พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 22 : จักรวรรดิถอนทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 293 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

ที่ค่ายจักรวรรดิทั้งหมดตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย แม่ทัพส่วนใหญ่นำกำลังออกไปรบ พวกที่เหลือได้แต่รอดูผลแต่นานเข้า ๆ ก็ยังไม่ออกมามันใช้เวลานานกว่าที่คิดเอาไว้ จนกะทั้งเริ่มเห็นเปลวไฟและเสียงกรีดร้องออกมาจากทางป่าอาเดน บาโร่ทูแซกได้ขึ้นเป็นหัวหน้าดูแลค่ายนี้ชั่วคราวเมื่อแม่ทัพต่างไม่อยู่

ตลอดวันเขาจับจ้องเข้าไปในป่าอาเดนเพื่อดูการรบจากที่ไกล ๆ เขาเห็นทหารจักรวรรดิล้มตายลงเป็นอันมากที่ชานป่าในใจก็ได้แต่ภาวนาให้จัดการข้าศึกได้ เมื่อกองทหารเดินเข้าไปในป่าอาเดน มีเพียงเสียงปืน และเสียงร้องตะโกนที่แว่วมา จนกะทั้งพระอาทิตย์ขึ้นถึงเหนือหัวป่าอาเดนก็ลุกเป็นไฟพร้อมเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทหารต่างพากันมามุงดูป่าอาเดนที่ลุกเป็นไฟ พวกเขาพูดคุย วิพากษ์วิจารณ์ กันไปต่าง ๆ นานา

แต่เมื่อเห็นทหารจักรวรรดิต่างวิ่งออกมาจากป่าอาเดนก็ทำเอาพวกเขาโล่งใจ แต่เมื่อกองทัพที่ออกมานั้นดูไร้ระเบียบดูวุ่นวายไปหมดอีกทั้งที่ออกมาเป็นเพียงแค่เหล่าพลเดินเท้า จนกะทั้งเหล่าทหารที่ออกมาจากป่าอาเดนกลับมาถึงค่าย บาโร่ทูแซกรีบลงไปหาเหล่าทหารที่กลับมา พวกเขาค่อย ๆ ทยอยเข้ามาในค่ายด้วยสภาพย่ำแย่ ดูเหมือนหมดสิ้นเรี่ยวแรง หลายคนมีบาดแผลขนาดใหญ่ ร่างกายเปื้อนเขม่าควัน กองทัพที่ยกออกไปอย่างยิ่งใหญ่แต่กลับมาด้วยสภาพย่ำแย่ บาโร่ทูแซกรีบเดินเข้าไปหาทหารคนหนึ่ง

"นี้สถานะการณ์เป็นยังไงบ้าง? เกิดอะไรขึ้น? เหล่าแม่ทัพไปไหนกันหมด? แล้วคนที่เหลือละไปไหน?" บาโร่ทูแซกยิงคำถามเข้าใส่ทหารนายนั้นอย่างรีบร้อน พลทหารที่ถูกถามยืนถอดถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

"สถานะการณ์เป็นยังไงนะหรอ? ก็เป็นอย่างที่เห็น ส่วนพวกแม่ทัพก็คงตายหมดแล้ว เราก็เหลือกันอยู่แค่นี้ บางทีอาจจะมีหลงอยู่ในป่าบ้าง ไม่รู้สิ" เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินไปต่อ

คำพูดของเขาราวฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของทหารทุกคนที่ได้ยิน เหล่าแม่ทัพล้วนแต่หมดแล้ว กองทัพที่ยกไปหมายจะปราบศัตรูให้สิ้นก็แตกพ่ายกลับมา เหลือรอดไม่ถึง 500 คนด้วยซ้ำ สร้างความแตกตื่นให้กับกองทัพอีกครั้ง พวกเขาค่อย ๆ ทยอยเดินเข้าไปในค่าย

