พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 23 : เรื่องเล่าผิด ๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 302 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

หลังจากขับไล่ทหารจักรวรรดิทั้งหมดก็ค่อย ๆ ควบขี่ม้ากลับไปยังค่ายของพวกเขาเพื่อจะเดินทางกลับเมืองโควาส พวกเขาค่อย ๆ ควบม้ากลับอย่าง ๆ ช้า ๆ ตลอดทางก็เห็นศพทหารจักรวรรดินอนตายเกลื่อนเต็มท้องถนนไปตลอดสาย

"ข้าละไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าเราใช้คนเพียง 300 กว่าคนเอาชนะทหารจักรวรรดิมาได้ จริง ๆ "เอกัสพูดขึ้นก็สะกิดความในใจของใครหลาย ๆ คน

"ข้าละอยากรู้จริง ๆ เมื่อเรากลับไปถึงเมือง พวกเขาจะต้อนรับเรายังไง ดอกไม้และหญิงสาว กวีสรรเสริญ โอ้ ข้าละอยากรีบกลับไปจริง ๆ " อาแจ็กซ์พูดขึ้นอย่างเบิกบาน

"สาว ๆ คงไม่ชอบยักษ์ที่ใช้เป็นแต่กำลัง ข้านี้เสียสละมากมายทั้งยังบาดเจ็บในสนามรบอีก ต้องข้านี้ แค่ก ๆ " เอกัสยืดอกพูดออกมาพร้อมทุบไปที่อกของตัวเองก่อนจะไอออกมา ทำเอาทุกคนต่างหัวเราะกับท่าทางของเขา

ทั้งเดินทางไปยังค่ายตามทางก็เจอทหารจักรวรรดิที่หลบหนี นั่งหมอบแอบตัวสั่นที่แรกอาแจ็กซ์จะเข้าไปจัดการแต่อิทธิก็ห้ามเอาไว้

"สงครามมันจบแล้ว พวกเขาก็แค่กลัวดังนั้นเราจะปล่อยพวกเขาไป" แล้วทั้งหมดก็กลับค่าย ก่อนจะเกิดของแล้วออกเดินทางกลับด้วยถนนเส้นหลัก ผ่านหมู่บ้านที่เคยผ่าน ทั้งหมู่บ้านที่พวกเขาลอบโจมตีทหารจักรวรรดิจนในเมืองเต็มไปด้วยเลือด มันกลายเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีเพียงรอยเลือดที่แห้งกรังอยู่บนพื้นทำให้อิทธินึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หมู่บ้านนี้เกือบเอาชีวิตของเขามาทิ้งไว้ที่นี้หลายครั้ง

ขามาเป็นการเดินทางที่เร่งรีบแต่ขากลับพวกเขาก็ค่อย ๆ เดินทางไม่ต้องเดินทางกลับด้วยการเดินตัดผ่านป่าอีกและยังไม่ต้องแอบซ่อน ทหารที่เหลืออยู่ไม่ถึง 50 คนของอิทธิค่อย ๆ เดินตามถนนเส้นหลัก ทำให้มีชาวบ้านพบเห็นพวกเขา ชาวบ้านต่างมองกลุ่มขออิทธิ ทหารจักรวรรดิที่ทุกคนต่างมีบาดแผลทั่วร่างกาย ทำให้เป็นที่แปลกตาของผู้พบเห็น

หลังจากเดินทางมาได้ 2 วัน ก็มาถึงหมู่บ้านที่ชื่อแบล็กรูท อิทธิและคนของเขาต่างก็ควบม้าเข้าไปในเมือง ชาวบ้านที่พูดคุย สนทนากันอยู่ในตลาดก็หันมาให้ความสนใจพวกเขากันหมด

"ดูท่าพวกเราจะเป็นจุดสนใจจริง ๆ นะ" อิทธิบ่นขึ้นลอย ๆ

"ดูจะเป็นเหมือนอย่างที่ท่านว่า"เอกัสตอบกับเมื่อเห็นว่าพวกเขาต่างตกเป็นเป้าสายตาของชาวบ้าน อิทธิจึงให้ทุกคนไม่ต้องไปสนใจ เอาม้ามาฝากก่อนจะไปที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ

