นักค้าทาส

ตอนที่ 4 : คนดีแน่นอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    1 พ.ย. 63

หลังจากทำสัญญาสงบศึกกับเพื่อนบ้านสามแขนเสร็จเรียบร้อย 

ผมออกเดินทางมาที่ถนนเพื่อหาเบาะแสของผู้คนอีกครั้ง การเดินทางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเป็นครั้งแรก ทำให้ใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันกว่าจะมาถึง

ถนนดินขนาดกว้างเกือบแปดเมตรยาวออกไปสุดสายตา ถนนเส้นนี้ตัดผ่านป่า ทางข้างถนนจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ เป็นทางเปลี่ยวที่เหมาะแก่การปล้น บนพื้นถนนมีรอยล้อรถกับรอยเท้าม้า คาดว่ารถม้าน่าจะผ่านไปได้ไม่นาน

ผมเลือกที่จะแอบดูอยู่ในป่า เนื่องจากผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่บนโลกนี้จะใช่มนุษย์หรือเปล่า พวกเขาอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวก็ได้ แต่ก็เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ผ่านมาได้อาทิตย์หนึ่งแล้วตั้งแต่ที่ผมมายังโลกแห่งนี้ ผมอาจจะได้เจอกับผู้คนเป็นครั้งแรก ถ้าโชคดีเขาอาจจะพาผมไปที่หมู่บ้าน ผมจะได้ไม่ต้องลำบากใช้ชีวิตในป่าคนเดียว ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าเกิดผมหาอาหารได้น้อยลง เพื่อนบ้านสามแขนผู้น่ารักของผม จะหิวจนตาลายและจับผมไปแทะเล่นหรือเปล่า ยังไงซะสัตว์ก็คือสัตว์อยู่ดีนั่นแหละ

หลังจากแอบดูอยู่ข้างทางเป็นเวลาหลายชั่วโมง ความหวังของผมก็เป็นความจริง เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล มีรถม้าขับมาด้วยความเร็ว คนขับไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวอย่างที่ผมคิด แต่เป็นผู้ชายวัยกลางคนมีผมสีทองคล้ายกับคนยุโรป

เขาขับรถม้าผ่านหน้าผมไปด้วยความเร็ว หลังจากนั้นก็มีโจรกลุ่มหนึ่งขี่ม้าตามเพื่อที่จะหยุดรถของเขาผมจึงแอบวิ่งตามไป จนได้พบว่า มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยคนขับรถม้า ต่อสู้กับพวกโจรนั่น ก่อนที่พวกมันจะเห็นท่าไม่ดีจึงหลบหนีไป

เมื่อผมเห็นดังนั้น ก็มีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เพราะว่าคนที่ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อคนอื่น พวกเขาต้องเป็นคนดีแน่นอน 

 

ผมจึงแอบเข้าไปใกล้ๆ อย่างระมัดระวังจนได้ยินเสียงพวกเขาคุยกัน พวกเขาคุยกันด้วยภาษาที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ชายคนที่ช่วยคนขับรถจากพวกโจร กลับใช้มีดแทงใส่เขาตอนกำลังเผลอ จนกลิ้งตกลงมาจากที่นั่งคนขับรถ 

เอ๊า!! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงแทงคนขับรถล่ะ!!

ผมเอามือปิดปากตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเสียงแล้วก็พยายามตั้งสติที่จะไม่อ้วกออกมา หลังจากเห็นฉากการฆาตกรรมที่น่าสยดสยองต่อหน้า ชายคนขับรถโดนแทงจนเป็นแผลยับเยิน เลือดของเขาไหลนองเต็มพื้น เขากำลังจะตาย ก่อนหน้านี้เนื่องจากผมฟังไม่ออก ผมเลยลังเลที่จะออกไป ถ้าผมเลือกที่จะออกไปหาคนพวกนั้น คนที่ตายอาจจะเป็นผมแทนก็ได้

ผมยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน แล้วทำไมคนที่ช่วยเขาจากโจรจึงหันมาทำร้ายเขาล่ะ? 

อาจจะเป็นไปได้ว่า

1พวกนี้เป็นพวกเดียวกันกับโจรกลุ่มแรก มันเล่นละครตบตาหลอกคนขับรถ

2 พวกมันเป็นโจรคนละกลุ่มแต่หมายตาเป้าหมายเดียวกัน

ผมตั้งข้อสันนิษฐาน แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด คนขับรถก็ได้นิ่งไป หลังจากนั้น คุณป้าและหญิงสาวพาตัวลงมาจากรถ ทำให้ผมเห็นหญิงสาวผมสีทอง เธอมีหน้าตาที่สวยมาก คุณป้าพยายามที่จะต่อรองอะไรบางอย่าง กับพวกโจร เลยโดนต่อยจนไปกองกับพื้น

 พวกโจรเข้าไปตรวจดูของที่ปล้นมาได้ ก่อนที่พวกมันจะเจอ ปลอกคอและนำมันมาใส่ให้หญิงสาว แต่เธอขัดขืนพวกเธอทั้งคู่เลยโดนอัดไปอีกคนละที ถึงแม้ผมอยากจะเข้าไปช่วยพวกเธอมากเท่าไร แต่ก็ทำได้เพียงภาวนาขอว่าอย่าให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก

 

ในที่สุดพวกมันก็จับหญิงสาวใส่ปลอกคอจนได้ แล้วเธอก็ล้มลงไปนอนชักกระตุกอย่างรุนแรง เหมือนกับอาการคนโดนไฟฟ้าช็อต ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะปลอกคอที่เธอใส่ เหมือนกับว่ามันใช้คุมตัวนักโทษ เธอพยายามคลานเข้าไปช่วยป้าของเธอที่โดนแทง แต่แล้วเธอก็ล้มลงไปชักกระตุกอีกครั้งท่ามกลางพวกโจรที่กำลังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน 

