พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 43 : เบื้องหน้าจักรพรรดิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,839
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 235 ครั้ง
    31 ม.ค. 63

"รออยู่ตรงนี้ อย่าไปไหน รออยู่ตรงนี้ รอจนถูกเรียกให้เข้าไป" พ่อบ้านประจำพระราชวังพูดขึ้นกับกลุ่มของอิทธิ พวกเขาเดินทางเข้ามายังมหาพระราชวังกีการ์เรียอัส อิทธิได้แต่ตื่นตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของมัน เมื่อมาถึงก็มีคนมารอรับเดินนำพวกเขามาเส้นทางในพระราชวังซับซ้อนมาก ๆ จนเซอร์คอนราดบอกว่าถ้าไม่เคยมาจะต้องหลงแน่นอน

อิทธิเดินตามคนอื่น ๆ ไปทั้งสำรวจไปรอบ ๆ จนกระทั้งมาถึงหน้าประตูใหญ่แห่งหนึ่งก็สั่งให้หยุดยืนรออยู่หน้าประตู รอถูกเรียกเข้าไป เอริกกับเซบัสเตียนต่างตื่นเต้นซึ่งดูออกได้ผ่านท่าทางของพวกเขาเลย แต่เซอร์คอนราดกับไม่มีท่าทีอะไร ทั้งไม่ยิ้มแย้มเหมือนปกติเขากับนิ่งเงียบ แต่อิทธิก็ไม่ได้ใส่ใจเขาก็ตื่นเต้นไม่น้อย

ทั้งหมดยืนรออยู่เกือบ 2 ชั่วโมง จนอิทธิเริ่มเมื่อยขา แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรก็มีเสียงเรียกให้คณะทูตของซาร์เฟียเข้าพบ ประตูบานใหญ่ตรงหน้าก็เปิดออก เบื้้องหน้าของอิทธิเป็นห้องโถงขนาดใหญ่เกินจะบรรยายออกมาได้ สองฝากฝั่งเต็มไปด้วยผู้คนที่จับจ้องมาที่พวกเขา ด้านในสุดเป็นบัลลังก์หินขนาดใหญ่ที่ตรงกลางมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ อิทธิพยายามเพ่งมองไปยังบัลลังก์แต่ก็ถูกเซบัสเตียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สะกิดเรียกสติอิทธิกลับมา ทั้งหมดจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน

ทุกสายตาจับจ้องมาที่กลุ่มของอิทธิ ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก รู้สึกอึดอัดไปกับสายตาที่จับจ้องมาอิทธิและคนอื่น ๆ ค่อย ๆ เดินเข้าไปยังเบื้องหน้าบัลลังก์ แรงกดดันจากทุกด้านทำอิทธิอึดอัดอยู่ไม่น้อย ราวกับอยู่กลางสงครามอย่างใดอย่างนั้น

จนกระทั้งทั้งหมดก้าวมาถึงเบื้องหน้าบัลลังก์ เป็นชายชราผมขาวโพลน นั่งอยู่บนบัลลังก์ ใบหน้าคมสัน เมื่ออิทธิได้สบตากับจักรพรรดิอิทธิก็รีบก้มหน้า

"อ่า เซอร์คอนราด ข้าจำท่านได้ พอได้เห็นท่านทำข้าต้องนึกถึงวันเก่า ๆ " จักรพรรดิเปาโลพูดขึ้นอย่างขบขัน อยู่บนบัลลังก์ เสียงทุ้มนุ่ม แต่ดูเหมือนคนอ่อนแรง ขัดกับภาพลักษณ์ของพระองค์ไม่น้อย

เซอร์คอนราดที่ได้ฟังที่องค์จักรพรรดิพูดกับตนเองก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย

"จากวันนั้นก็เกือบจะ 30 ปีมาแล้ว พระองค์ยังทรงจำได้ ความชราไม่อาจทำร้ายพระองค์ได้จริง ๆ " คำพูดของเซอร์คอนราดทำให้ทุกคนในห้องต่างหัวเราะและสนับสนุนคำพูดของเขา ก่อนที่องค์จักรพรรดิเปาโลจะยกเมื่อให้ทุกคนเงียบเสียงลง

