ซาตานทระนง

ตอนที่ 6 : สามหนุ่มหล่อแห่งตระกูลทรงอำนาจทางการเงินโมโรเนส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,016
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 ธ.ค. 56

บทที่ 5

สามหนุ่มหล่อแห่งตระกูลทรงอำนาจทางการเงินโมโรเนส

 

รถยนต์คันหรูรุ่นโคอีนิกเซ็ก ซีซีเอ็กซ์อาร์ ทรีวิตาของประธานหนุ่มพุ่งฉิวอย่างไม่ใจเย็นมากนัก พอๆ กับในหัวสมองที่ยังขบคิดปั่นป่วนแต่เรื่องของอดีตภรรยา ทำไมหล่อนถึงยังมีอิทธิพลต่อเขาอยู่มากมายขนาดนี้ นี่มันก็สิบปีผ่านมาแล้ว มันควรจะหลงเหลือแค่เพียงความแค้นเท่านั้นสิ

ประตูคฤหาสน์หลังใหญ่เปิดออกด้วยเหล่าคนรับใช้ อัลเบอร์ลาโด้จอดรถเป็นที่เรียบร้อยก็เดินตรงเข้าสู่ภายในอาคารเพียงเพื่อจะพบว่าตนเองมีแขกมารออยู่แล้ว

'วินเซนเต้ โมโรเนส'

ญาติผู้น้องซึ่งยืนค้อมตัวลง มือจับไม้แทงบิลเลียต (Billiard) เล็งระยะมองลูกหลากสีอยู่บนโต๊ะ และเมื่อคนอ่อนวัยกว่ามองเห็นหน้าเจ้าของบ้าน เขาก็ส่งยิ้มให้ ชายหนุ่มยิ่งกว่าดีใจที่เห็นหน้าพี่ชายซึ่งเป็นญาติสนิท ทั้งคู่สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก

สงสัยฉันคงต้องคุยกับคนเฝ้าประตูเสียหน่อยแล้วว่าอย่าให้คนจรจัดเข้ามาง่ายๆ อัลเบอร์ลาโด้เอ่ยทัก วินเซนเต้ยักไหล่ ต่างฝ่ายต่างรู้กันว่านี่เป็นเพียงแค่การแหย่เล่นเท่านั้น

ก็นั่นสิน้า เดี๋ยวนี้ตามถนนมีแต่ตาแก่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนไปหมด จะหาความปลอดภัยที่ไหนได้อีกล่ะ จริงมั้ยวินเซนเต้ โมโรเนสแกล้งตอบกลับไปอย่างพาซื่อ กระแทกมือแทงไม้กระทบลูกสีสันสวยสดบนโต๊ะพุ่งฉิวลงหลุมอย่างแม่นยำ

เอาเป็นว่าอย่างน้อยเราก็เห็นตรงกันล่ะนะอัลเบอร์ลาโด้ว่า

แล้วนี่แกเป็นไงบ้างล่ะวินเซนเต้เปลี่ยนมาถามสารทุกข์สุขดิบ ถึงจะอ่อนกว่า แต่ก็อ่อนกว่าไม่มากนัก จึงเรียกหากันแบบสนิทใจในระดับเพื่อน

ก็ดีนะ แล้วแกล่ะ

อืม ได้แทงบิลเลียตบนโต๊ะสั่งทำพิเศษแบบชั้นสูงของแกแล้ว ค่อยดีขึ้นมาหน่อยวินเซนเต้ว่าพลางยิ้มยียวน ก่อนจะตวัดไม้บิลเลียตหมุนควงกลางอากาศ

ริจะแทงบิลเลียตด้วยโต๊ะราคาแพงระยับระดับไฮเอ็นแบบนี้ ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่อย่างน้อยเอาชนะฉันให้ได้ก่อนดีมั้ยอัลเบอร์ลาโด้แกล้งทำบ่น ก่อนถอดเสื้อนอกออกแล้วพับแขนเสื้อขึ้น เดินไปหยิบไม้บิลเลียตอีกอันขึ้นมาแกล้งทำท่าปัดฝุ่น ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะ เล็งลูกที่อยู่ไกลลิบ และลูกที่มุมขวาสุด ก่อนจะตวัดไม้กระแทกด้วยท่าทางชั้นเซียน ลูกทั้งหมดที่เล็งไว้พุ่งไปกระทบกันเป็นทอดๆ และพุ่งฉิวลงหลุมซ้ายและขวาอย่างพร้อมเพรียงกันสามลูกรวด

ฝีมือบิลเลียตของแกไม่เคยตกเลยจริงๆ ว่าแต่ ฝีมือยึดบริษัทและกิจการชาวบ้านของแกไปถึงไหนแล้วล่ะวินเซนเต้ถามขึ้น วางไม้ลง เดินไปฉวยขวดบรั่นดีขึ้นมารินลงแก้วสองใบระหว่างรอคำตอบ

