พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 42 : เดินทางสู่นครหลวงไททัส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,987
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 233 ครั้ง
    7 ม.ค. 63

ขบวนเดินทางออกจากหมู่บ้านตลอดทางอิทธิได้แต่นั่งอุดอู้อยู่บนรถม้ากับผู้ชาย 4 คน ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่าย มีบ้างที่อิทธิลงเดินไปกับทหารของเขาแวะไปหาอาแจ็กซ์ พูดคุยกันอยู่บ่อย ๆ จนเริ่มเย็นขบวนก็มาพักกันริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง อิทธิจึงถอนเสื้อผ้าลงไปว่ายน้ำเล่นอยู่พักใหญ่ พอใกล้ค่ำจึงขึ้นมานั่งพักที่ริมทะเลสาบ

อิทธิทิ้งตัวลงนอนทั้งคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งสงครามที่ผ่านไป ครอบครัวของเขาที่โลกเดิม จนกระทั้งได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้ ๆ อิทธิจึงหันเหงนหน้าไปมอง ก็เห็นเป็นเจ้าชายไรเกอร์กำลังเดินตรงมาที่เขา อิทธิจึงจะลุกขึ้น แต่ถูกห้ามไว้ซะก่อน

"ไม่ต้องลุกหรอก ข้าไม่ได้ต้องการมารบกวนเจ้า" เจ้าชายไรเกอร์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ อิทธิ

"ท่านมีอะไรหรือป่าว?" อิทธิถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้าชายไม่มีท่าทีจะพูดขึ้น

"ข้าแค่ต้องการเพื่อนคุย ข้ามีเรื่องมากมายจะถามเจ้า แต่พอได้มีโอกาสคุยกับไม่รู้จะถามอันไหนก่อนดี" เจ้าชายไรเกอร์พูดออกมาเบา ๆ

"คืนนี้มีเวลาอีกมาก ท่านก็ถามมาเถอะ" อิทธิตอบกลับอย่างสบาย ๆ ทำให้เจ้าชายไรเกอร์ได้แต่มองอิทธิอย่างแปลกใจ

"ถ้าอย่างนั้น ข้าอยากรู้ว่าท่านทำได้อย่างไรกัน? ข้าฟังมาว่าท่านใช้คนเพียงไม่กี่พันรับมือกองทัพใหญ่ของเราได้" คำถามของเจ้าชายไรเกอร์ทำให้อิทธิได้แต่นิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบออกมา

"ข้าก็แค่ดิ้นรนไม่ให้ถูกฆ่าตายก็เท่านั้น" เจ้าชายดูจะไม่พอใจในคำตอบของอิทธิเท่าไรนัก ก่อนเขาจะถามต่อ

"ถ้าอย่างนั้น ฟังว่าท่านโหดร้ายราวกับปีศาจแต่ที่ข้าเจอกับดูแตกต่างนัก?" อิทธิได้แต่หันไปมองเจ้าชายก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ

"ทุกอย่างที่ข้าน้อยได้ทำไปก็เพื่อตัวเอง ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า ก็เพียงเท่านั้น" คำตอบของอิทธิทำให้เจ้าชายนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จนอิทธิต้องถามขึ้นมา

"ถ้าองค์ชายไม่มีอะไรจะถาม ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยขออนุญาติถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่?" คำพูดของอิทธิทำเจ้าชายไรเกอร์แปลกใจเล็กน้อย เขาหันมามองอิทธิก่อนจะพยักหน้าอนุญาต

"ทำไมองค์ชายเดินทางมาไกลถึงนี้กัน?" คำถามของอิทธิทำให้เจ้าชายไรเกอร์นิ่งก่อนจะหันมาหาอิทธิและตอบกลับ

"หมายความว่ายังไง? เรามาเพื่อรับพวกเจ้าไงหล่ะ?" เจ้าชายตอบอย่างเรียบง่าย แต่ดูเหมือนอิทธิจะไม่ถูกใจคำตอบ เขาจึงถามขึ้นอีก