"แต่วันนี้ย่อมไม่เหมือนวันนั้นคอนราด เท่าที่เราจำได้เมื่อ 30 ปีก่อนพวกเรายังเป็นพันธมิตรกัน แต่มาวันนี้พวกเรากับห่ำหั่น ฆ่าวันผู้คนของกันแล้วกัน" บรรยากาศที่เคยดูจะสนุกสนานกับตึงเครียดขึ้นในทันทีที่พระองค์พูดจบ แต่เซอร์คอนราดก็ได้ได้หุบยิ้มลงแม้แต่น้อย เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับพระองค์

"เป็นอย่างที่พระองค์ว่า ด้วยความไม่เข้าใจกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างข้อบาดหมางขึ้น แต่วันนี้ พระองค์และกษัตริย์ของซาร์เฟียจะกลับมาเป็นมิตนสหายกันอีกครั้ง" เซอร์คอนราดตอบกลับอย่างสบาย ๆ ทั้งยังเงยหน้าสบตาองค์จักรพรรดิก่อนแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยก้มหน้าอีกครั้ง คนอื่น ๆ ได้แต่ยื่นนิ่งเงียบ เฝ้าจับจ้องการสนทนาของทั้งสองคน

"ใช่ ใช่ เรื่องนั้นลูกข้าบอกแล้ว แต่อย่าได้รีบร้อน ไว้คืนนี้เราจะจัดเลี้ยงตอนรับพวกท่านแล้วกัน ตอนนั้นค่อยมาคุยกัน" ในน้ำเสียงขององค์จักรพรรดิดูจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก ทำให้อิทธิและคนอื่น ๆ ต่างได้แต่เคร่งเครียดขึ้นมาถ้าหากพระองค์เปลี่ยนใจขึ้นมาละก็ พวกเขาแทบไม่อยากจะคิดถึงมันเลย

" ตามประสงค์ของพระองค์" เซอร์คอนราดเพียงยิ้มตอบคำของพระองค์เท่านั้น ทั้งคู่พูดคุยกันอีกไม่กี่คำ ขุนนางที่ยืนอยู่ด้านข้างบัลลังก์ก็เดินเข้าไปกระซิบข้าง ๆ องค์จักรพรรดิ ทำให้พระองค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง

"จริงสิ 3 คนที่มากับเจ้าเป็นใครกัน ข้าเกือบลืมถามพวกเขาไปเลย" เมื่อองค์จักรพรรดิตรัสถามทำให้อิทธิและอีกสองขึ้นต่างตื่น ๆ เต้นขึ้นมา เซอร์คอนราดจึงหันไปหาทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ แนะนำแต่ละคน

"ชายหนุ่มที่ด้านข้างพระองค์นี้คือ เอริก แวน ครีฟ เป็นขุนนางที่องค์กษัตริย์ของเราไว้วางใจ ส่วนเด็กหนุ่มที่อยู่ท่านไปเขาคือ เซบัสเตียน ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นสูงของอาณาจักร บิดาเขามีตำแหน่งสำคัญในอาณาจักร แต่ด้วยติดภารกิจสำคัญจึงได้ให้บุตรชายมาเป็นตัวแทนขอรับและชายหนุ่มคนสุดท้ายที่สวมใส่เครื่องแบบทหารคนนั้น เขาเป็นนายทหารคนสำคัญของอาณาจักรเราจึงได้ร่วมติดตามเดินทางมา เขาชื่..." เซอร์คอนราดไล่เรียงแนะนำไปที่ละคน ทุกเขาที่ถูกเรียกชื่อ พวกเขาก็จะพูดทำความเคารพองค์จักรพรรดิ แต่ดูเหมือนพระองค์จะไม่ได้ใส่ใจเอริกกับเซบัสเตียนมากนัก แต่พอพูดเกริ่นว่าเขาเป็นทหาร องค์จักรพรรดิก็หันมามองอิทธิอย่างสนใจแล้วพูดขัดขึ้น