บาโร่ทูแซกได้แต่ยืนตกตะลึงอยู่อย่างนั้น ก่อนที่เขาจะวิ่งเข้าไปยังกระโจมประชุมเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมา คนที่มีอำนาจพอจะสั่งการได้ แต่ก็เป็นเพียงนายกองธรรมดาเท่านั้นที่เหลืออยู่ ตอนนี้ในค่ายนอกจากเซอร์มอร์แกนที่ยังไม่ได้สติ เขาถือเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุดไปแล้ว

"เราจะทำยังไงกันต่อดี บาโร่ ทหารที่ออกไปล้วนพ่ายแพ้เหลือรอดกับมาไม่ถึง 500 คน" นายกองต่าง ๆ ได้แต่พยายามหาทางออก

"ทหารต่างก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสู้ต่อแล้ว พวกเขาอยากกลับบ้านตอนนี้สถานะการเริ่มจะคุมไม่อยู่แล้วนะ เราต้องรีบหาทางออก"นายกองอีกคนพูดขึ้น ทุกคนก็ต่างเห็นด้วยทหารเริ่มจะคุมไม่อยู่อีกแล้ว

"แต่เรามีปัญหาสำคัญกว่า กองทัพของซาเฟียต้องรู้แน่เรื่องที่เราพ่ายแพ้ พวกมันต้องใช้โอกาสนี้ในการบุกโจมตีพวกเราแน่" คำพูดของหนึ่งในนายกองพูดขึ้น ทำเอาทุกคนต่างเงียบและหันไปหาบาโร่ทูแซกเพราะเขามีอำนาจในการตัดสินใจ ทำเอาบาโร่ทูแซกได้แต่นั่งเครียด เขาไม่เคยต้องมาตัดสินใจอะไรสำคัญแบบนี้ ในเวลาแบบนี้ด้วย หลังจากปรึกษากันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุดคือการถอยทัพก่อน

"พวกเราจะถอยทัพกันให้เร็วที่สุด คืนนี้เลยรอจนฟ้ามืดเราก็จะค่อย ๆ ถอยทัพอย่างช้า ๆ ไม่ให้พวกมันรู้ตัวว่าเราถอยทัพไปแล้ว ถ้ากองทัพซาร์เฟียบุกมาจริงมันก็จะได้เจอแค่ค่ายเปล่า ๆ "หลังจากประชุมตกลงกันเป็นเอกฉันท์ พวกเขาก็แยกย้ายกันไปดูแลทหาร เริ่มจัดเก็บข้าวของที่จำเป็นเท่านั้น พาตัวเซอร์มอร์แกนขึ้นไปบนรถม้าโดยมีหมอดูแลอย่างใกล้ชิด

"ทุกอย่างเตรียมการหมดแล้ว รอแค่ฟ้ามืดเท่านั้น" นายกองต่างมารายงานบาโร่ทูแซก เขาหวังแค่เพียงให้การถอนกำลังนี้ผ่านไปอย่างราบลื่น ไม่เกิดปัญหา

จนกะทั้งฟ้ามืดลง เปลวไฟที่ลุกไม้ที่ป่าอาเดนก็ดูว่าจะยังไม่มีท่าทีจะดับ เปลวควันลอยขึ้นสูงสามารถของเห็นได้แม้อยู่ห่างไปหลายสิบกีโล คำคืนมาถึงมีเพียงแสงไฟจากป่าอาเดนที่เด่นชัด คมไฟในค่ายถูกจุดเหมือนดั่งปกติ แต่ภายในกองขบวนเริ่มทยอยออกเดินทางโดยมีรถม้าของเซอร์มอร์แกนและทหารคุ้มกันนำหน้า ไปอย่างช้า ๆ บาโร่ทูแซกค่อยปิดขบวน ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

หลายชั่วโมงผ่านไปทุกอย่างเงียบสงบ เหล่าทหารค่อย ๆ เดินอย่างอ่อนเพลียนี้เป็นอีกคืนที่พวกเขาไม่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาต่างเจอกับอะไรมากมายไปหมดตอนนี้พวกเขาหวังเพียงแค่ได้กลับบ้านเสียที