ถามได้ ฉันก็ได้มันมาครองสมใจแล้วน่ะสิอัลเบอร์ลาโด้ตอบพร้อมกับยิ้มร่า ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่ากิจการที่เขาพูดถึงเป็นของบริษัทไหน วินเซนเต้กับเขาโตมาด้วยกัน ย่อมจะต้องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับปัณชยา และวินเซนเต้นี่ล่ะ ที่คอยอยู่เคียงข้างตอนที่เขาคิดแผนนี้ขึ้นมา

วินเซนเต้เติบโตมาในถิ่นเดียวกับเขา แล้วก็เป็นอีกคนที่มุ่งมั่น ทะเยอทะยาน บากบั่น ทำแม่งทุกวิถีทางเพื่อหาทางหลุดพ้นจากชีวิตยากจนข้นแค้นมาได้ นอกจากเขากับวินเซนเต้แล้ว ทั้งสองยังมีญาติสนิทอีกคนชื่อโรมัน ไอ้คนนี้ก็หล่อบรรลัย พ่อของพวกเขาเป็นพี่น้องกัน ทุกคนจึงถือนามสกุลโมโรเนสตามพ่อเหมือนกันหมด พ่อกับแม่ของโรมันเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชนตอนที่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ โรมันจึงย้ายมาอยู่กับวินเซนเต้ซึ่งบ้านอยู่ติดกับอัลเบอร์ลาโด้ ทั้งสามจึงตัวติดกันเป็นตังเมนับจากวันนั้น

สามหนุ่มทยอยออกจากบ้านไปตามเส้นทางของตัวเองเมื่ออายุได้ 20 ปี แต่ถึงแม้จะแยกจากกันไปก็ตาม ทั้งสามหนุ่มหล่อก็ยังหาเวลากลับมาเจอกันอยู่เรื่อยๆ เท่าที่งานของแต่ละคนจะอำนวย แต่บางครั้งพอต้องอยู่ห่างกันนานๆ อัลเบอร์ลาโด้ก็อดรู้สึกเหงาไม่ได้เหมือนกัน

เจ๋งว่ะ อัลเบอร์ลาโด้ ไหนเล่ามาซิว่าแกไปทำอีท่าไหนวินเซนเต้ถามอย่างกระตือรือร้น ยื่นแก้วบรั่นดีไปให้เจ้าของบ้าน

ก็ไม่มีอะไรมาก" รับเอาแก้วบรั่นดี "ตาเฒ่าอาร์มาดิสไม่ใช่นักธุรกิจที่ฉลาดอะไรนักหนา ฉันก็แค่รอเวลา จับตาดูมันบริหารงานและทำพลาดไปเรื่อยๆ รอจนช่องโหว่ใหญ่พอให้ฉันเดินเข้าไปยึดบริษัทของมันมาก็เท่านั้นเอง"

"สะใจเลยอ่ะดิ" คนอ่อนกว่าเอ่ยถาม

"มันก็รู้สึกดีอยู่หรอกนะ" อัลเบอร์ลาโด้นิ่งไปครู่เดียวสั้นๆ "แต่ฉันนึกว่ามันจะรู้สึกดีกว่านี้เสียอีก แบบว่ารู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็มหรือเป็นอิสระอะไรประมาณนั้นน่ะ

ฉันว่าคงเป็นเพราะแกโตขึ้นมาก แล้วอีกอย่าง การแก้แค้นมันก็ไม่ได้หวานหอมเหมือนที่แกเคยคิดเอาไว้ล่ะมั่ง แล้วนี่แกจะทำยังไงต่อไปล่ะ

ฉันตัดสินใจว่าจะคงกิจการเอาไว้อย่างเดิม ยังไงๆ สินค้าที่พวกเขาผลิตออกมาก็นับว่าดีอยู่ แล้วขืนจับแยกกิจการออกไป คงได้มีคนตกงานเป็นร้อยเป็นพันแน่ๆ ถ้าฉันปรับเงินเดือนให้พวกพนักงานตามผลงานที่ทำไว้ พวกเขาก็คงเต็มใจทำงานให้ฉันต่ออยู่หรอกอัลเบอร์ลาโด้เอ่ย

นี่แกหัดเป็นคนใจดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ เผลอแป๊บเดียวอัลเบอร์ลาโด้ที่ขึ้นชื่อว่าใจแข็งเป็นหิน แถมอำมหิตผิดมนุษย์ที่ฉันเคยรู้จักหายไปไหนเสียแล้วล่ะ

ฉันคงโตขึ้นแล้วจริงๆ ล่ะมั้ง ถึงได้คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองขึ้นมาได้บ้าง อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับคำชมนั้นเท่าไหร่นักหรอกนะ