"หนุ่มน้อยคนนี้นะหรอเป็นทหาร? เจ้าหนุ่มอายุเท่าไร?" เมื่อองค์จักรพรรดิพูดขึ้นทำให้เซอร์คอนราดที่กำลังจะแนะนำอิทธิก็นิ่งเงียบลง อิทธิที่ได้ยินคำถามขององค์จักรพรรดิได้พูดกับตัวเอง เขาก็นิ่งไปพีกหนึ่งก่อนจะรวบรวมสตินึกคำตอบขึ้นมา ตลอดที่ผ่านมาเขาไม่รู้เลยว่าร่างที่เขาอยู่อายุเท่าไร ด้วยมันไม่ได้มีบัตรประชาชนที่จะบอกข้อมูลของเจ้าของร่าง แต่ก็มีครั้งที่อิทธิได้ไปสอบถามประวัติการทหารของตัวเอง แต่คำตอบที่ได้คือต้องไปที่กระทรวงการสงครามที่เมืองหลวงถึงจะรู้ อิทธิก็เลยไม่เคยได้รู้ประวัติและข้อมูลส่วนตัวของชาร์ล ลี เบอแกรนเลย แต่ก็พอสันนิษฐานจากรูปลักษณ์ภายนอกก็อยู่ราว ๆ 17-18 ปี ได้ อิทธิจึงตอบองค์จักรพรรดิไปว่า

"18 ปีขอรับ" คำตอบของอิทธิทำให้คนในห้องต่างพูดคุยนินทาออกมา ทั้งยังหัวเราะเสียงดังอีกด้วย แม้แต่ตัวองค์จักรพรรดิเอง

"ฮ่า ฮ่า 18 ปีเด็กว่าลูกข้าซะอีก แม่ทัพที่ซาร์เฟียมี แก่กันไปหมดแล้วหรอถึงได้ให้เด็กหนุ่มแบบนี้มา" คำพูดของจักรพรรดิทำให้เหล่าขุนนางหัวเราะออกมากันอย่างขำขัน อิทธิได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงคิดอยู่ในใจว่า ก็เด็กอย่างเขานี้หล่ะที่เผากองทัพของพระองค์จนสิ้นท่า แต่อิทธิก็เพียงคิดไม่ได้พูดมันออกไป ปล่อยให้องค์จักรพรรดิและขุนนางของจักรวรรดิหัวเราะ

"เอาละ เอาละ เงียบได้แล้ว เจ้ามาเป็นทหารตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ได้มาถึงตำแหน่งระดับสูง เจ้าคงมาจากตระกูลชนชั้นสูงละสิ บิดาเจ้าเป็นใครกัน? ข้าพอจะได้ยินชื่อหรือรู้จักไหม?" คำพูดให้ลดเสียงขององค์จักรพรรดิทำให้ห้องเงียบลง แต่ในตอนท้ายมันสร้างเสียงหัวเราะยิ่งกว่าเดิมซะอีก อิทธิได้แต่กำหมัดแน่นแต่ก็อดกลั้นเอาไว้ เซอร์คอนราดก็มีแต่เพียงรอยยิ้มบาง ๆ ส่งมาให้อิทธิอดทนอดกลั้นไว้

"ข้าไม่หยอกล้อ เด็กหนุ่มอย่างเจ้าแล้ว เจ้าชื่อว่าอะไรทหารหนุ่ม" แม้พระองค์จะพูดอย่างนั้นก็น้ำเสียงก็ดูราวกัยหยอกล้อกับเด็กน้อยอยู่ ขุนนางในห้องก็ไม่หยุดหัวเราะ ทั้งยังซุบซิบ พูดคุยกันสนุกสนาน

อิทธิสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์จักรพรรดิแล้วพูดออกไป