"มันน่าแปลกนะที่เจ้าชายมารับคณะทูตด้วยตัวเองใกล้ถึงชายแดนนี้ ที่น่าแปลกมากกว่านั้นก็คือ ทำไมการทำสนธิสัญญาสงบศึกถึงได้มีขึ้นที่เมืองหลวงของจักรวรรดิ? ให้พวกเราเดินทางมาไกลถึงนี้เข้าสู่เขตแดนของศัตรู ข้าคิดก็ได้เพียงแต่สงสัย เจ้าชายจะตอบคำถามพวกนี้ให้ข้าน้อยได้หรือไม่?" อิทธิสบตากับเจ้าชายไรเกอร์ เพื่อหาความจริงในดวงตาเขา แต่เจ้าชายไรเกอร์ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ บรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเมื่อเจ้าชายไรเกอร์ยิ้มออกมา พร้อมตอบคำถามของอิทธิ

"ท่านช่างระมัดระวังตัวนัก" เจ้าชายพูดออกมาเบา ๆ แต่อิทธิที่นอนอยู่บนพื้น เพียงตอบคำถามนี้ออกมาเบา ๆ

"ก็ถ้ากระหม่อมไม่ระมัดระวังตัวให้มากไว้ ก็คงตายไปนานแล้ว" อิทธิตอบออกมาตรง ๆ ทำให้เจ้าชายนิ่งไปสักครู่ก่อนตอบคำถามของอิทธิ

"บอกให้ท่านทราบก็ได้ การสงบศึกไม่ใช่ประสงค์ขององค์จักรพรรดิสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความวุ่นวายในตัวจักรวรรดิเองบีบให้พระองค์ทรงต้องสงบศึกกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ เพื่อหันมาแก้ไขปัญหาในจักรวรรดิเสียก่อน พวกเรามีกบฎเกิดขึ้นหลายแห่งในอาณาจักร และการที่ท่านสามารถป้องกัยเมืองโควาสเอาไว้ได้ มันส่งผลกระทบต่อจักรวรรดิเราไม่น้อย" เจ้าชายไรเกอร์เล่าต้นสายปลายเหตุให้อิทธิฟัง

"หมายความว่ายังไงกัน? ข้าส่งผลกระทบต่อจักรวรรดิอย่างไรกัน?" อิทธิถามออกมาด้วยความสงสัย เจ้าชายจึงยิ้มออกมาก่อนจะพูดขึ้น

"แน่นอนแต่เดิมองค์จักรพรรดิไม่ได้ต้องการแตกหักกับอาณาจักรของท่าน เพียงแค่เข้ายึดเมืองสำคัญ ๆ ทางใต้และถ่วงเวลาเอาไว้ บีบให้กษัตริย์ของท่านยอมจ่ายค่าไถ่ที่มากพอ แล้วจะได้เมืองพวกนั้นคืนไป เงินทองที่ได้มาพวกนั้นจะถูกใช้เพื่อฟื้นฟูจักรวรรดิ แต่การที่ท่านปกป้องเมืองเอาไว้ได้ ทั้งยังทำลายกองทหารของจักรวรรดิมากมายทำให้แผนทุกอย่างพังทลาย แถมยังทำให้สถานะการณ์ต่าง ๆ แย่ขึ้นไปเสียอีก จนทำให้ต้องมีการทำสนธิสัญญาสงบกันขึ้น จะพูดว่าท่านเป็นต้นเหตุให้มีการทำสัญญาสงบศึกนี้ขึ้นก็ว่าได้" อิทธิได้ฟังเขาก็อดแปลกใจไม่ได้กับผลกระทบที่เขาก่อขึ้นจนเขาได้แต่บ่นออกมาเบา ๆ

"ถ้าเราไม่ถูกส่งมาที่นี้และรบไม่ชนะกองทหารจักรวรรดิ ป่านนี้ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น" เจ้าชายไรเกอร์ที่นั่งอยู่ก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้น

"ดูท่าคนที่ส่งท่านมาประจำการที่โควาส ต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ" เจ้าชายพูดออกมาอย่างติดตลก แต่อิทธิได้แต่จ้องมองไปบนท้องฟ้าสักครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

"แล้วทำไมท่านถึงเป็นคนมารับพวกเราถึงชายแดนนี้กัน?" อิทธินึกขึ้นได้จึงถามต่อ เจ้าชายนิ่งไปสักครู่ก่อนจะตอบอิทธิ

