พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 46 : หนีตาย 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    31 ม.ค. 63

ตึง

"ว่ายังไงนะ!! พวกมันหนีไปได้อย่างงั้นหรอ" จักรพรรดิเวเลอุสตะโกนก้องด้วยความโมโห เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองรายงานเรื่องที่อิทธิหลบหนีออกจากเมืองไป

"เราได้เข้าไปที่บ้านพักที่พวกมันพักอยู่ แต่ก็ไม่เจอตัวชาร์ล ลี เบอแกรน รวมถึงทหารของพวกเขา มีเพียงทูตสองคนที่นอนหลับอยู่ พอสอบถามแล้วพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย" ลอร์ดมอร์แกนรายงานออกไป ยิ่งทำให้จักรพรรดิคนใหม่มีโทสะมากยิ่งขึ้นตะโกนดุด่าเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย

"พวกมันจะหนีไปได้ยังไง? คำสั่งปิดประตูเมืองก็ถูกส่งออกไปแล้ว มันจะหนีไปไหนได้" จักรพรรดิลุกขึ้น เดินไปหยุดเบื้องหน้าของเหล่าแม่ทัพตะคอกถามด้วยความเดือดดาล ทำให้เหล่าแม่ทัพและขุนนางทั้งหลายก้มหน้า ไม่กล้าสบตาพระองค์

"จากที่ได้รับรายงาน พวกมันขี่ม้าหลบหนีออกไปยังประตูหลังของที่พัก แล้วก็ไปที่ประตูเมืองโดยบอกว่าตัวเองเป็นทูตได้รับคำสั่งให้เดินทางออกจากเมืองอย่างเร่งด่วนครับ" ลอร์ดมอร์แกนรายงานต่อ ทำให้จักรพรรดิเดินมาหยุดจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าโกรธเคืองอย่างมาก

"เจ้าจะบอกว่า มันออกจากเมืองไปแล้วงั้นหรอ? มันออกไปได้ยังไง" จักรพรรดิตะโกนใส่หน้าลอร์ดมอร์แกน ทำเอาทหารหลายคนต่างหลบตาไม่กล้าหันไปมอง แต่ลอร์ดมอร์แกนนิ่งเงียบไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขาเพียงยืนนิ่ง เมื่อจักรพรรดิพูดจบเขาจึงรายงานต่อ

"ทหารที่เฝ้าประตูไม่รู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น เพียงได้รับคำสั่งให้ปิดประตูเมือง ดังนั้นพวกมันจึงบอกว่าตัวเองเป็นทูตแล้วอ้างว่ามีคำสั่งจึงได้ออกไปได้" สิ้นคำรายงานจักรพรรดิก็ตะโกนใส่หน้าลอร์ดมอร์แกนทันที

"แอบบอ้างคำสั่งใคร?" แต่ลอร์ดมอร์แกนก็นิ่งก่อนจะตอบออกมาตรง ๆ

"คำสั่งจักรพรรดิ คำสั่งพระองค์ขอรับ" เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ทำเอาจักรพรรดิวาเรอุสนิ่งเงียบไป แม่ทัพต่าง ๆ ล้วนแต่ตกใจที่พระองค์ไม่โวยวายขึ้นมา แต่ก็เพียงไม่นานจักรพรรดิวาเรอุสยื่นนิ่งเนื้อตัวของพระองค์สั่น ก่อนจะร้องตะโกนออกมาจนทุกคนต่างตกใจ

"พวกมันกล้าแอบอ้างชื่อข้าอีกงั้นหรอ? จัดเตรียมทหารให้ข้า ข้าจะออกไปล่าพวกมันเอง" พระองค์ประกาศกร้าวแล้วเดินออกไปด้วยความโทสะที่มากล้น เหล่าขุนนางต่างพยายามร้องทัดทานแต่พระองค์กับไม่สนใจ เหล่าแม่ทัพทั้งหลายต่างพากันวิ่งตามพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงลอร์ดมอร์แกนที่ยื่นนิ่งพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แล้วจึงค่อย ๆ ตามคนอื่น ๆ ไป