"กระหม่อมมีชื่อว่า ชาร์ล ลี เบอแกรน แม่ทัพของอาณษจักรซาร์เฟียพะยะค่ะ" เมื่อสิ้นคำพูดของอิทธิคำให้ทั้งห้องที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุย เงียบลงทันควัน ทุกสายตาจับจ้องมองมาที่อิทธิอย่างโกรธแค้น บางคนตกตะลึง แม้แต่องค์จักรพรรดิเองที่เคยนั่งพิงบัลลังอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ใส่ใจคำพูดใด ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีไป สีหน้าที่ยิ้มแย้มขำขันก็เปลี่ยนเป็นนิ่งตึง เคร่งเครียด พระองค์ทรงขยับตัวโน้มตัวมาข้างหน้า จดจ้องไปที่ใบหน้าของอิทธินิ่ง ไม่มีแม้คำพูดใด ๆ ออกมา บรรยากาศที่เลยคึกครื้นแปรเปลี่ยนความตึงเขียนที่ถาโถมเข้าใส่อิทธิ ก่อนที่พระองค์จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบและดูน่าหวาดหวั่น

"เป็นเจ้าเอง" คำพูดของพระองค์ราวกับคำสั่งตัดสินชีวิต อิทธิรู้สึกได้ถึงโทสะที่พระองค์มีอยู่ภายใน ทั้งคู่จับจ้องกันอยู่พักหนึ่ง ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น

"เป็นเจ้าที่ทำลายกองทัพข้าที่อาเดน" ที่ด้านข้างเป็นชายหนุ่มวัยกลางคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินมาหยุดยืนด้านหน้าของอิทธิจ้องมองเขาอย่างกินเลือดกินเนื้อ อิทธิพอจะเดาออกว่าเขาเป็นใคร อิทธิจึงได้แต่นิ่งเงียบเอาไว้

จักรพรรดิเปลี่ยนท่านั่งกับไปพิงบัลลังก์ตามเดิมแต่สายตาก็ยังจับจ้องไปที่อิทธิอยู่

"เจ้าควรจะรู้จักเขาเอาไว้ บัตรชายข้าเจ้าชายวาเรอุส สักวันหนึ่งเขาจะขึ้นนั่งบัลลังก์ต่อจากข้า เพราะอย่างนั้นเจ้าควรจะกลัวเขาเอาไว้" อิทธิเมื่อได้ยินก็ก้มตัวทำความเคารพเจ้าชายตรงหน้า เขาจับจ้องอิทธิอย่างกินเลือดกินเนื้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม ส่งสายแต่ดุร้ายมายังอิทธิอยู่ตลอดเวลา

"เจ้าช่างหน้าสนใจนัก แม่ทัพทัพหนุ่มวัย 18 ปีทำให้กองทัพของข้าต้องปั่นป่วน ฟังว่าเจ้านั้นช่างเจ้าเล่ห์แสนกลยิ่งนัก จริงดังว่าไหม?" จักรพรรดิพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า แน่นย้ำทุกคำที่พระองค์พูด อิทธิไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

"ข้าน้อยหาได้เป็นดั่งข่าวลือไม่ คำพูดพวกนั้นเกินจริงไปมากพะยะค่ะ" อิทธิตอบไปอย่างถ่อมตัว ถ้ามาโอ้อวดในถิ่นคนอื่นเดียวจะไม่ได้กลับบ้านเอา อิทธิจึงต้องนอบน้อมเป็นพิเศษ องค์จักรพรรดิได้ยินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย จับจ้องอิทธิไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ

"เป็นเช่นนั้นจริงงั้นหรอ? ข้าว่ามีคนผู้หนึ่งจะตอบคำถามนี้ได้ เซอร์มอร์แกนออกมาหน่อยสิ" เมื่อองค์จักรพรรดิจะโตนเรียก ก็มีชายสูงวัยในชุดขุนนางคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านข้าง ทำความเคารพจักรพรรดิก่อนจะหันหน้ามาเผชิญหน้ากับอิทธิ แต่อิทธิจ้องมองก็นึกไม่ออกว่ารู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของชายสูงวัยคนนี้มาก่อน

"แม่ทัพชาร์ล พอจะรู้จักชายคนนี้ไหม?" คำถามของอค์จักรพรรดิทำให้อิทธิได้แต่ครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกอิทธิจึงตอบออกไปตามตรง

"กระหม่อมจำไม่ได้ว่าเคยพบหรือเคยได้ยินชื่อท่านผู้นี้มาก่อน" คำตอบของอิทธิทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ทำให้เขาได้แต่คิดว่าตนพูดอะไรผิดไปงั้นหรอ?

