโมงเต็ม จนลูกแสงมีขนาดเล็กลงเหลือเท่ากำปั้น ส่วนวงแหวนอัคคีที่หมุนวนอย่างรวดเร็วภายในลูกแสง กับกลายเป็นดั่งก้อนลาวาแหลกเหลวสีแดงสดขนาดเท่าไข่ไก่ ที่สงบนิ่งและไม่ได้ปะทุเปลวเพลิงอย่างก่อนหน้าอีกต่อไป

     จนในที่สุด เมื่อลูกแสงมีขนาดเล็กลงเท่ากับผลึกอัคคี เขาก็พลันดูดกลืนผลึกอัคคีเข้าสู่ฝ่ามือขวาของเขาในทันที ความร้อนดั่งลาวาไหลบ่าไปตามเส้นลมปราณอย่างแช่มช้า ก่อนที่ผลึกอัคคีจะไปปรากฏอยู่ภายในมุกสวรรค์ของเขาในทันที

     'สุดท้ายแล้ว ข้าก็ยังไม่เข้าใจในพลังของมุกสวรรค์อยู่ดี.. มันมิยินยอมให้ผลึกธาตุอัคคีเป็นแกนหลัก แต่มันเลือกที่จะคงสภาพผลึกธาตุอัคคีเอาไว้เป็นดั่งบริวารของมันแทน..' เฟยหมิงพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความอ่อนแรง

     เมื่อเขาลองใช้พลังธาตุแสงออกมา แสงสว่างสีขาวนวลก็สาดประกายออกมา แต่เมื่อเขาดึงพลังอัคคีออกมา ลูกแสงสีขาวนวลบนฝ่ามือก็พลันเปล่งประกายสีส้มแกมทองทันที ก่อนที่เฟยหมิงจะหยุดมือและฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย จากนั้นเขาก็นั่งโคจรมหาวิธีจุติ 9 สวรรค์อย่างนิ่งสงบทันที

     ..........

     เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในหมู่บ้านยักษ์แดง บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ผู้คนมากมายต่างตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด วุ่นวายกับการก่อไฟเตรียมทำอาหาร กลุ่มควันพัดโชยส่งกลิ่นหอมของอาหารออกไปทั่วหุบเขา 

     เสียงผู้คนหัวเราะร่าเริงพูดคุยกันอย่างมีความสุข ที่ตอนนี้ทุกผู้คนต่างก็มารวมตัวกันที่หน้าบ้านท่านลุงหยางเฉิน เพื่อเตรียมโต๊ะอาหารที่ยาวเป็นสิบเมตร สำหรับทุกผู้คนได้ร่วมกินอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้า และถือโอกาสเป็นการเฉลิมฉลองกับชัยชนะในเหตุการณ์เมื่อวานอย่างมีความสุข

     "เอาล่ะๆ ข้าขอขอบใจทุกท่านมากที่จัดงานเฉลิมฉลองนี้ขึ้นมา.." น้ำเสียงที่สุขุมนุ่มลึกที่ไม่ดังมากนัก แต่ทุกผู้คนกับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทำให้ทุกผู้คนเงียบสงบลงและหันไปทางท่านลุงหยางเฉินอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ท่านลุงหยางเฉินจะกล่าวต่อ

     "การที่ได้เห็นพวกท่านมีความสุข ข้าก็ดีใจ แต่ว่า..ในเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ทำให้ข้าเข้าใจอย่างหนึ่ง.. ศัตรูของพวกเรานั้นแข็งแกร่งมาก และมันคงจะไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องเมื่อวานไปง่ายๆแน่นอน.. ข้าขอให้พวกท่านอย่าพึ่งออกไปนอกหมู่บ้านเพียงลำพัง แม้แต่การออกไปล่าสัตว์มาเป็นสะเบียง ก็จำเป็นจะต้องบอกกล่าวแก่ข้าก่อน เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที..." หลังจากพูดจบประโยค สีหน้าชาวบ้านต่างก็พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที พร้อมกับพยักหน้าอย่างเข้าใจในสถานการณ์

     "เอาล่ะทุกคน! อย่าได้กังวลใจจนเกินไปนัก ที่ท่านพ่อข้ากล่าวมาทั้งหมด ก็ล้วนมาจากความห่วงใยต่อความปลอดภัยของพวกท่านทุกคน พวกท่านก็แค่ระมัดระวังตัวมากขึ้นก็เท่านั้นเอง อย่าไปคิดมาก แต่ตอนนี้.. ท้องข้ามันร้องโครมครามไปหมดแล้ว เรามาเริ่มงานฉลองกันเลยดีกว่า! คิดมากไปเดี๋ยวจะแก่ไวเหมือนบิดาข้าเอาน่ะ ฮ่าๆๆ" 

     ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด หยางตงฉวนที่นั่งอยู่ด้านขวาของหยางเฉินก็รุกขึ้นกล่าวแทรกขึ้นมา พร้อมกับหยอกล้อเล็กน้อย จนทำให้ชาวบ้านที่กำลังกังวลใจ พลันส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ก่อนที่เสียงโห่ร้องอย่างดีใจจะดังตามมา ทำให้บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง

     ส่วนเฟยหมิงเองก็นั่งทานอาหารเช้าอยู่ทางด้านซ้ายของท่านลุงหยางเฉิน พร้อมกับส่ายหัวไปมาอย่างอดไม่ได้ และที่มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อมองดูท่านลุงหยางเฉินวิ่งไล่ทุบตีท่านหยางตงฉวนอย่างโมโห ที่บังอาจหยอกล้อตนเองที่เป็นถึงบิดาต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่ว่าภาพตรงหน้ากับทำให้ผู้คนมากมายอดกลั้นเสียงหัวเราะแทบจะไม่หวาดไม่ไหว จนต้องหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

     สายตามากมายที่มองเฟยหมิง ก็พลันเปลี่ยนแปลงไป จากที่ไม่ค่อยวางใจก็กลายเป็นชื่นชม เมื่อข่าวของเฟยหมิงที่หาญกล้าต่อสู้กับศัตรูที่เก่งกว่าตนเอง และยังได้รับชัยชนะ จนศัตรูต้องวิ่งหนีหางจุกตูด และคนกระจายข่าวก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็คือหน่วยสอดแนมนามว่า เฟงคงนั้นเอง

     ..........

     หลังจบงานเฉลิมฉลอง ชาวบ้านก็พาแยกย้ายกันไปตามบ้านพักของตนเองด้วยสีหน้าปิติสุข ส่วนทางด้านเฟยหมิงและกลุ่มหมาป่าเพลิง พากันเดินตามท่านลุงหยางเฉินเข้าไปในห้องโถงภายในบ้านท่านลุงหยางเฉิน จากนั้นท่านลุงหยางเฉินก็นั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน ก่อนจะกล่าว "ในตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝึกปรือกันมากขึ้น พลังพวกเราในตอนนี้ยังอ่อนด้อยนักถ้าคิดจะปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้" สิ้นคำ ทุกคนก็พยักหน้าตอบด้วยสีหน้าจริงจังทันที

     ก่อนที่เฟยหมิงจะยกมือขึ้น "ท่านลุงเฉิน และทุกท่าน ข้ามีความคิดดีๆจะแนะนำพวกท่าน ก่อนอื่น พวกท่านกำลังฝึกปรือทักษะอันใดกันอยู่ในตอนนี้ หากเป็นไปได้รบกวนบอกแก่ข้าจะได้หรือไม่" สิ้นคำ ทุกผู้คนภายในห้องโถงก็หันมามองที่เฟยหมิงเป็นตาเดียวกัน ก่อนที่ท่านลุงหยางเฉินจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา และกล่าวตอบเฟยหมิง

     "พวกเราทั้งหมด กำลังฝึกปรือทักษะดวงใจหมาป่าอัคคี ซึ่งเป็นทักษะดั้งเดิมของกลุ่ม-" 

     "ท่านพ่อ.." ขณะที่หยางเฉินกำลังกล่าว ก็ถูกหยางตงฉวนกล่าวขัดขึ้นมา แต่ก็ต้องหยุดชะงักไป เมื่อท่านลุงหยางเฉินยกมือขึ้นมาขัดหยางตงฉวนเอาไว้ ก่อนที่ท่านลุงหยางเฉินจะกล่าวต่อ "ไม่เป็นไร ข้าไว้ใจเจ้าหนูคนนี่.. " สิ้นคำ ท่านลุงเฉินก็หันไปมองเฟยหมิงอีกครา 

     "พวกข้าทั้งแปดคน ฝึกปรือทักษะดวงใจหมาป่าอัคคี เป็นทักษะโบราณที่สืบต่อกันมาหลายรุ่นสู่รุ่นภายในกลุ่มหนามอัคคี!" สิ้นคำ ท่านลุงเฉินพลันกลืนน้ำลายลงเอือก พร้อมกับเพ่งมองไปยังเฟยหมิง ก่อนที่เฟยหมิงจะกล่าวตอบทันที