ขบวนกองทัพม้าจักรวรรดิ ซึ่งนำโดยตัวองค์จักรพรรดิวาเรอุสเองควบขี่ออกจากเมืองไป ทำให้ท่างด้านในพระราชวังเหล่าขุนนางต่างเกิดความวุ่นวายขึ้น ด้วยตัวองค์จักรพรรดิไม่อยู่ บัลลังก์จึงว่างเปล่าลงขุนนางต่างถกเถียงกันจนเสียงดังไปทั่วท้องพระโรง แต่แล้วทั้งหมดก็ต้องเงียบลงเมื่อประตูถูกเปิดออก องค์ชายลำดับที่ 3 ไรเกอร์ เดินเข้ามาทำให้เหล่าขุนนางต่างเงียบลง ทำความเคารพ

เจ้าชายไรเกอร์เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าที่นั่งของตัวเอง แต่เขาไม่ได้นั่งลงแต่หันมาพูดกับเหล่าขุนนางที่จ้องมองพระองค์อยู่

"พวกท่านดูจะวุ่นวายกันมากเลยนะ" เจ้าชายพูดขึ้นเหล่าขุนนางก็พูดสิ่งที่พวกเขาคิดทั้งการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งเรื่องขององค์จักรพรรดิคนใหม่ที่ออกไปไล่ล่ามือสังหารข้างนอกนั้น

"เอาละ ๆ ข้าทราบเรื่องต่าง ๆ แล้วแต่ท่านพี่..เออ ต้องพูดว่าองค์จักรพรรดิคนใหม่สินะ ไม่อยู่เพราะอย่างนั้นเรื่อง สำคัญ ๆ พวกท่านไม่อาจตัดสินใจได้ จนกว่าพระองค์จะกลับมา" เจ้าชายไรเกอร์พูดจบก็เดินตรงไปที่บัลลังก์จักรพรรดิหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าบัลลังก์ จ้องมองมันนิ่ง ๆ

เหล่าขุนนางที่เห็นเจ้าชายไรเกอร์หยุดยืนอยู่หน้าบัลลังก์ต่างก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา อีกทั้งยังเริ่มรู้สึกกังวล แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพียงยื่นเงียบ ๆ จับจ้องการกระทำของเจ้าชาย

"แล้วเรื่องคนที่จัมาได้ของคณะทูตซาร์เฟียละ?" เจ้าชายไรเกอร์หันกลับมาหน้าขุนนางแล้วพูดขึ้น ทำให้เหล่าขุนนางต่างนิ่งเงียบ พวกเขาต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาแต่เมื่อถูกสายตาของเจ้าชายไรเกอร์จับจ้อง ก็มีคนพูดขึ้น

"เราจับพวกมันไว้ในคุกเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงให้องค์จักรพรรดิทรงตัดสิน" เมื่อได้ยินอย่างนั้น เจ้าชายนิ่งเงียบครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้น

"จักรพรรดิยังไม่กลับมา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่" คำพูดของเจ้าชายไรเกอร์ทำเอาทุกคนต่างตกตะลึงแล้วก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเจ้าชายไรเกอร์นั่งลงบนบัลลังก์จักรพรรดิ

"ด้วยองค์จักรพรรดิไม่อยู่ ข้าจะเป็นตัวแทนของเขาเอง" เจ้าชายไรเกอร์พูดออกมาพร้อมนั่งพิงลงไปที่เก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ แต่เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างตกตะลึงและตกใจ ความหวาดกลัวปรากฎขึ้นในดวงตาของพวกเขา ทำให้เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความสับสน จนกระทั้งมีขุนนางพูดขึ้น

"อย่างนี้ไม่ถูกนะเจ้าชาย ท่านไม่มีสิทธิในบัลลังก์แม้องค์จักรพรรดิจะไม่อยู่ก็ตาม ที่พระองค์กำลังทำมันนับว่าเป็นกบฏ ถ้าจักรพรรดิทรงรู้พระองค์จะต้องได้รับโทษนะพะยะค่ะ ขอทรงคิดให้ดีก่อน" ขุนนางสูงวัยคนหนึ่งพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้เหล่าขุนนางที่ไม่กล้าพูดต่างออกมาสนับสนุน เจ้าชายไรเกอร์ที่อยู่บนบัลลังก์เพียงจ้องมองพวกเขานิ่ง ๆ แล้วจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ

"จะกบฏหรือไม่กบฏมันอยู่ที่ว่าใครรอดเป็นคนสุดท้าย แต่เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก เพราะเจ้าจะไม่ได้อยู่ถึงตอนนั้น" หลังพูดจบก็มีสายฟ้าพุ่งออกมาจากมุมมืดที่ด้านหลังของห้อง พุ่งเข้าใส่ขุนนางคนนั้น สายฟ้าพุ่งเข้าใส่ร่างของขุนนางมันค่อย ๆ เผาร่างกายของเขาจากภายในมีเพียงเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เหล่าขุนนางที่อยู่รอบ ๆ สนับสนุนเขาก็ต่างถอยหนีด้วยความหวาดกลัว เพียงไม่กี่ลมหายใจเข้าออกสายฟ้าก็หยุดลงร่างของขุนนางคนนั้นล้มลง เหล่าขุนนางต่างจ้องมองศพของเขาด้วยความหวาดกลัว

ส่วนเจ้าชายไรเกอร์ก็เพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดกับเหล่าขุนนางที่สั่นกลัว

"เอาละ มีใครอย่างจะพูดอะไรอีกไหม?" เหล่าขุนนางต่างสั่นกลัว คุกเข่าลงก้มหน้าเงียบไม่แม้จะพูดอะไรออกมา โดยมีศพเพื่อนขุนนางนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น ก่อนจะมีทหารมาลากเอาศพออกไป ทำให้พวกเขาต่างคิดได้ว่าเจ้าชายไรเกอร์เตรียมการไว้หมดแล้ว เป็นเรื่องโ.ที่จะต่อต้านเขาตอนนี้

เมื่อทั้งหมดไม่มีใครพูดอะไร เจ้าชายจึงได้ถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เขาสะสางงานทำตัวเหมือนเป็นจักรพรรดิเสียเอง

"พระองค์แล้วพว..พวกคนที่เราจับเอาไว้ละครับ ให้ทำยังไงกับพวกมันดีพะยะค่ะ" เมื่อได้ยินเจ้าชายไรเกอร์ก็นั่งนิ่งไปครุ่นคิดแล้วจึงถอนหายใจออกมา

"ประหารไปซะ พวกมันไม่มีประโยชน์อะไร แล้วก็คงไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก" คำสั่งประหารทำเอาเหล่าขุนนางทั้งหลายต่างตื่นตกใจ ก่อนที่พวกเขาจะพูดขึ้น

"ถึงมือสังหารพวกนั้นจะเป็นคนที่มากับซาร์เฟีย แต่เราก็ควรจะสอบปากคำพวกมันให้ดีเสียก่อน แล้วองค์จักรพร..." ยังที่ขุนนางคนนี้จะรายงานจบเมื่อสบตากับเจ้าชายไรเกอร์ที่จ้องมาที่เขา จึงได้แต่เงียบลง

"เรื่องนั้นพวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าได้คุยกับกษัตริย์ของซาร์เฟียแล้ว มือสังหารพวกนั้นไม่ใช่คนของทางนั้น สนธิสัญญาสงบศึกและความสัมพันธ์กับพวกเขาจะไม่ถูกทำลายลง การเป็นพันธมิตรจะยังคงเป็นต่อไป" คำพูดขององค์ชายทำทุกคนยิ่งตื่นกลัวมากกว่าเดิม

'แผน ทั้งหมดเป็นแผนของเจ้าชายไรเกอร์ทั้งหมด พระองค์วางหมากไว้ตั้งแต่แรกแล้ว' เหล่าขุนนางต่างมีความคิดเป็นไปในทางเดียวกัน จึงได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบไม่แม้จะเงยหน้าขึ้นมา

"ถ้าพวกท่านเข้าใจกันหมดแล้ว ก็ทำงานของตัวเองกันต่อไป เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเดียวข้าจะเป็นคนจัดการให้เรียบร้อยเอง" บนบัลลังก์จักรพรรดิเจ้าชายไรเกอร์นั่งมองเหล่าขุนนางที่ต่างหวาดกลัวเขาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ครุ่นคิดไปถึงพี่ชายของตน องค์จักรพรรดิคนปัจจุบันที่ออกนอกเมืองไป

.......