บาโร่ทูแซกได้แต่ควบม้าเคียงคู่ไปกลับนายกองทหารอื่น ๆ ปิดท้ายพวกเขารู้สึกท้อแท้ในใจขึ้นมา ตอนที่พวกทัพจักรวรรดิบุกเข้ามาไม่มีใครในอาณาจักรซาร์เฟียหยุดพวกเขาไว้ได้ ศัตรูล้วนแต่วิ่งหนี แต่ตอนนี้เป็นพวกเขากับที่ต้องหนี ช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวดเสียเหลือเกิน

ขณะที่เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อพวกเขาหันไปมองก็เห็นกลุ่มคนกำลังควบม้าตามม้าด้วยความมืดก็ทำให้เขามองไม่ชัด บาโร่ทูแซกจึงสั่งให้คนของเขาไปดู

"เอียร์ไปดูซิ ว่าพวกไหนกันที่ตามมา อาจเป็นพวกเราที่หลงอยู่ในป่าอาเดนก็ได้" บาโร่พูดขึ้นด้วยความคิดที่หวังว่าจะเป็นพวกของตน เอียร์หนึ่งในแม่ทัพก็หันหัวม้ากลับควบไปหากลุ่มคนที่กำลังตรงม้า

บาโร่และคนอื่น ๆ ก็หยุดรอแต่แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเอียร์ควบม้าเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกนั้นแล้วคนที่นำหน้ามาสะบัดดาบตัดศีรษะของเอียร์จนขาดสะบั้นแล้วตรงมาหาพวกเขาโดยไม่มีแต่จะหยุดมอง ทำให้รู้ได้ทันทีว่าพวกที่มานั้นเป็นศัตรูทำให้ทั้งหมดเกิดความแตกตื่น

"ศัตรูบุก ศัตรู ทหารรีบมาตั้งรับเร็วเขา" บาโร่ทูแซกรีบควบม้าไปข้างหน้า ร้องตะโกนบอกทหารที่กำลังเดินแถวอยู่ ชี้ให้หันกลับไปตั้งรับ แต่เมื่อทหารได้ยินว่าศัตรูบุกกับเกิดความแตกตื่นขึ้นวุ่นวาย บางคนทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีเข้าป่าไป เมื่อมีคนนำก็ต้องมีคนตามเหล่าทหารที่หวาดกลัวต่างทิ้งอาวุธวิ่งหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก

แล้วข้าศึกก็มาถึงพวกมันควบขี่ม้า กวัดแกว่งดาบเข้าใส่เหล่าทหารที่ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ ราวกับเสือกระโดดเข้าเล้าแกะ เป็นเพียงเหยื่อให้พวกมันไล่ฆ่าฟันอย่างสนุกสนาน บาโร่ที่อยู่บนหลังม้าได้แต่มองดูทหารของเขาถูกไล่ฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว

เข้าจึงตัดสินใจควบขี่ม้าเข้าใส่ข้าศึก บาโร่ชักดาบออกมาฟาดเข้าใส่ทหารบนหลังม้าคนหนึ่งจนร่วงตกจากหลังม้าไป

"ฮ้า ทหารอย่าได้หวาดกลัวไป พวกเรามีมากกว่า จัดการพวกมันซะ" บาโร่พยายามปลุกปลอบ เรียกขวัญทหารของพวกเขากลับมาด้วยการแสดงออกอย่างกล้าหาญเข้าปะทะและฆ่าศัตรู ทำให้ทหารที่อยู่ใกล้หยิบอาวุธขึ้นเสี่ยงสู้อีกครั้ง