     "กลุ่มหนามอัคคีงั้นรึ!?... อื่ม.. ไม่เห็นจะรู้จัก" สิ้นคำของเฟยหมิง ทุกผู้คนรอบข้างที่กำลังแสดงสีหน้าเคร่งเครียด แต่เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ค่อยนำพาของเฟยหมิง ก็ทำให้พวกเขาเกื่อบจะหงายหลังลงไปกองกับพื้นทันที 

     ส่วนทางด้านหยางตงฉวนที่มีสีหน้าบิดเบี้ยว ก็รีบกล่าวเสริมขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังทันที "เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ถึงได้ไม่รู้จักกลุ่มหนามอัคคีของพวกข้ากัน!? ชื่อเสียงกลุ่มหนามอัคคีออกจะโด่งดังทั่วหล้า สงครามน้อยใหญ่จะมีชื่อกลุ่มพวกข้าร่วมอยู่ด้วยเสมอ!" หยางตงฉวนกล่าวพร้อมกับยืนอกผายไหล่ผึงอย่างมาดเข้ม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สายตาฉงนสงสัยของเฟยหมิงเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงได้แม้แต่น้อย จนต้องยอมถอดใจ

     "เอ่อ.. ตัวข้าเอง อาศัยอยู่แต่ในป่าแห่งนี้กับบิดามารดา และท่านอาจารย์ ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกเลย จนกระทั่งหมู่บ้านข้าถูกโจมตี และพัดหลงจนมาพบกับพวกท่านนี่แหละ" เฟยหมิงตีหน้าซื่อตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย โดยใช้ทักษะโป้ปดหน้าตายอย่างช่ำชอง หลังจากนั้นทุกคนก็กลับเป็นเงียบสงบ 

     แต่ท่านลุงหยางเฉินพลันขมวดคิ้วย่นเข้าหากันทันที "ท่านอาจารย์.. เจ้าว่าท่านอาจารย์ของเจ้า อยู่ภายในผืนป่าแห่งนี้งั้นรึ!?" หยางเฉินกล่าวถามเฟยหมิงด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดังก้องขึ้นมาทันที

     ก่อนที่เฟยหมิงจะแย้มยิ้มเล็กน้อย "ใช่แล้วท่านลุงเฉิน ท่านอาจารย์ของข้าเก่งกาจมากๆ แค่ยกฝ่ามือธรรมดาขึ้นมา ก็สามารถสยบสัตว์อสูรระดับปฐพีได้อย่างง่ายดาย อันนี้ข้าเห็นเองกับตาเลยนะ และทักษะหัตถ์อัคคีโลกันต์ที่ข้าใช้ ก็เป็นท่านอาจารย์ที่สั่งสอนข้าเองกับมือ และทักษะ..." เฟยหมิงเล่าบรรยายถึงความเก่งกาจของตนเองในภพก่อน แต่แทนตนเองด้วยชื่อ'ท่านอาจารย์'ที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมาอย่างออกรสชาติ และด้วยทักษะการโป้ปดหน้าตายระดับเซียน ทำให้กลุ่มหมาผ่าเพลิงหลงเชื่อจนดวงตาลุกวาวอย่างออกรสชาติ

     "และท่านอาจารย์ยังสอนข้าอีกมากมาย หากท่านลุงเฉินไม่เชื่อข้าละก็ ก็ลองบอกทักษะดวงใจหมาป่าอัคคีให้ข้าดู เดี๋ยวข้าจะแสดงความสามารถที่ได้รับจากท่านอาจารย์ให้ท่านได้ประจักษ์เอง" สิ้นคำ เฟยหมิงก็ยืนกอดอกอย่างมั่นใจ พร้อมกับฉีกยิ้มจนเกื่อบถึงใบหูออกมา 

     และเป็นไปตามคาด กลุ่มหมาป่าเพลิงยอมเปิดเผยทักษะดวงใจหมาป่าอัคคีให้คนนอกเห็นเป็นครั้งแรก แต่เป็นเพียงการโคจรพลังปราณตามทักษะดวงใจหมาป่าอัคคีให้ดูเท่านั้น ไม่ได้บอกเจาะจงรายละเอียดของทักษะให้เฟยหมิงรู้ทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม แต่ทว่า สิ่งที่เฟยหมิงกล่าวออกมาคราแรก ก็ทำให้ทุกผู้คนตื่นตะลึงทันที

     "อันใดกัน!? ทักษะพวกท่านมีแต่ช่องโหว่มากมาย และมันยังไม่สมบูรณ์ดีพอที่จะเรียกว่าทักษะโบราณเลยด้วยซ้ำ" สิ้นคำของเฟยหมิง กลุ่มหมาป่าเพลิงทุกผู้คน ไม่เว้นท่านลุงเฉินต่างหันมองหน้ากันไปมาอย่างงุนงง ก่อนที่เสียงของเฟยหมิงจะปลุกพวกเขาตื่นจากสีหน้าโง่งม