"ดูแลมันดี ๆ ละ แล้วข้าจะให้ทิป"อิทธิยื่นเหรียญเงินให้กับเด็กน้อย ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าม้าของหมูบ้าน ทำให้ม้ากว่า 50 ตัวถูกฝากเอาไว้จนเกิดความวุ่นวายนิดหน่อย เมื่อไม่มีคอกม้าให้พอ พวกเขาจึงต้องผูกม้าไว้กับต้นไม้ใกล้ ๆ แทน

ซึ่งเหรียญเงินเขาก็ไถ่มาจากอาแจ็กซ์อีกที ทั้งเนื้อทั้งตัวอิทธิไม่มีเงินเลย ต้องเรียกว่าตั้งแต่มาอยู่บนโลกนี้เขาไม่เคยพกเงินเลย พอหิวก็จะมีคนเอามาให้เสมอ ต้องการอะไรก็แค่บอก พอคิดได้อย่างนั้นก็ทำให้อิทธิรู้สึกว่า ชีวิตเขาที่นี้ทำไมมันสะดวก สบายขนาดนี้ แต่พอนึกอีกทีว่าเขาต้องแลกมาด้วยการออกไปรบก็ได้แต่ทำหน้าเหยเก

พอจัดการเรื่องม้าเสร็จพวกเขาก็เดินตรงไปที่ร้านอาหาร โดยต้องตัดผ่านตลาดของหมู่บ้านไป คนในตลาดเมื่ออิทธิและคนของเขาเดินผ่านก็หลีกทางให้ ราวกับพวกเขาเป็นเชื้อโรคอย่างไงอย่างงั้น ทำเอาทุกคนได้แต่ทำหน้าสงสัย แต่ก็ปล่อยผ่านไป จนมาถึงร้านอาหาร

อิทธิสั่งให้คนของเขารออยู่ข้างนอกก่อน เขาจะเข้าไปดูข้างในก่อน เมื่อบอกเรียบร้อย อิทธิเลยเปิดประตูเข้าไป ก็เจอกับชาวบ้านที่เข้ามานั่งทานอาหารกันจนแน่นร้าน เสียงพูดคุยดังไปทั่ว กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยร่องอบอวลไปทั่ว ทำให้คนที่ได้กลิ่นก็รู้สึกหิวแล้ว อิทธิยืนมองไปทั่วร้านก็ไม่เห็นที่นั่งเขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีบริกรเดินเข้ามาหาอิทธิ

"นายท่านครับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้กระผมช่วยหรือไม่ครับ" บริกรหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาอิทธิ แต่เมื่อมองแล้วเห็นอิทธิสวมชุดเครื่องแบบทหารเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส่ พูดจาไพเราะกับอิทธิ

"อ๋อ ขอโทษทีครับ พอดีผมกับเพื่อน ๆ ต้องการจะหาโต๊ะ แต่ดูเหมือนโต๊ะจะเต็ม" อิทธิบอกปัญหากับบริกร แต่เขาก็รีบตอบกลับอิทธิ

"เรายังพอมีโต๊ะว่างที่ชั้น 2 อยู่แต่ว่ามากันกี่คนหรอ?ครับ" บริกรชี้ให้อิทธิเห็นว่าบนชั้นสองยังมีโต๊ะว่างอยู่แต่อิทธิก็คิดว่าโต๊ะก็คงไม่พอแน่ บริกรเห็นว่าอิทธิลังเลจึงชิงพูดขึ้น

"นายท่านไม่ต้องห่วง ว่าจะไม่พอเราสามารถเสริมโต๊ะให้ได้ครับ ไม่ว่าจะมากัน 8 คน 9 คนหรือกะทั้ง 10 เราก็จัดโต๊ะให้ได้ครับ" บริกรพูดชักจูงอิทธิ ด้วยนาน ๆ ทีหมู่บ้านจะมีเจ้าหน้าที่ทหารหลาย ๆ คนมาจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เงินพิเศษถ้าบริการดี เขาได้ฟังมาว่าพวกทหารได้เงินค่าจ้างสูงจึงมักทิปให้ได้มากอยู่

"เออ...เสริมโต๊ะได้หรอครับ เออ..แต่ผมก็ยังคิดว่าไม่น่าพออยู่ดีน้า..." อิทธิเริ่มลังเลใจ ถึงบริกรจะบอกว่าสามารถเสริมโต๊ะได้ แต่ด้วยจำนวนคนน่าจะไม่ใช้แค่เสริมโต๊ะอาจจะต้องเสริมตึกแทน ถึงจะพอได้