ทีเมื่อก่อน แม่งไล่ซื้อกิจการชาวบ้านชาวช่องแบบไม่เห็นจะแคร์หอกอะไรแบบนี้เลย"

"ปากดี" อัลเบอร์ลาโด้ชี้หน้าแบบไม่จริงจังอะไร

"เอาน่า ฉันไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครหรอก จะได้ไม่เสียชื่อไอ้ฆาตกรเลือดเย็นของแกไงล่ะ ดีมั้ยวินเซนเต้ว่าพลางหันมาใช้กำปั้นชกอัลเบอร์ลาโด้ที่แขนเสียทีหนึ่ง

เลิกพูดถึงเรื่องฉันเถอะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แกเป็นไงบ้าง อัลเบอร์ลาโด้คะยั้นคะยอ

ฉันเพิ่งกลับมาจากไปเปิดรีสอร์ทที่ภาคใต้ของประเทศไทย แกต้องไปเห็น มันสวยสุดยอดเลยล่ะ วินเซนเต้หยิบแฟ้มเอกสารออกมาให้อัลเบอร์ลาโด้ดูรูปข้างใน แค่เห็นจากภาพถ่ายก็รู้แล้วว่าเป็นรีสอร์ทที่สวยเหมือนสวรรค์จริงๆ

รีสอร์ทของเรามีสระน้ำใหญ่ยักษ์ 3 สระ มีสปาให้บริการเต็มรูปแบบ พร้อมห้องออกกำลังกายอย่างหรู มันจะเป็นสรวงสวรรค์ของสาวๆ แล้วก็เป็นโลกในฝันของหนุ่มๆ เชื่อเหอะว่าปีนี้รีสอร์ทของฉันจะต้องคว้ารางวัลอะไรสักอย่าง วินเซนเต้คุยโม้ยกใหญ่

อัลเบอร์ลาโด้ตัดสินใจแล้วว่าจะหาโอกาสไปพักที่ประเทศไทยหลังจัดการทุกอย่างที่บริษัทเรียบร้อยแล้ว ครั้งล่าสุดที่เขาเจอกัน วินเซนเต้ยังเพิ่งจะเอารูปแปลนแรกของรีสอร์ทนี้มาให้เขาดูอยู่เลย นี่พวกเขาไม่ได้เจอกันนานขนาดนั้นแล้วเหรอเนี่ย

ชายหนุ่มชอบสรรหาที่พักสวยๆ และมีสไตล์ไว้สำหรับวันพักผ่อน แต่ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เขามักจะหาโอกาสไปพักที่โรงแรมที่ญาติสนิทคนนี้เป็นเจ้าของ เพื่อที่จะถือโอกาสตรวจสอบบริการของโรงแรมในฐานะลูกค้าให้กับวินเซนเต้ไปในตัว ถึงจะยังไปไม่ครบทุกที แต่ต้องขอบอกว่าแต่ละที่ที่ไปล้วนทำได้เกินมาตรฐานทั้งนั้น บริการก็ดีกว่าโรงแรมอื่นๆ มากทีเดียว

อัลเบอร์ลาโด้มักจะเข้าพักโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร บริการที่ได้รับจึงไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่นๆ เขาจึงสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพนักงานแต่ละคนได้ตรงจุด แต่พักหลังๆ มานี่ มีคนรู้จักหน้าตาเขามากขึ้นจากทางทีวีและนิตยสาร หมดสนุกกับการปลอมตัวกันเลยทีเดียว พนักงานทุกคนต่างรู้ว่าเขาเป็นใครตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวพ้นประตู แต่ช่างมันเถอะ ถึงยังไงพนักงานแต่ละคนก็ถูกคัดสรรมาอย่างดีแล้วทั้งนั้น

ทำรีสอร์ทมาก็เยอะ แต่ฉันชอบประเทศไทยที่สุด มันยากนะที่ต้องตระเวนหาที่สวยๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ น่ะวินเซนเต้ถอนใจ อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มจนปากแทบจะฉีกไปถึงหู ทั้งสามหนุ่มไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะเดินทางและสร้างฐานะมาได้ไกลถึงขนาดนี้

เห็นทีฉันจะต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างแล้ว ไหนๆ ก็ได้บริษัทของตาเฒ่านั่นมาไว้ในกำมือ จะขอใช้วันหยุดบ้างก็คงไม่เสียหาย ทั้งที่เพิ่งจะอายุได้ 30 ปี แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแก่ขึ้นกว่าอายุจริงไปเป็นกอง

เออ ผมแกหงอกแล้วนะวินเซนเต้ได้ทีซ้ำเติมขึ้นมาเสียอย่างนั้น

น้อยๆ หน่อยวินเซนเต้ ถึงฉันจะแก่กว่าแกแค่ไม่กี่เดือน แต่ตีนหนักกว่าแกแน่นอน ลองสักหน่อยมั้ยล่ะเจ้าของบ้านขู่ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก

โหดว่ะ แม่งกลับมาอำมหิตเหมือนเดิมแล้วสินะ ฉันล่ะกลัวจริงๆ พับผ่า เอาเถอะๆ พักเรื่องงานกับเรื่องหญิงไว้ก่อนดีกว่า ออกไปหาอะไรกินกันเหอะ ฉันอยากกินอะไรอร่อยๆ แกล้มเบียร์จะแย่อยู่แล้ว บรั่นดีของแกนี่มันก็เก่าเก็บดีอยู่หรอกนะ แต่ตอนนี้ฉันอยากดื่มเบียร์เย็นๆ มากกว่าว่าแล้ววินเซนเต้ก็กระดกเหล้าในมือจนหมดแก้ว

ไปสิ ฉันเองก็เซ็งๆ กับเรื่องบางเรื่องอยู่พอดีเขาตอบรับ

หลังจากดื่มจนหมดแก้ว อัลเบอร์ลาโด้ก็รีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดง่ายๆ เสื้อยืด กางเกงยีน หยิบหมวกเบสบอลใบเก่งมาสวม คนที่บริษัทไม่มีทางจำเขาได้แน่ในชุดนี้ แล้วเขาก็ชอบให้เป็นแบบนั้น ชอบที่ได้กลับไปเป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ บ้าง

 แต่ร้านที่สองหนุ่มชอบไปคงไม่มีพนักงานบริษัทคนไหนโผล่มาหรอก มันเป็นบาร์เล็กๆ ไม่น่าดึงดูดใจอะไร เล่นเพลงคันทรี่เจ๋งๆ บางวงก็มีฝีมือจนอัลเบอร์ลาโด้อดไม่ได้ต้องแอบช่วยสนับสนุนด้วยการส่งผลงานของพวกเขาไปให้คนที่พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง

แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นต้องทำโดยไม่ให้ทางวงรู้ตัว

สองหนุ่มหล่อกระโดดขึ้นนั่งบนรถยนต์มายบัค เอ็กซ์เซเลโร่คันใหญ่ของวินเซนเต้มุ่งตรงไปที่บาร์ ถ้าการจราจรไม่ติดขัดทั้งคู่คงไปถึงที่นั่นได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และด้วยเร็วของเครื่องยนต์ ทวินเทอร์โบ 700 แรงม้า ไม่นานทั้งสองก็เข้ามาจับจองพื้นที่ในร้านประจำได้สำเร็จ

และเมื่อทำการสั่งอาหารและเบียร์เรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มก็นั่งเอนหลังพิงเบาะเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีขับกล่อม มีบาร์ไม่กี่ที่ที่จะมีวงเล่นสดตลอด 7 วันต่อสัปดาห์แบบนี้ ซึ่งแต่ละวงก็เล่นได้ดีทั้งนั้น

อัลเบอร์ลาโด้ค่อยผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง ชายหนุ่มโยนความเครียดทิ้งไป สนุกอยู่กับการแลกเปลี่ยนบทสนทนากับญาติผู้น้อง นับเป็นการสิ้นสุดวันที่ดีอย่างที่เขาไม่ได้มีมานานแล้ว

หลังจากทานอาหารเสร็จ ร่างสูงก็เอนหลังพลางจิบเบียร์เย็นๆ ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศอยู่นั้นเอง เสียงวินเซนเต้ก็แทรกเข้ามาในภวังค์

แล้วนี่แกได้เจอปัณชยาแล้วหรือยัง คำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น ทำเอาอัลเบอร์ลาโด้สำลักเบียร์ที่เพิ่งจิบลงคอจนวินเซนเต้ต้องเข้ามาตบหลังให้ เพราะกลัวว่าพี่ชายจะขาดใจตายเสียก่อน ลงเป็นแบบนี้คงเจอกันแล้วล่ะสินะ

เธอเป็นพนักงานของบริษัทน่ะอัลเบอร์ลาโด้ตอบ

เฮ้ย จริงเหรอ แล้วนี่เธอโดนแกไล่ออกไปแล้วอ่ะดิ?” ไม่มีใครจะรู้ถึงความแค้นที่อัลเบอร์ลาโด้มีต่อผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเขาแหลกสลายได้ดีไปกว่าวินเซนเต้อีกแล้ว

ยัง ฉันจะยังไม่ไล่เธอออกตอนนี้ ฉันอยากให้เธอสำนึกถึงสิ่งที่ทำไว้กับฉัน แล้วจากนั้นก็จะเป็นฝ่ายเขี่ยเธอทิ้งบ้าง แต่แรงจูงใจที่ทำอย่างที่พูดดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกที

คนอ่อนวัยกว่าเลิกคิ้วมองหน้า กูว่าแล้วเชียววินเซนเต้ตอบออกมาสั้นๆ ก่อนส่งยิ้มให้

ว่าแล้วอะไรของแกอัลเบอร์ลาโด้คาดคั้น

ก็ว่าแล้ว ว่าแกจะต้องตกหลุมรักเธออีกน่ะสิ แกไม่มีตาไปมองคนอื่นหรอก วินเซนเต้ตอบออกมาตรงๆ

“x! เลอะเทอะไปกันใหญ่!” อัลเบอร์ลาโด้ขมวดคิ้วอย่างโกรธๆ แต่คนที่เขาโกรธคงเป็นตัวเองมากกว่า เพราะลึกๆ แล้วชายหนุ่มก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจจะเป็นจริงตามนั้น

นี่มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้วนะ คนเรามันเปลี่ยนกันได้วินเซนเต้ว่า

แต่ฉันไม่มีวันลืมสิ่งที่ปัณชยาทำเอาไว้แน่ๆอัลเบอร์ลาโด้ตอกย้ำความทรงจำในอดีต

เออๆ จะเอาไงก็เอา แกเองก็ไม่ใช่คนโง่ ใจอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจก็แล้วกัน เดี๋ยวก็คงรู้เองว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง

นี่ล่ะเหตุผลที่อัลเบอร์ลาโด้รักญาติคนนี้ ถึงแม้คนอื่นๆ จะมองว่าวินเซนเต้เป็นเพลย์บอย เสือผู้หญิง ไม่จริงจังกับอะไรทั้งสิ้น แต่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนที่ฉลาด มีความเห็นอกเห็นใจให้เพื่อนมนุษย์มากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่อัลเบอร์ลาโด้เคยรู้จักมา อัลเบอร์ลาโด้กับโรมันรู้ดีว่าวินเซนเต้แค่ทำเป็นเอ้อระเหยลอยชายไปอย่างนั้นเอง ของดีน่ะมันอยู่ข้างในต่างหากล่ะ

พูดตรงๆ นะ ฉันคิดเสมอว่าปัณชยานี่ล่ะตัวจริง แล้วแกกับเธอก็เหมาะสมกันมาก นี่อาจจะถึงเวลาที่พรหมลิขิตขีดเส้นให้กลับมาเจอกันแล้วก็ได้นะ วินเซนเต้ว่าต่อ

นี่ยังไม่หยุดเห่าเรื่องนี้อีกเหรอ?"

"นั่น! ว่าฉันเป็นแมวอีก"

"พอดีกว่า ฉันว่าแกหยุดพูดเรื่องเพ้อเจ้อ แล้วกลับไปเมาต่อที่บ้านฉันดีกว่านะ อัลเบอร์ลาโด้ตัดบท

เมื่อวินเซนเต้ไม่ต่อปากต่อคำอะไรอีก ทั้งสองก็จ่ายเงินค่าอาหารและทิปพนักงาน ก่อนเดินกลับไปที่รถคันหรู แต่พูดกันตามตรง ถ้าไม่นับรถยนต์มายบัค เอ็กซ์เซเลโร่ล่ะก็ หากมีใครมาเห็นชายหนุ่มทั้งสองในตอนนี้ คงไม่คิดว่าสองหนุ่มรูปหล่อเป็นมหาเศรษฐีแน่ๆ ทั้งอัลเบอร์ลาโด้และวินเซนเต้ต่างก็ชอบสวมชุดเก่าๆ ใส่สบาย แต่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ แถมยังชอบนั่งบาร์เล็กๆ มากกว่าภัตตาคารหรูระดับห้าดาวเหมือนกันอีกด้วย ต่างคนต่างให้คำมั่นสัญญาแก่กันว่าจะไม่มีวันลืมรากเหง้าของตนเอง เป็นคำสัญญาที่สามหนุ่มหล่อแห่งตระกูลโมโรเนสยึดมั่นมาตลอดสิบปีแห่งการฟันฝ่า

เมื่อกลับมาถึงบ้าน อัลเบอร์ลาโด้ก็ค่อยมีท่าทีอ่อนลงไปบ้าง รู้อยู่ว่าวินเซนเต้หวังดีแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโห แต่ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเก็บเอาสิ่งที่วินเซนเต้พูดมาคิดจนเกิดแคลงใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อปัณชยา แต่ยังไงครั้งหนึ่งหล่อนก็เคยทิ้งเขาไป ได้แต่หวังว่าคราวนี้จิตใจของเขาจะเข้มแข็งพอที่จะป้องกันไม่ให้หล่อนล่วงล้ำเข้ามาได้อีก