     "หากจะให้ข้ากล่าวสอนคงจะยืดยาวเกินไป ท่านลุงเฉิน ท่านมีหนังสัตว์ไว้จดบันทึกหรือไม่? หากมีรบกวนช่วยนำมาให้ข้าที ข้าจะเขียนปรับแก้ทักษะพวกท่านขึ้นมาใหม่ แต่ว่า... ข้าขอแลกกับข้อมูลและแผนที่ของผืนป่าแห่งนี้เท่าที่ท่านรู้ ท่านว่าเป็นอย่างไร?" เฟยหมิงกล่าวจบก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมก้บถอนหายใจเฮือกใหญ่ 

     แต่สีหน้ากลุ่มหมาป่าเพลิงไม่ค่อยนำพาเท่าใดนัก ที่ถูกผู้เยาว์รุ่นลูกรึ่นหลานพูดจาถากถางทักษะที่แสนล้ำค่าของพวกตน แต่ก็ต้องอดกลั้นแววตานั้นเอาไว้ เมื่อท่านลุงหยางเฉินสั่งให้ทำตามคำที่เฟยหมิงบอก

     และเพียงไม่นาน แผ่นหนังสัตว์หลายสิบแผ่นก็ถูกนำมาให้เฟยหมิงพร้อมกับพู่กันอย่างดี จากนั้นเฟยหมิงก็เริ่มขีดเขียนตัวอักษรทันที บางทีก็มีวาดภาพประกอบ พร้อมกับกล่าวสอนไปพลางเขียนไปพลาง สีหน้าของพวกเขาที่กำลังยืนมุงดูอยู่นั้น ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปมาหลากอารมณ์ บางครั้งก็ตกตะลึงจนกระทั่งร้องอุทานออกมา บ้างก็พยักหน้าเชิงเห็นด้วย อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง

     "เรียบร้อย! นี่คือทักษะดวงใจหมาป่าอัคคีที่สมบูรณ์ หรือเรียกตามตำราทักษะโบราณจริงๆมันก็คือทักษะ'ผนึกกายหลอมอัคคี'นั้นเอง แต่พวกท่านจะเรียกชื่อแบบเก่าก็ได้ แล้วแต่ความเคยชินของพวกท่าน มันอาจจะดูเชยไปหน่อย แต่ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก" สิ้นคำ เฟยหมิงก็ยื่นตำราหนังสัตว์ที่พึ่งทำเสร็จให้กับท่านลุงหยางเฉิน ด้วยสีหน้าราบเรียบ

     "เอ่อ... ขอบใจเจ้ามาก.." ท่านลุงหยางเฉินรับตำราด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวจากคำพูดของเฟยหมิง หากคนพูดไม่ใช่เฟยหมิง ป่านนี้คงถูกตบจนหัวคะมำลงไปนานแล้ว แต่ว่าทุกคำที่เฟยหมิงกล่าวสอนพร้อมกับชี้จุดบกพร่อง ก็จี้จุดพวกเขาเข้าอย่างจัง จนพวกเขาต้องยอมรับฟังอย่างช่วยไม่ได้ ปานว่าคำพูดของเฟยหมิงคือคำสอนของเทพแห่งศาสตร์ศิลปะการต่อสู้อย่างใดอย่างนั้น

     และหลังจากวันนั้น ทุกๆวันในยามเช้า เฟยหมิงจะมาเข้าพบท่านลุงเฉินเพื่อเรียนรู้ข้อมูลและรายละเอียดแผนที่ของผืนป่าสวรรค์หมื่นอสูรจนถึงเย็น ก่อนจะกลับไปฝึกปรือต่อที่บ้านพักของหยางตงฉวน ที่ตอนนี้ถูกมอบให้เฟยหมิงเป็นที่พักส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว 

     และเขาก็ลอบเข้าไปฝึกปรือภายในต้นยักษ์แดงอยู่บ่อยครั้ง จนเขาได้รับรู้อีกว่า ช่วงเวลาภายในมิติเมืองโบราณและข้างนอกต่างกันมาก! ตามที่ลุงเฉินบอกว่าเขาหายไปสามวันเต็มในก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วเขานั่งควบแน่นผลึกอัคคีกับผู้อาวุโสจิ้นฮุ้ยเหวินถึงหนึ่งเดือนเต็ม

     เท่ากับว่า สิบวันภายในมิติเมืองโบราณ เทียบเท่าวันเวลาปกติเพียงหนึ่งวันเท่านั้น!


.......................
     








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

0 ความคิดเห็น