บริกรก็ยังเห็นสีหน้าอิทธิลังเลอยู่ ก็ทำให้เขาเริ่มมีโทสะกับทหารคนนี้อยู่หน่อย ๆ แล้ว น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกระด้างขึ้นจนอิทธิรับรู้ได้

"ไม่ต้องห่วงทางเราจะจัดโต๊ะให้พอกับคนของท่านแน่" บริกรหนุ่มพูดขึ้น แต่ด้วยน้ำเสียงของบริกรทำให้อิทธิเลิกที่จะสนว่าพวกเขาจะทำยังไงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่างร้านจัดการไป

"ได้ ถ้างั้นก็จัดโต๊ะเพิ่มได้เลย"อิทธิพูดขึ้นก่อนจะเดินไปยังบันได้ที่อยู่ด้านข้าง แต่บริกรที่กำลังดีใจอยู่เมื่ออิทธิตอบตกลง แต่ก็นึกได้ว่าจะมีคนมาเพิ่มจึงถามออกไป

"นายท่าน แต่ว่าคนของท่านจะมาเพิ่มอีกเท่าไร? ข้าจะได้จัดการเตรียมโต๊ะไว้เพิ่ม" บริกรหนุ่มรีบเรียกให้คนอื่นยกโต๊ะอีกตัวไปต่อเพิ่ม แต่พอได้ยินจำนวนที่อิทธิบอกเขาก็ได้แต่นิ่งชะงักไป

"50 เดียวจะมากันอีก 50 คน เตรียมให้พร้อมละ" อิทธิพูดขึ้น ก่อนจะแอบยิ้มหัวเราะบริกรหนุ่มที่นิ่งไปด้วยความตกใจ

"50 50 คนนะหรอครับ? เอ..เออ คือทางร้านเราคงไม่สามารถรับรองคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ในตอนนี้ได้ ต้องขอ.."บริกรหนุ่มพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก เมื่อชั่งใจดูแล้วว่าพวกเขามีโต๊ะไม่พอ ถึงจะเป็นโต๊ะเสริมแล้วก็ตาม จึงได้แต่ออกปากปฏิเสธแต่ก็ถูกอิทธิพูดแทรกขึ้นเสีย

"เจ้าบอกเองว่า พอแน่ เพราะอย่างนั้นก็ไม่จัดการซะ คนของข้าไม่ใจดีแน่ พวกเขากำลังหิว ทหารที่พึ่งกับจากสงครามที่กำลังหิว ข้าไม่ต้องบอกเจ้านะ ว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไงถ้าถูกปฏิเสธ" อิทธิพูดขึ้นพร้อมทำหน้าเคร่งขรึมจริงจัง เป็นการล้อเลียนบริกรหนุ่มซึ่งมันดูตลกมากสำหรับเขา แต่กับบริกรหนุ่มเขาถึงกับเหวอไปทั้งยังหวาดกลัวอีกด้วย เขาจึงต้องไปปรึกษาหารือกับผู้จัดการร้านให้มาคุยกับอิทธิแทน

เจ้าของร้านอาหารซึ่งเป็นชายอ้วนหัวร้านแต่งกายดูเสื้อผ้าชั้นดี ราวกับคุณนางอ้วนในการ์ตูนเดินเข้ามาหาอิทธิที่ชั้นสอง ซึ่งเขาขึ้นมานั่งโต๊ะที่ติดกับระเบียงที่มองเห็นลงไปชั้นล่างได้

"นายท่านขอรับ คือ..คือว่าทางร้านเรามีขนาดคับแคบคงไม่อาจรองรับคนของท่านได้ ดังนั้นเราจึงต้องข..."ยังไม่ทันที่ผู้จัดการร้านพูดจบอิทธิก็พูดแทรกขึ้น

"เฮ้ ได้ยังไงก็คนของคุณบอกว่าพอ พอ ยังไงก็พอ พอผมเลือกจะกินร้านนี้แล้วกับไล่หรอ? ร้านนี้มันอะไรเนี้ย ไล่ลูกค้าได้ยังไง"อิทธิพูดขึ้นเสียงดัง จนทำให้ลูกค้าคนอื่น ๆ หยุดคุยแล้วหันมาสนใจที่อิทธิกัน ก่อนจะเริ่มมีเสียงซุบซิบ วิพากย์วิจารณ์ ทำเอาบริกรในร้านและผู้จัดการร้านได้แต่แสดงสีหน้าไม่สู้ดี เรื่องของเขาดูกลายเป็นเรื่องใหญ่ออกไป อิทธิจึงเห็นว่าแกล้งพอแล้วจึงได้ยอมถอยให้