"มันเป็นหน้าที่ข้า เจ้าต้องรู้เอาไว้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการสันติ การทำสนธิสัญญาสงบศึกนี้ไม่ต่างกับการเสียหน้าของจักรวรรดิและแน่นอนคนที่เสียหน้าที่สุดย่อมเป็นตัวจักรพรรดิ บิดาข้า เขาก็ไม่ได้ต้องการยุติสงครามนี้ แต่ขุนนางหลายคนบีบให้พระองค์ต้องสงบศึก หลายคนสนับสนุนให้เกิดสนธิสัญญาสงบศึกนี้ขึ้น" เจ้าชายพูดออกมาอย่างเรียบง่าย แต่อิทธิจินตนาการได้ถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มันคงรุนแรงไม่น้อย เขาจึงพูดออกมาอย่างติดตลก

"ถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ เจ้าชายอย่างลืมบอกข้าด้วยหล่ะว่าใครกันที่สนับสนุนสันติภาพนี้" คำพูดของอิทธิทำให้เจ้าชายหันมาจ้องหน้าของอิทธิ ก่อนจะพูดขึ้น

"ข้า ข้าคือคนพูดกับบิดาถึงสันติภาพนี้" คำพูดของเจ้าชายไรเกอร์ทำให้อิทธิอดแปลกใจไม่น้อย ก่อนที่เจ้าชายจะพูดต่อ

"แต่ข้าก็รู้ดี สันตินี้อยู่ได้ไม่นานนักหรอก เมื่อบิดาของข้าอยู่บนบัลลังก์เขากระหายสงครามมาตั้งแต่เด็ก บิดาข้าติดตามท่านปู่ออกรบมาตั้งแต่เด็ก มองเห็นท่านปู่ขยายดินแดนของจักรวรรดิไกลออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งพระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็นำจักรวรรดิเข้าสู่สงครามมาโดยตลอด จนกระทั้งถึงเดียวนี้บิดาข้าชรานักแต่พระองค์ก็ยังกระหายสงครามอยู่เสมอ การสงบศึกทำให้พระองค์ทรงมีแต่โทสะ ตัวข้าและเหล่าขุนนางที่ไม่ต้องการเห็นจักรวรรดิของเรา พังทลายลงด้วยความแตกแยกภายในจึงได้พยายามทุกวิถีทางบีบพระองค์ให้ทรงยอมสงบศึก" เจ้าชายไรเกอร์พูดออกมาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น อิทธิจึงได้แต่นิ่งเงียบรับฟังอย่างตั้งใจ

"ที่ท่านว่าสันตินี้จะอยู่ได้ไม่นาน หมายความว่ายังไง?" อิทธิถามออกไป ทำให้เจ้าชานนิ่งพักหายจักสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นต่อ

"ถ้าสันตินี้อยู่จนกระทั้งพระบิดาข้าสิ้น คนที่จะครองบัลลังก์ต่อจากเขาคือพี่ชายข้าเจ้าชายวาเรอุส เขาถูกเลี้ยงดูอย่างผู้ที่จะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ พระบิดาเป็นคนเลี้ยงดูและสอนเขาแทบทุกอย่าง แทบทุกคนต่างบอกว่าเขาถอดแบบมาจากพระบิดาทุกระเบียดนิ้ว แต่ข้าว่าเขานั้นแย่กว่ามากในหลาย ๆ ด้าน ถ้าเขาขึ้นครองบัลลังก์เมื่อไหร่ สันติที่เคยมีก็คงไม่พ้นพังทลายลงในมือของเขาแน่" เจ้าชายไรเกอร์พูดถึงพี่ชายของเขาก็มีแต่นำเสียงที่ดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

"ถ้าอย่างนั้นท่านจะทำยังไงละ ถ้าบิดาท่านสิ้นแล้วพี่ชายท่านได้ครองบัลลังก์" อิทธิถามออกไป ทำให้เจ้าชายไรเกอร์ต้องหันมาจ้องมองอิทธิอีกครั้ง เขาได้แต่นิ่งเงียบก่อนจะตอบออกมา

"ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ สันตินี้จะไม่ถูกทำลายลงง่าย ๆ แน่" เจ้าชายพูดเสียงแข็งกร่าวออกมา ทำให้อิทธิได้แต่นิ่งเงียบลง ก่อนที่เขาจะพูดลอย ๆ ออกมา