....

.

ทางด้านอิทธิและคนของเขา หลังออกจากเมืองมา ทั้งหมดก็ควบม้าโดยไม่หยุดพักเพื่อหลบหนีออกมาให้ไกลที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าองค์จักรพรรดิคนใหม่กำลังไล่ตามพวกเขามา

"ควบม้าเข้าอย่าได้หยุด เราต้องไปให้ไกลที่สุด ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวแล้วส่งคนไล่ตามมา" อิทธิควบม้าอย่างไม่หยุดพักมาตลอดคืน ทิ้งห่างตัวเมืองมาค่อนข้างไกล

"เราจะไม่หยุดพักเลยหรอ ม้าจะไม่ไหวเอานะ" อาแจ็กซ์พูดขึ้นเตือนอิทธิ แต่อิทธิได้แต่นิ่งครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าออกมา

"ไม่เราจะหยุดตรงนี้ไม่ได้ ไปต่อก่อนเราต้องรีบทิ้งห่างพวกมันให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดเราต้องไปถึงก่อนข่าวเรื่องการตายของจักรพรรดิถูกส่งไปถึงเมืองแทบชายแดน ไม่งั้นเราจะไม่มีโอกาสหนีออกไปได้ เราต้องแข่งกับเวลา" อิทธิพูดขึ้นอย่างเคร่งเครียด เขาไม่รู้เลยว่าถ้าเกิดชายแดนถูกปิด พวกเขาจะทำยังไงต่อ สิ่งที่ทำได้คือต้องรีบแข่งกับเวลาหนีออกจากจักรวรรดิก่อนที่ข่าวจะถูกส่งไปจนทั่วแล้วทั้งจักรวรรดิจะส่งทหารมาลุมไล่ฆ่าพวกเขา ถ้าอย่างนั้นก็เกมโอเวอร์ยังไงพวกเขาก็ไม่รอด ตอนนี้ยังมีโอกาสจึงได้แต่รีบเร่งหลบหนีออกไปให้เร็วที่สุด

เมื่อได้ยินอย่างนั้นทั้งหมดก็ได้แต่กัดฟันควบม้าโดยไม่คิดชีวิตไปต่อ จากมืดสู่เช้า จากเช้าสู่มืดอีกครั้ง 3 วัน 3 คืนโดยไม่หยุด ทั้งคนทั้งม้าต่างเหน็ดเหนื่อย กินบนหลังม้าหลับก็บนหลังม้า แม้แต่อาแจ็กซ์ที่แข็งแรงอย่างกับสัตว์ประหลาดก็เริ่มไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

"นี้ท่าน เราต้องหยุดพักกันซักหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ทันให้พวกจักรวรรดิมาฆ่าเราหรอก แค่นี้เราก็จะตายกันหมดแล้ว" อาแจ็กซ์บังคับม้าเข้ามาเทียบข้าง ๆ อิทธิที่ราวกับคนตายเขาได้แต่ก้มหน้าซบลงไปกับตัวม้าด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อหันไปมองทหารที่อยู่ด้านหลังจึงได้แต่กัดฟันแล้วพูดขึ้น

"ถ้าอย่างนั้นพักที่หมู่บ้านข้างหน้า กินดื่มและพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วเราจะเร่งเดินทางต่อ" คำพูดของอิทธิราวกับเสียงสวรรค์เหล่าทหารที่อิดโรยราวกับผีดิบต่างร้องออกมาด้วยความดีใจ