"ทหารตามข้ามา ไปฆ่าพวกศัตรูนั้นอีกครั้ง" บาโร่ทูแซกนำกองทหารที่เขารวบรวมมาได้กลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าใส่ศัตรูที่ไล่ฆ่าทหารที่กระจัดกระจาย เขามองเห็นข้าศึกคนหนึ่งมันมีบาดแผลหลายแห่งทั่วร่างกายโดยเฉพาะที่ตาซ้ายและแขนซ้าย เขาจึงควบขี่ตรงเข้าไป ด้วยมันที่มัวแต่ไล่ฆ่าทหารใกล้ ๆ อยู่ บาโร่ทูซานจึงใช้จังหวะนั้นควบม้าเข้าไป ง้างดาบหมายจะฟันมันให้ตกจากม้าในดาบเดียว แต่เมื่อเข้าใกล้อีกฝ่ายก็สังเกตเห็นบาโร่ที่เงื้อดาบเข้ามา แต่บาโร่เหวี่ยงดาบหมายตัดหัวอีกฝ่ายแต่แล้วก็ต้องประหลาดใจดายที่เหวี่ยงออกไปไม่โดนเป้าหมาย ข้าศึกคนนั้นก้มหลบไปทันมันหมอบลงไปติดกับตัวม้า ก่อนจะเสือกแทงเข้าที่ใต้รักแร้ซ้ายของเขา บาโร่เย็นวาบไปทั่ว เขาไม่สามารถยกดาบขึ้นมาปัดป้องได้ทันความรู้สึกปวดแปร๊บขึ้นที่รักแร้ก่อนจะหน้ามืดร่วงหล่นลงจากหลังม้า ดวงตาของเขาพร่ามั่วไปหมด ร่างกายรู้สึกหนาวเย็นแต่ไม่แม้จะสามารถขยับร่างกายก่อนจะหลับลง

บาโร่ตายแล้วแต่การเข่นฆ่าไม่หยุดลง เหล่าทหารที่ติดตามบาโร่มาล้วนแตกกระเจิงออกอีกครั้ง ทัพม้าของข้าศึกทะลวงเขาออกสองสามรอบ สร้างเป็นเส้นทางเลือดสายหนึ่ง

โดยผู้ที่เป็นคนลงมือสังหารบาโร่ทูแซกก็คืออิทธินั้นเอง การโจมตีขบวนหลบหนีของจักรวรรดิก็คือคนของเขาที่เหลือรอดมาเพียง 50 คน เป็นการกระทำที่บ้าระห่ำอีกครั้ง เมื่อพวกเขาจัดการเผาป่าอาเดนสร้างความเสียหายให้กับกองทัพจักรวรรดิได้สำเร็จ อิทธิและพวกต่างหลบหนีไปซ่อนตัวรักษาบาดแผลยังค่ายของพวกเขาในป่าลึกเข้าไปอีก โดยเขาให้คนที่พร้อมที่สุดคอยติดตามการเคลื่อนไหวของค่ายทหารจักรวรรดิไว้ตลอดโดย เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของกองทัพเพื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างกองทัพจะมาตามล่าเขาอีก

อิทธิและพวกใช้เวลาทั้งวันนั้นไปกับการพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกายแต่เมื่อตกดึก คนที่ให้ไปสอดแนมก็กลับมาบอกกับพวกเขาว่ากองทัพจักรวรรดิถอยทัพไปอย่างลับ ๆ ทำให้อิทธิและคนทั้งหมดดีใจกันยกใหญ่ พวกเขาใช้กำลังคนแค่เพียง 300 กว่าคนในการขับไล่คนหลายพัน นับเป็นการประสบความสำเร็จอย่างมากทางทหาร

ในขณะที่ดีใจอยู่นั้นอิทธิได้แต่ครุ่นคิดถึงความสำเร็จนี้และผลที่จะตามมาถึงเขาจะชนะทหารจักรวรรดินี้ได้ แต่พวกเขาต่างล้วนเป็นเพียงกองหน้าเท่านั้น ทัพใหญ่กำลังตามมาถ้ากองทัพนี้ถอยหนีไปได้มันก็จะไปสมทบกับกองทัพใหญ่ที่ตามมา พวกเขาประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อหาวิธีสร้างความเสียหายให้กับทหารที่เหลืออยู่ของจักรวรรดิ เสียงแตกเป็นหลายทางบางคนต้องการให้ไล่ล่า บางคนต้องการให้ถอยกลับเมืองไป สิงที่พวกเขาทำมากกว่าการแค่ก่อกวน ถ่วงเวลาเอาไว้เสียอีก เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงต้องอยู่ที่การตัดสินใจของอิทธิแล้ว เมื่อเขาชั่งน้ำหนักแล้ว จึงเสนอออกไปให้ไล่ตาม ถ้ามีอะไรดูท่าไม่ได้ก็จะถอยทันที เมื่อตกลงกันได้อิทธิก็นำทหารที่พอจะสู้ไว้ 50 คนควบขี่ม้าไล่ตามกองทัพจักรวรรดิไป