แม้ตอนนี้เขาจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากแล้ว แต่ทุกครั้งที่มองเข้าไปในดวงตาสีดำนิลแป๋วแหววคู่นั้น ตัวเขาเองก็เหมือนจะหวนย้อนกลับไปหาคืนวันในวัยเด็ก

เหมือนหญิงสาวจะรู้วิธีทำให้เขาไขว้เขว

เห็นทีเจอกันครั้งหน้าเขาคงต้องเสริมแนวป้องกันให้ดีกว่านี้หน่อยแล้ว

แต่ ...ช่างหัวมันเถอะ

อีกแค่ 2-3 วันการคัดสรรพนักงานก็คงเสร็จสิ้น จากนั้นเขาก็จะได้กลับไปนั่งทำงานในออฟฟิศของตัวเองที่สำนักงานใหญ่ อย่างน้อยก็คงไม่ต้องเจอหน้ากันไปอีกสักพัก ให้ตายสิ แค่คิดก็หงุดหงิดขึ้นมาเลย แบบนี้คงต้องเว้นระยะห่างให้มากกว่านี้หน่อยแล้ว

ชายหนุ่มตั้งมั่นว่าจะทำตามนั้นทันทีที่เขาถอนพิษร้ายของหล่อนออกไปจากใจจนหมดแล้ว อาจจะต้องอาศัยการถอนพิษบนเตียงอีกสักครั้งสองครั้ง (หรือมากกว่า) จนกว่าเขาจะหนำใจ สาใจ และหมดความสนใจในตัวของหล่อน เบื่อหล่อน ขยะแขยงหล่อน เห็นหล่อนเป็นของตาย ลูกไก่ในกำมือ

อัลเบอร์ลาโด้มักจะหมดความสนใจในเรื่องที่หมดความท้าทายเสมอ

ร่างสูงยิ้มกับตัวเองเมื่อคิดได้ดังนั้น

เขาไม่ได้รักหล่อนร้อกกกกก

ก็แค่กำลังสนุกกับการไล่ล่าอยู่เท่านั้นเอง (มั้ง)

แหม ทำไมต้องมีมั้งด้วยวะ!

**************

หล่อนเป็นของเขาครั้งแรกในรอบสิบปีบนโต๊ะทำงาน?

บ้าๆๆ! ยิ่งคิดก็ยิ่งจิตตกชะมัด มันไม่โรแมนติกเอาเสียเลย แถมยังเป็นเซ็กส์ที่ไม่ได้มาจากความรักเลยแม้แต่น้อย เขามันโหดร้ายและเห็นแก่ตัวที่สุด ถึงแม้ว่าความเชี่ยวชาญของเขาจะทำให้หล่อนสมยอมและอ่อนระทวยไปด้วยความสุขสมก็ตามที

ปัณชยามัวแต่คิดโน่นคิดนี่วุ่นวายในหัว มาได้สติอีกครั้งก็ตอนที่เห็นป้ายหน้าโรงเรียนของบุตรชาย อะไรกัน ใจลอยแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ คงจะได้เกิดอุบัติเหตุเข้าสักวัน ไม่ล่ะ หล่อนจะไม่ยอมให้ซาตานอำมหิตอย่างเขามามีอิทธิพลต่อชีวิต พักเรื่องของเขาเอาไว้ก่อนดีกว่า อย่างน้อยหล่อนมาถึงโรงเรียนทันเวลารับเฟรดเดอริโค่กลับบ้านพอดี เด็กชายวิ่งมากอดหล่อนไว้แน่น หล่อนชอบที่นานๆ ครั้งลูกชายจะยอมอ้อนหล่อนแบบนี้สักทีหนึ่ง

วันนี้ซ้อมเป็นยังไงบ้างลูกคนเป็นแม่เอ่ยถาม

เจ๋งสุดๆ ไปเลยฮะ ผมเลี้ยงบอลนำเดี่ยวก่อนจะยิงเข้าประตูไปตั้งหลายลูกแน่ะฮะเด็กชายเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คนที่จะเข้ามาแย่งลูกกับผม เจอผมกระแทกจนล้มไปตั้งหลายคนแน่ะ”

เก่งมากจ้ะ แล้วลูกได้จับมือกับเขา ขอโทษเขาหลังจบการแข่งขันหรือเปล่าจ๊ะ

ผมไม่ลืมหรอกน่า แม่ก็เฟรดเดอริโค่ว่าพลางกลอกตา ปัณชยาสอนให้ลูกเป็นเด็กสุภาพจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่ควรคุยโวโอ้อวดทับถมคนอื่นทั้งนั้น หล่อนจึงสอนลูกให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆ กับการชนะการแข่งขันเลยทีเดียว