"ทุกอย่างมีราคาของมันเจ้าชาย แม้แต่สันติที่ท่านว่า" คำพูดของอิทธิทำให้เจ้าชายจ้องเขม็งมาที่อิทธิ ก่อนจะพูดขึ้น

"ข้าจ่ายมันไปแล้ว" คำพูดของเจ้าชายไรเกอร์ทำให้อิทธิได้แต่ขมวดคิ้วแน่ ครุ่นคิดไปกับคำพูดของเขา ก่อนที่เจ้าชายจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป แต่ก่อนไปเขาก็พูดทิ้งเอาไว้

"คุยกับเจ้าสนุกมาชาร์ล แต่ว่าน่าเสียดายจริง ๆ ที่เราต้องมาเจอกันในสถานะการเช่นนี้ ไม่งั้นเราคงได้เป็นเพื่อนกัน" พูดจบเจ้าชายก็เดินจากไป ทิ้งให้อิทธินอนแหงนหน้ามองดวงดาวบนท้องฟ้า ได้แต่ครุ่นคิดถึงคำพูดของเจ้าชายไรเกอร์

การเดินทางของขบวนของอิทธิเดินทางหลายวันกว่าจะถึงเมืองหลวง นครหลวงไททัส มหานครแห่งแรกของมนุษย์ อิทธินั่งรถม้ามาหลายวันก็เบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก ตลอดการเดินทางหลายวัน หลังจากที่เจ้าชายไรเกอร์เข้ามาพูดคุยกับอิทธิที่ริมทะเลสาบครั้งนั้น ทั้งสองก็ดูจะสนิทสนมกันมายิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยพูดเรื่องซีเรียสจริงจังกันเท่าไหร่นัก

อิทธิมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นชาวบ้าน พ่อค้าและผู้คนเดินทางผ่านไปมาอย่างขวักไขว่ พววกเขามาถึงหน้าประตูเมืองไททัส อิทธิได้แต่ชะโงกหน้าออกไปดู ก็ได้แต่ต้องตกตะลึง แค่กำแพงเมืองอย่างเดียวมันก็ใหญ่โตยิ่งกว่าที่เขาเคยพบเคยเห็น กำแพงเมืองยาวจนสุดลูกหูลูกตา ทั้งความสูงและขนาด นับเป็น 3-4เท่าของเมืองโควาส อิทธิจ้องมองมันอย่างตกตะลึง เอริกและเซบัสเตียนก็ชะโงกหน้าออกมาดูด้วยอย่างตื่นเต้น มีเพียงเซอร์คอนราดที่เพียงนั่งสูบไปป์ของเขาแล้วยิ้มออกมา

ขบวนฝ่าฝูงชนจำนวนมากมายตรงเข้าไปยังประตูเมืองที่มีทหารจักรวรรดิยืนเฝ้าตรวจตาผู้คนเข้าออกอยู่แน่นขนัด การรักษาความปลอดภัยของเมืองหลวงจักรวรรดินี้เข้มงวดเป็นอย่างมาก ขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกำแพงสูงมันยาวราวกับขับรถยนตร์รอดอุโมงค์ใต้ดินยังไงอย่างนั้น

อิทธิอดทึ้งไปกับสิ่งรอบ ๆ ตัวไม่ได้ เขาคิดไม่ออกเลยว่ามนุษย์สามารถสร้างพวกมันได้ยังไงกัน จนกระทั้งขบวนผ่านมาได้อย่างง่ายดายไม่ถูกขัดขวางเอาไว้ อิทธิมองออกไปด้านนอก บ้านเมืองของจักรวรรดิต่างดูสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นถูกปูด้วยหินยาวไปตลอดทาง ผู้คนแต่งกายหรูหรา ดูดีทั้งชายหญิง ราวกับยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 18 อิทธิจ้องมองไปตลอดท่างจนกระทั้งรถเข้ามาหยุดในบ้านหลังหนึ่งที่มีทหารจักรวรรดิคอยเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู มันเป็นบ้านหลังใหญ่โต มีสวนและน้ำพุอยู่ตรงทางเข้า บ้านเป็นรูปทรงยุโรป ขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็สามารถจุคนได้หลายสิบคนได้สบาย ๆ อิทธิมองดูรอบ ๆ อย่างสนใจ จนกระทั้งมีเสียงเคาะที่ประตูรถม้า