อิทธิมองไปรอบ ๆ ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาต่างหลบเลี่ยงหมูบ้านต่าง ๆ เดินอ้อมผ่านไปโดยตลอด ๆ ทั้งยังสวมใส่ชุดคลุมปิดบังตัวตน เมื่อเจอผู้คนการเข้าไปในหมู่บ้านทำให้อิทธิรู้สึกกังวลไม่น้อย แต่เมื่อเห็นสภาพทหารแต่ละคนจึงได้แต่ตกลงไป

ทั้งหมดค่อย ๆ ควบขี่ม้าเข้าไปในหมู่บ้าน ขบวนคนขี่ม้า 10 กว่าคนทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าความสนใจของชาวบ้านอิทธิได้แต่ดึงผ้าคลุมลงมาปิดหน้าให้มากยิ่งขึ้นก้มหน้าก้มตาเอาไว้ ทั้งยังกำชับให้คนอื่น ๆ อย่าได้ไปสุงสิงกับชาวบ้าน ก่อนจะตรงเข้าไปยังร้านอาหาร

อิทธิและคนของเขาเข้ามาในร้านอาหารมีชาวบ้านนั่งอยู่ไม่น้อยอิทธิจึงได้หลบเลี่ยงคนอื่น ๆ เดินเข้าไปนั่งโต๊ะที่มุมด้านในเงียบ ๆ โยนถุงเงินให้ทหารของเขาไปจัดการสั่งอาหารและเครื่องดื่มมา ด้วยความลึกลับทำให้ยิ่งตกเป็นเป้าสายตาแต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงจ้องมองมาที่พวกเขาและหันไปพูดคุยกัน

รอไม่นานอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟ แล้วทั้งหมดก็กินอาหารอย่างรวดเร็ว ราวกับคนที่ไม่ได้กินมานาน ด้วยหลายวันมานี้ไม่ได้กินอะไรดี ๆ เลยเพียงเนื้อตากแห้งประทังชีวิตเท่านั้น จึงหิวโซอย่างมาก อาหารถูกนำมาเสิร์ฟไม่ขาดสายแต่พอจานถูกวางลงบนโต๊ะมันก็กลายเป็นจานเปล่าในเวลาไม่นาน พนักงานและคนในร้านต่างมองคนกลุ่มนี้ด้วยความแปลกใจ จับจ้องการกินราวกับไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน เพียงไม่ถึง 20 นาทีทั้งหมดก็กินกันจนอิ่ม ยิ่งทำเอาพนักงานต่างตกตะลึงอาหารสำหรับคนหลายสิบคนหมดลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อกินกันจนอิ่มอิทธิได้สั่งให้ทั้งหมดไปพักผ่อนทันที ส่วนตัวเขาจึงลุกขึ้นเดินไปสอบถามเส้นทางกับชาวบ้านถึงเส้นทางที่จะผ่านชายแดนไปให้เร็วที่สุด ทั้งยังเรื่องข้อมูลต่าง ๆ โดยตอบแทนเป็นเงินจำนวนหนึ่งทำให้ชาวบ้านต่างยินยอมช่วยเหลือให้ขอมูลกับอิทธิอย่างรวดเร็ว

เมื่อจัดการธุระเสร็จอิทธิจึงกลับขึ้นห้องพักที่ได้จองเอาไว้ ทิ้งตัวลงนอนหยิบแผนที่ขึ้นมาดู คิดถึงแผนการหลบหนีไปให้ได้

'ถ้าเดินทางด้วยความเร็วแบบนี้ไม่เกิน อาทิตย์จะข้ามแดนไปยังซาร์เฟียได้ทันก่อนที่จะมีใครไล่ตามได้ทันแน่ หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วกัน ไม่งั้นได้แต่อยู่นี้แน่' อิทธิวางแผนที่แล้วหยิบปืนขึ้นมาถือไว้แทนแล้วจึงค่อยหลับลง พร้อมปืนในอ้อมอก

จนกระทั้งเริ่มเช้า อาแจ็กซืก็มาปลุกอิทธิให้ตื่นและเป็นอีกครั้งที่เขาตื่นด้วยความตกใจแล้วยกปืนชี้ใส่คนที่มาปลุก แต่อาแจ็กซ์ที่เจอมาหลายครั้งก็คว้ามืออิทธิเอาไว้ได้ก่อน จนกระทั้งอิทธิรวบรวมสติได้จึงค่อยปล่อยมือแล้วเดินออกจากห้องไป