คุณครูหลายๆ คนมักจะชมลูกชายของหล่อนว่าเป็นเด็กที่รู้จักเคารพและให้เกียรติคนอื่นอยู่เสมอ เวลาได้ยินแบบนี้แล้ว คนเป็นแม่ก็อดที่จะยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจไม่ได้ อันที่จริงหล่อนก็เหมือนกับแม่ทั่วๆ ไปที่มักจะคิดเข้าข้างลูกชายตัวเองอยู่เสมอนั่นล่ะ แต่เวลาได้ฟังคำชมจากปากคนอื่นแล้ว มันก็อดที่จะตัวลอยไปด้วยไม่ได้

แกสเปอร์ชวนผมไปค้างที่บ้านคืนวันศุกร์ด้วยฮะแม่" เฟรดเดอริโค่เล่าต่ออย่างกระตือรือร้น

"ไปทำไมจ๊ะ"

"วันเกิดน่ะฮะ แม่ให้ผมไปค้างกับแกสเปอร์นะฮะ"

ขอแม่โทรคุยกับคุณแม่ของแกสเปอร์ก่อนนะจ๊ะ แต่แม่ว่า ...ลูกน่าจะไปได้นะ

ขอบคุณฮะแม่ ผมรักแม่ที่สุดเลยเด็กชายพูดพร้อมกับยิ้มหน้าบาน ยิ่งทำให้ใบหน้านั้นละม้ายบิดามากขึ้นไปอีก เห็นแล้วหล่อนก็อดเจ็บแปลบไม่ได้ ยิ่งโตเท่าไหร่ เฟรดเดอริโค่ก็ยิ่งเหมือนอัลเบอร์ลาโด้มากขึ้นทุกที หล่อนภาวนาขอให้ทั้งคู่อย่าได้มีโอกาสได้พบได้เจอกันเลย เพียงแค่ความละม้ายคล้ายคลึงนี้ก็ทำให้หล่อนเจ็บปวดเจียนจะตายเสียให้ได้อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เฟรดเดอริโค่เกิดชอบทรงผมใหม่ที่เกือบจะเหมือนกับทรงผมของซาตานใจหินขึ้นมาเปี๊ยบเสียอีก เฮ้อ กรรมเวรอะไรของหล่อนนะ คิดแล้วก็ต้องรีบสะบัดหน้าขับไล่ภาพนั้นออกไปจากห้วงความคิด วางมือเรียวลงขยี้ผมของบุตรชายเล่น (จริงๆ แล้วก็แอบทำลายทรงผมให้ยุ่งเหยิงเป็นทรงอื่นนั่นล่ะ กวนใจดีนัก)

สวัสดีครับ คุณปัณชยา สบายดีมั้ยครับยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะได้ก้าวพ้นขอบสนามฟุตบอล โค้ชของเฟรดเดอริโค่ก็เดินเข้ามาทัก

 “อ้าว คุณเฮอร์นาน" หล่อนยิ้มตอบ หันกลับมาสนทนา "สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะคะ

ก็ดีครับ พอดีว่าเฟรดเดอริโค่ลืมเอกสารนี่ไว้น่ะครับ จะมีการแข่งขันวันเสาร์นี้ ตอนบ่ายสองโมงชายหนุ่มบอกพร้อมกับส่งกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้

ขอบคุณนะคะ"

"คือ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณด้วยน่ะครับ" เขาเอ่ยอย่างเกรงใจ "เกี่ยวกับวันเสาร์"

"มีอะไรหรือคะ? ถ้าฉันทำได้ ก็ยินดีค่ะ

โค้ชรูปหล่อยิ้มเสียทีหนึ่ง คือเด็กๆ ในทีมฟุตบอลของผมน่ะครับ ผู้ปกครองทุกๆ คนจะช่วยกันสนับสนุนในด้านต่างๆ จะรบกวนเกินไปมั้ยครับ ถ้าผมจะขอให้คุณช่วยทำมื้อเที่ยงมาให้ทีมของเรา มีคนอาสาจะเอาเครื่องดื่ม ขนมหวานและผลไม้มาแล้ว แต่ยังไม่มีใครรับอาสาเอาอาหารมาเลยสักคน คุณทำอาหารไทยรสอ่อนๆ ไม่เผ็ดมากมาก็ได้ครับ เฟรดเดอริโค่ชมเปาะว่าอาหารไทยฝีมือคุณอร่อยสุดยอด โดยเฉพาะผัดไทกุ้งสด เด็กๆ ในทีมของผมคงจะดีใจที่ได้ชิมฝีมือคุณบ้าง”

ปัณชยาขึ้นชื่อเรื่องฝีมือทำอาหาร ไม่ใช่แค่เพียงอาหารไทยเท่านั้น แต่อาหารนานาชาติหล่อนก็ถนัดและคล่องมือไปเสียทุกอย่าง นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครกล้าอาสาทำตำแหน่งนี้แทนหล่อน