" ฮ่า ฮ่า ฮ่า เซอร์มอร์แกน ดูว่าท่านจะไม่ได้เป็นที่จดจำสักเท่าไหร่นะ อย่างนั้นก็แนะนำตัวเองสักหน่อยเป็นอย่างไร" องค์จักรพรรดิหัวเราะออกมา ก่อนจะพูดกับเซอร์มอร์แกนที่จ้องมองอิทธิราวกับโกรธเคืองกันมาก่อน

'ฉันไปทำอะไรให้คนพวกนี้นักหนาวะ ถึงได้มีคนนู้นทีคนนี้ทีมาหาเรื่องไม่หยุดเลย' อิทธิบ่นออกมาในใจ ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ และตั้งใจฟังเซอร์มอร์แกนตรงหน้าแนะนำตัว

"ข้าคือลอร์ดมอร์แกน วอน อัลเบิร์ด แม่ทัพใหญ่ของจักรวรรดิ เราไม่เคยพบกันต่อหน้า แต่ที่อาเดนท่านได้ทำลายกองทหารของข้าที่นั้น" เซอร์มอร์แกนพูดออกมาอย่างปกติ แต่น้ำเสียงของเขากับแฝงไปด้วยควาใครั่งแค้น

อิทธิที่ได้ยินก็ได้แต่ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว บรรยากาศยิ่งตึงเครียด อึดอัด อิทธิก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นิ่งเงียบ จนกระทั้งเจ้าชายไรเกอร์ที่นั่งเงียบมาโดยตลอด ก็ลุกขึ้น

"พระบิดาการพูดคุยนี้ดูจะสร้างความความอึดอัดให้แก้ทุกฝ่าย ตอนนี้สงครามได้จบลงไปแล้ว เราควรมาเจรจาสันติภาพเสียมากกว่า ดังนั้นพวกเราไม่ควรทำให้คณะทูตไม่สบายใจ วันนี้เราพอก่อนดีกว่า ค่อยมาคุยกันต่อตอนอาหารเย็น" คำพูดของเจ้าชายไรเกอร์ทำลายความอึดอัดที่เกิดขึ้น แต่ก็สร้างความไม่พอใจของหลาย ๆ คนต่อตัวเจ้าชายเอง แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ดูจะไม่ชอบใจที่บุตรชายตนพูดขัดขึ้นมา แต่ก็ยอมเลิกลากันไป

"ก็อย่างที่ลูกข้าพูด พวกท่านเป็นแขกเพราะอย่างนั้นเราจะไม่ทำให้พวกท่านรู้สึกอึดอัด งั้นวันนี้พอแค่นี้แล้วกัน ไว้มาคุยกันใหม่ตอนมื้ออาหาร พวกท่านไปได้" คำพูดขององค์จักรพรรดิดูราวกับไม่ค่อยเต็มใจนัก อิทธิที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปสบตาขอบคุณเจ้าชายไรเกอร์ แล้วค่อย ๆ ถอยไปพร้อมกับคนอื่น ๆ โดยมีสายตาที่เคืองแค้นจับจ้องมองไปตลอดทางจนลับสายตา

"ดูท่านจะชื่อดังเอาเรื่องเลยนะ" เอริกพูดขึ้นขณะเดินออกจากห้องมา อิทธิได้ยินก็บ่นออกมาเบา ๆ