ในตอนแรกอิทธิไม่สามารถขี่ม้าได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าจึงเริ่มหันอยู่บ่อย ๆ จนพอจะขี่ได้ไม่โดนคนอื่นทิ้งหนี อิทธินำทัพม้าของเขาไล่ตาม อยู่เป็นชั่วโมงจนเมื่อตามทัน ก็เห็นเห็นทหารจักรวรรดิคนหนึ่งควบขี่ม้าตรงเข้ามาหาพร้อมตะโกนอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่ทันได้ฟังก็สะบัดดาบในมือตัดหัวอีกฝ่ายขาดสะบั้น

"บุกฆ่าให้มากที่สุด" อิทธิคำรามลั่นทหารม้าทั้งห้าสิบต่างโถมเข้าใส่ทหารจักรวรรดิที่แตกตื่น ไม่เกิดแรงต้านใด ๆ ทำให้พวกเขาฟาดฟันฆ่าทหารจักรวรรดิเข้าออกหลายรอบ จนขณะที่เขากำลังเหวี่ยงดาบใส่ทหารที่กำลังวิ่งหนี ก็มีทหารจักรวรรดิคนหนึ่งเหวี่ยงดาบเข้าใส่อิทธิอย่างกระชั้นชิด อิทธิตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงก้มหมอบลงไปกับตัวม้า คมดาบเฉี่ยวศีรษะเขาไปเพียงนิดเดียวไม่งั้นหัวของเขาคงหลุดจากบ่าแล้ว อิทธิได้แต่สบถออกมา

"หัวข้าไม่ได้ตัดง่าย ๆ นะเว้ย"ก่อนจะเสือกแทงดาบในมือเข้าที่ซอกแขนอีกฝ่ายทำให้ชายคนนั้นตกลงจากหลังม้าไป อิทธิก็ลุกขึ้นเช่นเดิมควบขี่ม้าออกไปไล่ฆ่าทหารที่หลบหนีต่อ โดยไม่แม้แต่จะหันมาสนใจ

กองทัพจักรวรรดิพักทลายทหารต่างหลบหนีไปไม่ก็ตายลงจากการถูกชน ถูกเหยียบไม่ก็ถูกฟัน อิทธิไล่ตามไปจนถึงหัวขบวนก็เห็นรถม้าขนหนึ่งพยายามเร่งหลบหนี โดยมีทหารม้าคอยคุ้มกันอยู่รอบ ๆ เขารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ในรถม้าต้องไม่ธรรมดา เขาจึงบังคับม้าควบไล่ตามรถม้าไป

"รถม้านั้น ไล่ตามเร็ว" เมื่อได้ยินคำสั่งกองทัพของเขาก็รีบควบขี่ไล่ตามไประยะหนึ่งกว่าจะไล่ตามได้ทัน ทหารที่คุ้มกันรถม้าก็หันหัวม้าเข้าปะทะทหารของอิทธิเพื่อจะหวังสกัดกันพวกเขาเอาไว้ ให้รถม้าหนีไป

ทหารคุ้มกันคนหนึ่งเหวี่ยงดาบเข้าใส่อิทธิ เขาจึงรีบยกดาบขึ้นมาต้านเอาไว้จนแทบจะหงายหลังจากแรงปะทะ เขารีบขี่ม้าไล่ตามโดยปล่อยทหารปะทะไว้ด้านหลัง ให้คนของเขาจัดการไป อิทธิรีบควบขี่ไล่ตามรถม้าแต่ด้วยหน้าต่างถูกปิดจนหมดทำให้มองไม่เห็นด้านในว่าเป็นใครหรืออะไร เขารีบควบม้าจนกะทั้งไล่ตามมาทันคนของเขาก็ตามมาหลังจากจัดการทหารคุ้มกันเรียบร้อย พวกเขาควบม้าตีขนาบข้างทั้งสองฝั่งจนทันคนที่บังคับรถม้าอยู่ ที่ตกใจอย่างมากที่ถูกไล่ตามทัน