เฟรดเดอริโค่ก็อาจจะพูดเกินไปหน่อยน่ะค่ะหล่อนยิ้ม แต่เอาเป็นว่า ฉันตกลงค่ะ

"ขอบคุณนะครับ ขอบคุณจริงๆ" หนุ่มหล่อค้อมหัวลงนิดๆ เป็นการขอบคุณ

หลังจากจบเรื่องเมนูอาหาร เฮอร์นานก็ชวนหล่อนคุยไปเรื่องอื่นๆ ซึ่งหัวข้อสนทนานั้น ดูก็รู้ว่ากำลังพยายามหาทางชวนหล่อนออกเดท ปัณชยาดูออกว่าเขาสนใจในตัวของหล่อนมาก หล่อนนึกขอบคุณที่เขามีความรู้สึกดีๆ มอบให้ แต่หลังจากใช้เวลาอยู่กับอัลเบอร์ลาโด้ตลอดทั้งวันจนอ่อนเพลียและเหนื่อยใจ หล่อนก็ไม่มีอารมณ์จะไปออกเดทที่ไหนกับใครอีก จึงพูดคุยตามมารยาท ก่อนจะขอตัวแยกออกมา

ใช่ว่าหล่อนรังเกียจอะไรเขา เฮอร์นานเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง หน้าตาของเขาก็นับว่าคมคาย สะอาดสะอ้าน รูปร่างก็แข็งแรงองอาจอย่างนักฟุตบอล เพียงแต่หล่อนไม่เคยคิดอะไรกับเขาเกินเลยมากไปกว่าเพื่อนและครูของลูกเท่านั้น คิดแล้วก็น่าสงสารเขาจับหัวใจ

**********

วันเสาร์ก็ลงแข่งแล้ว แถมวันศุกร์ก็ต้องไปวันเกิดแกสเปอร์ ท่าทางวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลูกคงจะยุ่งน่าดูปัณชยาหันไปชวนคนตัวจิ๋วคุยขณะขับรถกลับบ้าน

คงงั้นมั้งครับ ผมแทบรอให้ถึงงานปาร์ตี้ไม่ไหวแล้ว เห็นบอกว่าจะมีเค้กไอศกรีมด้วยนะครับแม่ เฟรดเดอริโค่ว่าพลางโยกตัวไปมาด้วยความตื่นเต้น

อย่าเผลอกินเยอะจนไม่สบายเสียก่อนล่ะ ไม่อย่างนั้นลูกได้อ้วกกลางสนามบอลแน่ๆ

แบบนั้นก็เจ๋งเลยสิครับแม่!” เด็กชายร้อง หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้า บางครั้งหล่อนก็ตามไม่ทันความคิดของพวกเด็กๆ เอาเสียเลย อว้กใส่สนามบอลมันเจ๋งตรงไหนกันนะ

เอาเป็นว่า กินให้มันพอดีๆ และดูแลตัวเองด้วย แม่เป็นห่วง ถ้าวันเสาร์เกิดป่วยจนลงแข่งไม่ได้ล่ะก็ จะมาบ่นทีหลังว่าแม่ไม่เตือนไม่ได้นะ หล่อนพูดพลางส่งยิ้มมีเลศนัย ฝ่ายลูกชายได้แต่กลอกตาไม่เถียงอะไรสักคำ

ทันทีที่ถึงบ้าน ปัณชยาก็ลงมือทำอาหาร ก่อนจะพาเจ้าลิงน้อยออกไปซ้อมเดาะฟุตบอลที่สนามหญ้าหลังบ้าน หล่อนตั้งใจว่าจะเก็บเงินพาลูกไปเที่ยวช่วงวันหยุด อยากจะพักใจจากปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในระยะนี้ ไหนจะเรื่องงาน ไหนจะเรื่องของคนใจร้ายนั่นอีก ที่หล่อนต้องอดทนอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อลูกคนเดียวเท่านั้น

หล่อนนั่งมองดูบุตรชายซ้อมเดาะบอลจนฟ้ามืดจึงได้พากันเข้าบ้าน เด็กชายอาบน้ำและตรงเข้านอน ฝ่ายมารดากระวนกระวายถึงวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึง บอกตรงๆ ว่าหลังจากมีอะไรกับเขาในห้องทำงานไปแล้ว หล่อนก็ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะทำอะไรกับหล่อนอีกบ้าง สถานะของหล่อนตอนนี้ไม่มีอะไรไปต่อรองกับเขาได้เลย เป็นเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือของซาตาน เอาเถอะ สักวันคงจะเป็นวันของหล่อนบ้าง ถ้าหล่อนมีที่ไปเมื่อไหร่ มีงานใหม่เมื่อไหร่ หล่อนจะลาออกจากเขาทันที และสำหรับวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หล่อนก็จะเชิดหน้าพร้อมรับมือ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

301 ความคิดเห็น