Wissenschaft und Magick: Angriff des Reich!!![วิทยาศาสตร์ และ เวทมนตร์: การโจมตีของอาณาจักร]

ตอนที่ 15 : โรงเรียนหลวง นครแห่งการศึกษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    8 ก.ค. 60

“เวนเอ๊ยยย งานเข้าอีกแล้ว นี่ทางพรรค ไม่สิ พวกสภาอาณาจักร จะไม่คิดให้พวกกูพักบ่างเลยใช้ใหม?” ผมตวาดลั่นห้องประชุม ที่ผมใช้เป็นที่ประชุมพวกนายร้อย(พวกหัวหน้ากองพล) และพวกยศรองลงมาจนถึงพวกนายสิบ

“ท่านก็ใจเย็น ๆ สิครับ ท่าเหนื่อยทำไมไม่ปฏิเสธไประครับ” ณัฐวัตร์ หัวหน้ากองพลที่ 1 พูด

“ไอ่โง่ เอ๊ย ท่ากูปฏิเสด ไอ่พวกคอมมี่ ไม่ก็พวกลิเบอร์ลัน ได้ชิงเอาผลงานไปกินก่อนสิวะ แถมท่ากูปฏิเสด มึงคิดดูทางพรรคต้องเสียหน้าแค่ใหน? ดีไม่ดีคะแนนนิยมในอนาคตกูก็ดับสิวะ ตำแหน่งว่าที่ผู้นำพรรคไม่ใช้ได้มาง่าย ๆ นะโวย พวกมึงหัดใช้สมองคิดซะบ่างสิวะ” ผมตวาดใส่ และเอามือตบโตะด้วยความฉุนเฉียว

“งั้นท่านก็อย่าบนสิครับ บ่นไปได้อะไรขึ้นมาพวกผมจะไปช่วยอะไรท่านได้” เดชภาค หัวหน้ากองพลที่ 10 พูด

“เออ จริงของมึงพวกมึงคงช่วยเรื่องการเมืองเวนตะไรที่กูต้องพบเจอนี่ไม่ได้หลอกวะ เพราะสมองพวกมึงโง่เรื่องนี้เกินไปแต่กูรู้กูพึ่งพวกมึงด้านแผนการรบการสงครามได้ใช้ใหม? ตอบกูให้ชื่นใจทีว่าได้?” ผมพูดสวนกลับ

“ที่รบด้วยกันมาพวกผมเคยทำให้ผิดหวังใหมละท่าน?” สุธิวัตร์ หัวหน้ากองพลที่ 6 พูด

“ดีงั้นพววกมึงว่าแผนมาสิว่าจะเอายังไง คำสัง คือ ให้พวกกูและมึง ใช้พวกมึงทุกคนนี่ระ เครื่อนพลเข้าสู่แดนปอลเนีย ในฐานะกองกำลังขนาดย่อม แน่นอนโอกาศยากที่จะได้รีฟิวกระสุน และ ยุธปัจจัยอื่น ๆ หน้าที่เรา คือ เข้าไปควบคุม และเชคสถันการภายใน แต่แมงเอาที่ใหนคิดวะให้เครื่อนพลเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ แถมท่าขนาดยอยพวกกูก็มีสิทธิ์โดนสอยอีก” ผมพูด

“อันนี้มันความผิดกองบัญชาการที่ไม่ว่ามองมุมใหน มันภาระกิจสงไปทำสงครามชัด ๆ ไม่ใช่สอดแนวแล้ว” เดชภาคพูดบ่าง

“กองบัญชาการมันเอาห่าอะไรคิดวะ สงพวกกูไปทำสงครามแบบยุทธปัจจัยไม่มีให้เติม แถมให้ไปขนาดใหญ่อีก มึงไม่ประกาศบอกข้าศึกไปเลยละว่าพวกกูจะไปที่ใหนให้มันได้ตามติดชีวิตเป็นอคาเดมีเลยละวะ” ณัฐวัตร์ เลิมมีอารมตามผม