"ข้าไม่ได้คิดหวังไว้ว่ชื่อเสียงพวกนี้จะส่งผลแบบนี้" เมื่อพูดจบทั้งหมดก็เดินออกจากห้องไป และก็มีคนมารออยู่ที่หน้าประตูไปส่งทั้งหมดขึ้นรถม้าตรงกับบ้านพักของคณะทูต โดยเวลาผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้ว การพูดคุยในท้องพระโรงกินเวลาไม่นาน แต่การยืนรอเข้าเฝ้าที่ละที่นาน อิทธิได้แต่บีบนวดขาตัวเองเมื่ออยู่บนรถม้า

เอริกพูดไม่หยุดตั้งแต่ขึ้นรถมา บอกเล่าอาการที่สั่นกลัวของเขาเมื่อองค์จักรพรรดิเปลี่ยนท่าทีไป

"ตอนจักรพรรดิได้ยินชื่อท่าน ข้าละแทบจะฉี่ราด เหล่าขุนนางทั้งหลายจับจ้องมองมาที่พวกเรา ข้าละตัวสั่นไปหมด ดีนะที่..." เอริกบ่นไปตลอดทาง อิทธิได้แต่จับจ้องไปบนท้องถนนจนกระทั้งมาถึงที่พักอีกครั้ง

เซอร์คอนราดก็กำชับทุกคนให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานเลี้ยงตอนเย็น อิทธิที่ไม่รู้จะทำอะไร จึงนั่งเล่นอยู่ด้านล่าง จนกระทั้งเซอร์คอนราดเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ

"วันนี้ท่านเจอหนักหน่อยนะ ชาร์ล" เซอร์คอนราดพูดขึ้นถึงเหตุการในท้องพระโรง แต่อิทธิก็เพียงหยักไหล่ราวกับไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

"ก็เหมือนพบปะญาติที่ไม่สนิทนั้นแหละครับ" คำอธิบายของอิทธิทำให้เซอร์คอนราดได้แต่งุงงง

"หมายความว่าอย่างไรกัน?" อิทธิยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามของเซอร์คอนราด

"ก็แบบ ในวันรวมญาติก็มักจะมีญาติที่เราไม่สนิทด้วย ก็จะไม่รู้จะพูดคุยอะไรกัน มันมักจะอึดอัด และก็มักจะถูกถามเรื่องที่เราทำได้ไม่ดีนัก แล้วมักจะเอาเรื่องดีของครอบครัวตัวเองมาอวดเบ่งใส่กันตลอด อารมณ์ประมาณนั้นมั้งครับ? ท่านเข้าใจไหม?" อิทธิอธิบายยืดยาว ใบหน้าเซอร์คอนราดที่แสดงถึงความไม่เข้าใจสิ่งที่อิทธิพูดเขาจึงได้แต่เปลี่ยนเรื่อง

"ท่านรู้จักรองค์จักรพรรดิมานานแล้วงั้นหรอ?" เมื่อได้ยินคำถาม เซอร์คอนราดจึงหยิบไปป์ขึ้นมาจุดสูบ แล้วนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ

"นานมากแล้ว ในสมันที่จักรวรรดิกับอาณาจักรเรายังเป็นพันธมิตรต่อกัน" คำตอบของเซอร์คอนราดทำให้อิทธิสนใจถามขึ้นมา

"อย่างที่จักรพรรดิพูด แล้วเหตุใดทำให้ทั้งสองอาณาจักรถึงเลิกเป็นพันธมิตรกันละครับ" อิทธิถามอย่างใคร่รู้ เซอร์คอนราดจึงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา

"ต้องย้อนกับไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ในตอนที่ทางใต้ของอาณาจักรเรายังไม่ได้เป็นของจักรวรรดิ จักรพรรดิเปาโลได้ทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรส่วนใหญ่แต่เมื่อพระองค์เปิดศึกสงครามกับอาณาจักรที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของพระองค์ ความเสียหายที่พระองค์ได้สร้างไว้มากมายเหลือเกิน อาณาเขตของจักรวรรดิค่อย ๆ ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนมันมาสุดที่ดินแดนของเหล่าพันธมิตรของพระองค์เอง เมื่อนั้นสนธิสัญญาต่าง ๆ ถูกโยนทิ้ง พระองค์เริ่มเปิดศึกกับอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับพระองค์เอง" เซอร์คอนราดหยุดพักหายใจ เป็นจังหวะให้อิทธิต้องถามขึ้นมา