"เอา ๆ ก็ได้ ๆ เดียวผมแบ่งให้คนของผมไปกินที่อื่นบางสวน คุณก็จัดโต๊ะให้ได้มากที่สุดแล้วกัน"เมื่ออิทธิพูดอย่างนั้นออกไปบริกรและผู้จัดการร้านก็ขอบคุณก่อนถอยออกไปให้บริกรเริ่มจัดโต๊ะเพิ่ม ก่อนที่อิทธิจะไปเรียกและอธิบายให้คนของเขาได้ฟัง คนของเขาจึงแยกกันไปกินที่อื่นและนัดแนะให้มาพบกันที่คอกม้าอีกครั้ง

เมื่ออิทธิเดินเข้ามาในร้านพร้อมคนของเขาทั้งหมดก็ตกเป็นเป้าสายตาอีกครั้ง ทหารหลายสิบคนที่มีบาดแผลทั่วร่าง เดินเขามากินอาหาร โดยเฉพาะอาแจ็กซ์ที่รูปร่างใหญ่โตทั้งยังมีแต่มัดกล้ามจึงเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ พวกเขานั่งกินอาหารที่ชั้นสองอย่างเงียบ ๆ มีบ้างที่พูดคุยเรื่องที่ผ่านมา ทุกครั้งที่อาแจ็กซ์หัวเราะเขามักจะทุบโต๊ะทำให้โต๊ะนั้นแทบหักพังลง จนอิทธิต้องคอยห้าม

เมื่อทานอาหารเสร็จก่อนจะออกจากร้านอิทธิก็เรียกบริกรคนเดิมมาก่อนจะขอเงินจากอาแจ็กซ์หนึ่งเหรียญให้เป็นทิปไป เมื่ออิ่มกันแล้วพวกเขาจึงกลับมารวมกันที่คอกม้า แต่ก็มีบางคนยังไม่กลับมาอิทธิจึงนั่งรออยู่แถวนั้นก่อน คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองมาที่เขาไม่วางตา ทำเอาอิทธิจับไปที่หน้าของตน

'นี้เรามีอะไรติดอยู่บนหน้าหรอไง? หรอว่าเราแปลกกว่าคนอื่น ก็ไม่นะ'เขาได้แต่ไม่เข้าใจ จนมีเด็กน้อยที่เป็นคนคอยเฝ้าม้าเดินมาหาเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ อิทธิจึงกวักมือเรียกให้เข้ามา

"ไม่ต้องกลัวเจ้าหนู ข้าไม่กัดเจ้าหรอก มีอะไรงั้นหรอ? เงินได้ไม่ครบงั้นหรอ?" อิทธิพูดเปิดประเด็นขึ้นมา เด็กน้อยจึงเขยิบมาใกล้ ๆ เขาก่อนจะพูดขึ้น

"ท่านมาจากทางป่าอาเดนอย่างนั้นใช่ไหม?" เด็กน้อยถามออกมาก็ทำเอาคนที่ได้ยินต่างหยุดและหันมาให้ความสนใจ ซึ่งอิทธิก็ไม่ได้สนใจอะไร จึงตอบออกไปตรง ๆ

"ใช่ พวกเราเป็นทหารที่กลับมาจากป่าอาเดน" เมื่ออิทธิตอบกลับเด็กน้อยก็อ้าปากค้างก่อนจะชี้มาที่อิทธิ ชาวบ้านรอบ ๆ ก็เริ่มพูดคุยซุบซิบกัน

"เป็นพวกท่านจริง ๆ พวกท่านไปรบกับพวกจักรวรรดิที่รุกรานหมู่บ้านแถวนี้มา" คำพูดของเด็กน้อยทำให้อิทธิเริ่มเข้าใจหลาย ๆ อย่างว่าทำไมชาวบ้านต่างให้ความสนใจพวกเขา ดูท่าข่าวจะแพร่มาได้เร็วจริง ๆ