“มึงรู้แล้วใช่ใหม? ว่าทำไมกูถึงอารมขึ้น” ผมพูดบ่าง

“แต่ท่านเราหน้าจะแยกเป็นกองย่อย ๆ ได้นะท่าน” สุธิพร หัวหน้ากองพลที่ 15 กองพลปืนใหญ่พูดบ่าง

“แยกไปให้โดนรุมฟันเละ เหลาะมึงคิดว่ายุทธปัจจัยมีเท่าใหล ใช้ได้กีหน และท่าจะขนไปเยาะ ๆ ต่อกองพลน้อย ๆ ให้ใช้ได้ ถึงปี ไม่สิแค่ เดือนก็ยากแล้ว เกิดต้องประทะกับกองทัพไอ่พวกจักรวรรดิเดรฉานนั้นตรอดทางกระสุนไม่หมดตั้งแต่ เดือนแรกเหลาะวะ” ผมสวนกลับ

“ก็จริงของท่าน” เขายอมรับ

“เอายังงี้ไม่ทันแรก ๆ เราก้ไปกันเป็นกองใหญ่ ๆ อาสัยยึดเมืองข้าศึกซักเมืองสองเมืองเป็นฐานที่มันเป็นสูญกลางก่อนสงสายรับเข้าไปดีใหมท่าน” สุรศักดิ์ หัวหน้ากองพลที่ 9 พูด

“ก็ดีเราจะได้ประหยัดกำลังลงหน่อย และมีที่หมายแน่นอนให้กองกำลังหลักขนสงยุธปัจจัยมาได้ หวังว่ามันจะสงมาอะนะ” ผมพูด

“งั้นเครือ่นพลเลยไหมท่าน?” เอกสิทธิ์ หัวหน้ากองพลที่ 12 กองพลเกราะ ถามขึ้น

“อย่าลีลอ พวกมึงรีบเขียนรายงานมาสิว่าต้องการยุทธปัจจัยเท่าใหล่ เอาให้เยาะเข้าไว้ก่อนนะ เพื่อกันความเสียง” ผมพูด

“ครับผม” หัวหน้ากองพลทุกคนขานรับ

ผมพยักหน้ารับและเดินออกจากห้องไป

 

อีก 10 วันต่อมา

“ใหนมึงบอกว่าจะยึดซักเมืองเป็นฐานไงวะ ผ่านมาตั้งหลายกิโลแล้วพบแต่ซากหมู่บ้านร้าง กับไอพวกทหารจักรวรรดิกำลังป้นสดม เราช่วยท่านบ่างไม่ทันบ่าง แล้วเราจะไปสงพวกเขาที่ใหนเมืองแถวนี้ก้ไม่มี ที่มีก็ไม่สามารถใช้เป็นฐานได้ เราไม่มีงบจะก่อสร้างฐานคอนกรีดนะเวย แถมทุกเมืองที่ผ่านมาที่ว่านั้นมันก็แค่หมู่บ้านขนาดใหญ่ที่พวกจักรวรรดิเดรฉานมันเข้าไปเผาปล้นสดม ขมขืนผู้หญิงจับเป็นทาส ฆ่าเด็ก เวยเอ๊ย เราฆ่าพวกมันและช่วยคนมาได้ตรอดทางแต่ยุทธปัจจัยเราหมดไปกว่าคลึ่ง ไหนวะเมืองที่มึงบอกว่าเราจะตั้งฐานกันได้ ไอ่สุรศักดิ์” ผมตะหวาด

“ท่านครับ ผมก็มากับท่านนี้ระครับ พวกผมจะไปรู้ได้ยังไง ว่าบ้านเมืองที่นี่จะเป็นแค่ชุมชนใหญ่ไร้การป้องกันซะสวนใหญ่” เขาเถียงกลับ