"แล้วทำไมอาณาจักรที่เหลือถึงไม่ร่วมมือกันต่อต้านจักรวรรดิหล่ะครับ" เซอร์คอนราดหันไปหาอิทธิก่อนจะเริ่มเล่าอีกครั้ง

"นั้นเป็ฯสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำ แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่อครั้งเมื่อประเทศพันธมิตรหลายแหล่งพ่ายแพ้ละถูกกลืนกินไป บางแห่งยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้ พวกที่เหลือจึงรวมมือกันเข้าต่อต้านจักรวรรดิ เหล่ากษัตริย์และผู้นำอาณาจักรเข้าร่วมประชุมกันในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง เพื่อพูดคุยวางแผน พูดคุยเรื่องต่าง ๆ อย่างลับ ๆ แต่มันไม่ใช่แค่พวกเขาที่รู้ องค์จักรพรรดิเองก็รู้เขาจึงส่งมือสังหารกลุ่มหนึ่งเข้าไป มือสังหารกลุ่มนี้พวกมันไม่ใช่มือสังหารธรรมดา พวกมันลอบเข้าไปยังสถานที่จัดการประชุมลับ สังหารทหารที่เฝ้ายามอยู่จนหมดสิ้น แล้วจึงเข้าไปยังห้องที่เหล่ากษัตริย์ประชุมกัน สังหารอย่างเลือดเย็น ไม่มีแม้แต่โอกาสที่กษัตริย์คนใดจะหนีรอด คืนนั้นเอง ที่หัวของ 12 กษัตริย์ถูกวางลงที่เบื้องหน้าขององค์จักรพรรดิ พันธมิตรล้มสลาย ความวุ่นวายเกิดขึ้นไปทั่วอาณาจักรต่าง ๆ เปิดโอกาสให้จักรวรรดิส่งกองทัพเข้าไปในตอนที่พวกเขาเกิดความวุ่นวาย ไล่กลืนกินอาณษจักรต่าง ๆ ไปจนแทบหมดสิ้น โชคยังดีที่อาณาจักรของเรากษัตริย์องค์ก่อนมีบุตรชายเพียงคนเดียวที่เติบโตพอที่จะขึ้นนั่งบัลลังก์ ทำให้พวกเราเตรียมตัวได้พร้อมกว่าอาณาจักรอื่น ๆ รับมือการรุกรานของจักรวรรดิไว้ได้หลายครั้ง" เรื่องเล่าของเซอร์คอนราดทำให้อิทธิอดทึ่งในตัวจักรพรรดิไม่ได้ เขาดูเหมือนไม่ใช่คนเดียวกับที่เซอร์คอนราดเล่าให้ฟังเลย ทำให้อิทธิอดแปลกใจไม่ได้

"เอาละนิทานจบแล้ว ขึ้นห้องไปพักผ่อนเถอะ คืนนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ข้าขอตัวไปพักก่อน" เซอร์คอนราดดับไปป์แล้วเก็บวันเข้าไปในกระเป๋า ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินขึ้นไปที่บันไดกลับห้องของเขาไป ทิ้งให้อิทธินั่งอยู่คนเดียวบนโซฟา อิทธิจึงทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา

'อย่างที่ปู่คอนราดว่างานเลี้ยงคืนนี้คงยาวแน่ ๆ นอนพักเอาแรงสักหน่อยดีกว่า' อิทธิจึงหลับตานอนตรงนั้นเลยแล้วค่อย ๆ เคลิ้มหลับไป

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 235 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #133 dream4try (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 11:08
    ชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ศัตรู ดูไม่ค่อยดีเลยนะว่าไหม5555
    #133
    0
  2. #87 ยักษ์แดง (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 19:00
    ยังหลับลงอีกเรอะ เป็นเรานี่หาทางหนีก่อนแล้ว55555. แต่ไม่น่าจะง่าย อาณาเขตเขานี่เนอะ
    #87
    0