พวกมันทิ้งของที่ไม่ต้องการออกมาจากรถ แล้วก็ขับรถม้าออกไป ผมแอบหลบอยู่ในป่าจนแน่ใจว่าพวกมันไปหมดแล้วจึงรีบออกมาดูอาการของคุณป้า บาดแผลของเธอสาหัสเกินไป ก่อนที่เธอจะตาย เธอมอบแหวนกับผ้าผืนหนึ่งให้ผมแล้วพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะสิ้นใจตามคนขับรถไป

ผมเดาว่าเธอคงอยากให้ผมไปช่วยผู้หญิงคนนั้นแต่ทว่า คุณป้าครับ ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้กับโจรทั้งกลุ่ม เอาเป็นว่าผมจะเผาศพพวกเขาทั้งสองให้ไปสู่สุคติแทนแล้วกัน ผมรีบเก็บของที่พวกโจรทิ้งไว้ ก่อนที่จะขนศพของทั้งสองเข้าไปในป่าเพื่อจุดไฟเผา และรีบหนีไปเนื่องจากมีโอกาสที่พวกโจรจะกลับมา หากเห็นควันไฟ

เช้าวันต่อมา ณ ป่าหมีสามแขน

ผมกำลังตรวจสอบของที่พวกโจรทิ้งไว้ มันมีพวกเกลือ อุปกรณ์เครื่องมือช่างและเสื้อผ้ากับของอื่นๆ ถือว่าผมโชคดีมากที่ได้พวกมันมา ทำให้การใช้ชีวิตในป่าของผมสะดวกขึ้น ทั้งการเลื่อยไม้ ขุดดินและการทำเนื้อเค็มตากแห้งแถมยังมีเสื้อผ้าอีกหลายชุด 

หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญในวันนั้นผมตัดสินใจที่จะทำกับดักเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพื่อป้องกันตัวเองจากคนเถื่อนแถวนี้ ถ้าพวกเขาจะจับผม ต้องผ่านดงกับดัก และกว่าจะฝ่ามาได้ผมก็หนีไปไกลแล้ว

ผมใช้ชีวิตอยู่ในป่าคนเดียวไปเรื่อยๆหลายวัน เนื่องจากยังรู้สึกหวาดกลัวกับผู้คนที่นี่ อีกทั้งผมยังไม่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้เลย โอกาสที่ผมจะโดนฆ่า หรือจับไปเป็นทาสสูงมากทีเดียว

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ความสงสัยใคร่รู้ของผมก็มากพอที่จะเอาชนะความกลัว และผลักดันให้ผมออกเดินทางไปที่ถนนอีกครั้ง

ผมไปแอบเฝ้าสังเกตการณ์ที่ถนนหลายวัน จนได้รู้ว่าถนนแห่งนี้จะมีโจรขี่ม้าวิ่งออกไปทุกเช้าและวิ่งกลับมาในตอนเย็นแสดงว่าหมู่บ้านของพวกโจรอยู่แถวนี้

 

ผมแอบสะกดรอยตามพวกมันไปเรื่อยๆ จนมาพบกับหมู่บ้านที่มีรั้วไม้ล้อมรอบสูงประมาณสองเมตร ผมปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปสังเกตการณ์ข้างใน มีบ้านที่ทำจากไม้ ไม่สิมันน่าจะเป็นกระท่อมมากกว่าเพราะดูไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่ทำจากไม้และฟาง

คนในหมู่บ้านมีอยู่ราวๆยี่สิบคน มีทั้งผู้หญิงเด็กและคนแก่ทุกคนมีผิวสีคล้ำและมีรอยสักอยู่ตามตัว ส่วนผู้ชายจะไม่ใส่เสื้อและใส่สร้อยลูกปัดทำจากไม้หลายเส้นจนดูรุงรัง ส่วนกางเกงเป็นกางเกงขายาวตัดปะด้วยหนังสัตว์

คนที่นี่ค่อนข้างจะตัวเล็ก เพราะผมเคยพยายามที่จะเอารองเท้าจากศพคนขับรถม้ามาใส่ ปรากฏว่ามันเล็กเกินไปจนใส่ไม่ได้ คนขับรถม้าน่าจะสูงประมาณ 150 กว่าๆ เทียบกับตัวผมที่สูง170กว่าๆ ถือว่าผมตัวใหญ่พอสมควรเลย ถึงตอนนี้น้ำหนักผมจะลดลงไปมากจากการทำงานในป่าไขมันที่พุงที่มีในวันแรกๆก็เริ่มหายไปแทนด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ

พวกผู้ชายที่เป็นโจรในหมู่บ้านมีทั้งหมดสิบคน พวกมันจะออกจากหมู่บ้านทีละสองคนพร้อมกันเสมอ ดังนั้นการลอบโจมตีกลางทางจึงเป็นไปไม่ได้เลย

ผมเฝ้าสังเกตการณ์อยู่หลายวันจนได้รู้ว่าพวกโจรจะมีช่วงเวลาที่จะออกไปปล้นพร้อมกันแปดคน โดยที่จะเหลือแค่ยามเฝ้าประตูอยู่แค่สองคน ช่วงเวลานั้นหมู่บ้านจะอ่อนแอมากที่สุด เหมาะสมแก่การเข้าโจมตี แต่ผมไม่บ้าพอที่จะสู้กับโจรเถื่อนพวกนี้หรอก ถึงจะเจอแค่คนเดียวผมก็วิ่งหนีอยู่ดีนั่นแหล่ะ


******

โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น