เซอร์คอนราดเปิดประตูก้าวลงจากรถม้าไป อิทธิและคนอื่น ๆ จึงค่อย ๆ ทยอยลงเดินลง อิทธิก้าลงจากรถม้า ก็มองไปรอบ ๆ มีสวนขนาดใหญ่ถนนถูกราดด้วยหินสีขาวสะอาดตาล้อมรอบน้ำพุตรงกลางรถม้าจอดอยู่หน้าตัวอาคาร อิทธิมองดูรอบ ๆ ราวกับเด็กน้อยที่เห็นสิ่งแปลกใหม่ ถึงนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ แต่โควาสที่อิทธิอยู่มันเป็นเมืองในอาณาจักรเล็ก ๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนที่แห่งนี้ บ้านพักที่อิทธิพักชั่วคราวนั้นก็เป็นบ้านพักสองชั้นที่มีสามห้องเท่านั้นขนาดเทียบไม่ได้กับที่นี้แม้แต่น้อย

"นี้เป็นบ้านพักของคณะทูตจากซาร์เฟีย เจ้าชายไรเกอร์ได้เป็นคนเลือกด้วยตัวเองเลย หวังว่าทุกท่านจะพอใจ" ขุนนางจักรวรรดิคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านก็เดินเข้ามาหาเซอร์คอนราดพร้อมทั้งกล่าวต้อนรับ

"เกรงใจไปแล้ว ที่นี้ช่างสวยงามนัก"เซอร์คอนราดตอบกลับด้วยความนอบน้อม หลังพูดคุยกันอีกสั่งครู่หนึ่ง เจ้าชายไรเกอร์ก็เดินเข้ามาสมทบ

"ข้าส่งท่านแค่นี้แล้วกัน อยากกลับไปพักที่ห้องตัวเองเหลือเกิน เดินทางมาหลายวันเหนื่อยล้าไม่น้อยเลย ถ้ามีอะไรท่านก็บอกกับแองเกวแล้วเขาจะมาบอกข้าเอง อ๋อ...รีบพักผ่อนซะละ พรุ่งนี้บิดาข้าจะเบิกตัวพวกท่านเข้าเฝ้า แน่นอนโดยเฉพาะท่านชาร์ล ครั้งนี้สายไม่ได้นะ" เจ้าชายไรเกอร์พูดขึ้นก่อน แต่ตอนท้านก็ไม่วายจะเหน็บแนมอิทธิเล็กน้อย แล้วเขาก็ขึ้นควบขี้ม้าออกไปพร้อมทหารของเขา

เซอร์คอนราดเดินนำเข้าไปยังตัวอาคารคนอื่น ๆ จึงค่อย ๆ เดินตามเข้าไป อิทธิก็ไม่วายมองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ จนกระทั้งเข้าไป ข้างในตกแต่งหรูหราเสียยิ่งกว่า ภาพวาด เครื่องประดับ มากมายแสนล้ำค่าถูกวางตกแต่งอยู่เต็มไปหมด ห้องโถงกลางก็ใหญ่โต โซฟาถูกตั้งอยู่ตรงกลางมีเตาผิงไฟอยู่ติดกำแพงเบื้องหน้า อิทธิไม่วายมองไปรอบ ๆ หยิบจับนู้นนี้ขึ้นมาดู มีของมากมายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูใกล้ ๆ บางครั้งก็หยิบมันขึ้นมาดู

"เจ้าชานไรเกอร์ใส่ใจพวกท่านมาก ทั้งยังให้พวกเราตกแต่งที่นี้อย่างดี หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจ แม่บ้านจะคอยดูแลพวกท่านตลอดเวลา มีอะไรก็เรียกใช้พวกนางได้เลย วันนี้ข้าน้อยขอตัวก่อน" หลังแนะนำสิ่งต่าง ๆ เสร็จแองเกวก็ขอตัวออกไป เซอร์คอนราดก็เดินออกไปส่ง ข้าวของต่าง ๆ ถูกยกเข้ามาแล้วทั้งหมดจึงเลือกห้องนอนกัน โดยเซอร์คอนราดนอนห้องใหญ่ที่สุด แล้วเอริกและเซบัสเตียนก็นอนห้องถัดมาตามลำดับ อิทธิที่ไม่ได้เลือกมากจึงนอนห้องสุดท้ายด้านใน