"หยุดรถม้าเดียวนี้ ไม่งั้นแกตายแน่"อิทธิรีบตะโกนด้วยภาษาดาทาเนียโดยหวังว่ารถขับรถม้าจะหยุดแต่โดยดี และก็เป็นอย่างที่เขาคิดชายที่บังคับรถม้าอยู่ไม่แม้จะตอบอิทธิเขาไม่ยอมหยุด ทำให้อิทธิต้องยกดาบเหวี่ยงเข้าใส่แต่คนขับรถม้าก็หลบได้ก่อนจะที่ชักดาบออกมาบ้างอิทธิแทงเข้าใส่คนขับรถม้าก็สะบัดดาบปัดเอาไว้ได้อีก อาแจ็กซ์ที่ตามมาทันอยู่ที่อีกฝั่งเมื่อเห็นว่าอิทธิพัวพันคนขับรถม้าไว้ได้ก็หาจังหวะแทงดาบของตนเข้าใส่ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของคนขับรถม้าเขาปัดดาบของอิทธิแล้วหลบดาบของอาแจ็กซ์ได้ทันแล้วก็ยังถีบเข้าที่อกของอาแจ็กซ์เต็ม ๆ ทำให้อาแจ็กซ์เกือบตกจากม้าก่อนที่จะพยุงตัวไว้ได้ แต่ต้องบังคับม้าถอยฉากไป

จึงเหลือแค่อิทธิที่ยังคงเหวี่ยงดาบฟาดฟันเข้าใส่ แต่คนขับรถม้าก็สามารถปัดป้องได้หมดและบางครั้งยังแทงดาบสวนกับอิทธิมาได้ ทำให้เขาต้องถอยหลบไปอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ทั้งคู่ขับเคี่ยวกันอยู่พักหนึ่งแต่ก็จัดการไม่ได้สักที่ จนกะทั้งมีทหารของอิทธิคนหนึ่งขึ้นมาแทนที่อาแจ็กซ์พยายามแทงดาบเข้าใส่แต่เกิดพลาดท่าคนขับรถม้านั้นก้มหลบได้และถูกคว้าข้อมือเอาไว้คนขับรถม้าก็ดึงเขาตกจากม้าที่เขาขี่อยู่ก่อนเขาจะปล่อยให้ตกลงไปกระแทกพื้น

แต่คน ๆ เดียวยังไงก็ไม่อาจต้านได้นาน คนขับรถม้าพลาดท่าถูกอิทธิฟันเข้าที่ต้นแขน ถึงจะไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้เขาชะงักไปเปิดโอกาสอิทธิแทงดาบเข้าใส่สีข้างของเขา แต่คนขับรถม้าก็ยังยกดาบขึ้นปัดป้องได้ทันทำให้มีเพียงบาดแผลตื้น ๆ ขณะนั้นเองก็มีคนยืนอยู่ข้างหน้าห่างไปไม่ไกลขวางเส้นทางอยู่ ทำให้ทั้งหมดต่างตกใจ คนคนนั้นสวมชุดคลุมยาว เมื่อรถม้าเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงตะโกนที่แหลมเล็ก

"คนขับรถม้ารีบพาเซอร์มอร์แกนไปเร็ว ตรงนี้ข้าจัดการเอง" เป็นเสียงผู้หญิงแม่อิทธิจะไม่เห็นรูปร่างหน้าตาแต่ก็สามารถบอกได้จากเสียงของเธอ แล้วเธอมาทำอะไรที่นี้กันคนเดียว เมื่อรู้จักกับคนขับรถม้าแสดงว่าเธอเป็นคนของจักรวรรดิ อิทธิแล้วคนของเขาก็พยักหน้าให้กัน พวกเขาควบขี่ไล่ตามรถม้าแต่เมื่อเข้าใกล้ผู้หญิงคนนั้นก็หลีกทางให้รถม้าผ่านแต่ในจังหวะเดียวกันเธอก็ยื่นมือออกไปข้างหน้าพร้อม พึมพร่ำอะไรบางอย่าง