“ท่านไม่ได้เชคแผนที่ดาวเทียมมาก่อนหรือท่าน” ณัฐวัตร์ พูด

“ยากวะ แมงให้มาทีเป็นแผ่นที่ใหญ่ บอกภูมิศาสตร์ แต่เสือกไม่บอกลักษณะเมืองมาเลย กูก็ว่าแล้วกูหน้าจะเอะใจก่อน” ผมพูด

“แล้วจะเอาไงดีระท่าน” เอกสิทธิ์ถาม

แต่ก่อนที่ผมจะได้ตอบ

“เออ ขออนุญาตนะท่าน ผมไม่ได้มารบกวนใช่ใหมครับ” เด็กหนุ่มชาวปอนเนียคนหนึ่งเดินเข้ามา

“เจ้าหนูเข้ามาได้ยังไง ต้องการอะไรเพิมเติมหรือเปล่า” สุธิวัตร์ ออกหน้าพูด

“คือ ผมจะบอกว่าผมขอแยกตัวไปได้ใหมครับ คือ ผมจะต้องรีบไปสอบเข้าโรงเรียนหลวงออยรอเฟีย นะครับเขาจะปิดสอบอีกไม่นานแล้วครับ” เขาพูด

“ป่านนี้โรงเรียนนั้นไม่โดนพวกจักรวรรดิเผาวอดไปแล้วเหลาะ” ผมถาม

“ยังนะ เพราะที่นั้นเป็นเหมือนอาณาจักรขนาดย่อม มีปราการดีเยียมไม่มีทางบุกเข้าไปง่าย ๆ หลอกครับ แถมยังมีพันธมิตรเป็นกองทัพปลดปล่อยปอยเนียอีกด้วยนะท่าน” เขาพูด

“งั้นเดียวพวกเราไปสงใหม? ท่าทางในหมูพวกเธอจะมีเด็กหนุ่มไปสมักแบบเธอเยาะแน่เลย” ผมรีบเสนอไปทันที เพราะศัตรุของจักรวรรดิเหมือนมหามิตรของเรา

“จะดีหรือท่าน? แค่นี้พวกผมก็หน้าจะเป็นภาระพอแล้ว” เขาถามด้วยตาเป็นประกาย ที่จริงเขาก็อายุเท่าผมละ

“ไม่เป็นไร พวกเราเองก็อยากจะเจริญสัมพันธไมตรีกับฝ่ายต่อต้านจักรวรรดิไว้เหมือนกัน เคยได้ยินใหม? ศัตรูของศัตรู คือ มิตรของเรา” ผมพูด

“งั้นไปตามนี้นะท่าน เอะ แผนที่ท่านระเอียดดีจัง” เขาชี้บอกท่างให้กับเรา

หลังจากนั้นเราได้ทำการเครื่อนพลมุ่งสู่จุดหมายใหม่ โรงเรียนหลวงออยรอเฟีย

 

5 วันต่อมา

“ถึงแล้วท่าน กำแพงขนาดใหญ่นั้นระครับโรงเรียนหลวง” เขาชี้ให้ดู

“ใหญ่จริงด้วยแฮะ ยังกะกำแพงเมืองจีนเลย” ผมอุทานเป็นภาษาไท-สยาม

“ท่านครับ นั้นโรงเรียนกำลังถูกโจมตีนิครับ ดูสิครับพวกยักษ์กับออคกำลังจะเข้าทำรายกำแพง” ณัฐวัตร์ พูดและสงกล้องสองทางไกลให้ผม

“จริงด้วย ให้ทุกหน่วยเตียมพร้อมตั้งปืนใหญ่ และรถจรวดซะ เราจะให้กองพลเกราะ เป็นแนวหน้าเหมือนเดิมซัดพวกยักษ์ กับ ออคก่อน ที่เหลือให้พลราบเก็บพวกมัน” ผมสั่งพร้อมหยิบไรน์เฟินติดสโครฟ ขึ้นสองเลงยิงหัวพวกพลธนูฝ่ายจักรวรรดิ