เมื่อเด็กน้อยได้รู้ว่าพวกของอิทธิเป็นทหารที่ไปสู้รบกับข้าศึก เขาก็กระโดดโลดเต้นดีใจ พร้อมทั้งชวนคุยมากมาย ทั้งเรื่องที่มีชาวบ้านแถวนั้นเห็นพวกเขาสู้รบแล้วนำมาเล่า ซึ่งบางเรื่องก็เกินจริงไปมาก หลักจากพูดอย่างตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง เด็กน้อยคนนั้นก็นิ่งเงียบทำท่าทีหลบ ๆ ซ่อน ๆ จนอิทธิต้องทักถาม

"เป็นอะไรไปเจ้าหนู ทำไมทำท่าทางอย่างนั้นละ" เมื่ออิทธิถามเด็กน้อยก็เขยิบเข้ามาจนชิดก่อนจะพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

"ข้าได้ฟังมาว่า แม่ทัพของพวกท่านนั้นไม่ใช่คน จริงหรือเปล่า?" พอเด็กน้อยพูดก็ทำเอาอิทธิถึงกับสตั้นไปชั่วขณะ สับสนและงุงงง นี้มันหมายความว่ายังไงกัน อิทธิที่ไม่เข้าใจจึงถามออกไป

"หมายความว่าอย่างไง? ที่บอกว่าเขาไม่ใช่คน?" พออิทธิถามเด็กน้อยก็ตอบออกมาอย่างตื่นเต้นอีกครั้ง พร้อมทำท่าประกอบซึ่งมันดูตลกแต่สิ่งที่เด็กน้อยเล่ามันไม่ตลกกับเขาเลย

"ก็เขาบอกว่าแม่ทัพของท่าน เป็นปีศาจตัดหัวข้าศึกนับพันจนเลือดไหลนองทั่วไปหมด ข้ายังได้ยินมาอีกว่าเขาคนเดียวสามารถฆ่าศัตรูได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่เมื่อฆ่าศัตรูแล้วจะตัดหัวพวกมันแล้วดื่มเลือดเขาไป" เด็กน้อยเล่าอย่างออกรสชาติแต่ตัวอิทธิเองเมื่อได้ฟังก็ต้องกุมขมับอย่างแรง

'นี้เรากลายเป็นตัวบ้าอะไรไปแล้วเนี้ย' แต่ไม่เพียงแค่นั้นเด็กน้อยก็เล่าเรื่องราวอีกมากถึงแม่ทัพปีศาจคนนั้น ซึ่งทั้งหลายนั้นมีความจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่แม่ทัพคนนั้นฆ่าไม่ตาย สามารถควบคุมไฟได้และอื่น ๆ อีกมากมาย จนอิทธิได้แต่หัวเราะออกมาแห้ง ๆ ให้กับเรื่องที่เด็กน้อยเล่า

"นี้ ๆ รู็ใหม่คนแถวนี้ตั้งฉายาให้เขาด้วยละ" คำพูดของเด็กน้อยสะกิดความสนใจอิทธิขึ้นมา ก่อนที่เด็กน้อยจะเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูของเขา

"พวกเขาเรียกแม่ทัพคนนั้นว่า 'ปีศาจแห่งอาเดน' ด้วยละ" คำพูดของเด็กน้อยทำเอาอิทธิหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง จนเขาอดที่จะถามไม่ได้

"ปีศาจแห่งอาเดน? เอาจริงดิ? พวกเขาไม่มีชื่อที่ดีกว่านี้แล้วหรอยังไง? นี้เด็กน้อยข้าจะให้เจ้าอีก 1 เหรียญแล้วอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกกับใครละ เดียวจะเป็นการแพร่ข่าวผิด ๆ ออกไป" อิทธิหยิบเหรียญขึ้นมาทั้งยังกำชับไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ

เด็กน้อยก็รับไป แต่เขาก็พูดบางอย่างออกมาซึ่งทำเอาอิทธิได้แต่ปวดหัวขึ้นมาทันที

"ไม่ต้องจ่ายเงินก็ ทุกคนแถวนี้ต่างรู้จักฉายาและเรื่องเล่าของแม่ทัพคนนั้นกันหมดแล้ว ไม่แน่ป่านนี้รู้ไปถึงเมืองหลวงแล้วก็ได้" เด็กน้อยพูดทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งหนีไป ทำเอาอิทธิได้แต่ถอนหายใจกับเรื่องราวผิด ๆ ที่แพร่ออกไปอีกครั้งแล้ว จนกระทั้งอาแจ็กซ์เดินเข้ามาถามว่าเขาเป็นอะไร อิทธิได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะออกเดินทาง เมื่อคนกลับมากันครบ