ห้องนอนของอิทธิเล็กกว่าของคนอื่น ๆ แต่มันก็ยังใหญ่โตกว่าห้องพักที่โควาสของอิทธิเสียอีก เตียงนอนขนาดใหญ่ อิทธินำกระเป๋าของเขาวางลงที่ข้างเตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนอน บนที่นอนอย่างเกียจคร้าน อิทธิเผลอหลับไปจนกระทั้งเซบัสเตียนมาเคาะห้องปลุกให้อิทธิลงไปทานอาหาร งานเลี้ยงเล็ก ๆ จนกระทั้งดึกดื่นพวกเขาจึงแยกย้ายกันไปนอน ด้วยเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ

รุ่งเช้าอิทธิก็สะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อเมื่อได้ยินเสียงเคาะที่ประตูห้อง เขาลืมตาอย่างสะลึมสะลือ แล้วบ่นออกมาเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ

"โอ้...หวังว่าจะไม่ไปพบจักรพรรดิสายนะ ทำไมพวกเขาถึงไม่มีนาฬิกาปลุกกันนะ ให้ตายสิ" อิทธิลุกขึ้นไปเปิดประตูเป็นเซบัสเตียนคนเดิมที่มาปลุกอิทธิให้เตรียมตัว ด้วยรู้ว่าอิทธิเป็นคนขี้เซา หน้าที่ปลุกอิทธิทุกวันกลายเป็นของเซบัสเตียนไปแล้ว ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ครั้งนี้เขาจึงมาปลุกอิทธิก่อนเพื่อไม่ให้เขาตื่นสาย

อิทธิจัดการกับตัวเอง ล้างหน้าล้างตา หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากกระเป๋า เป็นชุดทหารแบบเป็นทางการ ซึ่งเป็นชุดนายทหารสีดำ ที่อิทธิไม่เคยใส่เลยจนกระทั้งตอนนี้ เขาหยิบขึ้นมาส่วมใส่ ตอนแรกมันก็ลำบากเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ใส่ได้เรียบร้อย อิทธิจ้องมองตัวเองในกระจกในนั้นเขาเห็นเพียงหนุ่มน้อย ผมสีทองวัย 17-18 ปี สวมชุดเครื่องแบบทหารสีดำแขนยาวพร้อมกางเกงสีดำยาวและรองเท้าบูททหารสีดำยาว นับว่าดูดีไม่น้อย อิทธิจ้องมองดูนิ่ง นานแล้วที่เขาไม่ได้สังเกตุตัวเขาในกระจกอย่างละเอียดแบบนี้ เส้นผมที่ยาวขึ้นทำให้อิทธิรู้สึกรำคาญ เขามองไปรอบ ๆ ห้องก็เห็นเชือกสีดำขนาดไม่ยาวนัก อิทธิหยิบมันขึ้นมาแล้วรวบผมไปด้านหลังแล้วมัดพวกมันเอาไว้ไม่ให้เกะกะเขา

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยอิทธิจึงเดินลงจากห้องไปสมทบกับคนอื่น ๆ ก่อนจะคว้าขนมปังและผลม้าสองสามอย่างขึ้นไปกินบนรถม้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวมุ่งเข้าไปยังพระราชวัง เพื่อเข้าพบองค์จักรพรรดิของจักรวรรดิและแน่นอนว่าเหล่าขุนนาง แม่ทัพนายกองของจักรวรรดิที่เฝ้ารอพวกเขาอยู่

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 233 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #131 Raous (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 17:00

    คิดว่าเรื่องนี้น่าจะสนุกสุดในแนวสงครามที่อ่านมาทั้งหมดเลยนะเนี่ย
    #131
    0
  2. #129 baimon2003 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 12:06
    ผม ok กับแบบนี้นะ
    #129
    0
  3. #86 ShadowT-tosh (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 05:17
    ซักชื่อเหอะ

    เรียกชาร์ลไปเลยดีกว่า
    #86
    0