อิทธิที่ตื่นขึ้นก็วางปืนในมือลง อาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงมาข้างล่างเพื่อทานอาหารเช้าแล้วเดินทางต่อ

แต่เมื่อเขาก้าวลงบันไดมาก็ต้องหยุดนิ่งจนคนข้างหลังต้องมองมาด้วยความสงสัย อิทธิจ้องมองไปยังคนที่นั่งทานอาหารอยู่ก่อน พวกเขาสวมใส่ชุดที่อิทธิคุ้นเคย ชุดเกราะสีแดงตัดสลับดำ ผ้าคลุมยาวมีตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดิ พวกเขาคืออัศวินเอ็มพาราเนีย ทหารส่วนตัวขององค์จักรพรรดิ ที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจที่สุดในจักรวรรดิ หน้าที่เดียวของพวกเขาคือปกป้ององค์จักรพรรดิ อิทธิได้ฟังมาจากเซอร์คอนราดตอนขณะเดินทางไปที่เมืองหลวงครั้งก่อน แต่คำถามสำคัญตอนนี้ ทำไมพวกเขามาอยู่นี้

อิทธิที่ตกใจอยู่ก็รวบรวมสติแล้วค่อย ๆ เดินไปยังโต๊ะเดินที่พวกเขานั่งเมื่อวาน ทั้งยังส่งซิกให้คนของเขาเงียบลง กลุ่มของอิทธิทยอยลงมาแล้วเดินไปที่โต๊ะ เหล่าอัศวินเอ็มพาราเนียที่นั่งอยู่ก่อนก็หันไปมองกลุ่มคนแปลก ๆ ที่ลงมาจากชั้นบน ก่อนจะมองหน้ากันพวกเขามากันเพียง 5 คน แต่อีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่าจึงได้แต่นั่งเงียบ ส่งสายตาให้กันไปมา

พนักงานในร้านที่ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ทยอยยกอาหารมาเสิร์ฟให้กับโต๊ะของทั้งสอง อิทธินั่งจ้องไปยังโต๊ะของอัศวินเอ็มพาราเนียโดยไม่วางตาทั้งยังชักปืนออกมาเตรียมพร้อมไว้ เช่นเดียวกับคนของอิทธิที่นั่งนิ่งเตรียมพร้อมหากเกิดอะไรขึ้น

แต่ไม่ใช่แค่พวกของอิทธิเหล่าอัศวินเอ็มพาราเนียก็กำดาบในมือแน่น จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่นั่งหลบมุม โดยมีอาหารทยอมมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะของทั้งคู่ บรรยากาศภายในร้านต่างตึงเครียด รอเพียงใครเป็นคนเริ่มก่อนก็เท่านั้น

อิทธิที่ทำหน้าเคร่งเครียดได้แต่สบถออกมาเบา ๆ พร้อมจับปืนในมือแน่น พร้อมใช้งานทันทีถ้าหากเกิดอะไรขึ้น

"แม่งเอ้ย พวกมันตามมาเร็วขนาดนี้ได้ยังไงกันวะ นึกว่าทิ้งห่างพวกมันแล้วซะอีก"

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #169 dream4try (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 17:56
    ส่งไปตายโดยแท้ เป็นหมากที่ใช้แล้วทิ้งจริงด้วย
    #169
    0
  2. #101 LuckyDerive (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 18:33
    สนุกมากครับ 10เหรียญลดหน่อยได้มั้ยครับ
    #101
    3
    • #101-1 ZONEise(จากตอนที่ 46)
      10 มกราคม 2563 / 18:37
      ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนครับ เรื่องลดราคาจะรับไว้พิจารณาครับผม
      #101-1
    • #101-3 ZONEise(จากตอนที่ 46)
      10 มกราคม 2563 / 18:50
      ขอบพระคุณครับ
      #101-3
  3. #100 ยักษ์แดง (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 17:10
    ตื่นเต้นๆ
    #100
    0