ฟิ้ววว ปั้งงงงง ตู้มมมม เสียงปืนใหญ่และจรวดลงใส่พวกยักษ์ ออค และทหารเผ่าต่าง ๆ ของจักรวรรดิทำให้ทัพมันแตกกระจาย และกองพลรถเกราะ และ รถต่อสู้หุ้มเกราะวิงเข้าเต็มแรงยิงและเอาตีนตะขาบบดพวกมัน ตามด้วยพลราบนับพันโหมกระหน่ำลงจากเนินเขาเข้าโจมตีขับไร่กองทหารจักรวรรดิอย่างดุดัน พวกหนีไม่ทันถูกยิงทิ้งโดยไม่สนว่ามันจะยืนได้หรือนอนดินที่พื้น

“พวกนายจะไปเขาเรียนสินะไปกันเถาะ ตามฉันมา ผมหันไปบอกพวกที่ต้องการเข้าสมักสอบ” และวิ่งตามพวกพลราบลงไป

“ดูสิเทชะมัด” ผมได้ยินเด็กหนุ่มในกรุ่มนั้นพูดขึ้น

“นั้นสิอายุเท่าเราแท้ ๆ แต่เป็นแม่ทัพใหญ่คุมคนเป็นพัน ๆ ซะแล้ว อนาคตเราจะเป็นแบบนี้ได้ใหมนะ” อีกคนพูด

ปั้งงง ผมยิงเจาะหัวทหารข้าศึก จนหัวกระจาย

“สงครามก็แบบนี้ระสยดสยองแบบนี้ระ พวกนายอยากเป็นแบบผมจริงหรือ?” ผมหันไปถามพวกเขาที่มองซากศพเกลื่อนกล่าน

“อยากครับ พวกมันสมควนตาย พวกมันฆ่าครอบครัวเรา” คนหนึ่งกล่าวขึ้น

“ดีงั้นจงจำความเจ็บแค้นนั้นไว้ และจงปรานีต่อประชาชนไม่เลือกฝ่าย แต่จงคืนสนองพวกชนชั้นปกครองและทหารทรราชที่กดขี่และทำรายครอบครัวพวกนายซะ” ผมพูด

“ครับ” พวกเขาตอบรับ

“ข้าศึกแตกหนีไปหมดแล้วครับ ตอนนี้เอาไงต่อดีครับ” เอกสิทธิเข้ามารายงาน

“ปล่อยมันไปก่อน ให้ทุกกองพลกลับมา” ผมพูด

เอียดดด ปั้งงงงง

เสียงประตูเมืองเปิดออก พร้อมมีเด็กหนุ่มในชุดเกราะเดินออกมา

“พวกท่านเป็นใครกันมาช่วยพวกเราไว้ทำไม” เขาถาม

“พวกเราเป็นกองกำลังป้องจากพรรคชาติสังคมนิยมแห่งสหพันธรัฐไท ของสหภาพแห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิอันศักดิ์สิทธิ์” ตอบกลับเป็นภาษาที่นี่

“ไม่เคยได้ยินที่ใหนมาก่อนเลย ประเทศท่านอยู่ตรงใหน ของโลกนี้เหลาะ” เขาถามด้วยหน้า งง

“เรามาจากอีกมิติ ใช่พวกเราเป็นหนึ่งในกองกำลังที่จัดการเปิดสงครามทำรายจักรวรรดิเวนตะไรนั้นไงระ” ผมตอบ

เขาทำหน้าตกใจ

“คอยก่อนนะท่านผมจะไปตามท่านอธิการกับองค์ราชามาเดียวนี้ระท่าน” เขารีบวิ่งกลับเข้าไปในประตูเมือง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

13 ความคิดเห็น