แล้วอิทธิและคนของเขาก็รู้สึกราวกับกระแทกเข้ากับกำแพง พวกเขาล้วนกระเด็นตกจากหลังม้า ความเจ็บปวดทำเอาพวกเขาได้แต่ร้องโอดครวญออกมา รถม้าหนีไปไกลแล้ว อาการจุกแล้วเจ็บทำให้พวกเจาลุกไม่ขึ้นอยู่พักใหญ่ แต่พอเริ่มหายจุกอิทธิก็พยายามลุกขึ้นนั่งรถม้าและหญิงสาวลึกลับคนนั้นก็หายไปแล้ว

'นี้มันเกิดอะไรขึ้น' เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของอิทธิ เขามองดูทหารที่ตกจากหลังม้ากับเขาก็ค่อย ๆ ทยอยลุกขึ้น ทหารที่เหลือก็ค่อย ๆ ตามมา

"เกิดอะไรขึ้น? รถม้าไปไหนแล้ว?" เอกัสที่ตามมาทีหลังก็พูดขึ้น

"ไม่รู้เหมือนกันอยู่ดี ๆ ก็เหมือนชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนตกจากหลังม้าเลยตาไม่ทัน" อิทธิพูดอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็มึนงงไปหมด

"อยู่ ๆก็ตกจากหลังม้ากันหมดเลยงั้นหรอ?" เอกัสพูดขึ้นราวกับไม่เชื่อสิ่งที่อิทธิเล่า

"ใช่ อ๋อแต่ก่อนหน้านั้นมีผู้หญิงลึกลับมายืนอยู่กลางถนน แล้วเธอก็ยืนมืออกมาแล้วพอเราเข้าไปใกล้ก็ตกจากหลังม้ากันหมด"อิทธิเล่าถึงหญิงสาวในผ้าคลุมลึกลับให้เอกัสฟัง ทำให้สีหน้าเอกัสย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

"หญิงสาวลึกลับกลางถนนอย่างนั้นหรอ? ดูท่าคงจะเป็นพวกแม่มดของจักรวรรดิแน่ ๆ ที่มาช่วยรถม้านั้น" เอกัสเข้าใจทุกอย่าง ก็อธิบายให้อิทธิฟัง แต่สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีนัก

"แม่มด? ว้าว โลกนี้มีแม่มดด้วย ทำไมที่ผ่านมาไม่เคยเจอมาก่อนนะ" เมื่อได้ยินอย่างนั้นอิทธิก็อดที่จะแปลกใจ

"ดูถ้า มีเวลาว่างคงต้องหาหนังสือประวัติศาสตร์ของโลกนี้มาอ่านเสียหน่อยแล้ว" อิทธิได้แต่บ่นก่อนจะขึ้นม้าของเขาเดินทางกลับไปพร้อมพวกเอกัส ปิดฉากสงครามกองโจรของเขาด้วนการทำลายทัพหน้าจักรวรรดิจนแตกกระเจิงหมดสิ้น

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 293 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #185 Red sword2154 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 22:16

    น้าเสียดาย พึ่งอ่านได้ตอน 17 เก็บค่าตอนละ

    โดยรวมตอนแรกก็ตื่นเต้นแต่พอมาหลังๆ ความรู้สึกนั้นหายไป

    บวกกับอ่านหลายเรื่อง เลยไปปรับอารมณ์ใหม่ พึ่งกลับมา

    แต่ขอให้โชคดีละกัน :D

    #185
    0
  2. #51 champ0012 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 20:34
    เมอร์ลินกับอาเธอร์ไปไหน?
    #51
    0
  3. #23 Man of Steel (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 22:39
    เอาอีกคับ กำลังมันส์เลย
    #23
    0