ทั้งหมดมุ่งหน้ากลับเมืองโควาส ตลอดทางก็พบเห็นชาวบ้านหนาตาขึ้น พวกเขาเดินทางกลับไปหมู่บ้านของตนเมื่อทราบข่าวถึงการพ่ายแพ้ของกองทัพจักรวรรดิ เมื่อชาวบ้านเห็นขบวนของอิทธิพวกเขาก็หลีกทางให้ ยืนนิ่งและก้มหัวไม่กล้าแม้จะสบตาใคร จนกะทั้งพวกเขาผ่านไปจึงจะได้ยินเสียงพูดคุยไล่หลังมา

'ดูท่าชื่อเสียงนั้นจะมาถึงนี้แล้ว' อิทธิได้แต่บ่นอุบกับตัวเอง คิดในใจว่าชาวบ้านเห็นว่าเขามีเขี้ยวงอกออกมา มีเขายาวหรือปีกกที่หลังหรือยังไง ทำอย่างกับกลัวถูกสิงอย่างไงอย่างงั้น

จนกะทั้งอีก 2-3 วันต่อมาอิทธิก็มองเห็นเมืองโควาส ชาวบ้านต่างเริ่มทยอยออกมาจนแน่นหนาตา พวกเขาจึงต้องต่อแถวเพื่อเข้าคิวตรวจสอบ จากเจ้าหน้าที่ทหารที่เฝ้าอยู่ อิทธิก็นั่งอยู่บนหลังม้าชิว ๆ มองดูคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่พอพวกเขาหันมาเห็นอิทธิก็หลุบหลบตาก้มลงแล้วรีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาอิทธิได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงพูดคุยขึ้นที่ข้างหน้า

เป็นเด็กน้อยน่ารักเดินจับมือกับพ่อแม่ เธอหันมาจ้องมองเขา อิทธิจึงส่งยิ้มกลับไปให้เด็กน้อยหวังให้เด็กน้อยนั้นตลกขับขัน แต่มันกับไม่เป็นเช่นนั้น เด็กน้อยที่จ้องมองอยู่ดี ๆ ก็เริ่มร้องไห้ออกมาแล้วพูดขึ้นเสียงดัง

"ปีศาจ ปีศาจ ปีศาจอยู่นี้ ปะป๊า มาม่า นี้ไงปีศาจ" ทำเอาพอแม่ที่อุ้มอยู่หันมาเห็นอิทธิก็ตกใจลนลานคว้าตัวลูกแล้ววิ่งออกจากแถวไป ทำเอาชาวบ้านรอบ ๆ ไม่กล้าแม้จะหันมามองพวกเขาก้มหน้าทั้งยังตัวสั่นไปด้วยความหวาดกลัว

ทำเอาอิทธิไดแต่ทำหน้าเซง พร้อมถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย

'เออ เออ เอากันเข้าไป มันจะมีอะไรแย่กว่านี้อีกไหมเนี้ย' ก่อนที่เขาจะต้องก้มหน้าก้มตาบ่นกับตัวเองไปเรื่อย ลูกน้องของเขาก็ได้แต่หัวเราะออกมาคิกคักเบา ๆ เห็นใจแม่ทัพของพวกเขาแต่ก็อดขำไม่ได้ ยิ่งทำให้อิทธิเซ็งเข้าไปอีก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 302 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #52 champ0012 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 20:42
    555555+ โอ้ยยย แม่ทัพปีศาจ
    #52
    0
  2. #25 FallenXIII (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 16:10

    สนุกมากครับ
    #25
    5
    • #25-4 FallenXIII(จากตอนที่ 23)
      24 ธันวาคม 2562 / 16:55
      ขอให้ร่างกายและสมองฟิตทุกวันด้วยเถอะ 5555+

      แต่ถ้าโหมหนักก็ไม่ดีต่อสุขภาพเพราะงั้นเอาแต่พอดีก็พอครับ
      #25-4
    • #25-5 ZONEise(จากตอนที่ 23)
      24 ธันวาคม 2562 / 16:57
      ครับผม ขอบคุณครับ จะทยอยเขียนให้อ่านอย่างสม่ำเสมอครับ ค่อยติดตามด้วยนะครับ
      #25-5